น้ำใจธรรม.เนต
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: เสรี ลพยิ้ม ที่ มีนาคม 08, 2013, 08:50:56 am
-
เพียรสร้างความดี - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ต่อไปนี้จะแสดงถึงเรื่อง สัมมัปปธาน ๔ “ ปธาน ”
คือ ความเพียรที่จะทำคุณงามความดี การทำคุณงามความดี
มีหลัก ๔ ประการ จึงเรียกว่า สัมมัปปธาน ๔ อันได้แก่
๑. ภาวนาปธาน เพียรพยายามสร้างคุณงามความดี
สร้างบุญกุศลให้เกิดมีขึ้นในตน
๒. อนุรักขนาปธาน คือ รักษาความดีที่สร้างขึ้นมาแล้วนั้น
ไว้อย่าให้ความดีนั้นเสื่อมสูญไป
๓. ปหานปธาน คือละความชั่วที่มีอยู่ในตัวของตน
๔. สังวรปรธาน ห้ามความชั่วที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้นอีก
อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือ สร้างความดีให้มีขึ้นแล้วก็รักษาไว้
ความชั่วที่มีอยู่ให้ละเสีย แล้วห้ามไม่ให้ความชั่วอื่นเกิดขึ้นมาอีก
วันนี้อธิบายถึงข้อต้นเสียก่อน คือ ภาวนาปธาน
คำว่า “ ภาวนา ” คือ การทำให้มันมีขึ้น เจริญขึ้น อย่างเช่นจิตของเรา
ไม่เคยหัดให้มันเป็นสมาธิ เราก็หัดให้มันเป็นสมาธิให้เกิดมีขึ้นมา
หรือจิตของเรายังไม่เคยละกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง
ก็มาหัดละ รวมความแล้ว ภาวนาปธาน คือ ความเพียรที่จะเจริญคุณงาม
ความดีให้เกิดให้มีขึ้นในตนทุก ๆ วิถีทาง ความดีทั้งหลายที่เห็นว่า
เป็นประโยชน์แก่ตน และคนอื่นก็พากันสร้างให้มันเกิดขึ้น
การที่จะเอาใจใส่เจริญคุณงามความดีนั้นต้องเห็นคุณค่า
เห็นประโยชน์ด้วยใจของตนเองเสียก่อน หากไม่เห็นคุณประโยชน์
ด้วยใจของตนเอง แล้วจะไปบังคับให้สร้างขึ้นมานั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด
ส่วนการสร้างความดีนั้น เกิดขึ้นในผู้มีจิตเป็นธรรมโดยเฉพาะแนวทาง
ที่จะสร้างคุณงามความดีมีหลักอยู่ ๓ ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา
การทำทาน ในจิตคิดอยากจะสละ มีสิ่งใดไม่ว่ามากหรือน้อย
ไม่ว่าหยาบหรือละเอียด ไม่ว่าอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล หากมีมาแล้ว
ก็พยายามที่จะสละ จาคะ ทำบุญทำทาน ถึงสิ่งนั้นยังไม่ทัน
แต่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ก็มุ่งมั่นอยากทำ มีความเพียรพยายาม
จะทำอยู่ตลอดเวลา ตั้งเอาการทำทานเป็นหลักเป็นประธานว่าเราจะทำทาน
การรักษาศีล ศีล ๕ หรือศีล ๘ เป็นของฆราวาส ศีล ๑๐ ศีล๒๒๗
เป็นของสามเณรและภิกษุ หากว่ารักษาศีลเพราะเห็นคุณประโยชน์
ของศีล ตั้งใจงดเว้นจากโทษ ๕ ประการ โทษ ๘ ประการ เช่นนี้
เป็นการสร้างคุณความดีไม่ได้ถือว่าศีลลงโทษทัณฑกรรมบีบบังคับ
ให้เราเดือดร้อนเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าคนใดเห็นศีลเป็นเครื่องบีบบังคับ
ลงโทษทัณฑกรรมให้เดือดร้อนเป็นทุกข์แล้ว คนนั้นจะรักษาศีล
ได้ยากที่สุด ถึงรักษาศีลก็สักแต่ว่ารักษาศีล ท่านเรียกว่า
“ โคปาลศีล ” คล้าย ๆ กันกับว่าเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ตอนเช้า
ก็ต้อนออกไปหากินหญ้าตามทุ่งนาตามที่ต่าง ๆ แล้วก็คอยแต่จะให้
มันมืดค่ำจะได้ต้อนมาเข้าคอกเข้าแหล่ง การรักษาศีลโดยคอย
ที่จะให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ อยากให้พ้นวันพ้นคืน อย่างนี้ถึงเข้าไปอยู่วัด
ก็ไม่ได้เห็นคุณค่าประโยชน์ในการอยู่วัด เพราะจิตใจยังประหวัด
อยู่ในบ้านอยากให้สว่างเร็ว ๆ จะได้กลับบ้านทำนองนี้เรียกว่า
รักษาศีลเหมือนกับเลี้ยงวัวเลี้ยงความ ศีลแบบนี้ไม่บริสุทธิ์
แต่ถึงอย่างไรก็ยังเรียกว่าดีกว่าผู้ที่ไม่เคยรักษาศีลเลย
ส่วนผู้ที่เห็นชัดในใจว่าการรักษาศีลเป็นการงดเว้นจากโทษต่าง ๆ
มิใช่เป็นการบีบบังคับให้เราเดือนร้อนเป็นทุกข์ ไม่ได้มัดมือมัดเท้า
ไม่ได้ผู้มัดรัดรึงแล้วเอาไปใส่ทุ่นใส่ตรวนไว้ แท้จริงการรักษาศีลนั้น
คล้าย ๆ กับว่าสร้างกำแพง ๕ ชั้น ๘ ชั้น ไว้ป้องกันไม่ให้อันตราย
มาทำร้ายเรา อุปมาเปรียบเหมือนเราเข้าไปในป่าลึกอันมีสัตว์ร้าย
อันตรายต่าง ๆ มีเสือ เป็นต้น ไปค่ำมืดในป่าต้องค้างแรมกลางห้วย
กลางทางที่เสือเคยจับคนไปกินหากว่าเราไปถึงที่เช่นนั้น
แล้วมีคนมาทำห้องทำเรือนดี ๆ ไว้ให้เรานอนหรือกั้นกำแพง
ไว้ให้เรานอนจะ ๗ ชั้น ๘ ชั้น หรือ ๒๐ ชั้น อะไรก็ตาม
สมมติว่ามีกำแพงกัน ๗ ชั้น (คนโบราณ แต่ก่อนภัย
ก็ภาวนากำแพง ๗ ชั้น จะพ้นภัยอันตราย กำแพง ๗ ชั้น ก็ไม่ใช่อะไร
พุทฺโธ เม นาโถ ธมฺโม เม นาโถ สงฺโฆ เม นาโถ อมฺหากํ สรณํ คจฺฉามิ
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งนั่นเอง)
คนที่ไปนอนป่าอยู่นั้น ถ้ามีกำแพงกั้น ๗ ชั้นแล้ว นอนหลับสนิทที่สุด
ไม่กลัวอะไรเลย เช่นเดียวกันผู้ที่รักษาศีลโดยเห็นว่าศีล เป็นกำแพง
ป้องกันไม่ให้มีอันตราย ก็จะเกิดความสุขเมื่อมีศีลเกิดขึ้นในตน
ศีลจึงเป็นปราการห้ามไม่ให้เราทำชั่ว
ฉะนั้น ถ้าเห็นว่าศีลเป็นปราการ เป็นกำแพงป้องกันตัวของเรา
ไม่ให้ทำชั่วแล้ว เราก็มีศีลอยู่เป็นเครื่องอบอุ่นเย็นใจ ไปมาที่ไหน ๆ
ก็เย็นใจ เมื่อเห็นสัตว์ที่เคยอยากจะฆ่าเขาเอามาแกงกิน
มาทีหลังพอนึกอยากจะฆ่าขึ้นมาระลึกถึงศีลได้ ศีลเลยเป็นกำแพง
ปราการป้องกันไว้ไม่ให้ทำ ไม่ให้ล่วงละเมิด เห็นของเขาคิดอยาก
จะลักขโมย ซึ่งแต่ก่อนนั้นเคยลักเคยขโมยของเขาแย่งของเขามา
พอเรามีศีลเป็นเครื่องอยู่ เราระลึกถึงศีลมันก็งดได้
นี่เบื้องต้น ศีลป้องกันเราแล้วจากประพฤติผิดมิจฉาจารไม่ว่าประการใด ๆ
ศีล ๘ ประการก็ดี ศีล ๑๐ ก็ดี ศีล ๒๒๗ ก็ดี ไม่ใช่ว่ามีเป็นเครื่อง
บีบบังคับให้เรากระดุกกระดิกไม่ได้หรือขยับตัวไม่ได้ ที่แท้จริง
ศีลเป็นกำแพงป้องกันเราไว้จากความชั่ว ๕ ชั้น ๘ ชั้น ๑๐ ชั้น ๒๒๗ ชั้น
ต่างหาก ถ้าเราคิดได้พิจารณาได้อย่างนี้จะเป็น “ สีลานุสสติ ”
ระลึกถึงศีลของตนอยู่ตลอดเวลา ศีลจะกลายเป็น ภาวนา
ไปในตัวเป็นการบำเพ็ญคุณงามความดี ถ้าหากเข้าใจคุณประโยชน์
และเห็นชัดในใจด้วยตนเองแล้ว การสร้างความดีนั้นง่ายไม่ต้องมี
คนอื่นบังคับ ไม่ต้องให้คนใดคนหนึ่งตักเตือนว่ากล่าว แต่ถ้าเรา
ไม่เห็นด้วยตนเอง ต้องให้คนอื่นคอยกำชับตักเตือนแนะนำหรือ
ช่วยป้องกันอยู่ตลอดเวลานั้นมันเป็นเรื่องลำบาก หากยังไม่รู้ก็ยัง
ไม่หมดหวัง เพราะทำไปด้วยความไม่รู้ เมื่อคนอื่นตักเตือนก็ยินดี
พอใจ เปรียบเหมือนกับกำแพงที่มันพังลงไปสักแห่งหนึ่ง คนอื่น
เขาเห็นเข้าก็เตือนว่าเสือจะเข้าไปตรงนี้แหละ เราเห็นแล้วเราก็รีบ
ปิดเสียซ่อมแซมให้มันดี เมื่อทำผิดพลาดหรือทำความชั่ว
คนอื่นหวังดีตักเตือนเข้าจะรู้สึกขอบคุณเขาอย่างยิ่งและตั้งใจ
ทำดีต่อไป ถ้าหากผู้ที่ยังไม่เห็นคุณประโยชน์ของการรักษาศีล
รักษาหลบ ๆ หลีก ๆ ทำสักแต่ว่าทำ งดเว้นจากโทษนั้น ๆ
เพราะกลัวคนอื่นจะเห็น ไม่ใช่เจตนาที่เป็นบุญเป็นกุศลจากใจ
ไม่เห็นคุณประโยชน์ด้วยตนเองแท้ ๆ แบบนี้หากว่าได้โอกาส
เข้าเวลาใดแล้วด้วยตนเองแท้ ๆ แบบนี้หากว่าได้โอกาสเข้าเวลาใด
แล้วจะกล้าทำชั่ว คนที่ทำความชั่วจะเดือนร้อนในตัวของตน
เรียกว่า ละจากความดีด้วยความชั่ว ถือเอาความชั่วเป็น
ความดีของตน ความชั่วนี่สกปรก ศีลไม่มีการสกปรก
จะทำเมื่อใดใสสะอาดอยู่ตลอดเวลาสะอาดทั้งภายนอกภายใน
ผู้มีศีลธรรมรู้จักอ่อนน้อมเคารพนับถือ รู้จักกราบ รู้จักไหว้ในสถานที่
ควรกราบควรไหว้ เท่านี้มันก็งามขึ้นมาแล้ว ความงามอย่างนี้ประดับได้
ในคนทั่วไปหมด เป็นความงามลึกซึ้ง ส่วนสายสร้อยต่างหูหรือเครื่อง
ประดับเพชรนิลจินดาเอามาประดับแวววาวไปทั้งตัวคนเข้าใจว่างาม
ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่งามของคน แต่งามของเพชรพลอยต่างหาก
เมื่อเอาของอันนั้นมาผูกไว้เลยเข้าใจว่าคนงาม ถ้าหากเราใช้ศีล
เป็นเครื่องประดับ คือเรามีสัมมาจรยาวัตรระมัดระวังสังวร ไม่ฆ่าสัตว์
ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดมิจฉาจาร
ท่านว่า “ สีล คนฺโธ อนุตฺตโร ” ศีลเป็นเหมือนยิ่งกว่าดอกไม้ของหอก
มีกลิ่นฟุ้งขจรไปในที่ต่าง ๆ ดอกไม้ถึงจะหอมมันก็ไปตามลม มีแต่ผู้มีศีล
นั้นหอมทวนลม อยู่ใกล้หรืออยู่ไกลก็พยายามไปหา เหมือนแมลงภู่
แสวงหาดอกไม้ไกลแสนไกลมันก็ไปเคล้ากินเกสรเอาไว้เป็นประโยชน์
แก่ตน คนผู้เห็นคุณค่าของศีล ถึงแม้ว่าจะอยู่ในถิ่นฐานใด จะเอาศีล
เป็นเครื่องประดับตนเองตลอดกาลดมกลิ่นของศีลหอมหวนชื่นอก
ชื่นใจอยู่ตลอดเวลา ศีลเป็นของหอมที่ผู้ไม่มีปัญญานั้นเหม็น
เลยกลายเป็นของเหม็น นี่เป็นเรื่องการภาวนา
คือเจริญความดีให้เกิดมีขึ้นในตน
เมื่อได้ฟังแล้วพากันจดจำ นำเอาไปพิจารณาอีกทีหนึ่ง จนเห็นชัด
ด้วยตนเองแล้วตั้งใจปฏิบัติโดยอาศัยความไม่ประมาท จะสามารถ
นำความสุขความเจริญให้เกิดมีแต่ตน
จากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที่ 5ฉบับที่ 57 สิงหาคม 2548
โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย
เพียรสร้างความดี - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี