น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: เสรี ลพยิ้ม ที่ เมษายน 07, 2013, 10:58:22 am

หัวข้อ: บุพเพสันนิวาสอันเหลือเชื่อ - หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
เริ่มหัวข้อโดย: เสรี ลพยิ้ม ที่ เมษายน 07, 2013, 10:58:22 am
บุพเพสันนิวาสอันเหลือเชื่อ - หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
อุบายชนะกามคุณ ๕ ของพระอริยสงฆ์


...หลวงปู่ว้าวุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง จิตที่เคยควบคุมบังคับให้สงบนิ่งได้
ก็เกิดปรวนแปรไป ความคิดคำนึงคอยแต่จะโลดแล่นซัดส่ายไปหา
หญิงงามอย่างเดียว ทำให้หลวงปู่แหวน เกิดความหวาดกลัวตัวเอง
เป็นอย่างยิ่ง ขืนอยู่ต่อไปอาจจะพ่ายแพ้ต่อกิเลสเมื่อไหร่ก็ได้

ดังนั้น หลวงปู่แหวนจึงตัดสินใจเก็บบริขารทั้งหลาย เดินทางกลับ
ประเทศไทยอย่างฉับพลันทันที เมื่อข้ามแม่น้ำโขงสู่ผืนแผ่นดินมาตุภูมิ
แล้วก็มุ่งหน้าขึ้นไปทางอำเภอศรีเชียงใหม่ ระหว่างเดินทางหนี "มาตุคาม"
ซึ่งเป็นเนื้อคู่บุพเพสันนิวาสมาแต่ชาติปางก่อน จิตใจของหลวงปู่ยังโลดแล่น
ไปหาสาวงามเกือบตลอดเวลา เป็นความรู้สึกที่ฟุ้งซ่านที่รุนแรงร้ายกาจ
สุดพรรณนาทีเดียว

หลวงปู่แหวนเดินทางมาถึงพระบาทเนินกุ่ม หินหมากเป้ง
จึงหยุดยั้งอบรมตนอยู่ ณ ที่นี้ และก็เป็นวาสนาของหลวงปู่ที่ได้พบกับ
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งท่านได้ปลีกตัวออกจาก
หมู่คณะมาบำเพ็ญภาวนาอยู่ในบริเวณนั้นพอดี

หลวงปู่แหวน มีปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับท่านอาจารย์ใหญ่
การได้มาพักอบรมตน อยู่ใกล้กับท่านพระอาจารย์มั่นก่อนเข้าพรรษาปีนั้น
ทำให้หลวงปู่แหวนระงับความฟุ้งซ่านลงได้ไม่น้อย แม้กระนั้นภาพของ
หญิงงามก็ยังปรากฏเป็นครั้งคราว ทำให้ดวงจิตหวั่นไหวอยู่เสมอ
แต่เมื่อเร่งภาวนายิ่งขึ้นภาพนั้นก็สงบระงับไป หากพลั้งเผลอเมื่อใด
ภาพสาวงามก็จะผุดขึ้นมาอีก

หลังจากเข้าพรรษาแล้ว หลวงปู่แหวนได้ตั้งใจปรารภความเพียรอย่างหนัก
การเร่งความเพียรอย่างเต็มที่ ทำให้จิตสงบอย่างรวดเร็ว ทรงตัวสู่ฐานสมาธิ
ได้ง่าย ไม่วุ่นวายฟุ้งซ่านอีก คล้ายกับจิตมันยอมสยบราบคาบแล้ว
และเกิดอุบายทางปัญญาพอสมควร

แต่หลวงปู่หารู้ไม่ว่า ยิ่งเร่งความเพียรเอาจริงเอาจังหนักขึ้นเท่าใด
กิเลสที่แสร้งสงบนิ่ง ก็เริ่มต่อต้านเอาจริงเอาจังมากขึ้นเท่านั้น
คราวนี้แทนที่จะควบคุมจิต ให้ดำเนินไปตามทางที่ต้องการ
มันกลับเตลิดโลดแล่น ไปหาสาวงามที่บ้านนาสอง ริมฝั่งแม่น้ำงึมอีก
และครั้งนี้พลังของกิเลสดูจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หลวงปู่แหวนพยายาม
หาอุบายธรรมต่างๆ มาปราบเจ้าตัวกิเลสที่ฟูขึ้นมา แต่ไม่สำเร็จ
 
หลวงปู่เล่าว่า"ยิ่งเร่งความเพียร ดูเหมือนเอาเชื้อไปใส่ไฟ ยิ่งกำเริบหนัก
เข้าไปอีก เผลอไม่ได้เป็นต้องไปหาหญิงนั้นทันที บางครั้งมันหนีออกไป
ซึ่งๆ หน้า คือขณะที่คิดอุบายการพิจาณาอยู่นั้นเอง (จิต) มันก็วิ่งออกไป
หาหญิงนั้นซึ่งๆ หน้ากันเลยทีเดียว" โอ... "มาตุคาม" นี้อันตรายนัก
และหากเป็นบุพกรรมอันผูกพันร้อยรัดอยู่ด้วยบุพเพสันนิวาสเข้าไปอีก
การเอาชนะเพื่อยุติกรรมยิ่งลำบากยากเข็ญเป็นที่สุด"

หลวงปู่แหวนไม่ยอมพ่ายแพ้ ต่อพลังกิเลสกองนี้โดยเด็ดขาด
อุบายการปฏิบัติธรรมทุกอย่างถูกนำมาใช้เพื่อต่อสู้กับกิเลสมาร
สุดชีวิต เช่น เว้นการนอนเสีย มีเฉพาะอิริยาบถนั่ง เดิน ยืน เท่านั้น
 
หลวงปู่แหวนทรมานจิตมันอยู่หลายวันหลายคืน พร้อมกันนั้น
ก็พิจารณาดูว่าจิตยอมอยู่ใต้บังคับหรือไม่ มันคลายความรัก
ต่อหญิงงามคนนั้นหรือไม่ ทำถึงอย่างนี้แล้วกลับไม่ได้ผล
เพราะเผลอเมื่อไหร่ จิตมันจะโลดทะยานไปหาหญิงนั้นอีก

เอาใหม่...เมื่อจิตมันยังรัดรึงอยู่กับ "มาตุคาม" ไม่ยอมปล่อย
ยอมคลาย หลวงปู่จึงตัดอิริยาบถนั่งกับนอนทิ้งไป เหลือยืน
กับเดินจงกรม กระทำความเพียรเช่นนี้ทั้งวันทั้งคืน

แต่จิตมันก็ยังแส่ส่ายไปหาหญิงงามไม่ยอมหยุด ยิ่งทรมาน
มันมากเท่าไหร่ ดูเหมือนว่ามันจะดื้อรั้นโต้ตอบมากเท่านั้น

คราวนี้เปลี่ยนวิธีใหม่อีก... ไม่ฉันอาหารมันล่ะ เหลือแต่น้ำอย่างเดียว
ถ้าจิตมันยังดื้อถือดี ยังทะยานเข้าหากองกิเลสไม่ยอมเลิกรา
หลวงปู่ตั้งเจตนาว่า ตายเป็นตาย ให้มันรู้ไปว่าจิตได้พ่ายแพ้
แก่อำนาจกิเลสอย่างราบคาบแล้ว

หลวงปู่แหวนเพ่งพิจารณา หาอุบายกำราบจิตใหม่
โดยการเพ่งเอาร่างกายของหญิงงามนั้น ยกขึ้นมา
แล้วพิจารณากายคตาสติ แยกอาการ ๓๒ นั้นทีละส่วน
โดยอนุโลม ปฏิโลมเทียบเข้าหากายของตน พิจารณาละเอียด
ให้เห็นตามความเป็นจริงว่า อวัยวะแต่ละส่วนของหญิงนั้น
ก็มีเหมือนกันทุกอย่าง จะผิดแผกแตกต่างกัน
ก็ด้วยลักษณะแห่งเพศเท่านั้น

หลวงปู่ทรงสมาธิ แล้วพิจารณาอยู่เช่นนั้นกลับไปกลับมา
ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญาพิจารณา กายคตาสติ ไปจนถึงหนัง
ถ้าถลกหนังที่ห่อหุ้มเนื้อออกจนหมด ความจริงก็ปรากฏทันที
นั่นคือ เนื้อกายซึ่งปราศจากผิวหนังห่อหุ้มอ ยู่ย่อมีสภาพที่ไม่น่าดู
หรือ ดูไม่ได้เอาเสียเลย เพราะเหลือแต่เนื้อแดง ๆ เยิ้มด้วยน้ำเหลือง
มีเส้นเลือดผุดพราวไปทั่ว "ตัวรู้" ก็บอกว่าหากหญิงงามไม่มีหนังหุ้ม
เหลือแต่เนื้อแดง ๆ ใครเล่าจะพิศวาสได้ลงคอ

อ้อ... คนเรามา "หลง" อยู่ตรง "หนัง" นี่เอง
ปัญญาเพ่งพินิจต่อไปอีกจนเห็นความเน่าเปื่อยแล้วก็สลายกาย
เป็นกองเนื้อเน่า ๆ และกองกระดูกเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรตั้งอยู่
ทรงสภาพเดิมไว้ได้อีก ไม่มีส่วนไหนจะคงอยู่ได้เลย

ปัญญาเพ่งต่อไปถึง มูตร (ปัสสาวะ) และ กรีษ (อุจจาระ) ของหญิงงาม
ปัญญาก็ตั้งคำถามอีกว่า ที่หญิงงาม น่ารัก น่าพิศวาสนั้น มูตรกับกรีษ
งามด้วยหรือเปล่า กินได้ไหม เอามาตระกองกอดได้ไหม 
"จิต" ตอบว่า "ไม่ได้" ปัญญาก็ตั้งคำถามอีกว่า เมื่อกินไม่ได้
เอามาตระกองกอดไม่ได้ แล้วอันไหนล่ะที่ว่างาม อันไหนที่ว่าดี
จิตโดนปัญญาซักฟอกอย่างหนักเช่นนั้นก็ตอบไม่ได้ หาเหตุผล
มาโต้แย้งไม่ได้ จิตมันก็อ่อนลงเพราะจนด้วยเหตุผลของปัญญา
ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง ยอมสารภาพผิดแต่โดยดี
จิตซึ่งเคยโลดแล่นแส่ส่ายออกไป ตามวิสัยความอยากของมัน
ก็พลันถึงความสงบ ไม่กำเริบร้อนเร่าอีก

หลวงปู่แหวนยังไม่วางใจจิตนัก ท่านจึงทดสอบ
โดยส่งจิตไปหาหญิงงามบ้านนาสอง ริมฝั่งแม่น้ำงึมหลายครั้ง
แต่จิตก็ไม่ยอมโลดแล่นไปอีก จิตคงทรงอยู่ในความสงบเพราะ
ได้เห็นความเป็นจริงของธรรมแล้ว

การอดอาหาร และทำความเพียรอย่างยิ่งยวด เพื่อเอาชนะกิเลสมาร
ของหลวงปู่แหวนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ จิตของท่าน
รู้แจ้งเห็นจริงในภัยของมาตุคาม อย่างทะลุปรุโปร่งและสิ้นพยศ
ตั้งแต่นั้น...ตลอดไป


ข้อมูลจากหนังสือ อนุสรณ์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
ที่มา เว็บพลังจิต