น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: เสรี ลพยิ้ม ที่ ธันวาคม 26, 2013, 10:44:28 am

หัวข้อ: เรียนรู้ในตำราและรู้จริงจากปัญญา - หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโญ
เริ่มหัวข้อโดย: เสรี ลพยิ้ม ที่ ธันวาคม 26, 2013, 10:44:28 am
เรียนรู้ในตำราและรู้จริงจากปัญญา - หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโญ

ขณะนี้ผู้ปฏิบัติไม่สนใจในการพิจารณาทางปัญญา
ไม่สนใจในการวิจัย วิเคราะห์ตรึกตรอง
ไม่ต้องคิดพิจารณาให้เสียเวลา

อยากรู้ธรรมะหมวดไหน ก็ไปอ่านในตำราก็รู้ได้
อยากรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ก็ไปศึกษาในตำรา ก็รู้ความจริงนี้ได้

การเรียนรู้ในตำราและรู้จริงจากปัญญา
จะมีความแตกต่างทางจิตใจ

เหมือนกับอาหารสำเร็จรูป
เราอยากรับประทานอาหารประเภทไหน ก็ซื้อรับประทานอิ่มได้

ถ้าอาหารนั้นทำกับมือเราเองรับประทานเอง
ในความรู้สึกจะเกิด ความพอใจในฝีมือเราเอง
ถึงร้านอาหารเขาเลิกไปก็ไม่เกิดความเดือดร้อน
เพราะเราทำอาหารรับประทานเองได้อยู่แล้วนี้ ฉันใด

การอาศัยความรู้จากผู้อื่น ยกยื่นธรรมะให้ ก็ฉันนั้น
ก็จะเป็นธรรมะที่ยืมจากผู้อื่นมารู้เท่านั้น
ถ้าผู้อื่นไม่อธิบายให้ฟัง ก็จะนั่งซึมเซ่อเหม่อลอย
จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ได้เลย

ถ้าเราฝึกสติปัญญา พิจารณาในหลักความเป็นจริงอยู่บ่อย ๆ
ใจก็จะเกิดความแยบคายในปัญหา นั้น ๆ
ใจก็จะละจากความเห็นผิดได้
การภาวนาปฏิบัติก็จะก้าวหน้าไปด้วยดี
ไม่มีอุปสรรคขัดขวางให้เสียเวลาแต่อย่างใด

เหมือนกับได้โชเฟอร์ขับรถที่ดีมีฝีมือ
เราก็นั่งไปด้วยความปลอดภัย
ถ้าได้โชเฟอร์ขี้เมา ก็จะพาให้เราตกคลองไปด้วย

ถ้าเรามีความชำนาญในการขับรถด้วยตนเอง มีความมั่นใจในฝีมือตัวเอง
การดูเส้นทางและอ่านป้าย รู้จักไฟเขียว ไฟแดง รู้กฎจราจร
การขับรถก็จะมีความปลอดภัย
ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการนี้ ฉันใด
การภาวนาปฏิบัติ ก็ฉันนั้น

ถ้าได้ครูอาจารย์ดี ก็มีความโชคดีไป
ถ้าได้ผู้นำที่ไม่รู้อุบายปฏิบัติที่ถูกต้อง
ก็จะเป็นปัญหา ในการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมากทีเดียว

ถ้าเราฝึกตนให้เป็นที่พึ่งของตนได้
สติปัญญาเราดีมีเหตุผลอย่างพอเพียง
จะไม่ต้องเสี่ยงต่อการภาวนาปฏิบัติธรรมแต่อย่างใด

ธาตุดินจึงเป็นหลักให้แก่ธาตุอื่นๆ ให้รวมตัวอยู่ได้
เป็นธาตุที่แข็งแกร่ง ให้ธาตุนํ้า ธาตุลม ธาตุไฟ
ได้ทรงตัวเป็นรูป ถึงธาตุอื่นจะมีความสำคัญก็เป็น
เพียงธาตุประกอบกัน อยู่ในธาตุดินนี้ทั้งสิ้น

ให้สังเกตดูว่าพระอุปัชฌาย์ ให้กัมมัฏฐานแก่พระเณรที่บวชใหม่
ก็ให้กัมมัฏฐานห้า ล้วนแล้วแต่เป็นธาตุดิน
เช่น เกศาผม โลมาขน นะขาเล็บ ทันตาฟัน ตะโจหนัง
ทั้งห้านี้มีอยู่ภายนอก สัมผัสด้วยตาได้
กัมมัฏฐานห้านี้มีอยู่กับทุกๆคน

การบอกกัมมัฏฐานห้าให้ผู้บรรพชาอุปสมบทนั้น
เป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนา บวชให้ถูกต้องตามพุทธ
ประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน
เพื่อให้พระเณรได้นำไปพิจารณาด้วยปัญญา
ให้รู้เห็นในความสกปรกโสโครกของร่างกาย
ไม่ให้ใจเกิดความกระสันยินดี
 
ให้ใจเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกามคุณ
ให้พิจารณาด้วยปัญญา
ใน กัมมัฏฐานห้าของตนเองและของผู้อื่น
ให้เป็นไปในสามัญลักษณะในความสกปรก โสโครกเหมือนกัน

ถ้ารู้เห็นเป็นไปตามความจริงอยู่อย่างนี้
ความยินดีที่อยากจะ สัมผัสก็คลายออกจากใจไปได้
มองดูตัวเองและเห็นใคร ๆ ก็จะเป็นซากศพเคลื่อน ที่ไปเสียทั้งหมด

ถ้านอนอยู่ร่วมกันก็เหมือนได้อยู่ในป่าช้าผีดิบ
ดูน่าสะอิดสะเอียน เบื่อหน่าย
ไม่มีความสวยงามไปตามโมฆบุรุษโมฆสตรี ที่มืดบอดแต่อย่างใด

ความเข้าใจ ความเห็นเป็นอย่างนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ
ความเห็นชอบถูกต้องตาม ความเป็นจริง

แมลงผึ้งแสวงหาเกสร
แมลงวันแสวงหาของบูดเน่า
นักปราชญ์ แสวงหาความจริง

ขณะนี้เราเป็นอะไร และแสวงหาอะไรกันแน่
ให้ดูใจเราก็ แล้วกัน

 
เ รี ย น รู้ ใ น ตำ ร า แ ล ะ รู้ จ ริ ง จ า ก ปั ญ ญ า
หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญโญ
ที่มา เว็บลานธรรมจักร