น้ำใจธรรม.เนต
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: เสรี ลพยิ้ม ที่ มกราคม 06, 2014, 12:12:49 pm
-
วาจาสุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้ - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นหลักการ ถ้าว่าตามปัจฉิมวาจาหรือ
วาจาสุดท้าย ก็ตรัสบอกว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง
หรือสังขารทั้งหลาย มีการเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น
ชีวิตมนุษย์ก็ตาม หรือสังคมอารยธรรมอะไรต่าง ๆ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้นแล้ว ก็มีการแตกสลายกันไปตามเหตุปัจจัย สิ่งที่มนุษย์ต้องทำ
คือ ต้องไม่ประมาท ดังนั้นก็ตรัสฝากไว้ว่า “ ให้ไม่ประมาท ”
เมื่อเราไม่ประมาท เราก็จะใช้ประโยชน์จากหลักอนิจจัง หรือ
ความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง ว่าในขณะที่สิ่งทั้งหลาย
เสื่อมสลายเปลี่ยนแปลงไป
หนึ่ง ตัวเราเองไม่นิ่งนอนใจ เรากระตือรือร้นในการที่จะพัฒนา
ชีวิตของตน ให้วันเวลาผ่านไปอย่างดีที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด
สอง คือสังคม ประเทศชาติ ตลอดจนอารยธรรมของโลก ก็ต้องศึกษา
วิเคราะห์เหตุปัจจัยเพื่อให้ไม่ประมาทว่า อะไรจะเป็นเหตุปัจจัย
แห่งความเสื่อม แล้วก็แก้ไขป้องกันเหตุปัจจัยเหล่านั้น อะไรที่จะเป็นเหตุ
ปัจจัยของความเจริญงอกงาม ก็ชวนกันรีบสร้างสรรค์ขึ้น
อันนี้เป็นหลักปฏิบัติในการเป็นอยู่โดยไม่ประมาท
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องอนิจจัง คือเรื่องไม่เที่ยง มักจะตรัสควบ
กับความไม่ประมาท นั่นคือมนุษย์จะได้ประโยชน์จากความไม่เที่ยง
และจากเรื่องของการแตกสลายเสื่อมโทรมซึ่งเป็นธรรมชาติของสิ่ง
ทั้งหลายที่มันไม่คงทนอยู่ตลอดไป แต่ที่สำคัญก็คือหลักการใหญ่
ของพระพุทธศาสนาบอกไว้ว่า การที่สิ่งทั้งหลายจะเปลี่ยนแปลง
ไปอย่างไรนั้น มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย มนุษย์จะอยู่ได้ดีที่สุด
ก็ต้องไม่ประมาท ไม่ประมาทอย่างไร
หนึ่ง ในการศึกษาเรียนรู้ ให้เข้าใจเหตุปัจจัย
สอง นำความรู้นั้นมาปฏิบัติแก้ไขเหตุปัจจัยที่จะทำให้เสื่อม
และสร้างสรรค์เหตุปัจจัยที่จะทำให้เจริญ อย่างน้อยก็ดำรงรักษา
เหตุปัจจัยในฝ่ายดีไว้
อย่างสังคมไทยเราปัจจุบันนี้ ควรจะพิจารณาตรวจสอบดูว่า ชีวิตและ
สังคมของเราตั้งอยู่ในความไม่ประมาทไหม และมีสภาพของความเสื่อม
มากมายหรือเปล่า พวกเรากำลังทำเหตุปัจจัยของความเสื่อมกันอยู่
มากมายหรือเปล่า
ในแง่ของความเจริญ เราเจริญจริงหรือเปล่า และเราทำเหตุปัจจัย
ของความเจริญกันบ้างหรือเปล่า หรือว่าเราได้เพียงแค่รับเอาภาพ
ของความเจริญมา แต่เราไม่ได้ทำเหตุปัจจัยของความเจริญ
เราอาศัยเหตุปัจจัยของความเจริญจากที่อื่น และรับเอาแต่เพียง
ผลจากเขา ใช่หรือไม่
ถ้าเราไม่ทำเหตุปัจจัยของความเจริญ เราจะเจริญงอกงามได้ยาก
สิ่งที่เอามานั้นเป็นเหมือนของยืม หรือเป็นของที่ถูกหลอกถูกล่อ
ให้เอามาใช้หลอกตัวเองเท่านั้น ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ยั่งยืน อันนี้เป็นเรื่อง
ที่ต้องมาวิเคราะห์ตรวจสอบตัวเองกันบ้าง
ตามหลักพุทธศาสนา สังคมพุทธต้องเป็นสังคมแห่งปัญญา
เมื่อจะมีศรัทธาก็ต้องมีเราเป็นศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่แท้หรือไม่
หนึ่ง ที่ว่าเรามีศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น เรามีศรัทธาถูกต้อง
หรือเปล่า ศรัทธาของเราเป็นศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่แท้หรือไม่
สอง ศรัทธาที่จะถูกต้องก็คือต้องมีปัญญา เรามีปัญญาประกอบหรือไม่
สาม เรามีการพัฒนาในเรื่องศรัทธาและปัญญานี้หรือไม่
เราได้มีการวิเคราะห์สภาวการณ์และใช้ปัญญากันจริงจังหรือเปล่า
แม้แต่จะสร้างวิถีชีวิตแห่งปัญญาให้เกิดเป็นวัฒนธรรมแห่งปัญญา
เช่นมีความใฝ่รู้ ชอบศึกษา เราทำกันบ้างไหม การใฝ่รู้ชอบศึกษา
ทำให้เกิดความเจริญปัญญาในตนเอง แต่นอกจากนั้นยังทำให้เรารู้
เข้าใจสภาพความเป็นจริงของชีวิตและเหตุการณ์ของโลก
ซึ่งจะทำให้ ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้เท่าทันว่า โลกที่เจริญอย่างปัจจุบันนี้
เจริญจริงหรือเปล่า เจริญในแง่ไหน มีความเสื่อมพ่วงอยู่ หรือซ่อนอยู่
อย่างไร มีเหตุปัจจัยอย่างไร เราควรจะเลือกรับส่วนไหนและจะนำมา
ปรับใช้ จะแก้ไข จะพัฒนาต่อไปอย่างไร
มนุษย์ที่มีปัญญา เป็นชาวพุทธ จะต้องใช้ปัญญาพิจารณาและแก้ไข
ไม่ใช่ตื่นไปกับภาพของสิ่งที่จะมาบำรุงบำเรอฉาบฉวยผิวเผินไปเรื่อย ๆ
อย่างไม่มีหลัก คติพระพุทธศาสนาที่จะนำมาใช้ปฏิบัติได้มีมากมาย
อยู่ที่เราจะใช้ปัญญาวิเคราะห์พิจารณาหรือไม่
การเวียนมาถึงของวันวิสาขบูชา ก็คือเป็นการเตือนใจเรา
และเป็นโอกาสสำหรับเราจะได้มารำลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้วศึกษาให้เข้าใจ และนำมาใช้ประโยชน์ เมื่อทำอย่างนี้อารยธรรมนุษย์
ก็จะพัฒนาได้ต่อไป ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นเพียงผู้เสวยผลที่มีมาในอดีต
ไม่รู้จักสร้างสรรค์อะไรเลย โดยแม้แต่จะรับก็อาจจะเลือกไม่เป็น
เพราะไม่ใช้ปัญญา บางทีก็ไปเอาส่วนเสื่อมโทรมในที่ต่าง ๆ
มารวมไว้กับตัวเอง
ฉะนั้น เมื่อถึงวันวิสาขบูชา อย่างน้อยก็ควรถือเอาประโยชน์จากการที่
พระพุทธเจ้าได้สอนเราให้มีความไม่ประมาท ในการที่จะใช้ปัญญา
ศึกษาเหตุปัจจัย แล้วก็ใช้เรี่ยวแรงความเพียรในการกระทำของตนเอง
ทำการแก้ไขและสร้างสรรค์ขึ้นมา ก็จะมีความเจริญได้อย่างแท้จริง
วันวิสาขบูชาจะเป็นวันสำคัญของโลกได้ ก็ต้องมีความสำคัญเริ่มตั้งแต่
ที่ตัวของแต่ละคน แต่ละชีวิต แต่ละท้องถิ่น แล้วก็แต่ละสังคม
ถ้าเราสามารถทำให้พระพุทธศาสนามีความหมาย ความสำคัญ
ต่อประเทศไทยได้ ก็จะเกิดความสำคัญต่อโลกพ่วงมาด้วย
และจะให้สำคัญต่อโลกแท้จริง ก็ต่อเมื่อคนไทยรู้จักนำเอา
หลักพุทธศาสนามาใช้สร้างสรรค์แก้ไขปัญหาของสังคมตนเอง
แล้วก้าวไปแก้ไขปัญหาของโลกด้วย
เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า เวลานี้โลกมีปัญหามากมายเพียงไร
เราก็เอาภาพความฟุ้งเฟ้อผิวเผินอะไรบางอย่างมากลบ ๆ กันไว้
ลึกลงไปใต้นั้น ก็ซ่อนเต็มไปด้วยปัญหาทั้งนั้น ประเทศพัฒนา
แล้วก็ตาม กำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา ล้าหลังก็ตาม เวลานี้มี
ปัญหาอะไรก็รู้กันอยู่แล้ว เจริญกันมากพัฒนากันไป
เดี๋ยวก็บอกว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน โลกนี้ถูกคุกคาม
ด้วยปัญหาธรรมชาติแวดล้อมเสื่อมโทรม
สังคมที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศเจริญมากอย่างอเมริกา มีปัญหาตั้งแต่
ชีวิตจิตใจเครียดมีความทุกข์มาก ฆ่าตัวตายมาก ฆ่ากันตายมาก
ปัญหาความรุนแรง เด็กนักเรียนประถมเอาปืนไปยิงเพื่อนนักเรียนบ้าง
ยิงครูที่โรงเรียนบ้าง ติดยาเสพติด ยาบ้า ยาอี โคเคน ครอบครัวก็แตกสลาย
เด็กหญิงยังไม่ได้แต่งงานมีลูกตั้งแต่อายุ 12 ลูกก็ไม่มีพ่อ ตัวเองก็ยัง
เลี้ยงลูกไม่เป็น เด็กก็เจริญเติบโต มาเป็นส่วนประกอบของสังคม
ที่เป็นปัญหา ซึ่งจะทำให้สังคมเสื่อมโทรมลงระยะยาว ไหนจะมีความ
แบ่งแยกรังเกียจเหยียดผิวกันเรื้อรังมาเป็นศตวรรษ
มองกว้างออกไปก็มีการแย่งชิงทรัพยากรกันในหมู่ประเทศต่าง ๆ
ประเทศที่มีอำนาจมากก็แข่งขันกันในการที่จะแผ่อำนาจทางเศรษฐกิจ
หาผลประโยชน์ หากแหล่งทรัพยากรมีการขัดแย้ง ผลประโยชน์ระหว่าง
ประเทศร่ำรวยด้วยกัน ความหวั่นกลัวต่อการครอบงำและเอารัดเอาเปรียบ
ระหว่างประเทศที่มั่งคั่ง กับประเทศที่ขาดแคลน ระบบและองค์กรที่ว่าตั้งขึ้น
เพื่อการค้าขายที่เสรี มีความเสมอภาค ก็เป็นที่สงสัยว่าจะไม่เกิดจาก
วัตถุประสงค์ที่จริงใจ ฯลฯ
ถ้าสนใจเอาจริงเอาจัง รู้จักรับฟัง ก็จะมองเห็นสภาพปัญหาเหล่านี้
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นภาพทั่วไป ก็คือการมองไปที่สิ่งเสพบริโภค
ซึ่งมาล่อให้ตื่นเต้น โดยบางทีเราก็ไม่ได้มองว่า
เบื้องหลังของสิ่งเหล่านี้มีอะไร
คนที่มีปัญญาจะอยู่เพียงกับภาพที่ปรากฏผิวเผินภายนอกไม่ได้
จะต้องใช้ปัญญาพิจารณาวิเคราะห์ ถ้าเราจะต้องการแก้ปัญหา
และสร้างสรรค์ชีวิตสังคมและอารยธรรมของโลกกันจริง ๆ
ก็เป็นโอกาสว่า เมื่อถึงวันวิสาขบูชาทีหนึ่งก็มาทบทวน ตรวจสอบ
วิเคราะห์ แล้วก็พยายามที่จะนำเอาหลักการของพระพุทธศาสนา
มาใช้ให้เป็นประโยชน์ทั้งในการสร้างสรรค์และแก้ปัญหา
วาจาสุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงฝากไว้
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน
จากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที่ 6 ฉบับ 66 พฤษภาคม 2549
ที่มา เว็บชมรมกัลยาณธรรม