น้ำใจธรรม.เนต
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => น้ำใจธรรม-สุขภาพ => ข้อความที่เริ่มโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 20, 2014, 06:54:22 am
-
(http://upic.me/i/5u/10393831_672027566179592_3515596436718706077_n.jpg) (http://upic.me/show/51553841)
-
(http://upic.me/i/x4/10501909_10152281123933106_318890210365230651_n.jpg) (http://upic.me/show/51806341)
ผู้ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ อาจทำให้องค์ประกอบของของเหลวในตาเปลี่ยนแปลงไป แบบเดียวกับผู้ที่เป็นโรคตาแห้งได้
ของเหลวนั้นเป็นแผ่นใสของน้ำตา ซึ่งทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ผู้ที่เป็นโรคตาแห้งเกิดเพราะตาผลิตน้ำตาได้น้อยหรือไม่ก็เพราะน้ำตาระเหยออกไปรวดเร็วมาก
หมอยูอิชิ ยูชิโน ได้รายงานผลการศึกษาว่า คนที่จ้องมองอยู่หน้าจอโดยทั่วไปมักจะเบิกตาโตกว่าปกติ ประกอบกับกะพริบตาน้อยด้วย ทำให้น้ำตาระเหยแห้งไปเร็วขึ้น เป็นเหตุให้ตาแห้ง “เมื่อเราจ้องมองดูจอ เราจะกะพริบตาน้อยกว่าเมื่อตอนอ่านหนังสือ”
จักษุแพทย์ยูชิโน กล่าวแนะนำว่า “ผู้ที่มีอาการดังกล่าว อาจจะแก้ได้ด้วยการตั้งจออย่าให้อยู่สูงเกินไปนัก หงายจอขึ้นเล็กน้อยและควรกะพริบตาให้ถี่ขึ้น”
ทีมา : Feckbook สสส.
Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=nf (https://www.facebook.com/thaihealth?ref=nf)
-
(http://upic.me/i/tz/10457817_599308496834151_1808416515738539824_n.jpg) (http://upic.me/show/51959846)
ขอบคุณที่มาและแหล่งข้อมูล
-
(http://upic.me/i/c9/10547418_600248056740195_2051947188862636031_n.png) (http://upic.me/show/51976672)
ขอบคุณทีมา : Feckbook สสส.
Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=nf (https://www.facebook.com/thaihealth?fref=nf)
-
(http://upic.me/i/6i/10552624_10152525251316083_7333853441886092813_n.jpg) (http://upic.me/show/52126915)
ขอบคุณ infographic move
-
(http://upic.me/i/wt/10367548_10152405200266083_7361314548865170310_n.jpg) (http://upic.me/show/52127033)
วิธีถนอมสายตาด้วยการนวด 7 ท่าง่ายๆ
ท่าที่ 1 ท่าเสยผม : ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง กดขอบกระบอกตาบนให้แน่นพอควร ทำทั้ง 2 ข้างพร้อมๆ กัน ค่อยๆ ดันนิ้วทั้ง 3 นิ้วเรื่อยขึ้นไปบนศีรษะจนถึงท้ายทอยแบบเสยผม ทำ 10-20 ครั้ง
ท่าที่ 2 ท่าประแป้ง : ใช้นิ้วกลางทั้งสอง กดตรงหัวตา (โดนสันจมูก) แน่นพอควรดันนิ้วขึ้นไปจนถึงหน้าผาก แล้วใช้นิ้วทั้งหมด (เว้นนิ้วหัวแม่มือ) แตะหน้าผากโดยให้ปลายนิ้วมือจรดกัน แล้วลูบลงไปข้างแก้มแบบแนบสนิทมายังคาง ทำ 10-20 ครั้ง
ท่าที่ 3 ท่าเช็ดปาก : ใช้ฝ่ามือขวาทาบบนปากลากมือไปทางขวาให้สุด ให้ฝ่ามือกดแน่นกับปากพอสมควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทาบปากแล้วทำแบบเดียวกันนับเป็น 1 ครั้ง ทำ 10-20 ครั้ง
ท่าที่ 4 ท่าเช็ดคาง : ใช้หลังมือขวาทาบใต้คาง แล้วลากมือจากทางซ้ายไปขวาให้หลังมือกดแน่นกับใต้คางพอควร เปลี่ยนใช้มือซ้ายทำแบบเดียวกัน นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 10-20 ครั้ง
ท่าที่ 5 ท่ากดใต้คาง : ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้ง 2 ข้างกดใต้คาง โดยให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับคาง ใช้แรงกดพอควรและกดนานพอควร (นาน 10 วินาที หรือนับ 1-10 อย่างช้าๆ) เลื่อนจุดกดให้ทั่วใต้คางเฉพาะทางด้านหน้า ทำ 5-10 ครั้ง
ท่าที่ 6 ท่าถูหน้าและหลังหู : ใช้มือแต่ละข้างคีบหู โดยกางนิ้วกลางและนิ้วชี้คีบอย่างหลวมๆ วางมือให้แนบสนิทกับแก้ม ถูขึ้นลงแรงๆ นับเป็น 1 ครั้ง ทำ 20-30 ครั้ง
ท่าที่ 7 ท่าตบท้ายทอย : ใช้ฝ่ามือปิดหู (มือซ้ายปิดหูซ้าย มือขวาปิดหูขวา) ใช้นิ้วทั้งหมดอยู่ตรงท้ายทอย และปลายนิ้วกลางจรดกัน กระดิกนิ้วให้มากที่สุด แล้วตบที่ท้ายทอยพร้อมกันทั้ง 2 มือด้วยความแรงพอสมควร ทำ 20-30 ครั้ง
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://thearokaya.co.th/web/?p=3376
----------------------------
"มาช่วยกันทำให้คนป่วยน้อยลง"
www.thearokaya.co.th
ขอบคุณข้อมูล: หมอชาวบ้าน
Feckbook ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น
https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo (https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo)
-
(http://upic.me/i/m5/10584086_940474982645150_9019394418814320461_n.jpg) (http://upic.me/show/52127298)
ขอบคุณข้อมูลและแหล่งที่มาค่ะ
-
(http://upic.me/i/2h/10501604_940475039311811_2549914037506059243_n.jpg) (http://upic.me/show/52165713)
ขอบคุณข้อมูลค่ะ
-
(http://upic.me/i/kz/10480982_607168566048144_7317930753960782442_n.jpg) (http://upic.me/show/52166286)
ขอบคุณที่มา : Feckbook Dealsmood Thailand
-
(http://upic.me/i/ag/10440901_941086122584036_1679278470336938924_n.jpg) (http://upic.me/show/52171540)
ขอบคุณ ASTV ผู้จัดการ
-
(http://upic.me/i/s8/557000011311901.jpeg) (http://upic.me/show/52841803)
ขอบคุณข้อมูลจาก ASTV ผู้จัดการ
-
(http://upic.me/i/bw/e_aghjnruvy248.jpg) (http://upic.me/show/53502411)
กรมการแพทย์ เตือนประชาชนใช้งานโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์มากเกินความจำเป็น อาจส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งหนึ่งในโรคที่อาจส่งกระทบต่อสุขภาพ คือ "คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (Computer Vision Syndrome) หรือ "โรคซีวีเอส"
นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื่องจากมีความทันสมัยและสะดวกรวดเร็ว แต่การใช้งานที่มากเกินความจำเป็น อาจส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งหนึ่งในโรคที่อาจส่งกระทบต่อสุขภาพ คือ "คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (Computer Vision Syndrome) หรือ "โรคซีวีเอส" คนที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เช่น เกินสองถึงสามชั่วโมง มักจะมีอาการปวดตา แสบตา ตามัว และบ่อยครั้งที่จะมีอาการปวดหัวร่วมด้วย อาการทางสายตาเหล่านี้เกิดจากการจ้องดูข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป อาการเหล่านี้พบได้ถึงร้อยละ 75 ของบุคคลที่ใช้คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า40 ปี อาการในบางคนอาจเป็นเล็กๆ น้อยๆ ไม่บั่นทอนการทำงาน หรือพักการใช้คอมพิวเตอร์สักครู่ก็หายไป บางคนอาจต้องว่างเว้นการใช้เป็นวันก็หายไป บางรายอาจต้องใช้ยาระงับอาการ
สาเหตุของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมเกิดจาก การใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือนานๆ และไม่ค่อยกระพริบตา หากเราอ่านหนังสือหรือนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบจะลดลง ประกอบกับแสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ตาเมื่อยล้า ทั้งแสงจ้าและแสงสะท้อนมายังจอภาพ อาจเกิดจากแสงสว่างไม่พอเหมาะ มีไฟส่องเข้าหน้าหรือหลังจอภาพโดยตรง หรือแม้แต่แสงสว่างจากหน้าต่างปะทะหน้าจอภาพโดยตรง ก่อให้เกิดแสงจ้าและแสงสะท้อนเข้าตาผู้ใช้ ทำให้เมื่อยล้าตาง่าย ระยะทำงานที่ห่างจากจอภาพไม่เหมาะสม มีสายตาผิดปกติ เช่น สายตายาวไม่มากโดยการทำงานตามปกติไม่ก่อให้เกิดอาการ แต่ถ้ามาทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์จะก่ออาการเมื่อยล้าตาได้ โรคตาบางอย่างประจำตัวอยู่ เช่น ต้อหินเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง ตลอดจนโรคทางกาย เช่น ไซนัสอักเสบ โรคหวัด ภูมิแพ้เรื้อรัง หรือ ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อต้องปรับสายตามากเวลาใช้คอมพิวเตอร์ จึงก่อให้เกิดอาการเมื่อยตาได้ง่าย การทำงานจ้องจอภาพนานเกินไป ย่อมเกิดอาการทางตาได้ง่ายจากการเกร็งกล้ามเนื้อตาตลอดเวลาบางรายมี
สำหรับการแก้ไขกันและป้องกันคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมหรือโรคซีวีเอส คือ ฝึกกระพริบบ่อยๆ ตาขณะทำงานหน้าจอ และหากแสบตามาก อาจใช้น้ำตาเทียมช่วย ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ ควรปรับห้องและบริเวณทำงาน อย่าให้มีแสงสะท้อนจากหน้าต่าง หลอดไฟบริเวณเพดานห้อง ไม่ควรให้แสงสะท้อนเข้าตา และไม่หันจอภาพเข้าหน้าต่าง ควรใช้แผ่นกรองแสงวางหน้าจอหรือใส่แว่นกรองแสง จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ในระยะที่ตามองได้สบายๆ ปรับเก้าอี้นั่งให้พอเหมาะ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ใช้แว่นตา 2ชั้น จะต้องตั้งจอภาพให้ต่ำกว่าระดับตา เพื่อจะได้ตรงกับเลนส์แว่นตาส่วนที่ใช้มองใกล้ ถ้าต้องใช้คอมพิวเตอร์นานๆต่อเนื่อง ควรปรึกษาจักษุแพทย์ ใช้แว่นตาเฉพาะดูได้ทั้งระยะอ่านหนังสือ ระยะจอภาพ และระยะไกล เป็นกรณีพิเศษ
หากมีสายตาผิดปกติหรือโรคตาบางอย่างอยู่ ควรแก้ไขและรักษาโรคตาที่เป็นอยู่ควบคู่ไปด้วย และหากงานในหน้าที่ต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทุก1–2ชม.ควรมีการพักสายตาโดยละสายตาจากหน้าจอแล้วมองออกไปไกลๆหรือหลับตาสักระยะหนึ่งแล้วค่อยกลับมาทำงานใหม่
ขอบคุณที่มา : Feckbook Thai Health Pomotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth (https://www.facebook.com/thaihealth)
สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
-
คลิปวิดีโอ "3 นาที ออกกำลังกายหน้าจอ"
ง่ายๆ เพียง 3 นาที กับท่าออกกำลังกายที่ช่วยผ่อนคลายอาการปวด? เมื่อยจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
อาทิ ปวดตา ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดข้อมือ ฯลฯ บรรเทาความเจ็บปวด ลดความเครียดจากการทำงานได้อีกด้วย
ที่มา : Feckbook หมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand (https://www.facebook.com/folkdoctorthailand)
-
(http://upic.me/i/it/10406750_10152920382052028_6030717590190931712_n.jpg) (http://upic.me/show/53763578)
ออกกำลังอย่างไรในคนทำงานคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ช่วยให้คนทำงานได้เร็วและมากขึ้น เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงใช้พลังงานเพียงน้อยนิดแต่ได้ผลงานออกมามาก การเคลื่อนนิ้วไปมาระหว่างแป้นพิมพ์หรือการใช้เมาส์ การเคลื่อนของศีรษะ ไปมาขณะทำงานใช้พลังงานน้อยมาก แต่ในแง่ของระบบร่างกายนั้น มนุษย์ต้องมีการเคลื่อนไหวไม่ใช่อยู่นิ่งเหมือนขณะใช้คอมพิวเตอร์ ยิ่งถ้ามีความเครียดมาประกอบกับงานที่ทำแล้ว อาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ต้องอยู่นิ่งเกือบตลอดทั้งวันจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย
อาการปวดที่พบบ่อย
อาการที่พบบ่อยในคนทำงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ คืออาการปวดต้นคอ บ่า ศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือ บางคนอาจมีปวดหลังร่วมด้วย สาเหตุที่เกิดขึ้นคือคนทำงานจะพยายามให้ศีรษะอยู่นิ่ง เพื่อช่วยในการมองเห็นจอ แป้นพิมพ์ และต้นฉบับ การทำเช่นนี้แม้จะไม่ใช่งานที่หนักของกล้ามเนื้อบริเวณคอและเอ็นของข้อกระดูกสันหลัง แต่เป็นการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบคงที่ มีผลทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อที่คอและบ่าลดลง ส่วนของเอ็นที่อยู่ด้านหลังของคอจะถูกยืดทำให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นน้อยลง ดังนั้นการก้มคออยู่เป็นเวลานานโดยไม่เปลี่ยนมุมหรือเปลี่ยนน้อยมากย่อมทำให้เกิดอาการปวดของกล้ามเนื้อบ่า และด้านหลังคอ บางท่านอาจมีอาการปวดศีรษะ ยิ่งถ้าเครียดอาการเหล่านี้จะมากขึ้น
การป้องกันอาการปวดด้วยการจัดสภาพงาน
การป้องกันไม่ให้เกิดอาการเหล่านี้ทำได้ไม่ยาก ด้วยการจัดสถานที่ทำงานให้เหมาะสม เช่น ความสูงของขอบจอด้านบนควรอยู่ในระดับสายตา การวางต้นฉบับอยู่ตรงหน้าไม่วางอยู่ด้านข้าง เพื่อลดการเอียงหรือก้มคอที่มากเกินไป การพักการทำงานทุก ๑ ชั่วโมง เหล่านี้เป็นการจัดการทางกายศาสตร์ หรือการจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสมกับตัวคนทำงาน เมื่อจัดสภาพงานให้เหมาะสมแล้ว การออกกำลังกายที่นำเสนอนี้จะมีส่วนส่งเสริมป้องกันไม่ให้มีอาการปวดที่ได้ อย่าลืมว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยแต่เพียงบางส่วน ถ้าคอของท่านยังก้มมากเกินไป เอียงคอตลอดการทำงานและไม่หยุดพักเมื่อปวด ไม่ว่าจะออกกำลังกายอย่างไร ท่านมีโอกาสปวดคอ บ่า ศอก นิ้ว ได้มากกว่าคนทำงานที่จัดสภาพงานที่เหมาะสมกับตัวเอง
การพักและการออกกำลังกายแบบแอโรบิก
ควรพักเมื่อเริ่มรู้สึกปวดหรือเมื่อยบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย หรือถ้าไม่มีอาการปวดเลยควรพักทุก ๑ ชั่วโมง ขณะพักควรทำการออกกำลัง ในท่าที่นำเสนอมานี้ ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกท่าในแต่ละช่วงการพัก เพียงแต่ทำให้ครบทุกท่าใน ๑ วัน บางท่านที่มีอาการปวดเมื่อย คอ บ่า ให้เน้นทำในท่าที่ ๑-๓ ข้อมือและศอก ใช้ท่าที่ ๔ นิ้วมือให้ใช้ท่าที่ ๕-๗ เป็นต้น สำหรับท่านที่มีอาการปวดเมื่อยหลัง ลองเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการยืนแอ่นหลัง ๕ วินาที ๒-๓ ครั้ง
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ => http://bit.ly/1q8RwmW (http://bit.ly/1q8RwmW)
ขอบคุณที่มา : Feckbook มูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand?fref=photo (https://www.facebook.com/folkdoctorthailand?fref=photo)
-
(http://upic.me/i/ko/10959379_693917187387481_677750903331500629_n.jpg) (http://upic.me/show/54691926)
เตือนคนที่ชอบเล่นมือถือก่อนนอน
ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้สมาร์ทโฟนกลายมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ทำให้ส่งผลไปถึงพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน
ซึ่งวันนี้เราก็ได้หยิบเอาอีกหนึ่งตัวอย่างการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของ คุณ lolonoar สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่เกิดเหตุการณ์กับตัวเองมาฝากกัน
เราต้องตื่นเช้า เลยต้องรีบนอนทุกวัน ก่อนนอนก็ชอบเอามือถือมาเช็คนู่นนี่นั่น แต่เราจะเช็คตอนปิดไฟแล้ว เพราะจะได้ดูๆ ละก็หลับไปเลย แล้วก็ชอบนอนตะแคงเล่นมือถือตาข้างนึงก็ดีจะแนบ ไปกับหมอน ก็คือใช้ตาข้างเดียวดูมือถือมืดๆนั่นแหละ
ผลก็คือพักหลังๆเรามองอะไรภาพก็จะเบลอๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะเราเป็นคนสายตาสั้นอยู่แล้ว 100 กับ 125 แต่พักหลังๆ มันเป็นหนักขึ้นเล่นมือถือตอนกลางคืนดูพร้อมกันสองข้างไม่ได้ ต้องดูทีละข้าง
ถ้าปิดตาข้างขวาจะมองอะไรเบลอมาก แต่เราก็ยังใจเย็นเพราะครึ่งปีที่ผ่านมาเพิ่งไปตรวจก็ไม่ต่างจากเดิมเท่า ไหร่ก็คิดว่าคงสั้นเพิ่มแหละเลยเบลอๆ จนกระทั่งเราเปลี่ยนงานใหม่ต้องทำงานหน้าคอม อ่านข้อมูล
เราอ่านแทบไม่ได้เลยมันซ้อนๆ กันมาก ตอนเย็นเลยไปตัดแว่น ผลออกมาว่าเราสายตาสั้น 475 125 ช็อกมาก แค่ครึ่งปี กับแค่พฤติกรรมแค่นี้ ทำให้เรากลายเป็นคนมีปัญหาเรื่องสายตาไปเลย
สรุปสั้นๆ ก็คือ อยากจะเตือนทุกคนว่า อย่าปิดไฟเล่นมือถือนะ มันสั้นจริงๆ นะ
ทางทีมงาน Sanook! Hitech เชื่อว่าหลายๆ คนมีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกันดังนั้นทางทีมงานเลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาเพื่อสนับสนุนว่า การเล่นมือถือตอนปิดไฟ อาจส่งผลต่อดวงตาได้จริงๆ
แพทย์ศิริราชเตือน อันตรายจากการเล่นแชทสมาร์ทโฟนตอนปิดไฟ อาจส่งผลต่อดวงตาได้ รศ.น.พ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในฐานะเลขาธิการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตามากกว่า ร้อยละ 80 สาเหตุมาจากการได้รับรังสียูวี (UV)400, ยูวีเอ(UVA) 1 และแสงสีฟ้าจากการจ้องมองคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เป็นเวลานานเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน
นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีทั้งผู้สูงอายุ วัยทำงาน และเด็ก พฤติกรรมที่พบส่วนใหญ่ คือ ช่วงเวลาก่อนนอนจะหยิบสมาร์ทโฟนมาเล่นในขณะที่ปิดไฟแล้ว ซึ่งเป็นส่วนที่เร่งให้มีอาการทางสายตาเพิ่มขึ้น อันตรายจากแสงยูวี แสงสีฟ้าที่อยู่ในจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต จะทำลายดวงตาเมื่อจ้องเป็นเวลานาน เนื่องจากการกะพริบตาจะน้อยลง
โดย ปกติคนเราจะกะพริบตาประมาณ 20 ครั้งต่อนาที เพื่อให้ตาได้รับความชุ่มชื้น การเพ่งมองเป็นเวลานานจะทำให้ตาแห้ง แสบตา ส่งผลให้การมองเห็นเริ่มผิดปกติ เห็นภาพซ้อน ภาพไม่ชัด พร่ามัว ปวดเบ้าตา กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม และเป็นส่วนที่ทำให้เกิดต้อเนื้อ ต้อลม และจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งพบมากขึ้นเรื่อย ๆ และรักษาได้ยากจนอาจส่งผลทำให้ตาบอดได้
รู้แบบนี้แล้วก็รีบเปลี่ยนพฤติกรรมการเล่นกันนะคะ :)
ขอบคุณที่มา : Feckbook Be Healthy
https://www.facebook.com/behealthyonline?fref=photo (https://www.facebook.com/behealthyonline?fref=photo)
-
(http://upic.me/i/pp/thaihealth_c_abgijoqsu189.jpg) (http://upic.me/show/54863385)
“แพทย์”เตือนใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ทำจอประสาทตาเสื่อมเร็ว ส่วนการเล่นโทรศัพท์ในที่มืดไม่ทำให้ตาบอด
นพ.นริศ กิจณรงค์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในฐานะเลขาธิการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันคนทุกกลุ่มวัยหันมาใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนกันมาก ปัญหาอย่างหนึ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ แสงที่ออกมาจากสมาร์ทโฟนส่งผลกระทบต่อดวงตาหรือไม่ เนื่องจากมีข้อกังวลถึงรังสี หรือแสงสีฟ้า (Blue-Light) ที่ออกมากับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ว่าจะกระทบดวงตา แต่รู้หรือไม่ว่า แสงสีฟ้าไม่ใช่ปัญหาหนัก เนื่องจากแสงที่ออกมาจากโทรศัพท์ ยังมีรังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งติดกับแสงสีฟ้า โดยรังสีนี้น่ากลัวกว่ามาก เนื่องจากหากกระทบกับดวงตามากๆ เป็นเวลานาน จะส่งผลให้จอตาเสื่อม กลายเป็นตาต้อกระจกได้
นพ.นริศ กล่าวว่า แสงสีฟ้าไม่ได้เกิดปัญหาโดยตรง แต่เป็นต้นกำเนิดของรังสีอัลตร้าไวโอเลต อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า จะห้ามใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือพวกแท็ปเลต แต่ให้รู้จักใช้อย่างเป็นเวลา โดยมากสุดให้พักใช้ทุกๆ 2 ชั่วโมง แต่ดีที่สุดคือ ทุก 1 ชั่วโมงควรพักสายตาสักพัก มองไปไกลๆ หรือปรับเปลี่ยนอิริยาบถไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ทั้งเล่นกีฬา ออกกำลังกาย
เลขาธิการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยเฉพาะเด็กๆ พ่อแม่ผู้ปกครองควรหมั่นดูแล และกำหนดเวลาในการเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ หรือแท็ปเลตด้วย เพราะนอกจากรังสีดังกล่าวแล้ว การเพ่งมองโทรศัพท์มากๆ ยังส่งผลให้เกิดอาการปวดตา เนื่องจากกล้ามเนื้อตาถูกใช้งานมาก และยังเกิดสายตาสั้นเทียม ไปจนถึงอาจสายตาสั้นถาวรเร็วขึ้น รวมทั้งในผู้สูงอายุก็เช่นกัน เนื่องจากต้องเพ่งสายตามากๆ ก็จะทำให้ตาล้า ปวดตามากขึ้น
การเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลตในเวลากลางคืนจะทำให้มีโอกาสตาบอดหรือไม่ นพ.นริศ กล่าวว่า ไม่มี เพียงแต่ที่มีการห้ามเล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในที่มืด เนื่องจากแสงน้อย และแสงจากโทรศัพท์จะส่งผลให้มีการใช้กล้ามเนื้อตามากขึ้น ทำให้ปวดตา แต่ไม่ถึงขนาดตาบอดแต่อย่างใด
ขอบคุณที่มา : Feckbook สสส. Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=ts (https://www.facebook.com/thaihealth?fref=ts)
เว็บไซต์มติชนออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
-
(http://upic.me/i/sb/11051934_10152795237548106_4165324723946120122_n.jpg) (http://upic.me/show/54922195)
"โรคเมื่อยตา"
เกิดจากการเพ่งใช้สายตามากเกินควร โดยการใช้สายตาต่อเนื่องยาวนาน หรือการใช้สายตาในที่มีแสงสว่างไม่พอ
ดังนั้นในผู้ที่จำเป็นต้องใช้สายตามากเป็นประจำ เช่น นักคอมพิวเตอร์ พนักงานพิมพ์ดีด ควรจัดให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ และเมื่อใช้สายตาต่อเนื่องประมาณ 15-20 นาที ควรมีการพักสายตาด้วยการมองออกไปที่ไกลๆ เช่น นอกหน้าต่างประมาณ 1 นาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา จะช่วยลดอาการตาลงได้มากค่ะ
ที่มา : ศูนย์ตาธรรมศาสตร์
สสส. Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=photo (https://www.facebook.com/thaihealth?fref=photo)
-
ภัยเงียบ`ต้อหิน` แนะตรวจป้องกันตาบอดถาวร
อธิบดีกรมการแพทย์แนะ ภัยตาบอดจากโรคต้อหินเป็นได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ชี้ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงตาบอดถาวร
เนื่องในวันต้อหินโลก เมื่อ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคต้อหินเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาตาบอดหรือสายตาพิการอย่างถาวร หากเป็นแล้วจะรักษาให้เหมือนปกติไม่ได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคต้อหินมักจะมีความดันลูกตาสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการทำลายของประสาทตา ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาประสาทตาก็จะถูกทำลายลงเรื่อยๆ จนทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร แต่ถ้าสามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะสามารถรักษาการมองเห็นไว้ได้
อาการของโรคต้อหินในระยะแรก จะไม่มีอาการใดๆ ต่อมาเมื่อประสาทตาถูกทำลายไปมากกว่า 40% ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการสูญเสียการมองเห็น โดยลานสายตาจะแคบลงเรื่อยๆ และถ้าไม่ได้รับการรักษา ประสาทตาก็จะสูญเสียไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งมองไม่เห็นในที่สุด ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน คือ อายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยชรา มีประวัติต้อหินในครอบครัว เคยมีอุบัติเหตุที่ตา หรือเคยได้รับการผ่าตัดตา มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมทั้งผู้ที่มีกระจกตาบางกว่าปกติ ทั้งนี้สามารถพบผู้ป่วยโรคนี้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ ซึ่งกลุ่มที่พบมากที่สุดคือผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป รวมทั้งผู้ที่มีญาติใกล้ชิด เช่น พี่น้อง บิดามารดาเป็นต้อหิน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินมากกว่าบุคคลอื่นๆ และผู้ที่มีระดับความดันตาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสูงมากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ซึ่งในอนาคตจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหิน นอกจากนี้ยังพบคนที่สายตาสั้น หรือยาวมากๆ ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหิน
สำหรับการรักษาโรคต้อหิน ทำเพื่อเป็นการป้องกันและยับยั้งการสูญเสียของชั้นประสาทตาจากโรคต้อหิน เนื่องจากประสาทตาส่วนที่เสียไปแล้วจะไม่สามารถกลับคืนมาได้ การรักษาในปัจจุบัน
ทำโดยการลดความดันลูกตาเพื่อควบคุมโรคต้อหิน ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ยาหยอดตา รับประทานยา ยิงแสงเลเซอร์ และการทำผ่าตัด แต่ละวิธีมีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยและประเภทของต้อหิน
ส่วนการป้องกันโรคต้อหิน คือ แนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมาก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับเลือดและหลอดเลือดซึ่งเลือดไหลเวียนขึ้นไปประสาทตาไม่ดี และผู้ที่ใช้ยาหยอดตาจำพวกสเตียรอยด์โดยไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์ ควรได้รับการตรวจคัดกรองความดันลูกตาและตรวจขั้วประสาทตา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และอาจตรวจซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์ หากเกิดความผิดปกติกับดวงตาจะได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วและสามารถใช้งานดวงตาได้ยาวนานมากขึ้น
ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
Feckbook สสส.Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth (https://www.facebook.com/thaihealth)
-
(http://upic.me/i/im/thaihealth_c_bdilorsty459.jpg) (http://upic.me/show/55134411)
“โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม” อีกหนึ่งโรคที่เกิดจากการใช้อุปกรณ์ไอที และส่งผลกระทบต่อสุขภาพหนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศ มาดูกันซิว่า เรามีพฤติกรรมใกล้เคียงกับโรคนี้หรือไม่ พร้อมกับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตากันดีกว่าค่ะ
หากจะกล่าวถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์ไอที ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเราเชื่อเหลือเกินว่าหลายคนคงคิดถึง “โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม” สำหรับอาการ สาเหตุ ตลอดจนแนวทางป้องกันโรคจะมีเคล็ดที่ไม่ลับอย่างไรนั้น ศุกร์สุขภาพสัปดาห์นี้มีคำตอบ
สาเหตุ
โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ไอที เช่น แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน เป็นเวลานานโดยไม่ได้พักสายตา ทำให้กล้ามเนื้อตาล้า แม้แต่การอ่านหนังสือหรือการนั่งอยู่ในท่วงท่าอิริยาบถหนึ่งนานๆ โดยไม่ขยับเขยื้อน และอีกหลายสาเหตุที่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการของโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมได้ เช่น ทิศทางการเป่าของแอร์ ความสว่างของหน้าจอ ระยะการมอง ท่าทางการนั่ง ตำแหน่งการวางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
อาการ
โรคนี้ส่วนมากมักพบในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน เนื่องจากคนกลุ่มนี้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเกือบตลอดเวลา ทั้งทำงาน แชต และเล่นเกม จนทำให้เกิดอาการตาแห้ง แสบตา เคืองตา ปวดตา ตาพร่า เกิดภาพเบลอหรือภาพซ้อน ปวดศีรษะ เมื่อมีอาการมากๆ จึงจะมาพบแพทย์ ซึ่งการจะระบุว่าผู้ป่วยเป็นโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมหรือไม่นั้น แพทย์จะต้องวินิจฉัยอาการอย่างละเอียด
อาการตาแห้ง เป็นอาการที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา แสบตา และอาจจะมีการแพ้แสงร่วมด้วยได้ เราสามารถปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเพื่อลดอาการได้ เช่น ปรับทิศทางการเป่าของแอร์หรือพัดลม โดยไม่ให้เป่าโดนตา หรือตรวจสอบว่าความชื้นในห้องเป็นอย่างไร ถ้าเราปรับสิ่งเหล่านี้แล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ต้องให้การรักษาโดยการใช้น้ำตาเทียม
โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมดูแลรักษาได้โดยการปรับสภาพแวดล้อม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สายตา จากนั้นอาการปวดศีรษะก็จะดีขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อตาก็เหมือนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เมื่อใช้งานหนักหรือหักโหมมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดอาการล้าและปวดตาได้ ดวงตาที่ผ่านการเพ่งมองสิ่งใดเป็นเวลานานก็ควรหยุดพักสายตาบ้าง เช่น ใช้สายตาไป 20 นาที ก็ควรพักสายตาสัก 20 วินาที โดยการมองไปไกลๆ จากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 20 ฟุต บางทีเราลืมตัว ทำงานเป็นชั่วโมง พอเงยหน้ามองไปที่อื่น จุดโฟกัสสายตายังปรับค่าระยะสายตาอยู่ที่วัตถุใกล้ จึงทำให้ตาพร่ามัว มองภาพไม่ชัด เกิดภาพเบลอและภาพซ้อน แต่สักพักจะค่อยๆ กลับเป็นปกติตามพื้นฐานเดิมของสายตาเรา
ส่วนการรักษาด้วยการใช้น้ำตาเทียมนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำน้ำตาเทียม 2 ชนิด คือ น้ำตาเทียมแบบรายเดือน (1 ขวดใหญ่เมื่อเปิดแล้วใช้ได้ 1 เดือน) และน้ำตาเทียมรายวัน (ใช้ได้ 24 ชั่วโมงแล้วทิ้ง) สามารถใช้ได้ตามอาการ คือ หากตาแห้งไม่มากควรใช้แบบรายเดือน แต่ถ้าตาแห้งมากๆ ควรใช้แบบรายวัน เนื่องจากสามารถหยอดได้บ่อยและถี่ เมื่อหยอดน้ำตาเทียมจะรู้สึกสบายตามากขึ้นเหมือนมีน้ำหล่อลื่น ช่วงแรกที่มีอาการมากๆ ต้องใช้เป็นประจำต่อเนื่อง จนแผลเล็กๆ น้อยๆ ในตาสมานกันดีเสียก่อน พออาการค่อนข้างคงที่แล้วค่อยเว้นระยะการหยอดให้ห่างขึ้นเป็นลำดับ
ผลจากการพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกายของมนุษย์ ควรระมัดระวังการใช้งานติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายในระยะยาวได้ อย่าลืมว่าทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในโลกนี้ เมื่อมีประโยชน์ก็อาจมีโทษอย่างมหันต์ได้เช่นกัน หากเราใช้มันบนพื้นฐานของความพอดี เทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะเป็นสิ่งที่เติมเต็มให้ชีวิตมีคุณค่า ทำให้เราทันสมัย ไม่ตกยุคอย่างแน่นอน
ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ โดย แพทย์หญิงญาณินสุวรรณ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
Facebook สสส.Thai Health Promotion Foundation
=> http://goo.gl/xAb9Ow (http://goo.gl/xAb9Ow)
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=photo (https://www.facebook.com/thaihealth?fref=photo)
-
(http://upic.me/i/ym/11828631_938540932851319_7859384881020618058_n.jpg) (http://upic.me/show/56363018)
๗ สิ่งที่คุณทำขณะนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
ส่งผลให้ดวงตาเมื่อยล้า
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 175 กรกฎาคม 2558
Facebook Kanlayanatam
-
(http://upic.me/i/o2/11949275_10153167296213106_5948474712845432668_n.jpg) (http://upic.me/show/56638590)
การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยตามมาได้ ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มคน "สังคมก้มหน้า" คือ "อาการปวดศีรษะ"
อ่านเพิ่มเติม.. สังคมก้มหน้าเสี่ยงโรคปวดศีรษะ ===> http://goo.gl/wSSHPd (http://goo.gl/wSSHPd)
ขอขอบคุณ สสส.Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=ts (https://www.facebook.com/thaihealth?fref=ts)
-
(http://upic.me/i/he/12036616_1633093826955336_2939549120358947182_n.jpg) (http://upic.me/show/57040006)
ที่มา : แพทย์เฉพาะทางบาทเดียวและสสส.
-
(http://upic.me/i/rn/559000001735201.jpeg) (http://upic.me/show/57938188)
ขอบคุณข้อมูลจาก ASTV ผู้จัดการ
-
(http://upic.me/i/o2/c0img.jpg) (http://upic.me/show/60399446)
(http://upic.me/i/tn/img_0001_new_0001.jpg) (http://upic.me/show/60399448)
ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร หมอชาวบ้าน
-
(http://upic.me/i/fg/img_0002_new_0001.jpg) (http://upic.me/show/60399450)
(http://upic.me/i/tw/img_0003_new_0001.jpg) (http://upic.me/show/60399451)
(http://upic.me/i/x7/img_0004_new_0001.jpg) (http://upic.me/show/60399452)
ขอบคุณข้อมูลจาก ฺBetter Health