น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => น้ำใจธรรม-สุขภาพ => ข้อความที่เริ่มโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 07:49:38 am

หัวข้อ: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 07:49:38 am
(http://upic.me/i/ng/10356021_665690783512538_6766778037526865167_n.jpg) (http://upic.me/show/51622717)


หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 07:51:53 am
(http://upic.me/i/uj/10441980_585467731551561_3486233202710646939_n.jpg) (http://upic.me/show/51622728)


ขอบคุณที่มา : Feckbook https://www.facebook.com/DealsmoodThailand?fref=photo (https://www.facebook.com/DealsmoodThailand?fref=photo)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 07:56:35 am
(http://upic.me/i/vc/10390393_907420015950647_1397563221683117045_n.jpg) (http://upic.me/show/51622738)


ที่มา : Feckbook https://www.facebook.com/DealsmoodThailand?fref=photo (https://www.facebook.com/DealsmoodThailand?fref=photo)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 08:00:17 am
(http://upic.me/i/4d/10397839_716958575035026_7952935081326858608_n.jpg) (http://upic.me/show/51622745)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 08:02:20 am
(http://upic.me/i/q8/557000006843501.jpeg) (http://upic.me/show/51622747)




(http://upic.me/i/q6/1526089_10153003965317973_236476721028673788_n.jpg) (http://upic.me/show/54691511)



ขอบคุณแหล่งที่มาทั้งหมด
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 08:02:37 am
(http://upic.me/i/4o/557000006781201.jpeg) (http://upic.me/show/51622748)


ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/infographics/default.aspx (http://www.manager.co.th/infographics/default.aspx)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 08:12:26 am
(http://upic.me/i/6t/10154023_848293718530152_49492669_n.jpg) (http://upic.me/show/51622823)


(http://upic.me/i/ue/10417736_586921601406174_640269759465155676_n.jpg) (http://upic.me/show/51635680)


(http://upic.me/i/5h/10526122_941087035917278_5787841955304369021_n.jpg) (http://upic.me/show/52132149)


(http://upic.me/i/u5/10274314_878585035500812_3204143066282121860_n.jpg) (http://upic.me/show/51622824)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 25, 2014, 08:15:14 am
(http://upic.me/i/9z/557000005238601.jpeg) (http://upic.me/show/51622831)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 26, 2014, 09:10:15 pm
(http://upic.me/i/xt/10354952_587434834688184_8084688945484856653_n.jpg) (http://upic.me/show/51635691)

ขอบคุณทีมา : Feckbook สสส.
Thai Health Promotion Foundation
https://www.facebook.com/thaihealth?fref=nf (https://www.facebook.com/thaihealth?fref=nf)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 03, 2014, 06:54:08 am
(http://upic.me/i/hj/10415667_590460997718901_3411534350126219888_n.jpg) (http://upic.me/show/51726141)


ขอบคุณรูปภาพและแหล่งข้อมูลค่ะ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 03, 2014, 01:57:07 pm
(http://upic.me/i/m0/557000007643101.jpeg) (http://upic.me/show/51729913)


ขอบคุณแหล่งที่มาค่ะ http://www.manager.co.th/infographics/viewimage.aspx?id=557000007643101 (http://www.manager.co.th/infographics/viewimage.aspx?id=557000007643101)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 09, 2014, 12:00:16 pm
(http://upic.me/i/6m/10527670_10152581763677028_4671827851200998282_n.jpg) (http://upic.me/show/51805921)

ถั่วพู พืชผักมากคุณค่า

ถั่วพูมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าถั่วเหลือง หากมองในแง่พืชที่เป็นแหล่งโปรตีนพบว่าเมล็ดถั่วพูให้โปรตีนสูงกว่าเมล็ดถั่วเหลือง และในทุกส่วนที่นำมากินได้ของถั่วพูล้วนประกอบไปด้วยโปรตีนและธาตุอาหารต่างๆ ทั้งสิ้น เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็ก




ขอบคุณที่มา : Feckbook มูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand?fref=photo (https://www.facebook.com/folkdoctorthailand?fref=photo)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 10, 2014, 07:18:02 am
(http://upic.me/i/bt/557000008006301.jpeg) (http://upic.me/show/51819218)


ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/infographics/default.aspx (http://www.manager.co.th/infographics/default.aspx)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 10, 2014, 07:38:45 am
(http://upic.me/i/t0/10444786_456139061194618_2159846393793893416_n.jpg) (http://upic.me/show/51819280)


ขอบคุณรูปภาพและแหล่งข้อมูลค่ะ

หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 21, 2014, 01:31:58 pm
(http://upic.me/i/u7/10486220_679530375459094_2036147053794796624_n.jpg) (http://upic.me/show/51976671)



ขอบคุณรูปภาพและแหล่งข้อมูลค่ะ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2014, 09:44:09 am
(http://upic.me/i/4r/557000007656001.jpeg) (http://upic.me/show/51989261)


ขอบคุณรูปภาพและแหล่งข้อมูลค่ะ
หัวข้อ: เมล็ดฟักทอง อาหารดี บำรุงตับ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 07:21:42 am
(http://upic.me/i/bg/10502027_10152538080466083_43471791212419831_n.jpg) (http://upic.me/show/52126887)


"เมล็ดฟักทอง อาหารดี บำรุงตับ"

เมล็ดฟักทอง เห็นเม็ดเล็กๆ แบบนี้แต่มีคุณค่า อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อตับ มีทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และมีใยอาหาร

นอกจากจะช่วยบำรุงดับแล้ว ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น

- สามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้อีกด้วย เพราะไขมันในเมล็ดฟักทองเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงช่วยลดไขมันในเส้นเลือด แก้โรคหลอดเลือดอุดตันได้

- ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานเป็นปกติ เพราะมีแร่ธาตุสังกะสี ที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตทั่วไป และการพัฒนาของอวัยวะสืบพันธุ์ ตลอดจนการทำงานตามปกติของต่อมลูกหมาก แร่ธาตุฟอสฟอรัสที่มีอยู่มากก็ช่วยยับยั้งการเกิดผลึกนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้

- หากกินในขณะที่ท้องว่าง จะสามารถช่วยขับพยาธิตัวตืด พยาธิเส้นด้าย พยาธิตัวกลม และพยาธิใบไม้ได้ด้วย


ขอบคุณที่มา
ที่มา : www.manager.co.th, Oknation
Feckbook ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น
https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo (https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo)
หัวข้อ: กินผลไม้ไทย ... ได้อะไรมากกว่าที่คิด
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 07:30:34 am
(http://upic.me/i/kc/10490098_10152529193071083_6773430051519085717_o.jpg) (http://upic.me/show/52126934)


กินผลไม้ไทย ... ได้อะไรมากกว่าที่คิด

ผลไม้ที่ปลูกในประเทศของเรานั้น มีหลากหลายชนิด หลากหลายรสชาติ สาวๆที่ต้องการรักษารูปร่างก็อาจเลือกทานผลไม้รสไม่หวานนักในมื้อเย็นแทนการทานข้าวหรืออาหารหนัก

ส่วนใครที่ไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างก็สามารถทานผลไม้ได้ทุกชนิดตามชอบ แต่ไม่ว่าเราจะชอบผลไม้ชนิดใดเป็นพิเศษ ก็ควรที่จะเลือกทานให้หลากหลาย เพราะผลไม้แต่ละชนิดล้วนแต่มีประโยชน์เฉพาะตัว

เราลองมาดูกันว่า ผลไม้ที่เราทานอยู่ทุกวัน แต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

สับปะรด ลดอาการอักเสบ
เนื่องจากมีเอนไซม์บรอมีเลน ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายตัวยาแอสไพริน จึงช่วยลดอาการอักเสบ ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดได้

นอกจากนี้ ใครที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร หรือแน่นท้องหลังทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ให้ลองทานสับปะรดตามหลังดู จะลดช่วยอาการแน่นท้องได้

กล้วย ช่วยคลายเครียด
กล้วยเพียงแค่ลูกเดียวก็ให้วิตามินบี 6 มากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวันแล้ว และวิตามินบี 6 นี่แหละที่จะไปเปลี่ยนกรดอะโมโนทริปโตฟานให้กลายเป็นเซโรโทนิน (สารสื่อประสาทต้านเครียด) ช่วยให้เราอารมณ์ดี ผ่อนคลาย มีสมาธิขึ้น

นอกจากนี้ กล้วยยังเป็นแหล่งของโพแทสเซียมชั้นเลิศที่จะช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตด้วย

มะม่วงสุก ลดโอกาสเสี่ยงมะเร็งเต้านม
อุดมไปด้วย "แคโรทีนอยด์" ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด แต่ที่สาว ๆ ต้องให้ความสนใจก็คือ โรคมะเร็งเต้านม

โดยการศึกษาจาก International Journal of Cancer เมื่อปี 2009 พบว่า ผู้หญิงวัยใกล้หมดประจำเดือนที่ทานอาหารที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์มากกว่า 2 หน่วยบริโภคต่อวัน สามารถลดโอกาสเสี่ยงมะเร็งเต้านมลงได้ถึง 17% เพราะแคโรทีนอยด์จะไปรบกวนฮอร์โมนเอสโตรเจนอันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งเต้านม

แต่อย่างไรก็ตาม สารแคโรทีนอยด์นี้จะไม่มีผลกับผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้ว นั่นก็เป็นเพราะผู้หญิงวัยทองจะมีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมาน้อยมากแล้วนั่นเอง ว่าแล้วก็ลองหยิบมะม่วงสุกสักครึ่งลูกมาหั่นแล้วทานกับสลัดในมื้อเที่ยงก็อร่อยแล้วล่ะ

มะละกอ ปกป้องหัวใจ
มีวิตามินซีสูงมากถึง 70 มิลลิกรัมต่อปริมาณ 100 กรัม และยังมีวิตามินอี วิตามินเอ ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญในการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ดังนั้น ถ้าอยากให้สุขภาพใจแข็งแรง ลองหยิบมะละกอมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ทานกับโยเกิร์ต จะได้ประโยชน์จากสารแอนตี้ออกซิแดนท์เกินร้อยเลยล่ะ

เงาะ แก้ท้องร่วง เสริมภูมิคุ้มกัน
เปี่ยมไปด้วยวิตามินบี ธาตุเหล็ก แมงกานีส สามารถแก้อาการท้องร่วงชนิดรุนแรงได้

นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีสูงจึงช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยรักษาอาการอักเสบในช่องปาก

ข้อควรระวังก็คือ ไม่ควรทานเงาะมากเกินไป เพราะในเงาะมีสารแทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร ดังนั้น ถ้าใครกินเข้าไปมากอาจจะมีอาการท้องอืด ท้องผูก ตามมาได้

มังคุด สุดยอดผลไม้ของหญิงตั้งครรภ์
อุดมไปด้วยวิตามินบี และสารโฟเลตที่ช่วยบำรุงครรภ์ นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก และวิตามินซีที่จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง เสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง บำรุงกระดูกและฟัน

นอกจากนี้ การศึกษาหลาย ๆ ชิ้นยังพบว่า มังคุดมีสรรพคุณดีเลิศต่อสุขภาพอีกมาก ไม่ว่าจะช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ มีฤทธิ์ช่วยขยายตัวของหลอดเลือด จึงช่วยลดความดันโลหิตได้ มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันตัวร้าย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีก รวมถึงยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกหลายชนิด

น้อยหน่า รักษาผิวหนัง
มีไฟเบอร์สูงอย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังมีวิตามินซีสูงถึง 60% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน และยังมีแมงกานีสสูง จึงช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส เส้นผมเป็นเงางาม ดวงตาใสปิ๊ง ช่วยรักษาโรคหอบหืด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องผิวหนัง น้อยหน่าก็ยังมีสรรพคุณทางยาช่วยรักษากลาก เกลื้อน หิด เหา ได้ด้วย ด้วยการนำเมล็ดหรือใบน้อยหน่ามาคั้นน้ำ แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น จะช่วยรักษาโรคผิวหนัง สมานแผลต่าง ๆ ได้ แต่ต้องระวังอย่าให้เข้าตา หรือริมฝีปาก เพราะอาจทำให้เกิดอาการแสบร้อน ระคายเคือง

มะเฟือง ช่วยหลับสบาย
มะเฟืองสดลูกขนาดกลางให้พลังงานเพียง 28 แคลอรี่ แถมยังให้โพแทสเซียม ไฟเบอร์ และวิตามินซีสูง ช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เป็นยาระบายแก้ท้องผูก ช่วยขับเสมหะ แก้ร้อนในได้ ส่วนใครชอบเครียดบ่อย ๆ นอนก็ไม่ค่อยหลับ มะเฟืองก็คือผลไม้ที่คุณต้องลิ้มลอง เพราะมีสารแอนไฮโดรบาราคลอช่วยคลายความเครียด บรรเทาอาการจิตฟุ้งซ่าน เพิ่มเติมด้วยสารอัลคาลอยด์ ที่ช่วยให้หลับสบายขึ้น ตบท้ายด้วยวิตามินบี 2 ซึ่งจะช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม มะเฟืองมีกรดออกซาลิกสูง จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต และผู้ที่ต้องฟอกไต เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงได้ รวมทั้งผู้ที่กำลังทานยาลดไขมัน และยาคลายเครียด ก็ไม่ควรทานมะเฟืองเช่นกัน

ขนุน บำรุงสายตา
เปี่ยมไปด้วยวิตามินซี และแมงกานีส ที่จะช่วยบำรุงกระดูก ตับ ตับอ่อน และไต แถมยังเป็นสารสำคัญที่ช่วยดูแลสมอง ระบบประสาท เสริมภูมิต้านทานร่างกาย และยังให้วิตามินเอ ลูทีน ซีแซนทีน ที่มีประโยชน์โดยตรงต่อดวงตา ช่วยในเรื่องของการมองเห็น ป้องกันอาการตาบอดกลางคืนด้วย

นอกจากนี้ ยังมีสารลิกแนน ไอโซฟลาโวนอยด์ และสารซาโปนิน ที่จะช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งอีกต่างหาก

ลำไย บำรุงหัวใจ ปราบอาการปวด
เป็นผลไม้ที่ให้น้ำมากถึง 80% แถมยังมีสารอาหารดี ๆ อย่างโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ วิตามินอีกไม่น้อย จึงช่วยปราบโรคได้สารพัด โดยเฉพาะบรรเทาอาการปวด แก้ข้ออักเสบ ช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างเป็นปกติ สรรพคุณดี ๆ แบบนี้ ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงนำสารสกัดเมล็ดลำไยมาผลิตเป็นครีมนวดแก้ปวด

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยพบว่า ลำไยมีสารออกฤทธิ์ยับยั้งความเป็นพิษของสารก่อมะเร็ง และช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ขณะที่ทางการแพทย์แผนจีนก็บอกว่า ลำไยมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด ผิวพรรณ ช่วยย่อยอาหาร แก้เครียด นอนไม่หลับ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรทานมากเกินไป เดี๋ยวจะร้อนในเอาได้


ของดีมีประโยชน์นั้น ก็ให้โทษได้ถ้าเรากิน-ใช้มากเกินไป อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงความพอเหมาะด้วยนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้จัดการออนไลน์
และ Feckbook ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น

https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo (https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo)
หัวข้อ: สมุนไพรบำรุงตับ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 08:16:01 am
(http://upic.me/i/4f/10403282_10152462546456083_2617819230927489830_n.jpg) (http://upic.me/show/52127141)


สมุนไพรบำรุงตับ

การดื่มเหล้าอาจเป็นส่วนหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เป็นโรคตับแข็ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทั่วไปจะไม่เสียงภาวะตับอักเสบ พฤติกรรมการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการมีสารเจือปนในอากาศและอาหารมากมายในทุกวันนี้ ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กำลังสะสมสารพิษในตับมากมายโดยไม่รู้ตัว

โรคตับนับเป็นโรคติดอันดับต้นๆ ที่มีคนป่วยมากขึ้น สาเหตุสำคัญอีกอย่างที่บางคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน นั่นคือ การทานยาต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี

และนี่คือ 5 อาหารตัดตอนความป่วยที่ช่วยเคลียร์การสะสมโรคภัยในตับที่มีผลต่อการเจ็บง่าย หายยากของโรคสุขภาพนานาชนิด ที่คุณควรอ่านและควรทำ!

1. เห็ด 3 อย่างขึ้นไป : ล้างไขมันในตับ เห็ดจะช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่มหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ

2. ขมิ้นชัน : ขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอนปริมาณ 5,000 – 8,000 มิลลิกรัมต่อวัน

3. เก๋ากี้ : ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ยังมีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก เลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่ายค่ะ เพียงชงเก๋ากี้แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก

4. กะหล่ำปลี : ต่อต้านมะเร็งในตับ และยังช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอนที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในลำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทล สุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกัน บีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที

5. มะขามป้อม : อุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานานๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารเทนนิน และโพลี่ฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนักต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป




ขอบคุณที่มา http://thearokaya.co.th/web/?p=1047
------------------------------
Feckbook ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น

https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo (https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo)[/color]
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 08:55:09 am
(http://upic.me/i/61/10567486_941130235912958_1235325464_n.jpg) (http://upic.me/show/52127351)


ขอบคุณข้อมูลค่ะ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 08:57:59 am
(http://upic.me/i/hz/10561644_940475315978450_4526413016488007674_n.jpg) (http://upic.me/show/52127377)


ขอบคุณข้อมูลค่ะ

หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 09:10:50 am
(http://upic.me/i/87/10557427_940474849311830_5882102210187777638_n.jpg) (http://upic.me/show/52127461)


ขอบคุณข้อมูลค่ะ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 04:07:27 pm
(http://upic.me/i/j9/10410734_941087055917276_9056323913263425426_n.jpg) (http://upic.me/show/52132032)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 04:10:25 pm
(http://upic.me/i/e1/10463041_941086935917288_3047122519135201929_n.jpg) (http://upic.me/show/52132062)


ขอบคุณข้อมูลค่ะ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 04:13:23 pm
(http://upic.me/i/34/10518683_941086989250616_2000992089444972774_n.jpg) (http://upic.me/show/52132096)ุ


ขอบคุณข้อมูลจากชีวจิต
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 04:14:47 pm
(http://upic.me/i/a3/10526099_941084215917560_8803407834280937060_n.jpg) (http://upic.me/show/52132098)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 01, 2014, 04:29:15 pm
(http://upic.me/i/to/10565038_941087295917252_3555738273720645234_n.jpg) (http://upic.me/show/52132245)


ขอบคุณ ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 04, 2014, 12:46:39 pm
(http://upic.me/i/ca/10527592_940474222645226_26294777951766859_n.jpg) (http://upic.me/show/52165795)


ขอบคุณข้อมูลค่ะ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 04, 2014, 07:42:25 pm
(http://upic.me/i/y2/1044608_941084352584213_7374000180874176962_n.jpg) (http://upic.me/show/52171243)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 05, 2014, 12:29:09 pm
(http://upic.me/i/76/10420150_740681472645528_598998137330246384_n.jpg) (http://upic.me/show/52181224)


ขอบคุณ ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: รสยาจากผักพื้นบ้านบ่งบอกสรรพคุณ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 14, 2014, 07:47:38 am
(http://upic.me/i/jx/10550960_754155907955848_3045014944187507302_n.jpg) (http://upic.me/show/52275667)


ขอบคุณ ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 15, 2014, 10:18:01 am
(http://upic.me/i/69/10514672_942581245757507_2877190615724418263_n.jpg) (http://upic.me/show/52308369)


(http://upic.me/i/um/10557206_944415682240730_878449855654611574_n.jpg) (http://upic.me/show/52308383)


ขอบคุณที่มาของข้อมูล


หัวข้อ: ใครบ้างที่ไม่ควรดื่มชา
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 22, 2014, 01:19:39 pm
(http://upic.me/i/pg/557000009738501.jpeg) (http://upic.me/show/52382071)


ขอบคุณ  ASTV ผู้จัดการออนไลน์
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 25, 2014, 05:18:00 am
(http://upic.me/i/fy/10616381_10152721229348140_673038730671768574_n.png) (http://upic.me/show/52445357)



วารสารทางการแพทย์ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ยกย่องคุณประโยชน์ให้ข้าวโพดสีม่วง มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก
มี"สารแอนโทไซยานินส์" (Anthocyanins) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าวิตามินซีหลายเท่า

และยังมีสารตัวเด่นอีกตัว คือ Cyanidin-3-o-glycoside หรือเรียกง่ายๆว่า "C3G" ซึ่งถูกนำมาศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระกับวิตามินอี พบว่า C3G มีความสามารถเหนือกว่าวิตามินอีถึง 3.5 เท่า มีประสิทธิภาพสูงในการช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง ชะลอการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และยังมีสารช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็ง ต่างๆ ได้อีกด้วยค่ะ



ขอบคุณที่มา: WH Thailand
Feckbook รพ.กรุงเทพ
https://www.facebook.com/bangkokhospitalnetwork?fref=ts (https://www.facebook.com/bangkokhospitalnetwork?fref=ts)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 27, 2014, 10:23:54 am
(http://upic.me/i/8o/10426244_10152701723582028_9130641156792026908_n1.png) (http://upic.me/show/52474747)


เชอรี่ไทย : ผลไม้อารมณ์ดี ลดการอักเสบ

ผลไม้สีแดงสด รสเปรี้ยว มีกลิ่นหอม สารที่มีอยู่ในเชอรี่ไทย คือ สารในกลุ่มแอนโธไซยานิน ช่วยลดการอับเสบ การเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ รับประทานเป็นประจำจะมีอารมณ์ดี กระปรี้กระเปร่า และช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้นสำหรับผู้มีอาการท้องผูก


ที่มา : Feckbook หมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand?fref=ts (https://www.facebook.com/folkdoctorthailand?fref=ts)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กันยายน 12, 2014, 07:42:21 am
(http://upic.me/i/ug/10600371_10152645965841083_3045117086990241250_n.jpg) (http://upic.me/show/52685167)


งาดำ ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อม

งาดำถือว่าเป็น ธัญพืชชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณมากายนับไม่ถ้วนและในปัจจุบันนี้ยังไม่มีการวิจัยไหนที่หาประโยชน์ในงาดำหมด งาดำมีถิ่นกำเนิดในประเทศโอธิโอเปียถูกนำเข้ามเอเชียในครั้งแรกที่ประเทศจีนจากนั้นก็แพร่หลายมาเรื่อยจนมาถึงประเทศไทย ก็ได้นิยมนำงาดำมาเป็นส่วนประกอบอาหารโดยเฉพาะอาหารหวาน ขนมต่างๆมักจะนิยมนำงาดำมาโรยหน้าขนมและในปัจุบันนี้ ได้มีการนำงาดำมาทำเป็นเครื่องดื่มโดยเฉพาะ น้ำนมถั่วเหลืองผสมงาดำพบว่าเมื่อเทียบกำน้ำมะเขือแล้วน้ำนมถั่วเหลืองผสมงาดำมี สรรพคุณต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำมะเขือเทศถึง20เท่า นอกจากนี้ในวงการสปาก็ได้มีการ สกัดน้ำมันจากงาดำเพราะในงาดำมีสรรพคุณที่ช่วยให้ผ่อนคลายจากการทำงานหนักของกล้ามเนื้อและยังช่วยรักษาอาการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ดีอีกด้วยและในปัจจุบันยังมีการ วิจัยเพื่อหาสรรพคุณอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่นวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีงาดำเป็นปัจจัย

สำหรับประโยชน์ของงาดำนั้น งาดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sesamum orientale L. อยู่ในวงศ์ Pedaliaceae ชื่อสามัญคือ sesame มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเอธิโอเปีย และถูกนำเข้าไปยังอินเดียและแพร่ต่อไปในจีน แอฟริกาเหนือ เอเซียใต้ และทวีปอเมริกา ซึ่งงาดำมีประโยชน์อย่างมาก การบริโภคงาดำเป็นประจำ จะช่วยให้นอนหลับ กระปรี้กระเปร่า ป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงกระดูก ป้องกันอาการท้องผูก ลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดบรรเทาอาการริดสีดวงทวาร และช่วยบำรุงรากผม

ส่วนประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าใช้น้ำมันงาดิบนวดตัวในตอนเช้าก่อนอาบน้ำ จะช่วยปรับระบบประสาทและระดับฮอร์โมน ให้เข้าสู่สภาวะสมดุล ช่วยคลายเครียดทำให้จิตใจสงบ และยังสามารถนำน้ำมันงาดิบไปใช้นวดตัว เพื่อขจัดอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเข่า เล็ดขัดยอก และทำให้กล้ามเนื้อไม่เหี่ยวย่น ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

"เซซามีล" คืออะไร สารสำคัญใน "งาดำ"
เซซามิน เป็นสารลิกแนน ( lignans ) ชนิดหนึ่งในงาดำซึ่งมีปริมาณมากที่สุด สารดังกล่าวคือสารชีวโมเลกุลที่ทำหน้าที่ป้องกันตัวเองจากศัตรูพืช รายงานวิจัยที่ผ่านมามากมายต่างค้นพบว่า สารเซซามินมีคุณสมบัติทางชีวภาพสูงมาก สามารถสรุปได้ดังนี้

คุณประโยชน์ของ “สารเซซามิน” และแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ ในน้ำมันงาดำ 8 ประการคือ

1. ช่วยต้านการอักเสบ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคข้อกระดูกอักเสบ โรคข้อเสื่อม และอีกหลายโรคร้ายสำคัญ (Anti-inflammatory Effect) สารเซซามินในน้ำมันงาดำช่วยยับยั้งไอแอลวันเบต้า (Interleukin-1 Beta, IL-1 Beta) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการทำให้กระดูกอ่อนสลาย ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน ฯลฯ ช่วยในการกำจัดสารพิษของตับ ทำให้ตับทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในน้ำมันงาดำยังมีวิตามินอี กรดไขมันโอเมก้า 3 ธาตุสังกะสี ทองแดง ฯลฯ ที่ช่วยต้านการอักเสบได้ดี

2. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant Effect)
อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายและการเสื่อมของร่างกาย ด้วยในน้ำมันงาดำประกอบไปด้วยสารเซซามิน วิตามินอี ธาตุสังกะสี วิตามินบี 1, 2, 3, 5, 6, 9 ทองแดง ไอโอดีน ใยอาหาร ฯลฯ ซึ่งสำคัญต่อการช่วยต้านอนุมูลอิสระ

3. ช่วยเสริมในการทำงานของวิตามินอี (Enhancement of Vitamin E)
ทำให้ชะลอความชรา ไม่แก่เร็ว ไม่ป่วยเป็นโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากมีสารเซซามิน ธาตุสังกะสี ฯลฯ ที่ช่วยเสริมการทำงานของวิตามินอีให้ดียิ่งขึ้น

4. ลดปฏิกิริยาความเครียดระดับเซลล์ในเนื้อเยื่อต่างๆ (Effect on Hypoxic and Oxidative Stresses)
ทำให้คลายเครียด นอนหลับสบาย ส่งผลให้ระบบการทำงานในร่างกายดีขึ้นโดยรวม โดยสารเซซามิน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุสังกะสี แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฯลฯ ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในน้ำมันงาดำจะไปช่วยคลายความเครียดและกระตุ้นการทำงานในเนื้อเยื่อต่างๆ

5. ช่วยลดการดูดซึมและการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล (Reduce of Cholesterol)
ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง ช่วยกระตุ้นประสาทเรื่องการหดตัวของกล้ามเนื้อและการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นไปอย่างปกติ เนื่องจากสารสำคัญในน้ำมันงาดำ เช่น สารเซซามิน กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน กรดไขมันโอเมก้า 3 กรดไขมันไลโนเลอิก กรดไขมันโอเมก้า 9 ฯลฯ มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล

6. ช่วยในการเผาผลาญสลายไขมัน (Effect on Fatty Acid Oxidation)
ลดความอ้วนแบบธรรมชาติ ปลอดภัย เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กระชับ โดยในน้ำมันงาดำมีสารเซซามิน ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฯลฯ ที่ช่วยในการเผาผลาญสลายไขมัน (Fat Burn)

7. ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ในระบบประสาท (Neuroprotective Effect)
ทำให้สมองทำงานดี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ความจำเสื่อม เพราะมีสารสำคัญอย่างเซซามิน ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฯลฯ ที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของระบบประสาท

8. ทำให้ระดับไขมันอยู่ในสัดส่วนที่พอดี (Hypolipidemic Effect)
ช่วยดูแลเกี่ยวกับเรื่องของอัตราส่วนของไขมันในร่างกาย ลดปริมาณของคอเลสเตอรอล มีไขมันดีมากขึ้น ป้องกันโรคหัวใจ ลดความดันโลหิตสูงได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากสารสำคัญในน้ำมันงาดำ เช่น สารเซซามิน กรดไขมัน โอเมก้า 3 กรดไขมันไลโนเลอิก กรดไขมันโอเมก้า 9 ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ฯลฯ ซึ่งช่วยให้ระดับไขมันอยู่ในสัดส่วนที่พอดี

ขอบคุณข้อมูลจาก http://ai24ok.com/IMMURA-SESAMEAL.php
ขอบคุณรูปภาพจาก nanahealth.com

ขอบคุณ Feckbook : ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น
https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo (https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กันยายน 18, 2014, 06:02:55 pm
(http://upic.me/i/zf/10632843_629645707133763_4770112745862724503_n.jpg) (http://upic.me/show/52769210)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ ตุลาคม 06, 2014, 03:25:43 pm
(http://upic.me/i/en/10653853_10152659618076083_6594533749099505292_n.jpg) (http://upic.me/show/53007274)



น้ำตะไคร้ ขับลม แก้ท้องอืด....

ตะไคร้พืชล้มลุกที่พบประจำในครัวเรือนไทย นานาด้วยประโยชน์มากมาย นอกจากนำมาประกอบอาหารหลายรูปแบบแลัว ยังมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแสนอร่อยได้ด้วยค่ะ

สรรพคุณทางด้านต่างๆ ของตะไคร้

1. สรรพคุณทางอาหาร : มี Vitamin A ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน

2. สรรพคุณทางยา :

- แก้ทองอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด
- ขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ
- ขับเหงื่อ ขับสารพิษตกค้างในร่างกาย
- ลดความดันโลหิต
- ขับประจำเดือน
- แก้เมา แก้อาเจียน

วิธีการทำน้ำตะไคร้

ส่วนผสม

1. ตะไคร้ 1 ต้น
2. น้ำเชื่อม 1 ช้อนคาว
3. น้ำเปล่า 14 ช้อนคาว

วิธีทำ

1. ล้างตะไคร้ให้สะอาด หั่นเป็นท่อนเล็กๆ ทุบให้แตก
2. ต้มกับน้ำให้เดือน จนน้ำเป็นสีเขียว
3. ยกกรองเอาตะไคร้ออก ปรับรสชาติตามใจชอบ


-------------------------------------------------------------------------------------
ขอบคุณที่มา : ใครไม่ป่วยยกมือขึ้น
https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo (https://www.facebook.com/pages/%E0%B9%83%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99/197330951082?fref=photo)
หัวข้อ: สรรพคุณและประโยชน์ของบีทรูท 26 ข้อ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 14, 2014, 07:08:40 pm
(http://upic.me/i/p4/10647183_289132417947827_9126238212781322323_n.jpg) (http://upic.me/show/53542503)

บีทรูท เป็นผักเพื่อสุขภาพประจำเมืองหนาวที่ปลูกกันมากทางภาคเหนือของบ้านเรา โดยมีต้นกำเนิดในแถบเมดิเตอร์เรเนียน แถบยุโรป โดยมีรากหรือหัวพืชที่สะสมอาหารอยู่ใต้ดิน มีลักษณะทรงกลมป้อม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร เนื้อด้านในอวบน้ำ มีสีแดงเลือดหมู ม่วงแดง และเหลือง การเลือกซื้อและการเก็บรักษาบีทรูท สำหรับการเลือกซื้อควรเลือกหัวบีทรูทที่มีขนาดเล็ก เพราะจะมีเนื้อละเอียดและให้รสหวานมากกว่าหัวบีทรูทขนาดใหญ่ มีผิวไม่เหี่ยว จับดูเนื้อแล้วไม่นิ่ม แต่ถ้าใบติดอยู่ด้วย ก็ให้เลือดหัวที่ใบยังสดอยู่ แล้วนำมาตัดใบให้เหลือก้านประมาณ 3 เซนติเมตร หลังจากนั้นนำไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วเก็บใส่ในถุงตาข่ายวางไว้ในที่ร่ม หรือจะนำมาแช่ในตู้เย็นตรงช่องเก็บผักก็ได้ ซึ่งจะเก็บไว้ได้นานถึง 2 อาทิตย์

ประโยชน์ของบีทรูท

1. บีทรูทมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย

2. ประโยชน์ของน้ำบีทรูท การดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำจะช่วยเสริมสร้างพละกำลังและความแข็งแรง ลดอาการเหนื่อยล้าจากการออกกำลัง ทำให้อึดทนทานมากขึ้นถึง 16% ถ้าหลังจากดื่มน้ำบีทรูทแล้วขับถ่ายออกมามีสีแดงปนเปื้อนมาด้วยก็ไม่ต้องตกใจ มันไม่ใช่เลือดแต่เป็นเพราะร่างกายขับสารสีแดงออกมาเท่านั้นเอง

3. ช่วยทำให้เจริญมากยิ่งขึ้น (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนอาหารเช้า)

4. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนอาหารเช้า)

5. ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนนอน)

6. ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง และลดการเจริญเติบโตของเนื้องอก (สารบีทานิน)

7.ช่วยลดจำนวนสารก่อมะเร็งในร่างกาย (แอนโทไซยานิน)

8. ช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรง

9. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ (แอนโทไซยานิน)

10. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัมพาต (แอนโทไซยานิน)

11. ดื่มน้ำบีทรูท มีส่วนช่วยลดความดันเลือด รักษาโรคความดันโลหิตสูง

12. ช่วยแก้อาการไอ เจ็บคอ (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนนอน)

13. ช่วยขับเสมหะ (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนนอน)

14. ใช้รับประทานเป็นอาหารเพื่อช่วยรักษาอาการท้องผูก

15. ใช้เป็นยาระบาย (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนอาหารเช้า)

16. ช่วยขับปัสสาวะ (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนอาหารเช้า)

17. ช่วยบำรุงไต และถุงน้ำดี (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนนอน)

18. ช่วยลดอาการบวมต่างๆได้เป็นอย่างดี (ดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนนอน)

19. ช่วยแก้ปัญหาอาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติได้

20. ปัจจุบันมีการนำไปใช้รักษาสิวหัวหนอง หรือสิวอักเสบ น้ำเหลืองเสียซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจ ด้วยการใช้หัวบีทรูท 1 หัว นำมาต้มกับน้ำปริมาณตามใจชอบ แล้วนำมาดื่มในขณะอุ่นๆ หรือจะรับประทานเนื้อด้วยก็ได้จะช่วยบำบัดอาการสิวและน้ำเหลืองเสียได้เป็นอย่างดี

21. บีทรูท ประโยชน์สามารถใช้เป็นสีจากธรรมชาติผสมอาหารได้

22. สามารถนำมาดองทำเป็นน้ำส้มสายชูได้

23. หัวบีทรูทใช้ในงานแกะสลักตกแต่งอาหารก็ได้เช่นกัน

24. ใช้ปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น สาคูไส้บีทรูท สลัดน้ำบีทรูท ขนมบีทรูท ขนมเค้ก เยลลี่บีทรูท พุดดิ้งนมสดบีทรูท พาสต้า ไอศกรีม ฯลฯ

25. สามารถนำมาทำเป็นไวน์หรือเครื่องดื่มแบบสมูทตี้ หรือจะปั่นรวมกับผลไม้ชนิดอื่นก็ได้ เช่น องุ่น เสาวรส แตงโม แครอท แอปเปิ้ล ฯลฯ



ที่มา : http://frynn.com/
http://frynn.com/%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%97/ (http://frynn.com/%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%97/)
Feckbook การดูแลรักษากระดูกและข้อ,เท้า,ข้อเท้า - Modern Foot Care
https://www.facebook.com/modernfootcare?pnref=lhc (https://www.facebook.com/modernfootcare?pnref=lhc)
หัวข้อ: * 20 อาหารล้างพิษ *
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 18, 2014, 08:12:56 am
(http://upic.me/i/kx/10494604_10152897251633140_6530032401464009936_n.jpg) (http://upic.me/show/53583144)


*  20 อาหารล้างพิษ  *



"You are what you eat."
นับได้ว่าเป็นประโยคอมตะแห่งการดูแลสุขภาพเลยก็ว่าได้นะคะ อาหารบางอย่างทานแล้วมีประโยชน์สูง แต่อาหารบางอย่างทานแล้วเกิดโทษได้เช่นกันค่ะ ขึ้นอยู่กับการเลือกทานอาหารที่ถูกต้องของเรา วันนี้ลองมาดูอาหารที่ทานแล้วช่วยล้างพิษกันค่ะ

1. สาหร่าย :
ช่วยดูดซึมคลื่นรังสีที่สะสมในร่างกาย สามารถจับกับพวกโลหะหนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ในปริมาณมาก

2. หัวหอม :
ประกอบไปด้วยสารต่อต้านมะเร็งหลายชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด ลดระดับ LDL ตัวการก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบทางเดินหายใจทำงานดีขึ้น รักษาโรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ และที่สำคัญคือช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่

3. มะนาว :
เป็นสุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่มตอนเช้าหลังตื่นนอน ดื่มสัปดาห์ละ 1-2 วัน จะช่วยล้างพิษและทำให้เลือดสะอาดขึ้น

4. เมล็ดแฟลกซ์ :
อุดมไปด้วยกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า 3 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสมอง ช่วยบำรุงความจำ และมีผลดีต่อหัวใจเพราะช่วยลดระดับ LDL นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันอีกด้วย

5. กระเจี๊ยบ :
น้ำกระเจี๊ยบมีคุณสมบัติช่วยขจัดชื้อแบคทีเรียและไวรัสออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ

6. ทับทิม :
สามารถรักษาอาการอักเสบ ลดการติดเชื้อ

7. พืชตระกูลถั่ว :
(เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) จากการศึกษาพบว่าผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอลน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน วยลดอัตราความเสียงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยทำความสะอาดและลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ได้ดี มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

8. ขึ้นฉ่าย :
ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรกินขึ้นฉ่ายเป็นประจำ หรือถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดในตอนเช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่ายยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็ง และสารที่ช่วยขับของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ด้วย

9. แครอท :
มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษ (ระบบทางเดินประสาท สายตา และผิวหนัง) ลดการเกิดมะเร็ง ช่วยทำให้ระบบทางเดินหายใจและหัวใจแข็งแรงขึ้น

10. มะเขือพวง :
สามารถช่วยดูดซึมและดักจับไขมันในอาหาร และขับออกจากร่างกายโดยระบบขับถ่าย และลดการสะสมของเสีย

11. ส้มโอ หรือเกรปฟรุต :
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ต่อต้านการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งตับอ่อน สารต้านอนุมูลอิสระในเกรปฟรุตช่วยปกป้องสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

12. กระเทียม :
ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขับและฆ่าพยาธิในทางเดินอาหาร ฆ่าเชื้อไวรัส โดยเฉพาะทำความสะอาดเลือดและระบบลำไส้ ทำให้เส้นเลือดมีความยืดหยุ่นและลดแรงดันโลหิต นอกจากนี้ยังต่อต้านการเกิดมะเร็งและทำให้ระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ก็ควรระวังเรื่องการกินกระเทียมมากเกินไป ซึ่งก่อให้เกิดลมหายใจที่มีกลิ่นกระเทียมไปด้วย

13. บลูเบอร์รี่ :
ช่วยลดการระคายเคือง สารที่มีในบลูเบอร์รี่สามารถเข้าไปขัดขวางแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้ลดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้

14. กะหล่ำปลี :
มีสารต่อต้านมะเร็งและอนุมูลอิสระ ช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร รักษาและปกป้องกระเพราะอาหารจากแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ

15. บีทรูท :
ต่อต้านชื้อโรค ทำความสะอาดเลือด ตับ และระบบน้ำเหลือง อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายรับออกซิเจนได้มากขึ้น จึงช่วยกำจัดของเสียได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจากกการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้พบว่าบีทรูทช่วยปรับระดับกรด – ด่างในเลือดให้สมดุลด้วย

16. อะโวคาโด :
มีสารกลูตาไทโอน ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด และขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนักออกได้ง่ายขึ้น

17. ตำลึง :
ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำดีที่จะทำให้ลำไส้ขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ตับสลายไขมันในร่างกายด้วย

18. แอปเปิ้ล :
ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส จากการศึกษาทดลองยังพบว่าแอปเปิ้ลช่วยขับสารเคมีที่ปนเปื้อนในอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก และไมเกรนในผู้ใหญ่ได้

19. อัลมอนด์ :
เป็นถั่วที่มีใยอาหารสูง มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อร่างกาย แม้จะมีไขมันแต่ก็เป็นไขมันที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายในระหว่างที่เราทำการล้างพิษจึงควรกินอัลมอนด์ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

20. กล้วย :
ช่วยควบคุมระดับของเหลวในร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายโดยช่วยขับของเหลว หรือสารพิษส่วนเกินออกจากร่างกายได้ดีขึ้น การกินกล้วยเป็นประจำยังช่วยป้องกันท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติอีกด้วย



ขอบคุณที่มา: Be Healthy
Feckbook โรงพยาบาลกรุงเทพ
https://www.facebook.com/bangkokhospitalnetwork?fref=ts (https://www.facebook.com/bangkokhospitalnetwork?fref=ts)
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กุมภาพันธ์ 20, 2015, 10:25:49 am
(http://upic.me/i/ge/558000001764801.jpeg) (http://upic.me/show/54691539)



ขอบคุณ ASTV ผู้จัดการ



หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มีนาคม 11, 2015, 08:01:08 pm
(http://upic.me/i/sy/558000002974501.jpeg) (http://upic.me/show/54908698)


ขอบคุณ ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มีนาคม 11, 2015, 08:04:03 pm
(http://upic.me/i/vz/558000002943301.jpeg) (http://upic.me/show/54908752)


ที่มา : ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มีนาคม 11, 2015, 08:10:12 pm
(http://upic.me/i/84/558000002768101.jpeg) (http://upic.me/show/54908676)


ที่มา : ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มีนาคม 25, 2015, 07:17:10 am
(http://upic.me/i/4x/10995703_1134221873262473_1190774782162148008_o.jpg) (http://upic.me/show/54994819)

ขอบคุณคุณประพจน์ค่ะ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มีนาคม 31, 2015, 10:30:28 am
(http://upic.me/i/e2/558000003791201.jpeg) (http://upic.me/show/55094161)




ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มีนาคม 31, 2015, 10:33:44 am
(http://upic.me/i/8h/558000003695301.jpeg) (http://upic.me/show/55094160)



ที่มา : ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 03, 2015, 01:10:40 pm
(http://upic.me/i/u3/558000003857601.jpeg) (http://upic.me/show/55127891)


ที่มา : ASTV ผู้จัดการ


หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 03, 2015, 01:12:19 pm
(http://upic.me/i/2o/558000003905701.jpeg) (http://upic.me/show/55127917)



ที่มา : ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: น้ำเสาวรส เครื่องดื่มมหัศจรรย์ เพื่อผู้สูงวัย !
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 08, 2015, 03:44:36 pm
(http://upic.me/i/z4/21985_1083092201717652_712757056643175059_n.jpg) (http://upic.me/show/55176029)


น้ำเสาวรส เครื่องดื่มมหัศจรรย์ แก้วนี้เพื่อผู้สูงวัย !

ถึงจะเปรี้ยวไปหน่อย แต่น้ำเสาวรสก็ให้คุณประโยชน์คับแก้ว โดยเฉพาะกับผู้สูงวัยที่ดื่มประจำแล้วได้รับความมหัศจรรย์จากผลไม้ชนิดนี้แน่นอน

ด้วยรสเปรี้ยวของผลไม้ที่ชื่อว่า "เสาวรส" อาจทำให้มีบางคนไม่ชอบทาน แต่จะบอกเลยว่าผลไม้ชนิดนี้มีสรรพคุณทางยาสูงมาก โดยเฉพาะประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ทำการวิจัยมาแล้ว และยืนยันดัง ๆ ว่า ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำเสาวรสเป็นที่สุด

ดร.ศุภวัชร สิงห์ทอง คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมคณะ ได้ทำการวิจัยเรื่อง "ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในผู้สูงอายุ" เพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์ของเสาวรสชนิดเปลือกสีม่วงและสีเหลือง พบว่า การดื่มน้ำเสาวรสมีส่วนทำให้ปริมาณวิตามินเอและวิตามินอีในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น และยังทำให้ปริมาณไซโตไคน์ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการอักเสบลดลง

นอกจากนี้ การดื่มน้ำเสาวรสยังช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดี โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ควรดื่มน้ำเสาวรสเป็นประจำเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้สูงวัยก็ไม่ควรพลาดที่จะดื่มน้ำเสาวรสเช่นกัน เพราะนอกจากเสาวรสทั้งเปลือกเหลืองและเปลือกม่วงจะมีวิตามินเอสูงมากที่ช่วยบำรุงสายตาแล้ว ยังมีวิตามินซีที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอย และลดไขมันในเส้นเลือดได้ จัดเป็นผลไม้ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยเลยจริง ๆ

แต่ก็ขอย้ำเตือนอีกข้อว่า ถ้าจะดื่มน้ำเสาวรสควรดื่มที่คั้นสด ๆ ไม่เติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพิ่มความหวานลงไป หรือถ้าไม่ชอบรสเปรี้ยวจริง ๆ ก็ให้เติมน้ำตาลลงไปได้เล็กน้อย เพื่อจะได้รับประโยชน์จากเสาวรสอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีโรคจากน้ำตาลที่เติมมาในแก้วเป็นของแถม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://health.kapook.com/view115866.html
Facebook  นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 09, 2015, 01:37:27 pm
(http://upic.me/i/g8/1903022_848836311848110_6265447284377767986_n.jpg) (http://upic.me/show/55183825)



ขอบคุณข้อมูล Facebookสมุนไพรอภัยภูเบศร
https://www.facebook.com/abhaiherb?fref=ts (https://www.facebook.com/abhaiherb?fref=ts)
หัวข้อ: ผลไม้ที่ทานตอนเช้าได้ สุขภาพดี
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 28, 2015, 07:11:56 am
(http://upic.me/i/n1/11022622_812399128809101_708428499890033078_n.jpg) (http://upic.me/show/55346697)


ความรู้เรื่องอาหารและสุขภาพ

ผลไม้ที่ทานตอนเช้าได้ สุขภาพดี

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญกับร่างกายอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นมื้อที่ให้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะช่วยเรื่องระบบความจำ, ควบคุมน้ำหนัก, ลดความเสี่ยงโรคทั้งเบาหวาน หัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง ฯลฯ ยิ่งหากเติมอาหารดีๆ ในตอนเช้าด้วยแล้วล่ะก็ จะยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นเลยล่ะ

ผลไม้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพราะนอกจากจะให้วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นกับร่างกายแล้ว ผลไม้บางชนิดหากนำมาเพิ่มลงในอาหารมื้อเช้า ยังสามารถช่วยให้คุณอิ่มนานและสดชื่นมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

มาดูกันดีกว่าว่าผลไม้อะไรบ้างที่เหมาะที่จะนำมาเติมเต็มในอาหารมื้อเช้าของคุณบ้าง

1. กล้วย

กล้วยถือได้ว่าเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีอีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย อาทิ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียมฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ฯลฯ ซึ่งโพแทสเซียมในกล้วยนั้นช่วยลดความดันโลหิตเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

การรับประทานกล้วยเป็นมื้อเช้าจะช่วยให้คุณอิ่มนานยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วอาจจะรับประทานกล้วยเป็นผลหรือเติมลงเมนูอย่างข้าวโอ๊ตใส่นมและเพิ่มธัญพืชเข้าไป เพียงแค่นี้คุณก็จะได้มื้อเช้าที่สมบูรณ์และดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้นแล้ว

ทีนี้มีบางท่านอาจสงสัยว่า แล้วทานกล้วยขระท้องว่างล่ะ ได้หรือไม่ เดี่ยว ! ตามอ่านได้ด้านล่างนี้นะครับ

2. แตงโม

เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ดีเพราะจะเพิ่มความสดชื่นให้กับคุณในตอนเช้าได้ แตงโมอุดมไปด้วยสารไลโคปีนซึ่งสารดังกล่าวจะพบมากในผลไม้สีแดงมีส่วนช่วยในเรื่องของหัวใจและป้องกันมะเร็งได้ดี อีกทั้งในแตงโมมีแคลอรี่ที่น้อยมากเหมาะสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

3. สตรอว์เบอร์รี่

ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงปรี๊ดแถมแคลอรี่ยังต่ำ เหมาะแก่การนำมาเติมลงไปในมื้อเช้าอย่างยิ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วสตอเบอร์รี่ยังมีประโยชน์กับสุขภาพมากมาย อาทิ ลดความดันโลหิตสูง, ลดระดับคอเลสเตอรอล,บำรุงผิวพรรณ,ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย,ทำให้ร่างกายสดชื่น ฯลฯ

4. แคนตาลูป

แคนตาลูปมีแคลอรี่ต่ำมากซึ่ง 100 กรัมมีไม่ถึง 50 แคลอรี่เลย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ

ในแคนตาลูปมีน้ำเป็นส่วนประกอบที่สูงมากคล้ายกันกับแตงโมซึ่งหากรับประทานหรือเพิ่มลงไปในอาหารมื้อเช้าก็จะทำให้คุณอิ่มยาวนานไปจนถึงมื้อกลางวันได้นั่นเอง

5. กีวี

อีกหนึ่งผลไม้ที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาเติมในอาหารมื้อเช้าจานโปรดของคุณ ไม่ว่าจะเติมในจานสลัดหรือนำมาปั่นเป็นสมู้ตทีผสมกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ก็ย่อมได้ ซึ่งในกีวีอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีการศึกษามาแล้วว่าเพียงรับประทานกีวีวันละสองลูกเป็นเวลาหนึ่งเดือนจะสามารถช่วยระบบย่อยและลดอาการท้องผูกได้

กินกล้วยตอนท้องว่างได้ แต่บางรายต้องระวัง

รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผย กินกล้วยตอนท้องว่างได้ ถ้าไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน

เป็นประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพและอาหารการกินที่หลายคนสงสัยกันมานานว่า "กินกล้วยตอนท้องว่าง ได้หรือไม่" หลังจากมีข้อมูลถูกส่งต่อกันมากในโลกออนไลน์ เรื่อง "5 สิ่งที่ไม่ควรทานขณะท้องว่าง" ซึ่งหนึ่งในนั้นมีกล้วยรวมอยู่ด้วย โดยระบุว่า "กล้วย เมื่อทานขณะท้องว่างจะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น จนสูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ"

รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลโต้แย้งกับข้อเขียนข้างต้น ผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant โดยยืนยันว่า ท้องว่างก็สามารถกินกล้วยได้ ไม่มีปัญหาอะไร หากไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน ซึ่งมีข้อความทั้งหมด ดังนี้

ท้องว่างก็กินกล้วยได้ (ถ้าไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน) กล้วยอุดมด้วยแมกนีเซียมก็จริง แต่ถึงกินเข้าไปตอนท้องว่าง มันก็ไม่ได้จะเพิ่มระดับแมกนีเซียมในเลือดปรู้ดปร้าด อันตรายต่อหลอดเลือดหัวใจอย่างที่กลัวกัน

แมกนีเซียมนั้นจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ไม่ใช่ที่กระเพาะ กล้วย 1 ลูกหนักประมาณ 100 กรัม มีแมกนีเซียม 43 มิลลิกรัมและดูดซึมเพียง 30% หรือประมาณ 12.3 มิลลิกรัม ขณะที่ระดับแมกนีเซียมสูงสุดที่ร่างกายไม่ควรได้เกิน คือ 700 มิลลิกรัมต่อวัน แปลว่า ต้องกินกล้วยมากถึง 55 ลูก จึงจะเป็นปัญหาได้

บางคนอ้างต่อถึงโปแตสเซียมในกล้วยที่มีอยู่สูง (นักกีฬาจึงนิยมกินกล้วย เพื่อเสริมเกลือแร่ระหว่างแข่งขัน) ว่าจะเป็นปัญหาต่อหัวใจเช่นกัน ซึ่งก็ไม่ใช่อีก เพราะไตสามารถขับเกลือแร่ต่าง ๆ ส่วนเกิน อย่างเช่น โปแตสเซียม ได้มากถึง 30,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่จากการที่กล้วยมีน้ำตาลสูง ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้ว กระเพาะจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก และอาจทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ในบางคน

สรุปว่า คนปรกติทั่วไป สามารถกินกล้วยได้เวลาท้องว่าง ไม่เป็นปัญหาอะไร ... แค่แนะนำให้ค่อย ๆ เคี้ยว อย่าอมกลืนไปทั้งลูก เดี๋ยวติดคอตาย

ที่มา : http://manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx?NewsID=9580000041726 (http://manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx?NewsID=9580000041726)

http://www.thaihealth.or.th/
หัวข้อ: Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 02, 2015, 01:53:08 pm
(http://upic.me/i/yd/11401262_10153467294377028_8659362822980391741_n.png) (http://upic.me/show/56055040)


ถั่วเหลือง...ดีต่อหญิงวัยทอง

ถั่วเหลืองอยู่คู่กับคนไทยมานาน นิยมนำถั่วเหลืองทำเป็นเครื่องดื่ม อาหารทั้งคาวและหวาน เนื่องจากถั่วเหลืองมีรสชาติดีและถูกปากคนไทย ถั่วเหลืองดีต่อร่างกาย มีคุณสมบัติช่วยต้านมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสตอรอล ลดการอักเสบ คุณสมบัติเด่นของถั่วเหลือง คือ ลดอาการไม่พึงประสงค์ของหญิงวัยทอง เนื่องจากมีสารเคมีที่คล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงหรือที่เรียกว่า ไฟโตเอสโทรเจน ซึ่งพบในถั่วเหลืองมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ


ที่มา : Facebook มูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand (https://www.facebook.com/folkdoctorthailand)
หัวข้อ: ประโยชน์ของมะระ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 07, 2015, 07:22:23 am
(http://upic.me/i/il/558000007886301.jpeg) (http://upic.me/show/56104988)


ที่มา : ASTV ผู้จัดการ
หัวข้อ: กิน “ถั่ว” อย่างไร ได้ประโยชน์สูงสุด
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 09, 2015, 03:58:32 am
(http://upic.me/i/vv/1480742_10153479960852028_6770687884716866758_n.png) (http://upic.me/show/56124112)


กิน “ถั่ว” ให้ได้ประโยชน์

“ถั่ว” มีหลายชนิด และสภาพร่างกายของคนเราก็ไม่เหมือนกัน จะกิน “ถั่ว” อย่างไร ถึงจะได้ประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าหากกิน “ถั่ว” ไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะถั่วนั้นเป็นอาหารที่ค่อนข้างย่อยยากและทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ กินถั่วอย่างถูกวิธี มีดังนี้

1. สำหรับผู้ที่พึ่งหัดกินถั่วใหม่ๆ หรือปกติไม่ได้กินถั่วเป็นประจำนั้น ให้เริ่มกินแต่น้อยๆ เช่น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากนั้นจึงค่อยเพิ่มความถี่ให้มากขึ้น เพื่อให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายปรับตัว

2. แช่เมล็ดถั่วในน้ำเปล่า เป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำไปปรุงอาหาร จะช่วยให้แป้งหรือ oligo-saccharide บางส่วนที่ย่อยยากนั้นสามารถย่อยได้มากขึ้น

3. เลือกชนิดของถั่วที่จะนำมากิน ทั้งนี้ถั่วแต่ละชนิดนั้นทำให้เกิดแก๊สไม่เท่ากัน เช่น ถั่วขาวและถั่วเหลืองจะมีแก๊สมาก ส่วนถั่วดำ ถั่วแดงและถั่วเขียวจะมีแก๊สน้อยกว่า นอกจากนี้ “ถั่วเมล็ดแห้ง” ก็จะทำให้เกิดแก๊สในท้องมากกว่าถั่วสำเร็จรูปที่บรรจุกระป๋อง

4. เวลากินถั่วควรเคี้ยวให้ละเอียดมากที่สุด เพราะเอนไซม์ในน้ำลายนั้นจะทำหน้าที่ช่วยย่อยแป้งได้ดี

5. เนื่องจากในถั่วมีสารประเภทกรดไฟติก หรือไฟเทต ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก สังกะสี และแคลเซียม ดังนั้นจึงควรกินถั่วที่ปรุงสุกแล้ว ถั่วที่ผ่านการงอก หรือกระบวนการหมักมาแล้ว เพื่อลดปริมาณสารไฟเทต

6. ปริมาณที่แนะนำในการกินถั่วคือ ครึ่งถ้วย หรือ 64 กรัม และใน 1 สัปดาห์ควรกินให้ได้ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์

7. การเลือกซื้อถั่ว ให้เลือกถั่วที่ผลิตใหม่ๆ เมล็ดสมบูรณ์ ไม่ลีบ ไม่ฝ่อ หรือการกัดแทะของแมลง โดยเฉพาะถั่วลิสงจะมีเชื้อรา “อะฟลาท็อกซิน” จะขึ้นได้ง่าย หากเมล็ดของถั่วมีการแตกหัก หรือมีความชื้นสูง ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อถั่วเก็บไว้เป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราหรือสร้างสารพิษอะฟลาท็อกซินได้

8. สำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรืออาการไม่พึงประสงค์หลังกินถั่วเมล็ดแห้ง ถ้าปฏิบัติตามข้อ 1, 2 และ 3 แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจเลือกกินถั่วในรูปแบบที่ผ่านกระบวนการงอก หรือถั่วที่ผ่านกระบวนการหมักมาแล้ว จะทำให้อาการดีขึ้น



ที่มา : Facebook มูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand (https://www.facebook.com/folkdoctorthailand)
หัวข้อ: อาหารสีม่วง.... ป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 04, 2015, 10:35:24 am
(http://upic.me/i/8v/558000012690601.jpeg) (http://upic.me/show/57145687)


ที่มา : ASTV ผู้จักการ

หัวข้อ: เก๊กฮวย มากสรรพคุณ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 04, 2015, 10:39:12 am
(http://upic.me/i/r4/558000012267201.jpeg) (http://upic.me/show/57145744)


ที่มา : ASTV ผู้จักการ
หัวข้อ: ล้างพิษด้วยถั่วเขียว
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มกราคม 14, 2016, 10:23:02 am
(http://upic.me/i/ep/12189075_1202927199734151_816052554301942467_n.jpg) (http://upic.me/show/57648329)


ล้างพิษด้วยถั่วเขียว

ล้างพิษด้วยถั่วเขียว ถั่วเขียว สรรพคุณ ดับร้อน ถอนพิษไข้

ขับปัสสาวะ แก้อาการอาหารเป็นพิษ หรือตัดพิษจากสมุนไพร ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง มีประโชน์ต่อตับ (ธาตไม้) แก้ร้อนใน ถอนพิษจากพืชและสารหนู บำรุงสายตา ลดความดันโลหิต

รักษาอาการกระหายน้ำ ลำไส้อักเสบ เบาหวาน ช่วยกระตุ้นประสาท โดยมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ

กรณีใช้ถอนพิษจากพืช และสารหนู ให้นำถั่วเขียวล้างให้สะอาด นำไปต้มกับน้ำประมาณ ๕-๑๐ นาที แล้วเทเอาน้ำถั่วเขียวให้ผู้ที่ได้รับพิษดื่มเข้าไปมากๆ จนอาเจียนออกมายิ่งดี จะช่วยขับพิษที่เข้าไปในร่างกายได้ดีมาก

ส่วนสารพิษจากยาฆ่าแมลง สารพิษจากโรงงาน สารพิษกลุ่มนี้มันแพ้ถั่วเขียว การกินถั่วเขียวสามารถล้างสารพิษของยาฆ่าแมลงได้ แล้วก็ค้นพบอีกว่า ถั่วเขียวต้มธรรมดามันไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ วิธีที่จะทำให้ถั่วเขียวแรงกว่าเดิมและขจัดสารพิษจากยาฆ่าแมลงได้คือ เอาไปต้มกับข้าวหรือ เอาไปหุงพร้อมกันกับข้าวแค่นี้ง่ายมาก

ใช้ถั่วเขียว 1 ส่วน ข้าว 1 ส่วน ต้มด้วยกันให้เป็นข้าวต้ม หรือไปหุงกับข้าวโดยเอาถั่วเขียวไปแช่น้ำก่อน ๑ คืนแล้วน้ำไปหุงพร้อมกับข้าวสาร ข้าวต้มถั่วเขียวและข้าวสวยใส่ถั่วเขียว กินล้างสารพิษของยาฆ่าแมลงได้

ข้าวต้มถั่วเขียวใช้ ข้าวเจ้า 1 ส่วน + ถั่วเขียว 1 ส่วน ต้มด้วยกัน กลายเป็นข้าวต้มอร่อย แทบไม่ต้องกินกับข้าวเลยนะสูตรนี้ ส่วนจะกินกับข้าวอะไรก็ได้ ก็ทำเป็นข้าวต้มธรรมดา ใครจะกินเป็นประจำก็จะล้าง สารพิษจากยาฆ่าแมลง และสารพิษจากโรงงาน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย

--------------------------------------------------------------------------------------

ประโยชน์ของถั่วเขียว

1. โพแทสเซียมช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรง

2. ถั่วเขียวมีสารต้านเอนไซม์โปรตีเอสในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง

3. ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัด

4. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยผลิตโปรตีน และกาดหดตัวข้องกล้ามเนื้อ

5. ช่วยลดความดันโลหิต

6. ช่วยทำให้เจริญอาหาร

7. ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักได้ เพราะถั่วเขียวมีส่วนประกอบของไขมันที่ต่ำมาก ไม่มีคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยโปรตีนกับเส้นใยอาหาร

8. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

9. ถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของหัวใจและม้าม

10. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย

11. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเบาหวานได้

12. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

13. ช่วยขับร้อน แก้อาการร้อนใน และช่วยแก้พิษในฤดูร้อน

14. ถั่วเขียวมีประโยชน์ต่อลำคอและผิวหนัง และยังช่วยแก้อาการกระหายน้ำได้อีกด้วย

15. เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มกับเกลือ ใช้อมเพื่อรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้

16. ช่วยถอนพิษในร่างกาย

17. ช่วยกระตุ้นประสาท ถั่วเขียวเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน (Boron) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ทำให้ช่วยสมองทำงานได้ฉับไวมากขึ้น และยังอุดมไปด้วยฟอสฟอสรัส ที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทและสมอง[4]

18. ช่วยบำรุงสายตา ทำให้ตาสว่าง และรักษาตาอักเสบ (เปลือกสีเขียว)[9] ช่วยแก้อาการตาพร่า ตาอักเสบ ด้วยการรับประทานถั่วเขียวต้มครั้งละ 15-20 กรัมเป็นประจำ

19. ช่วยรักษาคางทูมที่เป็นใหม่ๆ ด้วยการต้มถั่วเขียว 70 กรัมจนใกล้สุก แล้วใส่แกนกะหล่ำปลีลงไป / หัวต้มอีก 15 นาที กินเฉพาะน้ำวันละ 2 ครั้ง

20. ช่วยแก้อาการอาเจียนจากการดื่มเหล้า ด้วยการดื่มน้ำถั่วเขียวพอประมาณ

21. ช่วยขับของเหลวในร่างกาย

22. ในถั่วเขียวอุดมไปด้วยเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้ดี จึงช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ

23. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกได้

24. ถั่วเขียวมีเส้นใยอาหารสูงจึงช่วยในการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังส่งผลดีต่อระบบลำไส้โดยรวมอีกด้วย

25. เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มแล้วกินใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

26. ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ

27. ช่วยบำรุงตับ

28. ช่วยแก้อาการไตอักเสบ

29. ช่วยแก้ผดผื่นคัน

30. ช่วยลดบวม

31. ช่วยรักษาโรคข้อต่างๆ แก้ขัดข้อ

32. ช่วยรักษาฝี ด้วยการใช้ถั่วเขียวดิบหรือต้มสุก นำมาใช้ตำแล้วพอกเป็นยารักษาภายนอกช่วยในการบ่มหนองให้ฝีกสุก และยังใช้รักษาอาการอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น แก้ท้องร่วง การคลอดบุตรยาก และโรคท้องมาน[8],[9]

33. นำมาใช้ตำพอกแผล

34. ช่วยแก้พิษจากพืช พิษจากสารหนู และพิษอื่นๆ

35. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี1 ที่ช่วยในการป้องกันโรคเหน็บชาได้เป็นอย่างดี

36. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยโฟเลทสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://goo.gl/Bg1M9Q
ที่มา : Facebook นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี

https://www.facebook.com/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5-249167131776834/ (https://www.facebook.com/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5-249167131776834/)
หัวข้อ: ประโยชน์ของอาหารหลากสีสัน
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มีนาคม 07, 2017, 03:25:42 pm
(http://upic.me/i/ja/1488794513852.jpg) (http://upic.me/show/60436550)


ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร ModernMom
หัวข้อ: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
เริ่มหัวข้อโดย: prapoj ที่ มีนาคม 07, 2017, 04:42:56 pm

ขออนุญาติแก้ไขให้ดู..การใส่โค้ด เพื่อแสดงภาพนะครับ