น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 05:59:14 pm

หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 05:59:14 pm
ทารุกขันโธปมสูตร
บรรยายโดย ท่านอาจารย์ชนกาภิวงศ์
แปลโดย พระคันธสาราภิวงศ์
http://www.sati99.com/images/1139120280/Metta_and_log.pdf


จากคำนำ โดยพระคันธสาราภิวงศ์
ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ) ว่าด้วยเรื่องโทษของนักปฏิบัติ และแนวทางในการปฏิบัติที่ถูกต้องคือการเจริญอริยมรรคมีองค์แปด โดยเปรียบนักปฏิบัติเหมือนท่อนไม้ที่ลอยไปสู่มหาสมุทร ท่านอาจารย์ชนกาภิวงศ์ได้บรรยายเรื่องนี้ไว้เป็นภาษาอังกฤษในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ณ วัดพุทธวิหาร จังหวัดลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปาฐกถาธรรมเรื่องนี้มีชื่อว่า Parable of the Log กล่าวกันว่าเป็นที่ซาบซึ้งของผู้รับฟังและได้รับการพิมพ์เผยแพร่ไว้ในวารสาร Buddhist Forum อีกด้วย

หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:01:15 pm
ทารุกขันโธปมสูตร
(พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
บรรยายโดย ท่านอาจารย์ชนกาภิวงศ์


อาตมายินดีที่ได้มีโอกาสมาแสดงพระธรรมเทศนานี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียง คือพระสุมติปาลเถระและพระสีวลิเถระ อาตมาสนิทสนมคุ้นเคยกับพระสุมติปาลเถระ และรู้จักพระสีวลิเถระเป็นอย่างดี พวกเราชาวพุทธศาสนิกชนต่างอาลัยต่อการจากไปของพวกท่าน ซึ่งนับว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา เนื่องในโอกาสอันสำคัญนี้ อาตมาประสงค์จะแสดงปาฐกถาธรรมของพระบรมศาสดาเรื่องอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ ซึ่งมีปรากฏในสังยุตตนิกาย ทารุกขันโธปมสูตร (สํ. สฬา. ๑๘.๒๔๑.๑๖๗๙)

ในสมัยหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้กรุงโกสัมพี พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวน ๕๐๐ รูป พระองค์ทอดพระเนตรเห็นท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดไปอยู่ จึงชี้ท่อนไม้นั้นแล้วตรัสถามว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นท่อนไม้ใหญ่โน้นที่ถูกกระแสน้ำพัดไปอยู่หรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “เห็น พระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์รับสั่งต่อไปว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าท่อนไม้ไม่ถูกกระแสน้ำซัดขึ้นฝั่งนี้ จะลอยไปสู่มหาสมุทร ถ้าไม่ถูกซัดขึ้นฝั่งโน้น ไม่จมน้ำเสียก่อน ไม่เกยบก ไม่ถูกคนเก็บไปเสีย ไม่ถูกอมนุษย์ยึดเอาไว้ ไม่ถูกกระแสน้ำวนดูด หรือไม่ผุพังไปก่อน จะลอยไปสู่มหาสมุทร” ในที่นี้พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ถ้าไม่มีโทษแปดอย่างเหล่านี้ ท่อนไม้จะลอยไปสู่มหาสมุทรได้ จากนั้นได้รับสั่งว่า

"ทำไมท่อนไม้นี้ จึงลอยไปสู่มหาสมุทรได้เล่า “ข้อนั้นเพราะกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคาลุ่มลาดไหลไปสู่มหาสมุทร ในเมื่อไม่มีโทษแปดอย่างเหล่านี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในทำนองเดียวกัน ถ้าพวกเธอไม่มีโทษแปดอย่างเหล่านี้ก็จะบรรลุถึงพระนิพพานได้ เพราะสัมมาทิฏฐิย่อมโน้มน้อม [ผู้ปฏิบัติ]ไปสู่ความดับทุกข์ในสังสารวัฏคือพระนิพพาน”

ในขณะนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ตรัสอธิบายอุปมาเหล่านั้นในเรื่องนี้
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:03:02 pm
อุปมาและอุปไมย

คำว่า “ ฝั่งนี้” ได้แก่ อายตนะภายในหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
คำว่า ”ฝั่งโน้น” ได้แก่ อายตนะภายนอกหก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์
คำว่า ”จมน้ำ” ได้แก่ ความผูกพันกับสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต
คำว่า “เกยบก” ได้แก่ ความทะนงตน
คำว่า ”ถูกคนเก็บไป” ได้แก่ การคลุกคลีกับคฤหัสถ์อย่างไม่เหมาะสม
คำว่า ”ถูกอมนุษย์ยึดเอาไว้” ได้แก่ การบำเพ็ญกุศลโดยปรารถนาให้บังเกิดในเทวโลกหรือพรหมโลก
คำว่า ”ถูกกระแสน้ำวนดูด” ได้แก่ ความเพลิดเพลินในกามคุณห้า
คำว่า ”ผุพัง” ได้แก่ การเสแสร้งทำเป็นผู้ทรงศีล ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ทรงศีลโดยแท้

แม้พระพุทธองค์จะทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้แก่เหล่าภิกษุเท่านั้น แต่ก็จัดว่าเกี่ยวเนื่องกับทุกชนชาติและทุกศาสนา เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ไม่มีโทษแปดอย่างดังกล่าว ย่อมจะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานได้ เมื่อเขาบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานแล้ว ก็จะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดและบรรลุถึงที่สุดแห่งทุกข์

ในพระธรรมเทศนาบางแห่งของพระพุทธองค์ พระพุทธดำรัสว่า ”มหาสมุทร” ระบุถึงการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ส่วนพระธรรมเทศนา บางแห่งระบุถึงพระนิพพาน ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงระบุมหาสมุทรว่าคือพระนิพพาน
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:04:04 pm
อายตนะภายในและภายนอก

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบอายตนะภายในหกเหมือนฝั่งนี้ และทรงเปรียบเทียบอายตนะภายนอกหกเหมือนฝั่งโน้น โดยมีพุทธประสงค์อะไรเล่า

ในเรื่องนี้อาตมาประสงค์จะอธิบายคำว่า ”จิต” ตามหลักพระอภิธรรมก่อน จิตคือสภาพธรรมที่รับรู้อารมณ์ [ทางทวารทั้งหก] เมื่อเกิดแล้วจะดับลงทันทีไวกว่าชั่วพริบตาเดียว จิตจึงเป็นสภาพธรรมที่รับรู้อารมณ์ [ซึ่งเกิดขึ้น] และดับไปอย่างรวดเร็ว การรับอารมณ์ของจิตนี้ใช้เวลาไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนล้านวินาที

จิตเป็นสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ ไม่ใช่ดวงตา แต่จิตจะรู้อารมณ์ได้โดยอาศัยดวงตาซึ่งเป็นหนึ่งในอายตนะ [ภายใน] หก เช่น คุณเห็นรถโรลสรอยส์คันใหม่ ในกรณีนี้มีรูปารมณ์ที่เห็นได้ และดวงตาที่เป็นเหตุให้จิตรู้เห็นรูปารมณ์นั้น เมื่อคุณเห็นรถคันนั้น จะเกิดความรู้สึกว่าถ้าเราเป็นเจ้าของมันก็คงจะดี ถ้ามันเป็นสมบัติของคุณจริงๆ คงจะก่อให้เกิดความพอใจ คุณจะผูกพันกับมันเพราะได้พบเห็นและยึดติดว่าเป็นรถคันงาม คุณไม่ได้นึกว่ามันเป็นเพียงรูปธรรมทั่วไป เมื่อเป็นเช่นนั้นจัดว่าคุณแวะเข้าไปติดที่ฝั่งโน้นคือรถ และติดที่ฝั่งนี้คือดวงตา เนื่องด้วยคุณเกิดความผูกพันในรถซึ่งเป็นรูปารมณ์ และในดวงตาซึ่งเป็นอายตนะหนึ่งในอายตนะภายใน

ดวงตาจัดว่าเป็นอายตนะหนึ่งในอายตนะภายในหกประเภท เมื่อดวงตาสัมผัสกับสีหรือสัณฐานของรถ จะเกิดจิตที่รู้เห็นรถคันนั้น แต่จิตดังกล่าวมิได้หยุดอยู่ในสภาพธรรมสักแต่ว่าเห็น มันยังปรุงแต่งต่อไปโดยคิดว่ารถคันนี้เป็นของฉัน เป็นรถคันใหม่ที่ดีเยี่ยม ฉันเพิ่งซื้อมาเมื่อวานนี้ มีราคาสูงมาก ในกรณีนี้คุณจะผูกพันกับรถโรลสรอยส์คันนั้น สิ่งนี้หมายถึงคุณผูกพันอยู่กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต เพราะสีสันสัณฐานและดวงตาเหล่านั้น

สมมุติว่าคุณจอดรถไว้ริมถนน และบังเอิญมีคนขับรถมาเฉี่ยวประตูรถของคุณจนเป็นรอย คุณจะโกรธเพราะรถของคุณถูกเฉี่ยวเป็นรอย ตอนนี้จัดว่าคุณเกิดความผูกพันที่จัดเป็นโลภะและความโกรธที่จัดเป็นโทสะความโลภและความโกรธเหล่านั้นไม่นำความสุขมาให้คุณเลย มันนำแต่ความทุกข์ใจมาให้คุณเท่านั้น ความทุกข์ใจของคุณเกิดจากการที่คุณแวะเข้าไปติดที่ฝั่งนี้และฝั่งโน้น

ความผูกพันเช่นนั้นเกิดจากรูปารมณ์คือ รถที่พบเห็นทางดวงตา ด้วยเหตุดังกล่าว คุณจึงเกิดความทุกข์ใจเพราะจักขุวิญญาณจิต (จิตที่รับรู้อารมณ์ทางจักษุปสาท) ที่ทำให้คุณแวะเข้าไปติดที่ฝั่งนี้และฝั่งโน้น ถ้าคุณยังผูกพันอยู่กับรถที่พบเห็นทางดวงตา คุณจะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานไม่ได้ จัดว่าคุณถูกกระแสน้ำ [คือกิเลส] ซัดขึ้นฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น

ท่อนไม้ที่กล่าวถึงอุปมาเหมือนขันธ์ห้าหรือตัวเรา ขันธ์ห้าได้แก่รูปขันธ์หนึ่งและนามขันธ์สี่ เมื่อคุณไม่เห็นขันธ์ห้าเหล่านี้ว่าเป็นเพียงกองรูปและกองนาม ยึดติดขันธ์เหล่านั้นว่าเป็นคน สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ก็จะเกิดความผูกพันขึ้น แต่ถ้าเห็นมันว่าเป็นเพียงกองรูปและกองนาม ก็จะไม่ผูกพันว่าเป็นคน สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แล้วจะไม่ผูกพันกับมัน เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณจะบรรลุมหาสมุทรคือพระนิพพานได้

เมื่อคุณเห็นว่ารถคันนั้นเป็นรถโรลสรอยส์ที่คุณซื้อมาเมื่อวานนี้เอง ราคาสูงมาก คุณจะผูกพันกับมัน แต่ถ้าคุณเห็นว่ามันเป็นเพียงรูปธรรมอย่างหนึ่ง[เหมือนสิ่งทั่วๆ ไป] คุณก็จะไม่ยึดติดมัน แล้วจะไม่เกิดความทุกข์ใจในเมื่อรถคันนั้นถูกเฉี่ยวเป็นรอย เพราะไม่ยึดติดว่าเป็นรถโรลสรอยส์ราคาแพง จัดว่าคุณไม่ถูกกระแสน้ำ [คือกิเลส] ซัดขึ้นสู่ฝั่งทั้งสอง
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:05:56 pm
ความผูกพันและทะนงตน

พระบรมศาสดาทรงประสงค์ที่จะตรัสว่าสภาพที่ท่อนไม้จมน้ำเป็นความผูกพัน ซึ่งได้แก่ความปรารถนาความทะยานอยาก ความกำหนัดยินดี ความรัก ถ้าคุณยังมีความผูกพันอยู่ กับสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ก็จะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานไม่ได้

การที่ท่อนไม้เกยบก หมายถึงความทะนงตน ถ้าคุณทะนงตนเกี่ยวกับความร่ำรวยหรือยศตำแหน่ง ความทะนงตนนั้นจะทำให้ประสบความเนิ่นช้าในการบรรลุพระนิพพาน เพราะเมื่อคุณมีความทะนงตน ก็จะไม่เกิดปัญญาหยั่งรู้สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตตามความเป็นจริงได้ และจะยึดติดรูปธรรมและนามธรรมว่าเป็นคน สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา รวมทั้งกิเลสธรรมต่างๆ เช่น ความกำหนัดยินดี ความละโมบ ความโกรธ ความไม่พอใจ ก็จะเกิดขึ้นตามมาอีก จัดว่าคุณ [เหมือนท่อนไม้ที่] ลอยไปเกยบก จะไม่บรรลุถึงมหาสมุทรได้ เพราะจะไม่เกิดปัญญาหยั่งรู้สภาพธรรมต่างๆ หรือขันธ์ห้า ว่าเป็นสักแต่สภาพธรรมเท่านั้น

คลุกคลีกับคฤหัสถ์

คำว่า ”ถ้าท่อนไม้ถูกคนเก็บเอาไป จะไม่บรรลุถึงมหาสมุทร” หมายถึงภิกษุผู้ไม่ปฏิบัติภารกิจของตนซึ่งเป็นคันถธุระหรือวิปัสสนาธุระ เผยแพร่พระสัทธรรม แนะนำสั่งสอนศิษยานุศิษย์ในข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือสนับสนุนให้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น ในทางตรงกันข้าม กลับคลุกคลีกับคฤหัสถ์ในทางที่ไม่เหมาะสม [คือเพลิดเพลิน เศร้าโศกอยู่กับคฤหัสถ์ เมื่อเขาสุขก็สุขด้วย เมื่อเขาทุกข์ก็ทุกข์ด้วย

ภิกษุเช่นนั้นจัดว่าเหมือนท่อนไม้ที่ถูกคนเก็บไป จะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานไม่ได้ เพราะมัวผูกพันอยู่กับคฤหัสถ์ที่ตนคลุกคลีด้วย และยิ่งจะเกิดความผูกพันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในโลกีย์วิสัย จนไม่เกิดปัญญาที่หยั่งรู้ลักษณะสามอย่างของสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิต ซึ่งได้แก่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน เมื่อไม่สามารถหยั่งรู้สัจธรรมสามอย่างเหล่านี้ได้ ก็ย่อมจะยิ่งผูกพันอยู่กับโลกีย์วิสัยมากขึ้น จนบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานไม่ได้

ปรารถนาภพชั้นสูง

คำว่า ”ถ้าท่อนไม้ถูกอมนุษย์ยึดเอาไว้ จะไม่บรรลุถึงมหาสมุทร” หมายถึงการบำเพ็ญกุศลกรรม เช่น ทาน ศีล หรือภาวนา โดยประสงค์จะไปเกิดในเทวโลกหรือพรหมโลก เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จัดว่าอมนุษย์ยึดไปสู่แดนของพวกเขา ถ้าเกิดสถานการณ์นี้ขึ้น ก็จะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานไม่ได้ เพราะผู้ปรารถนาเช่นนั้นจะบรรลุผลของการเกิดในภพชั้นสูง ด้วยอำนาจกุศลกรรมที่บำเพ็ญ ทำให้ไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม แต่ไม่บรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพาน
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:07:30 pm
เพลิดเพลินในกามคุณ

คำว่า ”ถ้าท่อนไม้ถูกกระแสน้ำวนดูด จะไม่บรรลุถึงมหาสมุทร” หมายถึงผู้เพลิดเพลินในกามคุณอารมณ์ความเพลิดเพลินนี้จัดว่าเป็นความผูกพัน ถ้าคุณผูกพันอยู่กับสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส และสิ่งที่คิดอยู่เสมอ จัดว่าถูกกระแสน้ำวนดูด คุณจะไม่บรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพาน เพราะพระสัทธรรมเป็นสิ่งที่มีเหตุมีผลคล้อยตามเหตุผล[ที่ต่อเนื่องกัน] และเป็นสภาพธรรมที่มีจริง

การเสแสร้ง

ประเด็นสุดท้ายคือท่อนไม้ได้ผุพังไป ถ้ามันผุพังไปเช่นนี้จะบรรลุถึงมหาสมุทรไม่ได้ คำดังกล่าวหมายถึงผู้ที่เสแสร้งทำเป็นผู้ทรงศีล ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ทรงศีล จัดว่าผุพังไปเสียก่อน และจะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานไม่ได้

ทางหลุดพ้น

พระบรมศาสดาตรัสว่า “ถ้าพวกเธอไม่มีโทษแปดอย่างเหล่านี้ จะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานได้เพราะกระแสน้ำ [คือสัมมาทิฏฐิ] จะพัดพาพวกเธอไป” กระแสน้ำในที่นี้หมายถึงอริยมรรคมีองค์แปด [ซึ่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน] ผู้ที่เจริญอริยมรรคนี้จะเหมือนท่อนไม้ที่ไม่ถูกกระแสน้ำคือกิเลสซัดขึ้นฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น จะไม่จมน้ำเสียก่อน จะไม่เกยบก จะไม่ถูกคนเก็บไปเสีย จะไม่ถูกอมนุษย์ยึดเอาไว้ จะไม่ถูกกระแสน้ำวนดูด และจะไม่ผุพังไปก่อน เขาจะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานได้อย่างแน่นอน

ท่านสาธุชนพึงหมั่นเจริญอริยมรรคมีองค์แปดนั้น จึงจะไม่มีโทษแปดอย่างเหล่านี้ ท่านทั้งหลายจะเจริญอริยมรรคนี้ได้อย่างไร ศีลเป็นพื้นฐาน [ของสมาธิและปัญญา] สมาธิเกิดจากศีล และปัญญาก็เกิดจากสมาธินั้นนั่นเอง การเจริญอริยมรรคมีองค์แปดประกอบด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ไม่ใช่ของยากเลย โดยเพียงกำหนดรู้สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตตามความเป็นจริงเท่านั้น

ท่านสาธุชนพึงกำหนดรู้อาการเคลื่อนไหวของกายหรืออาการต่างๆ ทางจิต [เช่น ความฟุ้งซ่าน] ในปัจจุบันขณะตามความเป็นจริง โดยปราศจากการวิเคราะห์วิจัยหรือนึกคิดเรื่องราวนั้นๆ [ที่เป็นบัญญัติ] เพียงสักแต่รู้อาการที่เกิดทางกายกับจิต [ที่เป็นปรมัตถ์] ตามความเป็นจริง [คือไม่รับรู้และปรุงแต่งรูปร่างสัณฐาน] ในการเจริญสติปัฏฐานที่กำหนดรู้กายกับจิตนี้ ถ้าประยุกต์ใช้ความรู้ทางปริยัติธรรมหรือการคาดคะเนล่วงหน้า [โดยพิจารณาว่าเป็นรูปหรือนาม หรือพิจารณาว่าเป็นอนิจจังเป็นต้น] จัดว่าปฏิบัติไม่ถูกต้อง และจะไม่เกิดสมาธิ รวมทั้งจะไม่เกิดปัญญาหยั่งรู้สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตตามความเป็นจริง
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:08:31 pm
จิตตวิสุทธิ

ในขณะที่กำหนดรู้สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตในปัจจุบันขณะอยู่ นักปฏิบัติจะค่อยๆ เกิดสมาธิตั้งมั่นในอารมณ์กรรมฐานที่กำลังกำหนดรู้ จากนั้นสมาธิจะค่อยๆ เพิ่มพูนและมีกำลังมากขึ้น จิตของนักปฏิบัติจะบริสุทธิ์จากนิวรณ์เหล่านี้คือ ความพอใจรักใคร่ (กามฉันทะ) ความพยาบาท (พยาปาทะ) ความง่วงเหงาหาวนอน (ถีนมิทธะ) ความฟุ้งซ่านรำคาญ (อุทธัจจกุกกุจจะ) และความลังเลใจในคุณของพระรัตนตรัย (วิจิกิจฉา)

เมื่อนักปฏิบัติยังประกอบด้วยนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในนิวรณ์ห้าอย่างเหล่านี้ จิตของเขาจะเศร้าหมอง ไม่บริสุทธิ์ เมื่อจิตยังไม่บริสุทธิ์ ก็จะเกิดปัญญาหยั่งรู้ไม่ได้ ปัญญาหยั่งรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตบริสุทธิ์จากนิวรณ์เหล่านี้เท่านั้น ในขณะเกิดปัญญาหยั่งรู้เช่นนี้ นักปฏิบัติจะรู้แจ้งสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตโดยเกิดปัญญาหยั่งรู้ลักษณะพิเศษก่อน แล้วจึงหยั่งรู้ลักษณะทั่วไปต่อจากนั้น

ปัญญาดังกล่าวที่หยั่งรู้ลักษณะทั้งสองอย่าง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ เมื่อปัญญาเช่นนี้บรรลุถึงขั้นสูงสุดในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นักปฏิบัติก็จะบรรลุถึงความดับทุกข์คือพระนิพพาน โดยบรรลุโสดาปัตติมรรคซึ่งเป็นมรรคแรกสุดอันหยั่งรู้สัจธรรมสี่ พระอริยบุคคลนั้นจัดว่าบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพาน

อย่างไรก็ตาม การบรรลุธรรมนี้เกิดจากสติที่ระลึกรู้สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตและสมาธิที่ตั้งมั่น แล้วจะเกิดปัญญาหยั่งรู้สภาพธรรมเหล่านั้นต่อมา ด้วยสัมมาทิฏฐิสามประเภทคือ

๑. หยั่งรู้ลักษณะพิเศษ (สภาวลักษณะ) ของรูปธรรมและนามธรรม
๒. หยั่งรู้ลักษณะทั่วไป (สามัญลักษณะ) ของสภาพธรรมเหล่านั้น
๓. หยั่งรู้อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ (สภาพที่ทนได้ยาก) สมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) นิโรธ (ความดับทุกข์) และมรรค (ทางแห่งความดับทุกข์)

นักปฏิบัติพึงเจริญอริยมรรคมีองค์แปดเพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์ เพื่อก่อให้เกิดปัญญาหยั่งรู้ลักษณะพิเศษและลักษณะทั่วไปของสภาวธรรมทางกาย และสภาวธรรมทางจิต รวมทั้งเพื่อการรู้แจ้งอริยสัจสี่อริยมรรคมีองค์แปดนี้เปรียบเหมือนกระแสน้ำ [ที่จะพัดพาไปสู่มหาสมุทรคือพระนิพพาน]
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:10:56 pm
ทางสู่อิสรภาพ

ในราตรีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ทรงเอนพระวรกายบนที่บรรทมซึ่งจัดแจงไว้สำหรับพระองค์ ณ อุทยานกุสินารา ในปฐมยามแห่งราตรี สุภัททปริพาชกได้เข้าเฝ้าพระองค์และทูลถามว่า ”ข้าแต่พระสมณโคดม ข้าพระองค์เคยสดับคำสอนของศาสดาต่างๆ ท่านเหล่านั้นประกาศตนว่าเป็นผู้รู้พระธรรมทั้งปวงและเป็นพระอรหันต์ ถ้อยคำของท่านเหล่านั้นเป็นความจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์มิได้ตอบปัญหานั้น ได้รับสั่งห้ามว่า ”ดูก่อนสุภัททะ พวกเขาจะเป็นผู้รู้พระธรรมทั้งปวงหรือไม่ ข้อนั้นไม่ใช่สาระสำคัญเลย ไม่เกี่ยวกับความหลุดพ้นของเธอ เราตถาคตจะไม่ตอบปัญหานี้ เราใกล้จะปรินิพพานแล้ว จึงจะสอนหลักธรรมซึ่งเป็นทางหลุดพ้นแก่เธอ จงเงี่ยโสตสดับเถิด”

กฎข้อตัดสิน

หลังจากนั้นพระพุทธองค์ตรัสว่า ”ดูก่อนสุภัททะ ในคำสอนใดไม่มีอริยมรรคมีองค์แปดอยู่ ในคำสอนนั้นจะไม่มีพระสมณะ” คำว่าพระสมณะในที่นี้หมายถึงผู้สงบและขจัดกิเลสได้ พระพุทธดำรัสดังกล่าวระบุว่า ในคำสอนที่ไม่มีอริยมรรคมีองค์แปด จะไม่มีผู้ขจัดกิเลสได้โดยปฏิบัติตามคำสอนนั้น แต่ในคำสอนที่ประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์แปด จะมีพระสมณะผู้ขจัดกิเลสและทุกข์ได้โดยปฏิบัติตามคำสอนนั้น ฉะนั้น ถ้าเธอปฏิบัติตามคำสอนซึ่งไม่มีการเจริญอริยมรรคมีองค์แปด เธอจะขจัดกิเลสและทุกข์ไม่ได้โดยแท้ ในที่นี้พระพุทธองค์ทรงแสดงกฎข้อตัดสินคำสอนที่ถูกต้อง จากนั้นได้รับสั่งต่อไปว่า ”ดูก่อนสุภัททะ อริยมรรคมีองค์แปดนี้มีปรากฏในศาสนาของเราตถาคตเท่านั้น ศาสนานี้จึงมีพระสมณะที่แท้จริง”

พระธรรมเทศนาที่พระพุทธองค์ตรัสสอนสุภัททปริพาชก คล้อยตามพระสูตรนี้ที่อุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ เนื่องด้วยผู้ที่ไม่เจริญอริยมรรคมีองค์แปด จะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานไม่ได้ ส่วนผู้ที่เจริญอริยมรรคดังกล่าวจะบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานได้ เพราะจะไม่แวะเข้าไปติดที่ฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น ฯลฯ ด้วยเหตุดังกล่าว พระพุทธองค์จึงตรัสสอนให้พุทธศาสนิกชนเจริญอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นแนวทางการเจริญสติปัฏฐาน
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:12:21 pm
สติปัฏฐาน

พระพุทธองค์ตรัสสอนแนวทางการเจริญสติปัฏฐาน [โดยพิสดาร] ในสติปัฏฐานสูตร พระองค์ทรงสอนให้พวกเรามีสติระลึกรู้กาย เวทนา จิต และสภาพธรรม [ทั้งหมด] ตามความเป็นจริง หลักสำคัญในการเจริญสติปัฏฐานจึงเป็นการมีสติระลึกรู้หรือกำหนดรู้สภาพธรรมทุกอย่างที่ปรากฏในกายกับจิตตามความเป็นจริงนักปฏิบัติพึงกำหนดรู้แม้กระทั่งทุกขเวทนาที่ไม่ชอบต่างๆ เช่น ความเจ็บปวด คัน เหน็บชา และความรู้สึกที่น่าชอบใจทุกอย่างตามความเป็นจริง

เมื่อรู้สึกปวดหลังหรือปวดเข่า นักปฏิบัติพึงกำหนดรู้อาการปวดนั้นตามความเป็นจริง ไม่พึงพยายามกำจัดความรู้สึกเช่นนั้น เพราะความเจ็บปวดจะนำเขาไปสู่พระนิพพานได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเจ็บปวดนี้เป็นกุญแจไปสู่ประตูทางเข้าพระนิพพาน ถ้านักปฏิบัติเกิดทุกขเวทนาขึ้น ก็จัดว่าเป็นคนโชคดีทีเดียว เพราะทุกขเวทนานั้นจะนำไปสู่ความดับทุกข์ เนื่องด้วยเป็นขันธ์ประเภทหนึ่ง [คือเวทนาขันธ์] ที่นับเนื่องในขันธ์ห้า ซึ่งเป็นอารมณ์ที่พึงกำหนดรู้

ทุกขเวทนาเป็นเวทนาขันธ์ที่จัดเป็นทุกขสัจ และเป็นอารมณ์ที่นักปฏิบัติพึงกำหนดรู้ (ปริญเญยยธรรม) ถ้านักปฏิบัติหยั่งรู้ทุกขเวทนานี้ตามลักษณะที่แท้จริง คือลักษณะพิเศษและลักษณะทั่วไป ก็จะรู้เห็นว่าเป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นและดับไปจากขณะหนึ่งไปสู่ขณะหนึ่ง ไม่อาจดำรงอยู่ได้เพียงชั่ววินาที และจะสามารถบรรลุถึงอริยมรรคซึ่งขจัดกิเลสและทุกข์ทั้งมวลได้ โดยหยั่งรู้ทุกขเวทนานี้เอง อาตมาจึงกล่าวว่าผู้ที่มีทุกขเวทนาจัดว่าเป็นคนโชคดี ทั้งนี้เพราะมีสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตที่จะพึงกำหนดรู้ปรากฏขึ้นพร้อมกันทุกขเวทนานั้นให้โอกาสดีในการหยั่งรู้สภาพธรรมที่แท้จริง และนำไปสู่ความดับทุกข์คือพระนิพพาน
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:13:32 pm
ลักษณะพิเศษและลักษณะทั่วไป

อาตมาจะอธิบายลักษณะพิเศษและลักษณะทั่วไปของสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตดังนี้

สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตทุกอย่างมีลักษณะพิเศษ ซึ่งไม่มีในสภาพธรรมอื่นๆ เช่น ความโลภ มีลักษณะพิเศษคือความปรารถนา ความทะยานอยาก ความกำหนัดยินดี ความผูกพัน ลักษณะนี้ไม่มีในสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตอื่นๆ

ถ้าคุณมีความพอใจหรือความปรารถนารถโรลสรอยส์ คุณจะถือตัวว่าตนเหนือกว่าผู้อื่น คุณจะผูกพันอยู่กับมัน ลักษณะพิเศษของความโลภก็คือการยึดติดนั่นเอง ส่วนความโกรธเป็นสภาพที่แตกต่างจากความโลภ ลักษณะพิเศษของความโกรธคือความรุนแรง ความโลภเป็นอยากจะเหนี่ยวรั้งสิ่งต่างๆ เข้ามาหาตัวเอง ส่วนความโกรธกลับไม่พอใจอารมณ์นั้นๆ [โมหะเป็นสภาพธรรมที่ปิดบังความจริง]

สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตที่สมมุติว่าเป็นตัวตน ประกอบด้วยธาตุหกคือ ปถวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) วาโยธาตุ (ธาตุลม) อากาสธาตุ (ธาตุคือช่องว่างระหว่างรูป) และวิญญาณธาตุ (ธาตุรู้) ปถวีธาตุมีลักษณะพิเศษคือสภาพแข็งหรืออ่อน ลักษณะเหล่านี้เป็นลักษณะของปถวีธาตุเท่านั้น ไม่เกี่ยวเนื่องกับธาตุอื่นๆ ลักษณะพิเศษของอาโปธาตุคือสภาพไหลหรือเกาะกุม ลักษณะพิเศษของเตโชธาตุคือสภาพเย็นหรือร้อน [ลักษณะพิเศษของวาโยธาตุคือสภาพหย่อนหรือตึง]

เมื่อนักปฏิบัติมีสมาธิมากขึ้น จิตของเขาจะบริสุทธิ์จากนิวรณ์ แล้วจะเกิดปัญญาหยั่งรู้ลักษณะพิเศษของสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิต เช่น เมื่อกำลังกำหนดรู้อาการพองและยุบของท้องซึ่งเป็นสภาวธรรมทางกาย นักปฏิบัติจะมีสมาธิมากขึ้นจนกระทั่งหยั่งรู้อาการพองและอาการยุบได้อย่างชัดเจน ในขณะนั้นจะมีเพียงอาการเคลื่อนไหวหรืออาการกระเพื่อมซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของธาตุลม เมื่อนักปฏิบัติหยั่งรู้อาการพองและอาการยุบอย่างชัดเจน ก็จะไม่รับรู้สัณฐานของร่างกายหรือท้อง สิ่งที่นักปฏิบัติหยั่งรู้ในขณะนั้นคืออาการที่พองออกและยุบเข้าเท่านั้น จัดว่าเกิดปัญญาหยั่งรู้ลักษณะพิเศษของวาโยธาตุก่อน

ลักษณะทั่วไปของสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตคือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนสภาพธรรมเหล่านั้นทั้งหมดประกอบด้วยลักษณะทั้งสามอย่างเหล่านี้ จึงเรียกว่าเป็นลักษณะทั่วไป เพราะเกี่ยวเนื่องกับสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตทั้งหมด หลังจากที่นักปฏิบัติบรรลุถึงวิปัสสนาญาณสองขั้นแรก [ซึ่งหยั่งรู้ลักษณะพิเศษ] คือนามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณที่รู้เห็นความแตกต่างระหว่างรูปธรรมและนามธรรม)และปัจจยปริคคหญาณ (ญาณที่รู้เห็นเหตุและผล) ก็จะเกิดปัญญาหยั่งรู้ลักษณะทั่วไปของสภาพธรรมเหล่านั้นต่อมา วิปัสสนาญาณขั้นที่สามนี้เรียกว่าสัมมสนญาณ เป็นญาณซึ่งเริ่มหยั่งรู้ลักษณะทั่วไปของสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิต

เมื่อวิปัสสนาญาณของนักปฏิบัติแก่กล้ามากขึ้น เพราะพากเพียรเจริญกรรมฐาน มีสติต่อเนื่องไม่ขาดสายตลอดวันและมีสมาธิที่เพิ่มพูนมากขึ้น เขาจะสามารถบรรลุถึงวิปัสสนาญาณทั้งหมดจากประสบการณ์ของตนในขณะนั้นสภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตที่กำหนดรู้จะถึงความดับสูญไป [คือไม่มีอารมณ์ที่กำหนดรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง] เขาจัดว่าบรรลุถึงพระนิพพานซึ่งเป็นสภาพดับสูญแห่งสังขารธรรม
หัวข้อ: ทารุกขันโธปมสูตร (พระสูตรอุปมาท่อนไม้ลอยน้ำ)
เริ่มหัวข้อโดย: shad ที่ กรกฎาคม 15, 2011, 06:15:06 pm
ที่สุดแห่งทุกข์

ในขณะที่นักปฏิบัติบรรลุถึงความดับแห่งสังขารธรรม ได้ขจัดความผูกพันซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ เนื่องจากหยั่งรู้ทุกขสัจอย่างถูกต้องและบริบูรณ์ จึงจัดว่าเขาหยั่งรู้ทุกขสัจโดยบริบูรณ์ ทั้งยังขจัดเหตุแห่งทุกข์ในขณะนั้นรวมทั้งอบรมทางแห่งความดับทุกข์ นักปฏิบัติผู้บรรลุถึงความดับแห่งสังขารธรรม นับว่าบรรลุถึงสัมมาทิฏฐิที่หยั่งรู้อริยสัจสี่ซึ่งเป็นปัญญาขั้นที่สาม เขาถูกกระแสน้ำคืออริยมรรคมีองค์แปดพัดพาไป บรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพาน เขาไม่ถูกกระแสน้ำคือกิเลสซัดไปสู่ฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น ไม่จมน้ำเสียก่อน ไม่เกยบก ฯลฯ จึงบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานได้

เมื่อพระพุทธองค์ประทับนั่งใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้อยู่ ได้มีนายโคบาลชื่อนันทะสดับพระธรรมเทศนานี้แล้วเกิดความซาบซึ้งยิ่ง จึงต้องการจะถูกกระแสน้ำคืออริยมรรคมีองค์แปดพัดพาไปสู่มหาสมุทรคือพระนิพพาน เขาได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์และกราบทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุว่า ”ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ต้องการจะถูกกระแสน้ำคือกิเลสซัดไปสู่ฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น หรือเหมือนท่อนไม้ที่จมน้ำข้าพระองค์ประสงค์ถูกกระแสน้ำคืออริยมรรคมีองค์แปดพัดพาไปสู่มหาสมุทรคือพระนิพพาน ข้าพระองค์ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์พึงได้รับอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จึงจะเจริญอริยมรรคมีองค์แปดได้”

พระพุทธองค์ตรัสว่า ”ดูก่อนนันทะ เธอเป็นนายโคบาล เธอมีภาระที่ต้องนำโคกลับบ้านและมอบโคให้แก่เจ้าของก่อน ถ้าเธอทำเช่นนั้นไม่ได้ เราตถาคตก็จะยังไม่อนุญาตให้อุปสมบท” นายนันทโคบาลปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์รับสั่ง จากนั้นเขาได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุ [หลังจากอุปสมบทแล้ว] พระนันทะได้เข้าไปสู่ป่าซึ่งเงียบสงัดและเจริญอริยมรรคมีองค์แปด โดยกำหนดรู้สภาวธรรมทางกายและสภาวธรรมทางจิตทั้งหมดในปัจจุบันขณะ ท่านพากเพียรเจริญสมณธรรมเพราะประสงค์จะถูกกระแสน้ำคืออริยมรรคมีองค์แปดพัดพาไป และท่านได้บรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพานได้ในกาลไม่นานนัก เนื่องจากไม่มีโทษทั้งแปดอย่างเหล่านั้น และถูกกระแสน้ำคืออริยมรรคมีองค์แปดพัดพาไปยังมหาสมุทรคือพระนิพพาน

พระพุทธองค์รับสั่ง [แก่เหล่าสาวก] เสมอว่า ”พึงมีสติระลึกรู้อารมณ์ที่เกิดในปัจจุบันขณะตามความเป็นจริงหรือพึงกำหนดรู้กายกับจิตทุกอย่างของตนตามความเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเธอจะถูกกระแสน้ำคืออริยมรรคมีองค์แปดพัดพาไป และบรรลุถึงมหาสมุทรคือพระนิพพาน”

วิชชาภิญญาสัมภิทานัง นิพพานัสสะ จะ ปัจจะโย
ตฺยัฏฐะ-ฉะ-จะตุเภทานัง ปุญญะมิทัง ภะวะตุ เม.

ขอให้กุศลของข้าพเจ้านี้ จงเป็นปัจจัยแก่การบรรลุวิชชา ๓ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทา ๔ และพระนิพพาน”