น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: เสรี ลพยิ้ม ที่ มกราคม 11, 2012, 01:12:54 pm

หัวข้อ: ต้องทำลายความเห็นแก่ตัวก่อน - โดย - ท่านพุทธทาสภิกขุ
เริ่มหัวข้อโดย: เสรี ลพยิ้ม ที่ มกราคม 11, 2012, 01:12:54 pm
ต้องทำลายความเห็นแก่ตัวก่อน - โดย - ท่านพุทธทาสภิกขุ

เป็นอันว่า หลักในทางพระศาสนาหรือทางศีลธรรมก็ตาม
ล้วนแต่ ต้องการให้ ทำลายความเห็นแก่ตัวเป็นข้อแรก ดังนั้นพระพุทธศาสนาเรา
จึงยกเอา สักกายทิฎฐิ คือ ความเห็นแก่ตัว เห็นว่า กายนี้ของตัว นี้มาเป็นข้อแรก
หรือเป็นสิ่งแรกที่จะต้องพยายามละเสีย เราผู้ต้องการจะปฏิบัติในหลักพระพุทธศาสนา
ต้องทำอย่างนี้ และทำเรื่อยๆไป จนหมดความเห็นแก่ตัว โดยสิ้นเชิงในการละสัญโญชน์
และอนุสัยให้หมดสิ้น

หมดความเห็นแก่ตัวไม่มีตัวเหลืออยู่จริงๆ เมื่อนั้นแหละ จะกลายเป็นคนที่ไม่มี
ความทุกข์อีกต่อไป คือ กลายเป็นคนที่ไม่ตาย ไม่มีตัวตนที่จะต้องตาย ไม่มีความทุกข์
เพราะไม่มีความหวังอะไร ไม่มีความอยากเหลืออยู่ให้เห็นหัวเราะเยาะอีกต่อไป
หมายความว่า ไม่มีความหวัง หรือความอยากอะไรเหลืออยู่แม้แต่น้อย นั่นเอง
ไม่ได้อยากอยู่ ไม่ได้อยากตาย และไม่ได้อยาก อะไรทั้งหมด
เพราะว่า ไม่มีตัวกูที่จะอยาก นี่แหละ คือ ความไม่ตาย

นี่แหละคือ ความที่เป็นทุกข์ไม่ได้ ไม่ว่าอะไรๆ มันจะเป็นไปอย่างไร
จิตใจชนิดนี้ มันมีความทุกข์ไม่ได้ในตัวของตัวเอง ก็ไม่มีอาการที่เป็นบ้า
หมายความว่า หายโรคบ้า หายโรคเป็นบ้านี้โดยสิ้นเชิง ไม่มีตัวตน ที่จะเหลืออยู่
สำหรับรับรองโรคนี้ โรคนี้ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อาศัย ก็เกิดขึ้นไม่ได้ หมายความว่า
จิตใจชนิดนี้ ไม่เป็นที่ตั้ง ไม่มีที่อาศัยของความยึดมั่นถือมั่น
ซึ่งเป็นโรคบ้า โรคบ้า จึงเกิดขึ้นในจิตใจ ชนิดนี้ไม่ได้

นี่แหละ คือ หนทางทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ทุกข์กับเขาไม่เป็น เป็นทุกข์
กับเขาไม่เป็น เพราะว่า เป็นบ้ากับเขาไม่เป็น เมื่อเป็นบ้ากับเขาไม่เป็น
แล้วก็เป็นทุกข์กับเขาไม่เป็น แม้ว่าโลกนี้ จะเต็มไปด้วยคนบ้า หรือจะเต็มไปด้วย
ความทุกข์อย่างไร จิตใจนี้ เป็นบ้าไม่ได้ เป็นทุกข์ไม่ได้ เป็นทางออก
ทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางอื่นที่คนเรา จะเป็นทุกข์ไม่ได้ เป็นบ้าไม่ได้
คือ พยายามศึกษาปฏิบัติ จนได้รับผลของการปฏิบัติ เป็นธรรมะที่ทำลาย
ความยึดมั่นถือมั่นเสียได้ นี้เรียกว่า ธรรมะกำมือเดียว หมายความว่า
ไม่มีเรื่องอื่นอีกแล้ว มีแต่ เรื่องเดียว แล้วเรื่องเดียวนี้ ก็ไม่มากมายอะไร
เป็นเรื่องสั้นๆ ลัดๆ คือ ทำลายความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวกู-ว่าของกูเท่านั้นเอง

แต่คนที่ได้รับคำสั่งสอน ในข้อนี้ ได้รับมาก อย่างที่เป็นเมฆหรือเป็นหมอก
เป็นฝ้าบังความจริง จึงมาเห็นเป็นเรื่องมากมายใหญ่โต มันกลับกลายเป็นว่า
จะต้องเรียนให้หมด ทั้ง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์บ้าง จะต้องเรียนให้รู้ว่า กี่เรื่อง
กี่สิบเรื่อง กี่ร้อยเรื่อง กี่พันเรื่อง จนกระทั่ง เวียนหัวไปหมด ไม่หมุนมาสู่เรื่อง
ที่จะทำลายความเห็นแก่ตัวหรือ ทำลายความรู้สึก ว่าตัวกู ว่าของกู แต่ประการใด

เพราะเหตุนี้เอง จึงได้ขอร้องแล้ว ขอร้องอีกว่า จงเป็นอยู่ในลักษณะที่จะกำจัด
ความเห็นแก่ตัว หรือ ความที่มีตัวเราประกอบการงานไปตามปกติ ที่มนุษย์เรา
จะต้องทำ และในขณะที่ประกอบการงานนั้น จะเป็นโอกาส ให้กิเลสเกิดขึ้น
สำหรับเห็นแก่ตัว แล้วเราก็มีโอกาสจัดการกับกิเลสข้อนี้ คือล่อให้มันออกมา
ด้วยสติสัมปชัญญะแล้วก็ฆ่ามันเสีย ทำประหนึ่งว่า กิเลสนี้เหมือนกับเหยื่อ
ที่เราจะจับมา ฆ่าเสียให้ตาย เรามีอาการเหมือนกับเสือ ที่ซุ่มอยู่ในที่ที่เหมาะสม
สำหรับที่จะจับเหยื่อ ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่านั้น

พระพุทธเจ้าท่านเปรียบภิกษุ ว่าเหมือนกับเสือแล้วก็ซุ่มอยู่ในป่า คือ สติ
หรือสติปัฎฐานทั้ง ๔ นี้ เรียกว่า สติ นี้เปรียบเหมือนป่า เสือจะต้องอาศัยอยู่ในป่า
ซุ่มอยู่ในป่า ซ่อนอยู่ในป่า ให้เหมาะๆ จึงจะจับเหยื่อ คือกิเลสได้ ขาดสติเมื่อใด
ก็ไม่มีป่า เสือออกมา เห็นโทนโท่ แล้วเสือนั่นแหละ ถูกยิง ถูกฆ่าเสียตายเอง
แต่ถ้าเสือมีป่าที่ดี คือมีสติที่ดี เสือก็จะเป็นฝ่ายที่ซุ่มอยู่ แล้วก็จับกิเลส
ซึ่งเป็นเหยื่อนั้นได้โดยง่ายดาย

คนบ้าไม่มีสติ คนบ้าเป็นคนที่ไม่มีสติ เมื่อทำตนเป็นคนบ้าเสียแล้ว มันก็ไม่มีสติ
จึงมีอาการเหมือนกับเสือที่ไม่มีป่าจะอยู่ จะซุ่มจะซ่อน มันก็หมดความเป็นเสือ
หรือไม่สามารถจะทำหน้าที่ของเสือ ภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา ก็เรียกว่า
ผู้ปฏิบัติเหมือนๆ กัน คือ อยู่ในลักษณะ ที่จะต้องเป็นเสือด้วยกัน ในเมื่อมีเหยื่อ
คือ กิเลส ที่จะต้องฆ่า จะต้องทำลายด้วยแล้ว ก็จะต้องใช้วิธี เหมือนๆ กัน
คือ เป็นอยู่ด้วยสติ จริงๆ

เดี๋ยวนี้ ชอบเป็นคนบ้า เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ
เดี๋ยวร้องไห้มากลายเป็นคนบ้าไปเสียทั้งวันทั้งคืน
 
อย่างนี้ ก็คือไม่มีสติ จึงเป็นเหมือนกับเสือที่ไม่มีป่า ที่จะซุ่มสำหรับจับเหยื่อ
คือกิเลส แล้วจะไป โทษใคร? สิ่ง ที่เป็นกิเลส คือ ตัวกู-ของกู นั้น มันก็แพร่หลายมาก
มันก็ออกลูกออกหลานมากมาย จนยากที่จะปราบมันได้หรือกำจัดมันได้


ต้องทำลายความเห็นแก่ตัวก่อน - โดย - ท่านพุทธทาสภิกขุ