น้ำใจธรรม.เนต
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: ยาใจ ที่ พฤษภาคม 17, 2023, 05:32:44 pm
-
(http://image.coolz-server.com/s/9ZTEQ0Kj) (http://image.coolz-server.com/v/9ZTEQ0Kj)
✿ ในการกระทำทุกอย่าง
เราต้องการกำลังใจ แรงดลบันดาลใจ
สิ่งท้าทายก็คือทำอย่างไร
เราจึงจะมีกุศลฉันทะในใจ และไม่มีตัณหา
✿ การกล่าวว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า
หรือธรรมะของพระพุทธเจ้า ห้ามไม่ให้อยาก
อยากเมื่อไหร่ทุกข์เมื่อนั้นก็ไม่จริงทีเดียว
✿ คือเราต้องมีเงื่อนไขว่า
อยากเป็นตัณหาเมื่อไหร่
ก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น
อยากแบบฉันทะก็ไม่ใช่ทุกข์
ไม่มีทุกข์ในเวลานั้น
✿ ข้อสังเกต ข้อแรกคือ
ความสัมพันธ์ระหว่างตัณหา กับอวิชชา
ความสัมพันธ์ระหว่างกุศลฉันทะกับวิชชา
✿ ข้อสังเกตที่ ๒ คือ
ในการที่เราจะดูตัวเองว่านี้เป็นตัณหา
หรือเป็นฉันทะกันแน่ ตัวการของความไม่นิ่ง
ความฟุ้งซ่าน ดูความไม่ละอาย
ไม่เกรงกลัวต่อบาป
อันนั้นหมายถึงว่าเวลาเราขาดหิริโอตัปปะ
จะไม่อยากคิดว่าถูกหรือผิด
ไม่อยากคิดว่าผลกระทบ
หรือผลที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร
เราไม่อยากจะคิดเลย
แต่ว่าจะต้องทำ ต้องเอา
✿ แต่ข้อที่แตกต่างที่สำคัญที่สุด
หรือจะเป็นข้อสังเกตที่ง่ายที่สุดคือ
สิ่งที่ต้องการ
✿ ตัณหาต้องการผลของงาน
โดยเฉพาะความสุข
หรือสิ่งที่จะเป็นเงื่อนไขของความสุข
เช่น เงิน เป็นต้น
✿ ส่วนฉันทะต้องการตัวงาน
ต้องการตัวการกระทำให้ดีที่สุด
เท่าที่จะเป็นได้ ต้องการขัดเกลา
ต้องการงานให้มันมีคุณภาพ
แต่ในความแตกต่างนี้
จะเป็นข้อที่ต้องพิจารณาบ่อยๆ
แล้วเมื่อเราพิจารณาบ่อยๆ
จะเห็นด้วยว่าฉันทะ หรือกุศลฉันทะ
กับตัณหาไม่ได้อยู่คนละขั้วกัน
คือที่จริงมันมีสลับกันไป สลับกันมา
✿ หมายความว่าบางครั้ง
เราก็ทำงานด้วยฉันทะ
แต่พอขาดสติ ตัณหาจะครอบงำ
แต่ถ้ารู้ตัวขึ้นมา ตั้งสติ ขึ้นมาใหม่
ตัณหาก็กลับมาเป็นฉันทะได้
และบางคนอาจจะทำด้วยความคิดผิด
ด้วยความอยากได้ อยากมี อยากเป็น
ไม่มีฉันทะอยู่ในตัวงาน
อยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นหลัก
✿ แต่เมื่อลงมือทำแล้วเปลี่ยนว่า
โอ้..เป็นสิ่งที่ดี ดีจริงๆ
แล้วก็จะเกิดความภาคภูมิใจ
เกิดความต้องการ ในคุณภาพของงาน
✿ ถ้าทำงานหรือเรียนหนังสือด้วยตัณหา
ก็คือการหวังความสุขในอนาคต
มองข้ามความสุขในปัจจุบัน
คือทำงานทำอย่างไรก็ได้
ขอให้ได้เงินเดือน
ขอให้ได้สิ่งที่อยากได้ ก็แล้วแต่
✿ คือเราไม่ให้เกียรติ
ไม่ให้ความเคารพตัวการกระทำ
เพราะถือว่าตัวการกระทำ
ก็เป็นแค่เงื่อนไขเพื่อจะได้
สิ่งที่อยากได้ในอนาคต
การที่คนเราคอยให้ตัณหาเป็นตัวกำหนดงาน
✿ ตัณหาเป็นแรงดลบันดาลใจ
แรงผลักดันจิตใจนั้น
ก็เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาทุจริตในทุกองค์กร
แต่เมื่อเราสามารปลูกฝังฉันทะให้เกิดขึ้น
✿ เรามุ่งต่อตัวงาน คุณภาพของงาน
ไม่ใช่เราไม่สนใจในผลของงานเลย
เราก็ต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน
อย่างน้อยเราจะวัดตัวงานว่าใช้ได้ไหม
ก็ต้องโยงไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้บ้าง
แต่ถ้าแบ่งเวลาอาจจะบอกว่า
ให้ความสำคัญกับปัจจุบันกับตัวงาน
กับคุณภาพของงาน ๘๐ %
ให้ความสำคัญกับเป้าหมายของงาน ๒๐ %
คล้ายๆ อย่างนั้น
เมื่อมีความตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด
มีความต้องการจะคอยขัดเกลาคุณภาพของงาน
เราจะขยันขึ้นมาทันที แล้วจิตจะมีความสุขกับงาน
“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
(http://image.coolz-server.com/s/8jZaAS0y) (http://image.coolz-server.com/v/8jZaAS0y)
✿ ✿ ✿----------------------✿ ✿ ✿---------------------✿ ✿ ✿(http://image.coolz-server.com/s/8jZaAS0y) (http://image.coolz-server.com/v/8jZaAS0y)
(http://image.coolz-server.com/s/B0qDbJYr) (http://image.coolz-server.com/v/B0qDbJYr) ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754 (https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754)
-
(http://image.coolz-server.com/s/fVa4Z0c8) (http://image.coolz-server.com/v/fVa4Z0c8)
✿ ในการเรียนหนังสือของอาตมา
สิ่งที่ทำให้มีฉันทะในการเรียนมากที่สุด
คือการเห็นฉันทะของคุณครู
✿ ในการปลูกฝังฉันทะในจิตใจของเรา
ผู้เป็นครูเป็นอาจารย์
และในจิตใจของนักเรียน
ถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง
ของการศึกษาพุทธปัญญา
พุทธปัญญาเราจะดูอะไรคือเหตุ
เป็นปัจจัยในการศึกษาเล่าเรียนอย่างได้ผลดี
และทำอย่างไรเราจึงจะได้พัฒนา
เหตุปัจจัยเหล่านั้นให้ได้
✿ พระพุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่ากิจกรรมทุกอย่าง
จะประสบความสำเร็จในเมื่อมีฉันทะเป็นฐาน
✿ ในการเรียนหนังสือของอาตมา
สิ่งที่ทำให้มีฉันทะในการเรียนมากที่สุด
คือการเห็นฉันทะของคุณครู
ความกระตือรือร้นของการรักวิชาของตน
ความเพียรพยายามที่จะถ่ายทอดวิชา
อย่างจริงใจ อย่างไม่ท้อแท้ ต่ออุปสรรค
ความสุขในการสื่อวิชาที่ตนรักให้กับลูกศิษย์
✿ เมื่อเราได้สัมผัส เราได้เห็น
ทำให้เราได้มีกำลังใจมาก
คือในจิตใจของเด็กๆ เมื่อเห็นผู้ใหญ่
และผู้เป็นอาจารย์รักขนาดนี้ ชอบขนาดนี้
กระตือรือร้นขนาดนี้ มันก็ต้องเป็นอะไรที่มันดีแน่ๆ
✿ เป็นความคิดง่ายๆ ของเด็ก
ผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับสิ่งไหน
สิ่งนั้นก็ต้องสำคัญ
เราเป็นผู้แสดงโลก
ครูเป็นผู้แสดงโลกให้กับลูกศิษย์เหมือนกัน
โลกในที่นี้หมายถึงสิ่งที่สมควรศึกษา
สิ่งที่สมควรค้นคว้า เป็นต้น
“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
-
(http://image.coolz-server.com/s/3R0mYoaE) (http://image.coolz-server.com/v/3R0mYoaE)
✿ ในการปลูกฝังฉันทะ
กุศลฉันทะในจิตใจของลูกศิษย์
ข้อแรก คือต้องปลูกฝังในตัวเราเอง
ในการปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ นั้น
✿ แนวคิดวิธีการที่ง่ายที่สุด ตรงที่สุด
และก็ได้ผลชัดที่สุด คือการพิจารณา
ในหลัก คุณ และโทษ เท่านั้นเอง
อย่างเราพิจารณา เราคิดทบทวน
เราใคร่ครวญ ปัญหาที่เกิดขึ้น
ในเมื่อเราขาดฉันทะในหน้าที่ของเรา
✿ คือฉันทะต้องการในทุกๆ หน้าที่ในชีวิตเรา
หน้าที่ที่เป็นลูก หน้าที่เป็นภรรยา
หน้าที่เป็นแม่ หน้าที่เป็นครู
หน้าที่เป็นเจ้านาย หน้าที่เป็นลูกน้อง
✿ แล้วแต่ แต่ถ้าขาดฉันทะเมื่อไหร่
มันก็จะเกิดเบื่อหน่ายได้ เกิดขี้เกียจ
เกิดรู้สึกอึดอัด รู้สึกหนักใจ
และหน้าที่กลายเป็นภาระไป
และในการพินิจพิจารณานั้น
เราถือว่าอะไรคือโทษของการขาดฉันทะ
ก็ทำหน้าที่นั้นไม่ดี ไม่สม่ำเสมอ
✿ เพราะกิเลสจะครอบงำ
โดยเฉพาะเมื่อขาดฉันทะ
ตัณหาก็จะวิ่งเข้ามาครอบงำเลย
ถ้าไม่ได้ทำด้วยฉันทะ
ทำหน้าที่ด้วยความรักในหน้าที่
ความภาคภูมิใจในหน้าที่
ตัณหาอยากได้อะไรสักอย่าง
ก็จะสอดแทรกเข้ามา
เมื่อไม่ได้สิ่งที่อยากได้ก็น้อยใจ
ถ้าได้สิ่งที่อยากได้ก็เหลิง มันอันตราย
✿ ถ้าเราทำหน้าที่ต่างๆ
ในการคำนึงถึงว่าถ้าขาดสติ
แล้วมันจะเป็นปัญหาอย่างโน่น อย่างนี้
ที่จะทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น
ซึ่งในการพิจารณาโทษ หรือทุกข์
ของการขาดกุศลฉันทะ
และดูจากชีวิตของเราด้วย
ชีวิตของคนรอบข้าง ชีวิตของคนในสังคม
ยิ่งในการถ่ายทอด ในการสอนลูกศิษย์
เราทุกคนควรจะเก็บนิทาน
เก็บเรื่องราวจากโซเชียลมีเดีย จากหนังสือพิมพ์
จากแหล่งต่างๆ ก็เป็นการขยายความ
เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับลูกศิษย์
…
“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
-
(http://image.coolz-server.com/s/8CM9ozNm) (http://image.coolz-server.com/v/8CM9ozNm)
✿ คำถาม : กราบเรียนถามท่านอาจารย์
ศิษย์เป็นคนใจร้อน ขี้หงุดหงิดแต่พยายาม
แสดงออกว่าใจเย็น เวลาเจอสิ่งที่ไม่พอใจ
ไม่ถูกใจ ข้างในใจร้อนมาก ทำอย่างไร
ให้ตนเองบรรเทาความเป็นคนเจ้าอารมณ์ ค่ะ
✿ คำตอบ : ก็ต่อจากที่ได้บรรยายวันนี้
พอสมควรว่าตามปัญญาต้องพิจารณา
ให้เห็นปัญหาในชีวิตที่เคยเกิดขึ้น
ก็เพราะนิสัยอย่างนี้ และปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้
และความทุกข์ที่เกิดขึ้นและอันตรายในอนาคต
เพราะถ้าเราไม่แก้ตรงนี้ยิ่งปล่อยนี้ยิ่งแก้ยาก
นิสัย ใจคอ ต่างๆ นั้นส่วนมาก
ถ้าอายุ ๓๐ ปี เกิน ๓๐ แก้ยากแล้วนะ
ถ้าอายุยังไม่ถึง ๓๐ แต่ก็ต้องรีบฉวยโอกาส
ไม่ใช่ว่าเกิน ๓๐ แล้วจะไม่มีทาง แต่มันจะยากขึ้นๆ
✿ ในการแสดงออกก็ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่เสแสร้ง
พยายามทำหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
ทั้งๆ ที่จิตใจก็ตรงกันข้าม
แต่ทุกครั้งที่เราหงุดหงิดรำคาญ
ไม่พอใจอะไรต่างๆ แล้วเราแสดงออก
การที่เราแสดงออกนั้นเป็นการเติมเชื้อ
ของอารมณ์นั้นเป็นการตอบสนอง
เป็นการบำรุงอารมณ์นั้นให้เกิดขึ้นบ่อยๆ
✿ ขั้นแรกในการระงับอารมณ์นี้
คืออย่าให้มันบานกลายเป็น
กายกรรม วจีกรรม ให้มันเป็นแค่มโนกรรม
คือเป็นแต่ในจิตใจอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามก็ควรจะรับทราบด้วยว่า
บางครั้งเราหงุดหงิดรำคาญ เราไม่แสดงออก
เราพยายามทำท่าว่าไม่มีความรู้สึก
แต่จริงๆ มันจะรั่วออกไปโดยเราไม่รู้ตัว
บางครั้งเราก็ปลอบใจตัวเอง ภูมิใจตัวเองว่า
ไม่แสดงออกคนอื่นไม่รู้ แต่จริงๆ เขารู้สึกเหมือนกัน
✿ ข้อแรกนี้เพื่อเป็นการปลอดภัยของเราด้วย
แต่ความปลอดภัยของคนอื่น
แต่จิตใจนี่โกรธแค้น
หรือว่าหงุดหงิดรำคาญอะไรเป็นต้น
อย่าพึ่งแสดงออกทางกาย ทางวาจา
เพราะกิเลสตัวนั้น ก็ตัดกายกรรม วจีกรรม
เหลือแต่มโนกรรม มโนกรรมก็ต้องไปบำรุง
ต้องไปพัฒนาคุณธรรมที่ตรงกันข้าม
ที่เป็นปฏิปักษ์ของกิเลสตัวนี้
เช่นความอดทน เช่นสติ เช่นเมตตา เป็นต้น
พอจิตใจของเรามันตกร่อง
ของความไม่พอใจต่างๆ มานานแล้ว
✿ ต้องสร้างช่องทางใหม่
ต้องเปลี่ยนความเคยชิน ของจิตใจใหม่
ซึ่งต้องใช้เวลา แต่ถ้าเราฝึกสติ
ก็ฝึกความอดทน ฝึกเมตตา เวลาผ่านไป
จะมีวันใดวันหนึ่ง ซึ่งเจอสิ่งที่ไม่พอใจ
สิ่งที่ไม่ถูกใจ แทนที่จิตใจจะตกร่องเดิม
มันก็เกิดตอบสนองด้วยเมตตา
ด้วยการปล่อยวาง
แต่เราจะอัศจรรย์ใจ
ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร
มันก็คือพลังของคุณธรรม ถึงจุดสุกงอม
ซึ่งมันอยู่เหนือสิ่งที่เป็นอกุศลได้
✿ ทีนี้เรื่องกิเลสที่อยู่ฝ่ายโทสะ
เช่นความหงุดหงิดรำคาญ เป็นต้นนั้น
เราต้องพิจารณาด้วยปัญญาว่าเบื้องหลัง
หรือว่าสาเหตุของมันก็คือตัณหานั่นเอง
คืออยากได้อะไรสักอย่าง
แล้วก็ไม่ได้สิ่งที่อยากได้
คนเราก็มีนิสัยอย่างนี้ตั้งแต่เด็กเลย
ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ ร้องไห้เลย อาละวาดเลย
และพ่อแม่เอาใจก็กลายเป็นนิสัยใจคอ
เจอสิ่งที่ไม่ชอบ พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ
จิตจะแย่เลย ทนไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่
✿ ถ้าเราฝึกด้วยสติ ด้วยความอดทน
เจอสิ่งที่ไม่ชอบ มันก็รู้สึกอยู่เหมือนกัน
แต่ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องธรรมดา
พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ
เอ้อ..เป็นเรื่องธรรมดา
การเลี้ยงลูก กับการให้ข้อคิดกับคุณพ่อคุณแม่
ก็คือปล่อยให้เด็กทำอะไรตามใจ
เมื่อเด็กใช้น้ำตาเป็นเครื่องแบลคเมล์ ก็ระวังนะ
เพราะว่าเด็กจะเกิดนิสัยไม่ดีติดตัวตลอดทั้งชีวิต
…
“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
-
(http://image.coolz-server.com/s/LJzvk85O) (http://image.coolz-server.com/v/LJzvk85O)
✿ ขอแค่วันละห้านาทีก็พอ ✿
✿ คำถาม : ปัญหาของศิษย์คือภาวนาบ้าง
ตอนไม่ยุ่ง งานไม่เยอะ
ถ้ายุ่งมากๆ ก็ไม่ได้ทำเลย
อยากจะทำได้สม่ำเสมอทำอย่างไร
ให้เราชนะใจตัวเอง มีการปฏิบัติที่สม่ำเสมอ
ในการเจริญสติหรือฟังธรรมะเจ้าค่ะ
✿ คำตอบ : ในการปฏิบัติคือต้องยอมรับว่า
เราจะไม่เห็นผลทุกวัน เราจะไม่เห็นผลทันตาเห็น
คือลุกขึ้นจากการนั่งสมาธิ โอ้โห สุดยอด ดีขึ้นทุกวัน
เหมือนเดินขึ้นบันไดไปสู่สวรรค์
แต่สิ่งที่จะช่วยได้คือการบันทึกอารมณ์
ในแต่ละวันเพื่อเราจะได้เห็นว่า
การนั่งสมาธิมันมีผลดีต่อชีวิตอย่างไรบ้าง
✿ และในช่วงที่เราไม่นั่งมันเกิดปัญหาอะไรมั่ง
เช่นในเรื่องของการตั้งสติ ในชีวิตประจำวัน
ในเรื่องความอดทน เรื่องความใจเย็น
เรื่องความรอบคอบ เรื่องความเมตตา
✿ อาตมาเชื่อว่าถ้าดูให้ดี
จะเห็นว่าถ้าทำความเพียรอย่างสม่ำเสมอ
ต่อเนื่องวันละเล็ก วันละน้อย
เราจะเห็นหลายอย่างดีขึ้นไม่ใช่ว่า
น้ำเอาไปล้างมือ ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บ อะไรอย่างนี้
แต่จะค่อยๆ ดีขึ้น และงานทุกอย่างก็เหมือนกัน
หลักการสำคัญก็คือความสม่ำเสมอต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำสมาธิ
หรือการทำการบ้าน
…
✿ และการเตรียมงาน บางครั้ง
จะใช้เวลาเป็นชั่วโมงไม่ไหวแล้ว
เราก็เลื่อนไว้ก่อนๆ เมื่อเลื่อนไว้ก่อน
เวลาที่ยังเหลืออยู่น้อยเต็มที่
จึงทำแล้วรู้สึกกดดันด้วยเวลา และเครียด
…
✿ ดังนั้นการบริหารเวลา
การมีวินัยในการใช้เวลาเป็นสำคัญ
แต่มีเคล็ดลับอยู่ว่า ถ้ารู้สึกมีงานต้องทำ
จะเป็นงานอะไรก็แล้วแต่
จะเป็นทางโลก ทางธรรม
ซึ่งจะต้องใช้เวลา ให้ทำ ๕ นาที
อาจจะทำไม่ถึงชั่วโมงมันไม่ไหวแล้ว
แต่ทำ ๕ นาที หลายๆ ครั้ง
จะสังเกตว่าพ้น ๕ นาทีแรกอยู่ได้เลย
บางครั้งอาจจะไม่ใช่ ๕ นาทีก็เต็มที่ ก็ไม่เป็นไร
✿ แต่ส่วนมากความรู้สึกฝืนความรู้สึกไม่อยาก
อันนั้นถ้าผ่าน ๕ นาที อย่างมาก ๒-๓ นาที ๕ นาที
มันก็จะหายไป มันก็เป็นก้าวแรกที่มันยาก
,ถ้าพ้นก้าวแรกแล้วอะไรๆ มันจะง่ายขึ้น
✿ ฉะนั้นงานทุกอย่างจึงมีสังเกตผลดีที่เกิดขึ้น
ก็อาจจะต้องบันทึกประสบการณ์
สักระยะหนึ่งสักเดือนหนึ่ง
หรือช่วงเข้าพรรษาตลอดทั้งพรรษา
แล้วก็พยายามว่าแม้แต่บางวัน
ที่ไม่อยากทำก็อย่าให้ขาดเลย
ทำนิดเดียวก็ยังพอ ๒ -๓ นาทีก็ยังโอเค
อย่าให้มันขาดทีเดียว ทำให้ต่อเนื่องไว้
…
“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)