น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 07, 2025, 07:50:34 am

หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 07, 2025, 07:50:34 am
(http://image.coolz-server.com/s/6imbB1PS) (http://image.coolz-server.com/v/6imbB1PS)


คำถาม ​: หากเพื่อนของเราบอกเราว่า
เขาไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว
เนื่องจากเขารู้สึกว่าไม่มีใครหรือสิ่งใด
ที่มีความสุข หรือไม่เห็นค่าของชีวิต
จะช่วยเพื่อนได้อย่างไร จะปรับใจเขาอย่างไร

พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
ตอบ :
​ก็เป็นการคือถ้าเป็นการแล้วแต่เหมือนกันว่า
ผู้ใดมีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน

อย่างเช่นบางคนก็พูดอย่างนี้พูดบ่อยๆ
มันเป็นการระบายอย่างหนึ่ง
เป็นการร้องทุกข์อย่างหนึ่ง

แต่จิตใจจริงๆ แล้วไม่คิดจะฆ่าตัวเอง
แต่ถ้าเรารู้สึกว่ามีท่าจะเอาจริงนี้
เป็นเรื่องต้องติดต่อกับจิตแพทย์
ต้องพยายามให้ผู้ที่มีความรู้เขามาช่วยเหลือ

แต่ทางธรรมะถ้าเป็นทางธรรม
มันก็อยู่ที่วันหนึ่งมีความเชื่อใช่ไหมว่า
เชื่อว่าตายแล้วสูญใช่เปล่า

เพราะว่าทุกวันนี้ก็เชื่อกันอย่างนี้เยอะ
ว่าตายมันปิดสวิตว์เหมือนไม่เอาแล้วปิด หมดจบ

ถ้าอยากทราบว่า
ด้วยเหตุใดที่เชื่อว่าตายแล้วสูญ
คือในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธเรา
เป็นผู้ที่มีความไว้ใจใน
มหาปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้า
มหากรุณาธิคุณของพุทธเจ้า


ความไว้ใจนั้นเกิดจากการพยายาม
พิสูจน์สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน
ในคำสอนพระพุทธเจ้ามีหลายระดับชั้น

ก็มีคำสอนจำนวนมากที่ทุกคน
สามารถพิสูจน์ได้ง่ายๆ

อย่างเช่น อานิสงส์ของการให้ทาน
อานิสงส์ของการรักษาศีล
อานิสงส์ของการเจริญสติอะไรเป็นต้น

ฉะนั้นในเมื่อเราอ่านเราฟังแล้ว
พยายามปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ว่าใช่หรือไม่ใช่
เพราะเราเจอว่าถูกต้องหมดทุกข้อเลย
ไม่เคยมีแม้แต่ข้อเดียวที่เราพิสูจน์ว่า
พุทธเจ้าสอนแล้วไม่จริง

เมื่อเป็นเช่นนั้นด้วยการอนุมานนี่
มันเป็นเรื่องของการอนุมานรู้สึกว่า
พุทธเจ้าสอนอะไรนี่น่าเชื่อถือมาก

แต่ในคำสอนพุทธเจ้าที่พุทธองค์ตรัส
ถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
ไม่ถือว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา
แต่กล่าวถึงบ่อยมาก

ถ้าเราเชื่อจึงจะเรียกว่า
เป็นความงมงายเหมือนกัน
ก็ไม่มีหลักฐานในการพิสูจน์
แต่ถ้าเราเชื่อว่าตายแล้วสูญ
ก็เป็นอันว่าเราเชื่อว่าพุทธเจ้านะ ผิดหมด
พระพุทธเจ้าหลง หรือพระพุทธเจ้าเป็นโรคจิต
อะไรสักอย่างจึงจะไปกล่าวถึง
สิ่งที่เป็นแค่ความฝันในพระทัยพุทธเจ้า


อย่างน้อยที่สุดเราก็ถือว่าไม่แน่นอนนะ
ถึงจะไม่ยอมรับในเหตุผลอย่างน้อย
ก็ถือว่าผู้ที่ถือว่าปราดเปรื่องที่สุด
มีปัญญาที่สุดตั้งแต่พระพุทธเจ้า
ตลอด 2500 กว่าปี

ผู้ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตถ้าไม่รู้กี่หมื่นชั่วโมง
ในการค้นคว้าภายในเรื่องความลึกซึ้งของจิต
จึงยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน
ว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง

ฉะนั้นถ้าคุณคิดว่าตายแล้วสูญนี่
เอาความเชื่อมั่นมาจากไหน อย่างไร

ฉะนั้นอย่างน้อยให้เริ่มต้น
ถึงความสงสัยว่าตายแล้วเกิดอะไรขึ้น
แล้วเชื่อใครที่ว่าตายแล้วสูญ
ด้วยเหตุผลอะไรด้วยหลักฐานอะไร
เพราะถ้าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง
สิ่งที่คุณกำลังอยู่ก็จะทำให้เราคุณ
จะเป็นทุกข์มากกว่านี้ทั้งหลายๆ ๆ เท่าตัว
เพราะเป็นการกระทำที่เรียกว่าไม่ฉลาดแล้วกัน

อันนี้เรื่องการที่ไม่มีใคร
ไม่มีสิ่งใดให้ความสุข
ก็เราอันนี้ก็เป็นเรื่องที่จิตมันหมกมุ่น
กับความคิดตัวเองมากเกินไป
มีความคาดหวังจากคนอื่นสิ่งอื่นมากเกินไป

ที่นี่แล้วเราหันมาสนใจดูแลจิตใจของตน
ถ้าเราทำให้ตัวเองมีความสุข
ด้วยการพัฒนาสิ่งดีๆ ในใจนะ
ความสุขนี้มีเสน่ห์มากนะ
คนมีความสุขใครๆ อยากเข้านะ

คนมีสุขไม่เคยขาดเพื่อน
เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง
คนอื่นก็จะเห็นด้วย
ถ้าทุกวันนี้คนไม่เห็นคุณค่าของชีวิต
น่าสงสัยว่าตัวเองเห็นคุณค่า
ของชีวิตตัวเองหรือเปล่า

และถ้าหากว่า
ในความรู้สึกในคุณค่าของเรา
เรียกว่าความสุขในชีวิตของเรา
ต้องขึ้นอยู่กับคนอื่น

โห แล้วมันไม่มีทาง
ที่จะเจอความมั่นคงในชีวิตได้ใช่ไหม

เพราะมันหาความสุข
กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้
และสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอน

ฉะนั้นเราตอนนี้ก็ปัญหาคือ
ไม่ใช่ปัญหาว่าคนไม่เห็นคุณค่า

คนเหล่านั้นมีปัญหาคือความคิดมากกว่า
ถ้าเปลี่ยนความคิดจะเปลี่ยนความรู้สึกได้เลย

มามัวแต่คิดน้อยใจเสียใจ
เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
อะไรเป็นต้นอันนี้ก็เป็นการทำร้ายตัวเอง

ทุกวันไม่ฆ่าตัวตาย
ทำร้ายสุขภาพจิตตัวเอง
ในภาคปฏิบัติก็คงแนะนำ
ให้ออกจากสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย
จะเป็นการออกจากกรุงเทพไปอยู่ต่างจังหวัด


หรือว่าเปลี่ยนบรรยากาศอันนี้ข้อหนึ่ง
ข้อที่สองคือหางานทำอะไร
ที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น
พยายามแก้ทุกข์ของตัวเอง
ยังไม่ได้ก็ลองช่วยบรรเทาทุกข์ของคนอื่น
ไปทำงานมูลนิธิ NGO

อะไรที่รู้สึกเป็นประโยชน์
ต่อส่วนรวมเป็นประโยชน์ต่อสังคม
จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ
ในชีวิตตัวเองว่าช่วยคนได้

เขาก็ขอบคุณเขาก็เห็นค่าของเรา
ตัวเองก็มีความภูมิใจ

อันนี้ก็เป็นเรื่องบำบัดจิตใจให้ดีขึ้น

อาตมาว่าเกิดเป็นมนุษย์มีค่านะ
ไม่ว่าเป็นใครที่ไหนแล้วถือว่า
ไอ้การเกิดเป็นมนุษย์ยาก
ต้องทำคุณงามความดีไว้เยอะ
ถึงจะมาอยู่ตรงนี้
ดังนั้นทุกคนต้องมีค่าที่เคยสะสมมา
เพราะว่าถ้าช่วยบอกเพื่อนว่าที่ว่า
ไม่มีใครเห็นค่าของชีวิตเขา
บอกเขาว่าท่านอาจารย์ชยสาโร
ฝากบอกว่าเห็นค่านะ

ไขปัญหาธรรม
พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

วันที่ 8 กันยายน 2566


(http://image.coolz-server.com/s/6PMy7ALU) (http://image.coolz-server.com/v/6PMy7ALU)✿ ✿ ✿ ✿-----------------------------------------✿ ✿ ✿ ✿(http://image.coolz-server.com/s/6PMy7ALU) (http://image.coolz-server.com/v/6PMy7ALU)

(http://upic.me/i/4y/2ebe2.gif) (http://upic.me/show/3655007) ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754 (https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754)
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 07, 2025, 08:02:13 am
(http://image.coolz-server.com/s/wjYxhv0c) (http://image.coolz-server.com/v/wjYxhv0c)


คำถาม : ​ก็มีถ้าบุพการีเราทำผิดศีล 5
ข้อใดข้อหนึ่ง  เราเป็นลูกสามารถพูด
ตักเตือนได้มากน้อยเพียงใด
เมื่อท่านไม่รู้ว่าลูกรู้ ถ้าเราพูดไป
จะทำให้ท่านเกิดความไม่สบายใจแน่นอน

พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
  ตอบ ​:
การตักเตือนว่าหนึ่งต้องดูกาลเทศะ
เวลาไหนที่ไหนเหมาะสม   ก่อนอื่น
จะตักเตือนหรือไม่ตักเตือน
ก็ชั่งน้ำหนักก่อน  แต่ถ้าตัดสินใจว่า
สมควรจะพูด ก็ต้องเลือกกาลเทศะ
เสร็จแล้ว 
ดูจิตใจของเราต้องปกติก่อน
มีความหวังดีต่อเขาอย่างบริสุทธิ์
ถ้าโกรธหรือไม่พอใจ
หรืออะไรยังไม่ต้องพูด
ถึงแม้ว่าอาการไม่ได้ออกในสิ่งที่พูด
มันจะมีแสดงออกในน้ำเสียงกิริยาท่าทาง
ซึ่งท่านก็จะสัมผัสได้
และวิธีพูดที่ดี
ก็คือเราพูดในความรู้สึกของเรา
ไม่ได้พูดที่ตัวท่านหรอก
อย่างเช่นว่า เราเห็นกับตา
แล้วก็ได้ยินแล้วก็ได้ยินผ่านคนอื่น
แต่เราก็ได้ข่าวแล้ว
ก็ได้ฟังเรื่องที่ไม่สบายใจ
ถ้าไม่ใช่แต่เข้าใจผิด
เราก็ขอโทษด้วยแต่ว่าตอนนี้
มันไม่สบายใจ
เพราะสิ่งที่เห็นคุณพ่อทำ
หรือเห็นคุณพ่อพูดในวันนั้น
ที่ไม่สบายใจก็เพราะอย่างนี้
แล้วก็อยากให้คุณพ่อทราบ
ความรู้สึกของเรา
คือเป็นการสรุป
เป็นการให้ข้อมูลว่า
พฤติกรรมของท่าน
ถ้าจริงหรือว่ามีผลกระทบ
ต่อตัวเราอย่างไร
อันนี้เรามีสิทธิ์พูดได้แค่นี้นะ
เป็นกรณีของลูกพูดที่ผลกระทบ
ที่เกิดกับตัวเอง อยากให้ท่านทราบ
ท่านจะมีเหตุผลของท่าน
หรือเราจะเข้าใจผิดในบางเรื่อง
ก็แล้วแต่ท่านจะอธิบาย
ท่านจะรับฟังหรือไม่รับฟัง
เราต้องอดทน
​เรื่องพ่อแม่นี่ยากนะ
บางทีก่อนก็เล่าว่า
มีญาติอาตมาไปอิตาลีไปที่วัด
เขามีผู้หญิงคนหนึ่ง น้อยใจว่า
เขาเสียสละทุกอย่าง เขาออกจากงาน
ซึ่งงานดีเงินเดือนดีเพื่อมาดูแลคุณแม่
ซึ่งอายุมาก  ไม่แข็งแรงแล้ว
แต่คุณแม่ไม่เคยขอบคุณ
คุณแม่ไม่เคย appreciate
สิ่งที่เขาทำตรงกันข้าม
มีแต่ด่า แต่ว่า มีแต่ตำหนิตลอดเวลา
ว่าทำไม่ดีทำแล้วแม่ไม่รู้
เป็นอย่างนี้คือไม่แค่ไม่ appreciate
ตรงกันข้ามทำอะไรผิดหมด เสียใจ
แล้วก็จะทำอย่างไร
เวลาแม่ใช้คำพูด
บางทีพูดหยาบคายพูดอะไร
อาตมาจะถูกกระทบ
เพราะไม่อยากให้แม่พูดอย่างนี้ใช่ไหม
ไม่อยากให้แม่เป็นอย่างนี้ใช่ไหม
วิธีก็ลองดู  ไม่รับรองแล้วแต่ว่า
ลองดูว่า พ่อแม่พูดอะไรว่า
แม่ลูกเจ็บใจมากเลย 
ลูกเจ็บใจแต่ว่าทนได้
แม่มีแรงกว่านี้หน่อยมีอีกไหม
อยากจะทดลองจิตใจตัวเองว่า
จะทนได้แค่ไหนลองเอาเต็มที่
แม่ไม่ต้องเกรงลูกว่า
ลูกดีกว่าว่าคนอื่นในครอบครัว
เป็นเรื่องส่วนตัวเอาเลย
เอาเต็มที่เลย
อย่างนี้
เราวันหนึ่งก็เป็นการผลิต
ความไม่อยากเครียด
แทนที่จะน้อยใจ กล้ายอมรับได้ 
แล้วก็ยังเป็นการใช้จิตวิทยาอย่างหนึ่ง
ซึ่งอาตมจะสังเกต
ตั้งแต่สมัยมาเมืองไทยใหม่ๆ
หลวงปูชาท่านาสอนชาวต่างชาติ
มีทิฐิมานะเยอะ ท่านมีอารมณ์ขัน
เพราะอารมณ์ขันนี้เป็นตัวที่จะ
ละลายอัตตาตนได้ดีที่สุดเลย
จะเป็นอัตตาตัวตนของชาวต่างชาติ
อัตตาตัวตนของผู้ปกครอง
หรือผู้เป็นพ่อเป็นแม่เป็นยายเป็นตัวตน
อารมณ์ขันนี้เลย
เป็นอาวุธ secret weapon
มันได้ผลดีมาก ก็ทำให้คนที่หยุดดูตัวเอง
ว่ามันน่าขันเหมือนกัน
คือสามารถมองอะไร
ที่เคยเชื่อมั่นว่าถูกต้อง
ด้วยสายตาใหม่
นี่ก็คือการใช้อารมณ์ขันบ้าง

ไขปัญหาธรรม
พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ  ปากช่อง โคราช

วันที่ 8 กันยายน 2566
FB : Kanlayanatam
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 07, 2025, 08:08:26 am
(http://image.coolz-server.com/s/CByLXTzp) (http://image.coolz-server.com/v/CByLXTzp)


ถาม ​: กราบนมัสการพระอาจารย์
เพื่อขอคำสอนสำหรับผู้ที่ผิดหวัง
ในเรื่องความรักและชีวิตคู่มีปัญหา นี่ข้อหนึ่ง
ในสังคมการมีชีวิตคู่ถือว่าชีวิตสมบูรณ์พร้อม
ส่วนคนที่อยู่คนเดียวจะทำอย่างไร
ให้มีความและชีวิตมีคุณค่า

พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
ตอบ​ :
โอ้ นี่เป็นโฆษณาชวนเชื่อของสังคม
เนอะว่า ชีวิตมีคู่สมบูรณ์พร้อม
เป็นเรื่องนิยายมากกว่า

ผิดหวังในเรื่องความรัก
อาตมาว่าเอามุมมอง
ความรักเป็นโบนัสมากกว่า
ทำชีวิตของเรา จิตใจของเราให้ดี
ให้มีความสุขจนถึงขั้นที่ว่า
อยู่คนเดียวก็มีความสุขได้
อยู่สองคนก็มีความสุขได้
อยู่สิบคนยี่สิบคนก็มีความสุขได้

ดังนั้น ถ้าเรามีความรู้สึกว่า
ขาดอะไรสักอย่าง
ตราบใดที่ยังไม่มีคู่นี่
ชีวิตเราไม่สมบูรณ์
อันนี้มันความคิดอะไรไม่รู้
มันว่าชีวิตจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์
มันอยู่ที่จิตใจเรามากกว่า

เราก็ฝึกจิตใจ

การที่มีคู่ครองมันก็ดี ก็เป็นความสุข
และการที่มีคนใกล้ชิด ที่เข้าใจเรา
เสียสละเพื่อซึ่งกันและกัน
ทำอะไรด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน
ก็มันมีข้อดีเยอะเลย

แต่ไม่ปฏิเสธในเรื่องนี้นะ
ก็อยากมีครอบครัวด้วยกัน
ก็เป็นธรรมชาติธรรมดาของคน

แต่ถ้าเราไปคาดหวังว่า
ความรักคือมรรค
หรือความรักดับทุกข์ได้

ไม่เคยเห็นนะ
ความรักดับทุกข์ได้
ความรักนำไปสู่ความสุขได้
แต่เรื่องความทุกข์
มันเกิดจากกิเลสอยู่ในใจ
และความรัก
มันก็จะทับกิเลสของเราได้อย่างไร

ฉะนั้นความรัก
ก็เป็นส่วนประกอบของชีวิต
แต่ไม่ควรจะเป็นเงื่อนไขตัดสินว่า
ชีวิตเราสมบูรณ์หรือว่าไม่สมบูรณ์

เรื่องความผิดหวังในเรื่องความรัก
อันนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกัน

ก็ต้องถามว่า
เราตั้งความหวังสูงเกินไปหรือเปล่า

ถ้าเราต้องการคู่ครองที่ดี
ต้องว่าศีลเสมอกัน ทิฏฐิเสมอกัน
high values ให้ความสนใจ
เรื่องดีไม่ดี ในเรื่องน่าปรารถนา
ไม่น่าปรารถนา ในเรื่องสุขทุกข์อะไร
ให้มันสอดคล้องกัน ให้มีศีลเสมอกัน

นี่ก็เป็นเรื่องรับประกัน
ความอยู่ด้วยกัน
อย่างมีความสุขระยะยาว

บางทีก็อยู่ด้วยกันไป
ก็ปรากฏว่าเขาไม่เหมือนที่เราคิด
ก็เรื่องที่จริง
มันน่าจะตั้งสติอย่างนี้

เวลาเรารักใครแรกๆ นะ
เรารู้ว่า เราไม่เห็นตัวเขาหรอกนะ

เพราะว่ารักนี่
มันเหมือนเป็นไวรัสอย่างหนึ่ง
มันดูคนไม่ตามความเป็นจริงเท่าไหร่

ดังนั้นเตรียมตัว

ถ้าสมมุติว่ารักใครแล้ว
เขาทำให้เราผิดหวัง
จะมองอย่างไร

มอง โอ้ ดีแล้ว
รู้ตอนนี้ดีที่รู้วันนี้
ดีกว่ารู้ปีหน้าหรือปีต่อไป
ที่รู้ว่าคนแบบนี้เลิกตั้งแต่วันนี้ดี
ถ้าอยู่ถ้าสมมุติอยู่ด้วยกันต่อไป
สองปีสามปีห้าปีกว่าจะรู้ว่านิสัยแย่
เป็นอย่างนี้นะ

แย่กว่านี้เยอะ

ดีนะวันนี้จบ

ก็นี่ต้องเปลี่ยนความคิด
ทีนี้อยู่ด้วยกัน
ต้องฝึกอย่างที่พูดบ่อยๆ

ความรักก็เป็นปัจจัยหนึ่ง
แต่ทุกวันนี้
เราให้มันเป็นตัวเหตุของสุข
เป็นปัจจัยของความสุขปัจจัยหนึ่ง

แต่มีเรื่องความสำคัญการสื่อสาร
อันนี้ไม่ใช่ว่ารักกันแล้ว
จะสื่อสารกันได้ดี
เราต้องฝึกพัฒนาในการสื่อสาร
เอาใจเขาใส่ใจเรา
นิสัยในการสื่อสาร
ก็มีวัฒนธรรมครอบครัว

อย่างเช่น
ครอบครัวบางครอบครัว
มีความรู้สึกอย่างไรก็แสดงออก
พูดตรงไปตรงมา

อีกครอบครัวหนึ่ง
ไม่ค่อยจะพูด เก็บกดความรู้สึก
ถ้าคนมาร่วมกัน กับคนหนึ่ง
ก็ชินกับการแสดงออก
คนหนึ่งไม่ชินกับการแสดงออก
ถึงจะรักกัน มันก็ต้องมีปัญหาใช่ไหม

ฉะนั้น
ก็ต้องมีความคิดที่จะปรับตัว
ที่จะพยายามอะลุ้มอล่วยที่จะหาทาง
ที่จะเข้าใจกันได้สื่อสารกันได้
ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนอีกคนหนึ่ง
ให้เหมือนที่เราอยากให้เขาเป็น

มันก็ควรจะเปลี่ยนไปบ้าง
แต่ต้องค่อยๆ

แต่ฝึกในการสื่อสาร
ถือว่าเป็นวิชา ถ้ามีคู่ครองแล้ว
ต้องศึกษาเรื่องการสื่อสาร
ศึกษาในการพูดคุยทำความเข้าใจกัน



ไขปัญหาธรรม
พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ ปากช่อง โคราช

วันที่ 8 กันยายน 2566
FB : Kanlayanatam
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 08, 2025, 05:07:00 pm
(http://image.coolz-server.com/s/drgX8pO7) (http://image.coolz-server.com/v/drgX8pO7)


ถาม : โยมได้พบหลายคนที่เขาบอกว่า เขาสนใจศึกษาแต่พุทธวจนเท่านั้น ไม่ยอมฟังคำสอนของอาจารย์องค์อื่นเพราะต้องการศึกษาธรรมะที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

ก็เลยบอกเขาว่า ถ้าเป็นธรรมะที่ออกจากโอษฐ์พระพุทธเจ้า คุณก็ต้องเกิดในสมัยพุทธกาล เพราะที่คุณฟังก็เป็นธรรมะที่ถ่ายทอดมาอีกที เราควรอธิบายเค้าอย่างไรดีคะ
หรือว่าปล่อยเขาไปตามบุญตามกรรม

ท่านชยสาโรตอบ : นอกจากว่าจะฟังจากโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าแล้ว ถึงแม้ว่ามี Time Machine กลับไปอยู่ในสมัยพุทธกาลได้ คลานเข้าไปฟังพระพุทธองค์ก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะไม่รู้ภาษาท่าน (เสียงญาติโยมหัวเราะ) มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะ

เพราะฉะนั้นที่พูดว่าพุทธวจน ชอบพุทธวจน เขาหมายถึงพุทธวจนที่แปลเป็นภาษาไทยไม่ใช่หรือ ? อันนั้นก็ไม่ใช่พุทธวจนอยู่แล้ว

ถ้าใครเคยแปลภาษานึงไปอีกภาษานึง ก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะยากที่จะตรงทีเดียว

ฉะนั้นถ้าต้องการจะเรียนพุทธวจน ต้องเรียนภาษาบาลี อย่างน้อยต้องเรียนภาษาบาลีให้คล่อง ต้องเรียนโดยไม่ต้องแปล โอเคนั่นก็พอไปได้ในระดับหนึ่ง

แต่อีกอย่างนึง ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ตายแล้ว หมายความว่าไม่มีชาวอินเดียที่ไหนที่พูดภาษาบาลีเป็นประจำ ดังนั้นเมื่อเราอ่านบาลีแต่เป็นพุทธวจน เราแปลได้ยังไง ? เรารู้ความหมายได้ยังไง ? ถึงจะเรียนภาษาบาลีนะ เราก็ยังต้องมีคำแปลระหว่างการเรียน แล้วเรารู้ได้ยังไงว่าคำแปลนี้ถูก

ใครเป็นผู้แปล แล้วใครจะไปพิสูจน์ว่าคำแปลนี้ถูกได้ เพราะไม่มีใครพูดภาษานี้อีกแล้ว
และถึงแม้จะมีใครพูดภาษาที่คล้ายกับภาษาบาลี ภาษามันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาใช่ไหม เช่น ภาษาไทยของคนทุกวันนี้ลองเปิดอ่านหนังสือจาก 50 ปีที่แล้ว ร้อยปีที่แล้ว สองร้อยปีที่แล้ว ภาษาไทยจากยุคสุโขทัย เราอ่านรู้เรื่องไหม มันยากนะ

คนอังกฤษนี่ ถ้าอ่านเชคสเปียร์ ถ้าไม่มีพจนานุกรม อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ขนาดคนอังกฤษแท้ๆ อย่างที่อาตมาเคยเป็น

ไอ้เรื่องภาษานี่ไม่ใช่ง่าย เรารู้ได้ว่าศัพท์ต่างๆมันแปลว่าอะไร เพราะผู้แปลทั้งหลายตั้งแต่สมัยพุทธกาล คำแปลของผู้แปลสองสามชั้นนี้จะเรียกว่า อรรถกถา

ในกรณีของพุทธวจนนี้ ไม่เอาอรรถกถานี้ไม่ได้ เพราะอรรถกถานี้คือผู้แปล คือผู้ที่อธิบายคำแปล

ในอรรถกถาหรือคำแปลก็รั้งจากพุทธกาลมาพันปี มากกว่าสุโขทัยมาปัจจุบัน

เราสังเกตในคำแปลจะมีหลายบทที่ไม่มีใครรู้หรอกว่าแปลว่าอะไร เดาๆเอา หรือภาษาไทยคำไหนที่ท่านผู้แปลเป็นไทย ไม่เข้าใจ ท่านจะทับศัพท์เอาไว้

สิ่งที่เราต้องสังเกตและจะเห็นได้ทุกศาสนา มันจะเป็นกระบวนการหรือที่เรียกว่า โปรแตสแตนท์* เหมือนที่ศาสนาคริสต์มีเมื่อ 500 ปีที่แล้ว ที่ต่อต้านแคทอริก มันจะมีในทุกศาสนา ทุกลัทธิ มันจะมี มันจะถึงจุดหนึ่งที่ว่าคนส่วนมากรู้สึกว่ามันเสื่อม มันไม่ดีเหมือนแต่ก่อน แล้วก็จะมีความต้องการอะไรที่มันบริสุทธิ์ผุดผ่องที่ไว้ใจได้ 100% ของดี ของแท้

อันนี้คือความต้องการของจิตใจของมนุษย์อย่างหนึ่ง มันจะปรากฏในศาสนาทุกศาสนา ต้องกลับมาเอาของดี ของแท้ ไอ้ของทีหลังนี่ไม่เอาแล้ว เอาแต่นี้อย่างเดียว รู้สึกว่าเราเป็นพวกที่รักษาหัวใจแท้ของพระศาสนาเอาไว้

ทีนี้มันต้องระวังอยู่เหมือนกันนะ มันก็กลายเป็นความยึดมั่นถือมั่นเป็นความงมงายได้เหมือนกัน

ทีนี้อาตมามีคำอุปมาอุปไมยซึ่งเกิดจากที่ตอนอาตมายังไม่ออกบวช มีนิตยสารของอังกฤษไปเอารูปวาด Landscape ที่ดังที่สุดของจิตรกรสุดยอดของยุโรป ห้าหกคน แล้วนักข่าวหรือผู้เขียนบทความเดินทางไปที่ตรงนั้น ที่โคโล*หรือใครที่วาด Landscape แล้วในนิตยสารที่เค้าพิมพ์ด้วยกัน เพื่อที่จะได้เทียบว่ารูปถ่ายกับ Landscape รูปวาด จะดูว่ามันตรงกันตรงไหนอย่างไร

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิด แน่นอนพอมีสิ่งก่อสร้างอยู่บ้าง แต่ที่น่าสนใจมากก็คิด ในบางส่วนจิตรกรก็ย้ายเนินจากจุดนี้ จุดนั้น หรือว่าอันนี้ก็ใหญ่กว่าที่เป็นจริง อันนี้ก็เล็กกว่าที่เป็นจริงในข้อปลีกย่อยไม่ตรงกัน

ถ้าเป็นพวกเราหรืออาตมาวาด ก็คงว่า วาดไม่เป็นเลย แต่นี่คือจิตรกรที่ว่าชั้นยอด คือการที่ท่านเปลี่ยนก็ด้วยเจตนาเพื่ออะไร ?

เพราะว่าความต้องการของจิตรกรคือถ่ายทอดบรรยากาศ ไม่ใช่ถ่ายทอดแต่สิ่งที่ตาเห็นเพียงอย่างเดียว แต่ถ่ายทอดความรู้สึกของผู้ที่อยู่ตรงนั้นด้วย

ทีนี้อาตมาว่าในบางจุดเราดูรูปวาดได้ตรงกับความจริงของท่านตรงนั้นได้มากกว่ารูปถ่าย นี่คือคำอุปมาของอาตมา

นึกออกหรือยัง คำอุปมาคือ พุทธวจนในพระไตรปิฏกเหมือนรูปถ่ายความจริง คำสอนของครูบาอาจารย์รุ่นหลังเหมือนรูปวาดความจริง

อันที่เราไปตำหนิครูบาอาจารย์ว่า อันที่จริงในพระไตรปิฎกในพระอภิธรรม มันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันอยู่ตรงนี้ เอ๊ะ ในพระอภิธรรมหรือพระไตรปิฎกอันนั้น ใหญ่กว่านั้น มันเล็กกว่านี้ ถ้ามองแบบรูปถ่าย โอเค ใช่ ถูกต้อง

แต่ในการที่ครูบาอาจารย์ผู้ต้องการจะถ่ายทอดความจริงในสำนวนภาษาในแนวทางที่ผู้ฟังจะเกิดความเข้าใจและความตั้งใจที่จะเจริญรอยตามท่าน บางทีอาตมาว่าอันนี้มันไม่ตรงกับพระไตรปิฎกทีเดียว มันไม่เป็นไร ถ้าหากว่าเป็นคำสอนที่ออกมาจากปากของพระอริยเจ้า มันก็ไม่ถึงกับทำให้เกิดมิจฉาทิฐิ แต่ว่ามันเป็นสำนวน เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับพระไตรปิฎก

หลวงพ่อชาท่านเคยสอนว่า บางสิ่งบางอย่างที่ผมพูด มันไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก แต่มันอยู่ในตู้พระไตรปิฎก ไม่ต้องเอาสำนวนยาวของอาตมา (เสียงหัวเราะกัน) เอาสั้นๆของหลวงพ่อชา ชัดกว่าเนอะ อยู่ในตู้พระไตรปิฎก

ก่อนหน้านี้อาตมาเอง เอาตั้งแต่อาจารย์ที่เอาเรื่องพุทธวจนยังไม่บวชเลย มารู้จักท่านตั้งแต่ตอนนั้น อาตมาเป็นคนบ่นเองว่า เอ๊ะ ทำไมชาวพุทธในเมืองไทยไม่สนใจพระสูตรเลย ทำไมไม่อ่านพุทธวจนเลย พอทราบว่ามีกระบวนการสนับสนุนเรื่องพุทธวจน อาตมาสนับสนุน เห็นดีด้วย แต่อะไรก็แล้วแต่มันก็ต้องพอดี มันก็ต้องอย่าไปสำคัญมั่นหมายมันมากจนเกินไป

สำนวนหลายสำนวน คำสอนหลายคำสอนที่อ่านแล้วชวนสับสนในพุทธวจน ถ้าไม่มีหลักในการปฏิบัติยากที่จะเข้าใจ หรือยากที่จะได้ประโยชน์

แต่อาตมาพูดในฐานะเป็นผู้ที่รักพระไตรปิฎกมากและก็อ่านเป็นประจำ ไม่ใช่ว่าปฏิเสธ และอาตมาเองก็เป็นผู้ที่สนับสนุนพระต่างชาติเป็นประจำว่า ในข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนของฝ่ายอรัญวาสี(พระป่า) ในเมืองไทย หรืออย่างน้อยก็สายหลวงปู่มั่น เราอ่อนทางพระไตรปิฎก สำหรับครูบาอาจารย์หรือพระไทยที่อยู่ในเมืองไทยตลอดในสมัยก่อนไม่เป็นไร ไม่ถือว่าเป็นปัญหา

แต่พระฝรั่งเหล่านี้ถือว่าเรียนที่นี่แล้ว ไปอยู่ต่างประเทศ ต้องไปเจอชาวพุทธที่นับถือพุทธแบบธิเบตบ้าง เซนบ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง แล้วเราจะพูดรู้เรื่อง เราก็ยืนยันแต่หลักของครูบาอาจารย์เราไม่ได้ เราก็ต้องสามารถพูดในระดับตำราได้ด้วย เพื่อจะได้สร้างความเข้าใจระหว่างพุทธศาสนานิกายต่างๆ

พูดถึงในระดับอินเตอร์ ความรู้ทางพระไตรปิฎกนี้สำคัญ

แต่ในส่วนการปฏิบัติส่วนตัวนี้ ก็ไม่ควรปฏิเสธคำสอนของครูบาอาจารย์ ยกตนข่มท่าน หรือว่าแข่งดีกับท่าน หรือว่าลบหลู่ท่าน อันนี้ก็เป็นอุปกิเลสซึ่งปรากฏในพระไตรปิฎกได้เหมือนกัน

***********

ถอดจากไฟล์ : 2558.01.30 ไขปัญหาธรรมช่วงเช้า ปี ๒๕๕๘ ปฏิบัติธรรมบ้านพอ นาที 12.47
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 08, 2025, 05:11:19 pm
(http://image.coolz-server.com/s/W25n8hMl) (http://image.coolz-server.com/v/W25n8hMl)


คำถาม :
การที่เราจะประสบความสำเร็จ
ในสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายในปัจจุบันนั้น
เกี่ยวกับ “กรรม”
หรือการกระทำในชาติก่อนหรือไม่ครับ?

พระอาจารย์ชยสาโร :
การเกิดเป็นมนุษย์ถือว่า
เราเคยทำบุญไว้มาก
เราจึงได้เกิดเป็นมนุษย์
โดยเฉพาะได้เกิดในที่อันสมควร
เช่น ประเทศไทย


แต่อย่างไรก็ตาม
เราก็ยังมีกิเลสติดตัวบ้าง
แล้วเราก็ต้องรับผลกรรม
จากบางสิ่งบางอย่าง
ที่เราทำด้วยความโลภ
ความโกรธ ความหลงในอดีต


แต่ผลกรรมจะออกในรูปแบบไหน
มันไม่ใช่ตัวกำหนดชีวิตทีเดียว

แต่จะออกมาเป็นแนวโน้ม
เป็นความเคยชิน ความง่าย
หรือความดึงดูดบางอย่าง

แต่สิ่งเหล่านี้
ไม่ใช่เป็นเจ้านายเราเสมอไป

ไม่ใช่ว่ากรรมเก่าปรากฏอย่างไร
แล้วชีวิตเราต้องเป็นไปตามนั้น

แต่ถ้าเราถือว่าของเก่า
ที่มีอยู่นี้เหมือนเป็นวัตถุดิบ

มันอยู่ที่เราพัฒนาตัวเอง
เพื่อจะใช้วัตถุดิบนั้น
ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดกับชีวิต


สมมติว่าเราเจออุปสรรค
หรืออุบัติเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว

แล้วสมมติเรายอมรับว่า
มันเป็นผลกรรมของชาติก่อน
(ซึ่งที่จริงเราไม่มีทางรู้ได้)

ทีนี้เมื่อมีเรื่องที่ไม่ดี
เช่น คนหนึ่งเกิดอุบัติเหตุ
ผิดหวัง เกิดปัญหาอะไรขึ้น
ก็ยอม ปล่อยไปตามกรรมเก่า
ทำให้หมดกำลังใจ ท้อแท้ใจ
ไม่ยอมสู้ต่อไป

เป็นโรคซึมเศร้าไป เป็นต้น


แต่อีกคนหนึ่งมีสติ มีปัญญา
เจออุปสรรคก็ถือว่า
เป็นเรื่องธรรมดา ตามเหตุตามปัจจัย

ยังไงก็ต้องสู้ ต้องชนะให้ได้

ต้องได้บทเรียนจากเรื่องนี้
เพื่อเราจะได้ป้องกัน
ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

เรื่องไม่ดีอาจเกิดขึ้นกับหลายๆ คน
แต่ไม่ใช่ว่าผลต่อชีวิต
ของแต่ละคนจะเหมือนกัน
..

ฉะนั้น เราจึงสรุปได้ว่า

กรรมเก่านั้นอาจมีส่วนบ้าง
แต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญ

ดังนั้น การฝึกสติ
การพัฒนาจิตใจ
มีสติปัญญา
มีความเข้มแข็ง
พอที่จะได้กำไร
จากสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา

อันนี้เป็นสิ่งที่เราทุกคน
ควรจะสนใจเพื่อพัฒนาตนเอง

เพราะฉะนั้น
ก็ไม่ต้องกลัวกรรมเก่า
กรรมเก่าจะเป็นอย่างไรช่างมัน

เราไม่ต้องเป็นทุกข์กับมัน
และยังสามารถให้เป็นประโยชน์
ต่อชีวิตเราได้อีกด้วย


"ตื่นรู้ ไขปัญหาธรรม"
พระธรรมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 08, 2025, 05:28:07 pm
(http://image.coolz-server.com/s/TEUPWzam) (http://image.coolz-server.com/v/TEUPWzam)


มันอยู่ที่ตัวเรา
เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อ
แต่สามารถอยู่เหนือทุกข์และพ้นทุกข์ได้

คำถาม : โควิด 19 ช่วยให้มนุษย์เห็นธรรม
และทางพ้นทุกข์ได้อย่างไร

คำตอบ : คือพระพุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่า
การพ้นทุกข์เราต้องรู้ทุกข์กำหนดรู้ทุกข์
เป็นปกติในชีวิตเราไม่ค่อยอยากกำหนดรู้ทุกข์
แล้วจะหันหลังให้ทุกข์ มากกว่า

ไม่อยากจะเผชิญหน้ากับความทุกข์

โควิด ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บังคับ
ให้ เราอยู่กับความจริง ของชีวิตมากขึ้น

ก็เป็นการท้าทายหลายๆ อย่าง

อย่างในบทสวดมนต์

เราก็มีทุกข์
เพราะ ต้องอยู่กับในสิ่งที่ไม่ชอบ
และต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ
เพราะไม่ได้สิ่งที่อยากได้

ช่วงโควิด นี้ชัดมากว่า
สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

แต่พระพุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่า
ทุกข์ทางใจไม่จำเป็น


คือถ้าเทียบทุกข์กาย ทุกข์ใจ

คนทุกคนก็ต้องทุกข์กายเหมือนกัน
แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน

มีอยู่ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์อายุ ๘๐ แล้ว
กำลังแสดงธรรมให้พระสาวกฟัง

พระพุทธองค์ ทรงเรียกพระอานนท์มา
อานนท์ช่วยปูผ้าสังฆาให้ตถาคต
ตถาคตจะไปหลังศาลาจะไปเอนหลัง
ปวดหลัง อยากพักผ่อน
ขอให้พระอานนท์เทศน์ต่อ

คือพระพุทธองค์ก็ปวดหลังเหมือนกัน

เรื่องทางกายนี้เสมอกันหมด
ไม่ว่าปุถุชน ไม่ว่าอริยชน
ไม่ว่าพระพุทธเจ้าเหมือนกัน

แต่ว่าความทุกข์ทางใจไม่เหมือนกัน

ไม่เหมือนทุกข์ทางกายใช่ไหม

สมมติว่าเราเจอปัญหาอุปสรรค
หรือว่าผิดหวัง หรือว่าโดนกลั่นแกล้ง
หรือว่าทำไมบางคนถึงทุกข์มาก
บางคนทุกข์น้อย บางคนไม่ทุกข์

ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเดียว

อีกส่วนหนึ่งก็คือ
จิตใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
ในเมื่อเหตุการณ์นี้เราก็มี โอกาส
ที่จะป้องกัน หรือที่จะแก้ไขได้น้อย

เราก็เน้นที่จิตใจ

สิ่งที่ทำให้มีทุกข์
เหตุให้เกิดทุกข์ ก็คือ ตัณหา

ตัณหา ก็คือความทะเยอทะยานอยาก
อยากได้ อยากมี อยากเป็น
ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้
สร้างความทุกข์ขึ้นมาในใจแบบเปล่าประโยชน์

ในช่วงโควิด
มีเวลากับตัวเองมากขึ้น
มีเวลากับครอบครัวมากขึ้น
บ้านนี้จะเป็นนรกก็ได้ เป็นสวรรค์ก็ได้

ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่สิ่งแวดล้อมมากเท่ากับอยู่ที่จิตใจของเรา

อาตมาสังเกตว่า
คนไม่ปฏิบัติธรรมช่วงนี้ทุกข์เหลือเกิน
ทุกข์เพราะอยู่ที่บ้านกับครอบครัวไม่ได้ไปไหน

จนกระทั่งบางคู่ยังหย่ากันก็มี แยกกันก็มี

เพราะไม่เคยอยู่ด้วยกันนาน

เราเลยสงสัยว่ามันเป็นความรักแบบไหน
ที่ว่ายิ่งอยู่ด้วยกัน ยิ่งมีความทุกข์

ส่วนอาตมา ก็คุยกับคนเข้าวัด
คนปฏิบัติธรรมหลายคน


บอกว่า มันมีข้อดีในข้อเสีย
ตั้งแต่โควิด อยู่ที่บ้าน ลูกก็อยู่ด้วยกัน
ทานข้าว ทานข้าวด้วยกัน นั่งคุยกันสนทนากัน

ทำอะไรร่วมกัน มีความสุข
มีเวลา ทำวัตรสวดมนต์ ทำสมาธิมากขึ้น

ดังนั้นในการที่มีเวลาอยู่ด้วยกัน
ครอบครัวหนึ่งมีความสุขเหลือเกิน
ครอบครัวหนึ่งมีความทุกข์เหลือเกิน
จนกระทั่งไม่อยากจะอยู่ด้วยกันอีกต่อไปก็มี

ซึ่งโควิดก็เหมือนกัน
แต่ว่าจิตใจของคนไม่เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นความหวัง ของเราในใจ
อยู่ตรงนี้ใช่ไหมว่า เราก็สามารถ
ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ มีความสุขได้

เราก็มี ศักยภาพ อยู่ในตัวเอง

แล้วไม่ใช่ว่าเหยื่อ ของเหตุการณ์
คนที่ไม่รับผิดชอบ ชีวิต ของตัวเอง
ไม่รู้จักพัฒนา ตัวเองนั่นแหละ
เรียกว่าเป็นเหยื่อของ สิ่งที่เกิดขึ้นทุกประการ

แต่เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อ
เราสามารถอยู่เหนือสิ่งที่เกิดขึ้น ได้

อันนี้ก็เป็นความเชื่อสำคัญของชาวพุทธ
เชื่อว่าตัวเอง ไม่ต้องเป็นทุกข์ก็ได้
หรืออย่างน้อยก็สามารถทำให้ ทุกข์น้อยลงได้

เพราะปัจจัยสำคัญของความทุกข์ทางใจอยู่ที่ตัวเรา

มันจะดีขึ้นได้ด้วยการฝึกตน

การที่โควิดทำให้ ชีวิตเราเปลี่ยน
เปลี่ยนแปลงก็สามารถ พัก
สามารถมอง มุมมองใหม่สามารถ
ดูมิติใหม่ ของชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ข้อคิด

ซึ่งปกติ อาจจะไม่ได้คิด

รู้บางสิ่งบางอย่างซึ่งปกติอาจจะไม่ได้รู้

ซึ่งไม่ใช่ว่าเราถือว่า โควิด เป็นสิ่งที่ดี
แต่ว่าการกระทำบางสิ่งที่ไม่ดี
ก็ยังมีสิ่งที่ดีได้ แต่มันอยู่ที่เรา

พระเทพพัชรญาณมุนี
(ชยสาโรภิกขุ)
………

ขอกราบขอบพระคุณท่านพระอาจารย์เป็นอย่างสูง
ที่ได้ชี้แนะเรามาหลายคำถามวันนี้
รวมมากกว่า ๑๐ คำถาม

คำถามสุดท้ายที่ว่า โควิด
ได้ช่วยให้มนุษย์เห็นธรรม
และทางพ้นทุกข์ ได้อย่างไร

ซึ่งพระอาจารย์ก็ได้ให้คำชี้แนะว่า
โควิด เหมือนกัน แต่จิตใจไม่เหมือนกัน


เราเองก็ต้องรู้ ดูจิตใจของเราว่า

เราไม่จำเป็นจะต้องเป็นเหยื่อ
เราอยู่เหนือได้ ไม่ต้องเป็นทุกข์ก็ได้

ใช้ปัจจัยความทุกข์ ทางใจ

อยู่ที่ตัวเราเอง

ซึ่งเราก็สามารถ ใช้โอกาสนี้ช่วงนี้
กับการอยู่กับครอบครัว เยอะ
มีเวลาว่างมากในการ เรียนรู้สิ่งใหม่
และมุมมองใหม่
และก็ลดทุกข์ในใจของตัวเราเองได้

เป็นรายการถ่ายทอดสด วันนี้
พระอาจารย์พระเทพพัชรญาณมุนี
ที่ได้รับ นิมนต์สถานเอกอัครราชทูต
ณ กรุงเบอร์ลิน เพื่อมาร่วมไขปัญหาธรรม
และสนทนาธรรม
กับพี่น้องชาวไทยทั้งในเยอรมัน
ชาวเยอรมันนีในต่างประเทศ

รวมถึงในประเทศไทยเองด้วย

ซึ่งพวกเราก็ เชื่อมากว่าสาธุชนทุกท่าน
ที่ได้รับฟังกันในวันนี้ได้รับประโยชน์อย่างมาก

กับธรรมะ กับข้อชี้แนะ ของพระอาจารย์
เพื่อน้อมนำไปปฏิบัติในทุกๆ วันของชีวิต
โดยเฉพาะในช่วง นี้ซึ่งก็ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า

เราจะสามารถผ่าน ช่วงเวลาที่ทุกข์ยากลำบาก
ด้วยกันได้ ขอกราบขอบพระคุณ
ท่านพระอาจารย์มาอย่างสูงอีกครั้ง

กราบนมัสการ
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 08, 2025, 05:34:29 pm
(http://image.coolz-server.com/s/tA6dITQ8) (http://image.coolz-server.com/v/tA6dITQ8)



ถาม : ต้องอยู่กับคนที่มีนิสัยที่เราไม่ชอบนั้น
ยากที่จะสักแต่ว่านิสัย   ยังมีความขุ่นเคือง ไม่พอใจ
ไม่รู้ว่าแก้ไขอย่างไร  เพราะเรายังปฏิบัติไม่พอ

พระอาจารย์ชยสาโรตอบ :
ก็เรื่องปฏิบัติไม่พอ ก็ต้องมีส่วนแน่นอน
เราต้องมองว่า
๑. ตัวเรา  ๒. ความชอบของเรา
  ๓. ตัวเขา  ๔. นิสัยเขา
ไม่มีอะไรตายตัวแน่นอน
เขาเปลี่ยนได้ ตัวเราก็เปลี่ยน
สิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบ เราเฉยๆ ก็เปลี่ยน
นิสัยของคนก็ใช่ว่ามันจะเป็นตลอดชีวิต
จะเป็นตลอดกาลนาน นิสัยมันก็มีเปลี่ยน

แต่ในปัจจุบัน
เราต้องทำใจให้เป็นกลาง
ยอมรับสิ่งที่ปรากฏในปัจจุบัน 
ว่าในปัจจุบันเป็นอย่างนี้
แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนี้
อาจจะเป็นเพราะกรรมพันธุ์
ของเขาส่วนหนึ่ง สิ่งแวดล้อมเขาตั้งแต่เด็ก

การเรียน การงาน
การดูหนังสือที่เขาเคยอ่าน
หรือว่าสิ่งที่เขาเคยฟังที่มีผลต่อจิตใจ
ทำให้เขาคิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้
มันก็มีเหตุปัจจัยหลายอย่างจากภายนอก
และการย่อย การรับสิ่งที่รับเข้ามา
 สิ่งที่ไม่รับเข้ามา
มันก็จะทำให้ปัจจุบันนิสัยเขาเป็นเช่นนั้น
 แต่ในเมื่อ
 อันนี้พูดตรงกับที่หลวงพ่อสมเด็จฯ
อธิบายในหนังสือ

เมื่อนิสัยประกอบด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่าง
ปัจจัยหลายๆ อย่างก็ไม่แน่ไม่นอน
ก็มีสิทธิ์จะเปลี่ยน แต่ขั้นตอนแรก
ก่อนอื่นเราต้องดูใจเราก่อน
ให้ใจเรายอมรับว่า เป็นอย่างนี้
ตามเหตุตามปัจจัยของเขา

 จากนั้นเราจึงค่อยมองถึงอนาคต
หรือว่าเราจะปฏิบัติต่อคนนี้อย่างไรต่อไป
เราก็มีส่วนทำให้จิตใจเขา
นิสัยเขาเปลี่ยนได้ไหม
เราก็มีส่วนให้เขาเปลี่ยนได้ไหม
หรือว่าถ้ารู้สึกอย่างนี้ก็ทำอะไรไม่ได้
ก็ต้องอดทน

ก็ถือว่าเขาเป็นอาจารย์
สอนความอดทนให้เรา
ทีนี้ถ้าเราเป็นผู้ที่มุ่งมั่นต่อการปฏิบัติ
ต่อการกำจัดกิเลส เราก็นึกถึง
คำสอนของพระพุทธเจ้าว่า
ความอดทนเป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
กำลังเผากิเลสอย่างยิ่งเพราะคนนี้
ขอบคุณมาก ความอดทน

มันแล้วแต่เราจะคิด จะพิจารณา
ประเด็นที่ต้องการจะย้ำคือว่า
ต้องแยกระหว่าง จิต กับกาย วาจา
หน้าที่ทางจิตก็คือ
อย่าให้มีอกุศล ระงับโทสะ
ความหงุดหงิด ความรำคาญ
อันนี้คือหน้าที่ทางจิต
หน้าที่ต่อชีวิตเรา
แต่หน้าที่ต่อคนรอบข้าง
หน้าที่ต่ออย่างอื่น
มันแล้วแต่ว่าอะไรเป็นไปได้

 อะไรเป็นไปไม่ได้
ถ้าเราจะทำให้สถานการณ์
บรรยากาศ ในครอบครัว ในที่ทำงาน
เราต้องทำอะไร จะพูดอะไร
หรือทำอะไรไม่ได้ พูดอะไรไม่ได้
 
จิตที่เป็นกลางเท่านั้น
ที่จะคิดในรายละเอียดได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าทำใจจบ
ทำใจเป็นเงื่อนไข แต่ทำการพิจารณาว่า
ในด้านกาย วาจา ควรจะทำยังไงต่อ

ไขปัญหาธรรม โดย พระอาจารย์ชยสาโร
ปฏิบัติธรรม ณ บ้านพอ แม่ริม เชียงใหม่
นำโดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

วันที่ ๒๗ มกราคม - ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 08, 2025, 05:39:58 pm
(http://image.coolz-server.com/s/xHUVCErP) (http://image.coolz-server.com/v/xHUVCErP)


ทุกอย่างในชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง
และพุทธศาสนาไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
แต่ให้ศึกษาให้รู้เหตุปัจจัยของความเปลี่ยนในทางที่ดี
เหตุปัจจัยของความเปลี่ยนในทางที่ไม่ดี …ให้รู้เท่าทัน

ดังนั้นถ้าเราหันมาสนใจชีวิตด้านใน
มาดูกายมาดูใจ
ในระหว่างการนั่งสมาธิ เดินจงกรม
สิ่งที่เราเห็นแน่นอนนี่
ก็คือความเปลี่ยนแปลง
​มันก็จะทำให้เราคุ้นเคย
แล้วความกลัวในความเปลี่ยนแปลง
ก็จะลดน้อยลง

เพราะว่าชีวิตคือความเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่ว่าชีวิตมีบางช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลง
บางช่วงไม่เปลี่ยนแปลง

มันเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกเวลานาที
ไม่มีแม้แต่นิดเดียวที่ชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง

​ก็กึ่งแนะนำให้เห็นถึงความจริงของชีวิต
เฝ้าสังเกตกาย ใจ ให้ทำความคุ้นเคย
กับความเปลี่ยนแปลงในเรื่องเล็กเรื่องน้อย

ซึ่งเมื่อถึงเรื่องใหญ่
เรื่องความพลัดพราก
จากคนที่เรารัก เป็นต้น
ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เสียสูญ
หรือว่าตระหนักตกใจ
หรือว่าเศร้าโศกเสียใจ
จนสุขภาพจิตเสียไปเลย

ก็รู้ว่ามันเป็นทำนองเดียวกัน
เป็นเรื่องเดียวกัน

​ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ
ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่
ก็เป็นกระแสเดียวกัน
อันนี้ก็จะทำให้ชีวิต Safe Zone
มันก็เรียกได้ว่า Safe
แต่ว่ามันไม่ Safe หรอก
มันก็เป็นการหลอกลวงตัวเอง !!


“ไขปัญหาธรรม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
โรงเรียนปัญญาประทีป นครราชสีมา

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๖
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 08, 2025, 05:57:17 pm
(http://image.coolz-server.com/s/3NWxD0Yv) (http://image.coolz-server.com/v/3NWxD0Yv)


คำถาม : การละเลยการภาวนา
จะส่งผลเสียกับชีวิตอย่างไรบ้างครับ?

พระอาจารย์ชยสาโร :
ข้อนี้เป็นปัญหาที่ต้องแยกตอบ
เพราะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน
ในความหมายของคำว่า “ภาวนา” ก่อน
ไม่แน่ใจว่าผู้ถามต้องการทราบ
ในความหมายของ “ภาวนา ๔”
หรือ ใช้ “ภาวนา”

ในความหมายของการนั่งสมาธิ
การทำความเพียรในรูปแบบ
 
ภาวนา ๔ ก็คือ
การพัฒนาความสัมพันธ์
ทั้งกับโลกฝ่ายวัตถุ โลกฝ่ายสังคม
กับการพัฒนาจิตและพัฒนาปัญญา
เนื่องจากว่าเรามีกิเลสในใจทุกคน
หลวงพ่อชาท่านเคยเปรียบเทียบว่า
จิตใจมนุษย์เหมือนน้ำ
ที่ชอบไหลไปสู่ที่ต่ำ
ถ้าเราปล่อยชีวิต
ไปตามสัญชาตญาณ ตามกิเลส
ตามความทะยานอยาก ก็น่าเสียดาย
แล้วก็ต้องมีปัญหาชีวิตมากมาย
ปัญหาในความสัมพันธ์กับวัตถุ
ปัญหาในความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
ปัญหาทางจิตใจ
และปัญหาในเรื่องความคิด
มุมมอง หรือทางด้านปัญญา

ถ้าเราใช้คำว่า “ภาวนา”
ในความหมายเฉพาะ
ของการทำความเพียรในรูปแบบ
ก็คงตอบได้ว่ากิเลส
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
กิเลสระดับกลางบางตัว
อาจจะเห็นได้ง่าย

แต่ส่วนมากระดับละเอียด
ในชีวิตประจำวันนั้น
จะมองไม่ค่อยเห็น
การทำความเพียรในรูปแบบ
การนั่งสมาธิ เดินจงกรม
ก็เพื่อทำให้สิ่งแวดล้อม
ทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียบง่ายที่สุด
ให้มีสิ่งดึงดูดความสนใจให้น้อยที่สุด
เพื่อเราจะได้ดูกาย ดูใจ ตัวเอง
แล้วเห็นความสัมพันธ์
ระหว่างกิเลสกับทุกข์
และเห็นความสัมพันธ์
ระหว่างคุณธรรมกับสุข
ได้ชัดเจนเป็นปัจจัตตัง
ไม่ใช่ทฤษฎีแต่เป็นประสบการณ์ตรง
 
เพราะฉะนั้น
ถ้าไม่ภาวนาในลักษณะอย่างนี้
การปฏิบัติก็คงไม่ก้าวหน้ามาก
อย่างมากก็ทรงตัวไว้บ้าง
แต่ก็ยังมีจุดอ่อนมากมาย
ที่เราไม่สามารถเห็นได้
และเมื่อไม่เห็นแล้วก็จะไม่มีโอกาส
หรือไม่มีกุศโลบาย
ในการที่จะปล่อยวางได้

การภาวนามี ๒ ความหมาย
ภาวนา หมายถึง
“การพัฒนาชีวิตในทุกๆ ด้าน”
ถ้าไม่พัฒนาชีวิตในทุกๆ ด้าน
ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
ชีวิตจะเสื่อม
ถ้าเราไม่ปฏิบัติในรูปแบบ
ที่เรียกว่านั่งภาวนา
จิตใจของเราจะไม่ฉลาด
ไม่ค่อยได้ผลในการละกิเลส
และไม่ได้บำเพ็ญสิ่งดีงามในชีวิต

"ตื่นรู้ ไขปัญหาธรรม"
พระธรรมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 08, 2025, 06:10:24 pm
(http://image.coolz-server.com/s/vx4eQkzN) (http://image.coolz-server.com/v/vx4eQkzN)


เดินจงกรม เมื่อเกิดปีติขึ้นควรทำอย่างไร
หนึ่ง เดินต่อไป สอง หยุดพิจารณา สาม …

โอ...น่าสนใจ จุดๆๆ ก็อย่างที่พูดต้นๆ ว่า
ถ้าเดินคนเดียวแล้วจิตก็กำลังมีอาการปีติสุขเกิดขึ้น
เราก็มีทางเลือกว่า เดินต่อ
หรือว่าถ้าอยากจะให้มันนิ่งจริง
ก็ลงจากทางจงกรม เข้าไปนั่งต่อ
ก็ไม่มีผิดมีถูก มันแล้วแต่จะไปทางไหน

การหยุดพิจารณาก็เป็นทางเลือกเหมือนกัน
คือ เวลาเราอยู่คนเดียวก็อยู่ในอิริยาบถยืน
ด้วยความนิ่งของร่างกายเอื้อต่องานพิจารณาที่ละเอียด

ดังนั้นคำตอบก็คือ ไม่มีคำว่าผิดว่าถูก
ก็คือ ให้นักภาวนาลองดูว่า
อะไรจะเหมาะกับตัวเอง

แต่ถ้ามีที่นั่งข้างทางเดิน
หรือว่าที่สุดทางเดินเป็น Option
ถ้าจิตใจรวมเป็นสมาธิว่า เดินต่อก็ได้

ลองดูเดินต่อเป็นอย่างไร
หรือว่าหยุดยืนพิจารณาก็ได้ หรือไปนั่งต่อก็ได้
ลองดูว่าอะไรจะได้ผลมากกว่ากัน
แต่ว่าเรื่องนี้ไม่มีผิดมีถูก
นอกจาก…ซึ่งไม่แน่


“ไขปัญหาธรรม”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ
โรงเรียนปัญญาประทีป นครราชสีมา

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๖
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 08, 2025, 06:13:32 pm
(http://image.coolz-server.com/s/sCkwra1W) (http://image.coolz-server.com/v/sCkwra1W)


อดเปรี้ยวไว้กินหวานจะทำได้อย่างไร
ถาม – นมัสการพระอาจารย์ทำอย่างไร
ให้เราเลิกที่จะฝืนตัวเองตอนนี้
ความสุขระยะสั้นและอดทนทำเพื่อ
เป็นความสุขระยะยาวในอนาคต
ดังสุภาษิตอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

พระพรหมพัชรญาณมุนี ตอบ –
ทีจริงแล้วน่าจะเป็นตรงข้ามเนอะ
น่าจะอดหวานให้กินเปรี้ยว ๆ
เป็นประโยชน์มากกว่า

ปัญหาอดเปรี้ยวนี้…ไม่ค่อยยาก
อดหวานนี่…มันจะยากกว่า

ขอแก้สุภาษิต

หนึ่งก็คือ…ที่พยายามย้ำบ่อยๆ
ว่าวิชาชีวิตต่างๆ เหล่านั้น
ความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ
การที่จะงดในสิ่งที่จริงๆ แล้วว่าไม่ดี
แต่ว่ามีรสหวานอยู่ในระยะสั้น

จะได้จากการการทำสมาธิ
เป็นการฝึกตัวหลายๆด้านพร้อมกัน

ก็เวลาที่เราจะอยู่กับลมหายใจ
อย่าไปคิดโน้นคิดนี่
…เอ ทำอย่างไร
จิตถึงจะยอมอยู่กับลมหายใจ

จะไม่ไปอยู่กับความทรงจำ
กับจินตนาการกับเรื่องนั้นเรื่องนี้

นี่ก็คือวิชาใช่ไหม ถ้าได้วิชา
เราจะให้จิตอยู่กับลมหายใจ
พอมันเจอกับเรื่องคล้ายกับชีวิตประจำวัน
ก็รู้สึกมีประสบการณ์ฉลาดแล้ว
เคยผ่านเรื่องนี้แล้ว

แต่เรื่องที่เราจะเรียนรู้
ในการจัดการกับกิเลสที่ปรากฏ
ในระหว่างการทำสมาธิ
ล้วนแต่มีประโยชน์
ในชีวิตประจำวันทั้งนั้น

สิ่งที่ถือว่าเป็นคุณธรรมป้องกันอันตราย
หรือว่ารักษาความปลอดภัยสองข้อ
ก็คือหิริโอตัปปะ ความละอายต่อบาป
ความเกรงกลัวต่อบาป

ที่นี้สองข้อนี้…มันเกิดอย่างไร
บางคนก็อาจจะมีมากตั้งแต่เกิด
แต่ว่ามันน้อย แต่ว่าคุณธรรมเหล่านี้
เป็นสิ่งที่พัฒนาได้ถ้าเราจับหลักของมันได้

แต่ความละอายมันจะเกิดอย่างไร
มันก็เกิดจากการใช้เวลาคิดพิจารณา
เรื่องความเหมาะสมความถูกต้อง
ในสำหรับชีวิตเราในฐานะ
ที่เราเป็นพยายามเป็นมนุษย์ที่ดี

มนุษย์ที่ดีต้องเป็นอย่างไร
ชาวพุทธที่ดีเป็นอย่างไร
ลูกที่ดีเป็นอย่างไร

คือในบทบาทหรือมุมมองในด้านต่างๆ
ของชีวิต วิถีต่างๆ ของชีวิต
อะไรคือสิ่งที่ดีอะไรคือมาตรฐาน
หรือเป็นเป้าหมายเป็นอุดมการณ์

เหล่านี้ต้องกำหนดลงนี้
แล้วถ้าคิดบ่อยๆ ในเรื่องนี้

เมื่อเราจะเจอโอกาสที่หรือมีสิ่งที่
ชวนให้เราทำความไม่ดีต่างๆ
แล้วมันจะผุดขึ้นมา มันจะเป็นความทรงจำ
ผุดขึ้นมาว่าไอ้สิ่งนี้กับอุดมการณ์ของเรา

นี่มันขัดกัน

ตรงนี้จะมีสองด้าน
จะมีด้านความคิดก็เป็น connective
และด้านความรู้สึก เป็น affective

สองด้านนี้พร้อมกัน การ connective
ทางความคิดคือมันเข้ากันไม่ได้
มันขัดกันกับที่เราตั้งใจจะทำ

ข้อที่สองคือความรู้สึกที่เกิดขึ้น
ความรู้สึกนั้นที่เราเรียกว่าละอาย

ทีนี้ถ้าเราทำอย่างนี้บ่อยจนกลายเป็นนิสัย
ความคิดมันจะไม่ค่อยเกิด
แล้วมันจะเป็นความรู้สึก
ความรู้สึกละอายจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ
เหมือนกับตัวป้องกันอันตรายเลย

เป็นที่พึ่งเราได้

ความละอายเกิดจากการพิจารณาบ่อยๆ
ในสิ่งที่เราเองถือว่าถูกต้องดีงาม
จนกระทั่งเราจะรู้ทันทีว่าสิ่งนี้ไม่ใช่

อันที่สองเรื่องความเกรงกลัว
อันนั้นก็จะเป็นผลของการพิจารณา
ในกฎแห่งกรรมว่าทำสิ่งใดที่จะย่อมมีผล
และผลจะสอดคล้องกับเจตนาในการกระทำ

หมายถึงว่าถ้ามีเจตนา
เป็นประกอบด้วยกิเลส
ผลจะต้องเป็นทุกข์ไม่มากก็น้อย
สร้างความเดือดร้อนสร้างความวุ่นวาย

ซึ่งเหล่านั้นจะมีตัวอย่างเยอะ
จากชีวิตของเราและชีวิตคนรอบข้าง

เวลาคิดจะทำอะไร
มันจะคิดอยู่ทันทีว่า
อ้าวผลมันจะเป็นอย่างไร

เราจะรู้สึกว่า

โอ๊ยน่ากลัวไม่คุ้ม
ความคิดก็จะคิดในเรื่องผลที่จะเกิดขึ้น

บางทีในรายละเอียดไม่ได้เลย
ไม่ดีไม่เอาน่ากลัว
และความรู้สึกที่ว่าเป็นความกลัว
ความคิดเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม
ความรู้สึกกลัว

นานๆ เข้า
ตัวความคิดมันจะอ่อนลง
มันจะเหลือแต่ความรู้สึก
ส่วนจะมีความรู้สึกสองอย่างนี่
ที่จะเป็นที่พึ่งของเรา

แต่ว่ามันเกิดมันจะแข็งแรง
และจะทำหน้าที่ที่พึ่งได้
เพราะเราใช้เวลาคิดบ่อยๆ
ทบทวนบ่อยๆ
เรียนรู้จากประสบการณ์บ่อย ๆ


ในสมัยที่หลวงปู่ชาไปกราบหลวงปู่มั่น

ท่านก็ท้อแท้เรื่องพระวินัยว่า
โอ้..ทำไมมันเยอะมา
สิกขาบทในปาฏิโมกข์ สองร้อยกว่าข้อ
สิกขาบทที่อยู่นอกปฏิโมกข์
มันอีกหลายพันข้อมันจำไม่ได้

มันมากเกินไป…ท้อแท้

หลวงปู่มั่นบอกว่ามันเยอะก็จริง
แค่สองข้อ (หิริ โอตตัปปะ)
ก็ครอบคลุมไปหมดเรื่องศีลธรรม

ถ้าพัฒนาตัวเอง
ให้มีละอาย เกรงกลัวบาป
เป็นที่พึ่งในใจนะ
เรื่องศีลเรื่องวินัยนี่
ไม่เป็นปัญหามันมาได้ง่าย
แต่ถ้าขาดสองข้อนี้…ศีลไม่อยู่



ไขปัญหาธรรม
พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 16, 2025, 10:31:09 am
(http://image.coolz-server.com/s/A3ZkpcWr) (http://image.coolz-server.com/v/A3ZkpcWr)


ถาม ​: ลูกศิษย์ยังไม่ค่อยเข้าใจ
อุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ เมื่อเราคิดว่า
เราเมตตาเขามากแล้ว กรุณามากแล้ว
เขาก็ยังเหมือนเดิม เราเลยวางเฉยมา
สำหรับเราจึงคิดที่จะไม่ช่วยเหลือต่อแล้ว
ไม่ทราบว่าศิษย์จะวางใจอย่างไรดีเจ้าค่ะ
ที่จะไม่ทุกข์ที่จะไม่สามารถช่วยเขาได้มากกว่านี้

พระอาจารย์ชยสาโร ตอบ​ :
หมวดพุทธเจ้าสอนธรรมะ
เป็นหมวด ๔ ข้อ ๕ ข้อ เพื่ออะไร
หนึ่ง เพื่อความง่ายในการท่องจำ
ในการถ่ายทอด แต่ที่ลึกซึ้งกว่านั้น
เพราะธรรมแต่ละข้อก็อยู่ในบริบท
ในความมหาปัญญาธิคุณของพุทธเจ้า
ที่เราจะไม่เห็นในระบบอื่น

ระบบพุทธเจ้าทรงเข้าใจว่า
ความสัมพันธ์เนื่องอาศัย
ของคุณธรรมต่างๆ
หรือกิเลสต่างๆ มีผลต่อกัน
และการทำงานด้วยกันอย่างไร
เป็นอย่างไร เป็นอย่างไร
ระบบองค์รวม รายละเอียด
ของระบบองค์รวม
ไม่ใช่แต่โอ้ทุกสิ่งทุกอย่าง
มันสัมพันธ์กันหมดเลย
แบบมีสติ อะไรอย่างนี้
แต่พุทธองค์ก็เข้าใจว่า
แบบไหน อย่างไร

อย่างปฏิจสมมุทบาทเป็นต้น
ในทางอันนี้เป็นทางอกุศล
ทีนี้ในหมวดธรรมต่างๆ นะ
ในบางหมวดจะเริ่มจากสำคัญที่สุด
แล้วก็จะจัดลำดับลงไป
ท้ายก็เป็นสิ่งที่เป็นข้อปลีกย่อย

แต่ในหลายหมวดจะเริ่มจากที่ง่ายๆ
แล้วก็จะขึ้นๆๆ ถึงตัวยาก
แต่ในหลายหมวด
ข้อสุดท้ายนี่มักจะเป็นตัวปัญญา
แต่ไม่ใช่ว่าจะมีชื่อปัญญาเสมอไป
เพราะว่าในพระไตรปิฎก
ปัญญาก็มีหลายชื่อ
แล้วแต่บริบทแล้วแต่ฟังก์ชั่น
ในเวลาในหมวดนั้น

ทีนี้ในเมตตา กรุณา มุทิตานี่ว่า
เป็นเรื่องของจิต


เราก็อยากให้เขามีความสุข
เขามีทุกข์ อยากให้เขาพ้นทุกข์
แล้วมีความสุขความเจริญ
ในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม
เราก็พลอยยินดีด้วย

แต่อุเบกขาคือความเป็นกลาง
ในความเป็นกลาง เกิดอย่างไร

คือความเป็นกลาง
ในอุเบกขาที่เป็นพรหมวิหาร
เกิดจากความเข้าใจ
เกิดจากปัญญา
ในเรื่องกฎแห่งกรรม

และถ้าพิจารณากฎแห่งกรรม
เราจะรู้ได้ว่าเข้าใจแล้วยัง
เพราะจิตจะเป็นกลางเพราะรู้ว่า
เป็นเพราะเป็นเหตุปัจจัยอย่างนี้อย่างนี้
มันจะเป็นผลอย่างนี้อย่างนี้
อิทัปปัจจยตา

เพราะสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย
สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

ดังนั้นในคนหนึ่งเขากำลังเป็นทุกข์
กำลังหลงใหลอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
เราอยากช่วยเขา แล้วก็ถามว่า
ความต้องการช่วยเขาเพียงพอไหม
ที่จะให้ที่ทำให้เขาเปลี่ยน

คือไม่น่าจะเป็นจะพอ
จะไม่แค่ความหวังดีของเราคนหนึ่ง

อย่างน้อยเขาจะต้องอยากเปลี่ยนตัวเอง
เพราะว่าเราจะไปเปลี่ยน
คนที่ไม่อยากเปลี่ยนจะทำได้อย่างไร

ไม่มีใครทำได้

แต่ว่าผู้ที่จะเป็นกัลยาณมิตร
ผู้ที่จะช่วยคนอื่น
ก็จะเป็นผู้ที่ให้ข้อคิด
ให้เสียงสะท้อน ให้กำลังใจ
ให้ความเชื่อมั่นในตัวเอง
ที่เขาจะเปลี่ยนตัวเองได้

ที่นี้เราจะทำได้ไหม
ก็มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง

อย่างหนึ่งว่า
เรากับเขานั้นมีปฏิสัมพันธ์อย่างไร
เขาเชื่อถือเรามากน้อยแค่ไหน
เขาเคารพเรามากน้อยแค่ไหน
เขาไว้ใจเรามากน้อยแค่ไหน

เพราะไม่ใช่สิ่งที่เราพูด
และข้อคิดอย่างเดียวใช่ไหม
จึงจะทำให้เขาสำนึก
เขาคิดจะเปลี่ยนตัวเอง

มันก็อยู่ที่ว่า
ข้อคิดนี้มากจากใคร
เขาไว้ใจไหม แล้วระแวงไหม
แล้วก็อยู่ที่ความสามารถของเรา
ความเก่งในการสื่อสาร
ในการวางคำพูด
ลักษณะที่เขารับฟังได้

นี่เราอาจจะ
เป็นคนคนหนึ่งที่จะช่วยเขา
แต่เขาอาจจะมีเพื่อนที่สนิทกว่าเรา
อีกหลายคนที่จะดึงเขาให้ยิ่งแย่ลงไปก็ได้

บางทีแรงความดีของเรา
ก็สู้แรงความชั่วของคนอื่นไม่ได้
อย่างนี้ก็มี

เพราะว่ามีเหตุปัจจัยหลายอย่าง
ซึ่งทุกอย่างนี้ต้องมอง
ให้มันเป็นเหตุเป็นปัจจัย

ความหวังดีของเรา เป็นปัจจัย
แต่ปัจจัยนั้น จะมีผลมากน้อยแค่ไหน
เราก็ต้องพิจารณา ถ้าเราพิจารณาแล้ว
ว่าเขาคงยังไม่ได้

แล้วจะไปทุกข์ทำไม

เอาเราก็ดูว่า
เออมันเป็นเรื่องธรรมดา

ตามเหตุตามปัจจัย
เราก็อยู่ตรงนี้แหละ
อยู่เป็นกลางก่อน

ถ้าเกิดมีอะไรเปลี่ยนแปลง
เราก็ทำอะไรได้เราก็ค่อยทำไป
แต่ช่วงนี้เราก็ดูแลตัวเราเองก่อนดีกว่า



พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

ไขปัญหาธรรม
หัวข้อ: ✿ไขปัญหาธรรม ✿ - พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 16, 2025, 10:42:47 am
(http://image.coolz-server.com/s/8Op0lIHg) (http://image.coolz-server.com/v/8Op0lIHg)

ถาม ​: กราบนมัสการพระอาจารย์
ดิฉันมีคุณพ่อคุณแม่เริ่มสูงอายุ
แต่ด้วยภาระการงานทำให้สามารถ
เจอกันได้เฉพาะช่วงเสาร์อาทิตย์
ทำให้เกิดความรู้สึกผิดและเครียดว่า
เราไม่ได้ดูแลท่านดีเพียงพอ ไม่กตัญญูเพียงพอ
แต่ไม่สามารถจัดการความเครียดนี้ได้
กราบขอคำแนะนำกพระอาจารย์ค่ะ

พระอาจารย์ชยสาโร ตอบ​
คือก่อนอยากทำความเข้าใจว่า
ความละอายกับความรู้สึกผิดมันไม่เหมือนกัน
ไม่ใช่ว่าจะใช้แทนกันได้

ความละอายเป็นกุศล
ความรู้สึกผิดเป็นอกุศล
เป็นความคิดปรุงแต่ง
ที่เรียกว่าเบียดเบียนตัวเอง

ที่นี้ถ้ามีคุณพ่อคุณแม่เริ่มสูงอายุ
ดิฉันไม่มีภาระการงานอะไรเลย
อยู่ที่บ้านเฉยๆ แต่ไปหาพ่อแม่
เฉพาะเสาร์อาทิตย์พอวันอื่นมีเรื่องอื่น
ที่อยากทำมากกว่าอย่างนี้ก็น่าละอายใช่ไหม

แต่ว่าไม่ใช่อย่างงั้น
มีภาระการงานแล้วรู้ว่า
มีภาระการงานแล้วทำให้สามารถไป
เฉพาะเสาร์อาทิตย์แล้วมันจะเป็นความผิดอะไร

มีรู้สึกความผิดทำไม

เอาก็ตอนนี้มันก็เป็นเช่นนั้นเอง
การที่ไปเสาร์อาทิตย์มันก็ดีแล้ว

แต่ว่าทุกวันนี้เราก็มีโทรศัพท์
หรือมีเฟสไทม์ มีอะไร
ถึงใช่วันธรรมดาก็คงจะติดต่อ
วันหนึ่งอาจจะหลายครั้งก็มีใช่ไหม

ก็ไม่ใช่ทดทิ้งไม่ใช่ไม่สนใจ

แต่คำภาษาเรานี่มันหลอก
บางทีสิ่งที่เราพูดได้ถูกต้อง
ตามหลักไวยกรณ์แต่ว่า
เป็นคำที่ทำให้ทุกข์เปล่าๆ
หรือทำให้คำๆ หนึ่ง
ที่อยากให้เราระวังมากคือ

ไม่ดีพอ

นี่สามคำสั้นๆ นี่มีความร้ายกาจมาก

ไม่ดีพอ

เอาแล้วดีพอเท่าไหร่
เราก็รู้ทั่วๆ ไปคำว่าพอ

ถ้าคนมีความอยากความคิดผิด

เท่าไหร่ก็ไม่พอ
ให้ดีเท่าไหร่จึงจะพอดี
ก็ทำยังไงมันก็มันก็ไม่พอ
ไม่ว่าเราเปลี่ยนงานหรือว่าเลิกทำงาน

มันก็ต้องมีโอกาสที่จะว่าตัวเองได้
ว่าน่าจะทำมากกว่านี้
ดังนั้นอาตมาว่าอะไรในช่วงนี้
พ่อแม่เริ่มสูงอายุ
แต่ไม่ถึงกับไปไหนไม่ได้
ไม่ถึงกับติดเตียงอะไรนี้
จึงต้องการการดูแลใกล้ชิด

เราก็มีหน้าที่อย่างอื่นเขาก็ทำ
ทำของเราที่บ้างทีไปสมมุติว่าไปทุกวัน
ว่าไปทุกวันเดี๋ยวทะเลาะกันนะ

เชื่อว่าเสาร์อาทิตย์กำลังดี
อยู่ใกล้ชิดมากไปอารมณ์จะเสีย
ไม่กตัญญูเพียงพอ

เอาเท่าไหร่มันจึงจะเพียงพอ

ถ้าหากว่าไม่มีมาตรฐานชัดเจน
เราก็ใช้คำว่าไม่พอไม่ถูกเสีย
เรามีแต่ว่าตัวเองตลอด

ดังนั้นเราก็รู้เจตนาของเรา
เจตนาทอดทิ้งพ่อแม่ไหม
เจตนาไม่สนใจพ่อแม่ไหม
พ่อแม่เดือดร้อนไม่สนใจ ไม่ใช่

ตรงกันข้าม อันนี้เรียกว่า
เป็นความคิดปรุงแต่งไม่ถูก ไม่ถูกต้อง

ฉะนั้นเราดูที่เจตนาของตัวเองเป็นหลัก
ดูที่แล้วถามยังไงถ้าเรามีงานวันจันทร์ถึงศุกร์
มีภาระหน้าที่อะไรต่างๆ เราจะไปได้อย่างไร

มันเหลือวิสัย อยากให้กลับมา
ดูที่เราได้ดูแลคุณพ่อคุณแม่ปีนี้นะ
มีอะไรที่เรารู้สึกภูมิใจบ้างไหม
มีอะไรไหมที่ทำให้นึก
แล้วมีความสุขภูมิใจ
อาตมาว่าต้องมีนะ
แล้วให้ไปคิดปรุงแต่งเรื่องนั้นดีกว่า




พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร

ไขปัญหาธรรม