น้ำใจธรรม.เนต
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => แนะนำหนังสือดี => ข้อความที่เริ่มโดย: ยาใจ ที่ มิถุนายน 15, 2012, 03:15:38 pm
-
(http://upic.me/i/ez/529405_435346059843978_1159870894_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/37574528)
หนังสือ ทางสายนิพพาน ตอน ทางสายนิพพาน พระครูเกษมธรรมทัต(หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
โดย Ajahn Surasak (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
งานพิมพ์เผยแพร่ วันที่ 29 พฤษภาคม 2555 ถึง 13 มิถุนายน 2555
พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)
~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*
นมัตถุ รตนัตตยัสสะ ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ขอความผาสุกความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ต่อไปนี้ก็พึงตั้งใจฟังธรรมะ
การมีสติสัมปชัญญะในขณะฟังธรรม คือการที่ได้เจริญสติลึกรู้และปฏิบัติไปพร้อมกับการฟังธรรม ขณะที่ได้ฟังได้ยินธรรม ก็มีสภาวะที่ปรากฏให้กำหนดรู้ คือรูปนามหรือปรมัตถ์ ที่เราปฏิบัติก็เพื่อที่จะเข้าไปรู้แจ้ง รู้จักธรรมชาติจริงของชีวิตว่า ชีวิตแท้ๆ จริงๆ คือธรรมชาติ ที่เรียกว่าเป็นรูปธรรม นามธรรม มีสภาพเปลี่ยนแปลงเกิดดับบังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป้าหมายของการปฏิบัติก็อยู่ที่ การได้ละ ได้คลาย ได้สละความ ยึดมั่นถือมั่น ความเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์เป็นบุคคล ซึ่งก็ต้องผ่านการรู้แจ้งแทงตลอดในสภาวธรรมตามเป็นจริง
เพราะฉะนั้น ก็ต้องอาศัยการเจริญภาวนา เจริญสติเข้าไประลึกรู้อยู่กับตัวเอง ใส่ใจพิจารณาสังเกตเข้ามาสู่ตัวเองการเจริญวิปัสสนานั้น สติต้องระลึกรู้ตรงต่อปรมัตถ์ธรรมคือ รูป นามที่เป็นปัจจุบัน หรือที่กำลังปรากฏ ท่านทั้งหลายก็ต้องพิจารณาว่า เรามีความเข้าใจอารมณ์ที่เป็นรูป เป็นนามแล้วหรือยัง เราเข้าถึงสภาวปรมัตถ์หรือยัง รู้จักบัญญัติอารมณ์ที่ไม่ใช่รูป นาม ได้ปล่อยได้คัดสมมุติบัญญัติออกไป อยู่กับรูปกับนามได้ถูกต้อง นี้ก็ต้องประเมินตัวเองว่า เราปฏิบัติมาถึงแค่นี้แล้ว เราเข้าใจหรือยัง รู้จักอารมณ์ที่เป็นรูป เป็นนามหรือยัง ต้องมีปัญญาแยกสภาวะได้ สิ่งไหนเป็นสภาวะ อารมณ์อันใดไม่ใช่สภาวะ อารมร์อันใดไม่ใช่สภาวะ
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://upic.me/i/tn/182187_420648827980368_1017205169_4.jpg) (http://upic.me/show/36763159)
สภาวะคือ สิ่งที่เป็นปรมัตถ์ที่ปรากฏ ที่มีอยู่ เป็นอยู่จริงๆ ส่วนอารมณ์ที่เป็นบัญญัติก็เป็นสมมุติ เป็นของปลอมต้องเข้าใจอารมณ์บัญญัติ ปรมัตถ์ ถึงจะทำสติเจริญวิปัสสนาไปได้ถูกต้อง อารมณ์อันใดที่เป็นมิมิตเครื่องหมาย รูปร่างสัณฐาน อันนี้เรียกว่าบัญญัติอารมณ์ เช่น รูปทรงสัณฐานของร่างกาย ที่เห็นเป็นท่อนแขน ท่อนขา ลำตัว ศีรษะ แม้จะเป็นบางส่วนของกายที่เป็นรูปร่าง ที่เป็นทรวดทรง ที่เป็นสัณฐาน ก็ให้รู้ว่านี่คือบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถ์ วิปัสสนานั้นต้องเดินไปตามปรมัตถ์ คือ ต้องกำหนดที่ปรมัตถ์ เอาปรมัตถ์เป็นทางเดิน เป็นอารมณ์ เป็นกรรมฐานเรื่อยไป
เพราะฉะนั้น เราผู้ปฏิบัติก็ต้องเข้าใจ เวลากำหนดรู้เข้ามาที่กาย ถ้าเห็นเป็นรูปร่าง เป็นท่าทาง ก็ให้รู้ว่านี่คือบัญญัติอารมณ์ หรือบางครั้งมันก็มีความหมายเกิดขึ้น จิตเข้าไปรู้ในความหมาย อารมณ์ที่เป็นความหมาย เช่น มันใหญ่ขึ้น มันเล็กลง มันเข้าไป มันออกมา มันยาว มันสั้น เหล่านี้คือความหมาย ก็เป็นบัญญัติเป็นสมมุติ ความหมายว่าอย่างนี้เรียกว่านั่ง อย่างนี้เรียกว่านอน อย่างนี้เรียกว่ายืน อย่างนี้เรียกว่าเดิน อย่างนี้เรียกว่ายก อย่างนี้เรียกว่าก้าว อย่างนี้เรียกว่าก้ม ว่าเงย นี่คือความหมาย ก็ให้เข้าใจว่าอารมณ์แบบนี้เป็นสมมุติ เป็นบัญญัติอารมณ์คือเป็นความหมาย
หรือถ้ามันเป็นชื่อเป็นภาษา เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา นั่นก็เป็นสมมุติอีก เป็นบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถ์ ไม่ใช่ของจริง เวลาจิตตรึกนึก จดจำ ก็จะมีภาษาขึ้นในใจ พูดอยู่ในใจ พากษ์อยู่ในใจ เหมือนเมื่อเราดูหนังเขาก็พากษ์ให้ฟัง เวลาจิตของตัวเองปรุงแต่งก็เกิดเป็นชื่อเป็นภาษา เป็นคำพูดอยู่ในใจ นั่นก็คือ สมมุติ ให้จำง่ายๆ ว่า อารมณ์อันใดมันอยู่ในสามอย่างนี้ ก็เป็นสมมุติ คือหนึ่งเป็นชื่อ สองเป็นความหมาย สามเป็นรูปร่างสัณฐาน เป็นสมมุติ
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://upic.me/i/t8/600609_367701689962338_1908208466_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/36720018)
วิปัสสนา ต้องระลึกตรงต่อปรมัตถ์ คือระลึกที่รูป นามที่กำลังปรากฏ ปรมัตถ์นี่แยกออกมา อย่างหนึ่งเรียกว่ารูปอย่างหนึ่งเรียกว่านาม รูปก็เป็นปรมัตถ์ นามก็เป็นปรมัตถ์ปรมัตถ์ก็คือของแท้ๆ สิ่งที่เป็นจริงๆ เป็นสภาวะ ปรมัตถ์อันใดที่เกิดขึ้น เสื่อมสลายลง รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ก็เรียกว่ารูปธรรม ปรมัตถ์อันใดรับรู้อารมณ์ได้ ก็เรียกว่านามธรรม วิปัสสนา ต้องมีสติระลึกที่รูปนามที่กำลังปรากฏเรียกว่ากำหนดปรมัตถ์ รู้ปรมัตถ์
คำว่ากำหนดก็คือ การมีสติเข้าไประลึกรู้ ไม่ได้หมายถึงต้องบริกรรม คำว่ากำหนดไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องพูดในใจเช่น คำว่าพุทโธ ไม่ได้หมายถึงว่าต้องมีคำพูดถึงจะเรียกว่ากำหนด คำว่ากำหนดก็คือมีสติเข้าไประลึกรู้ มีสติระลึกรู้แต่ไม่พูด ไม่จาอะไรในใจ นั่นเรียกว่ากำหนด ใส่ใจสังเกตุ ระลึกรู้เท่าทันต่อสภาวะธรรมที่กำลังปรากฏเป็นไปอยู่ ไม่มีคำบริกรรมใดๆ ก็เรียกว่ากำหนด เรียกว่าการเจริญภาวนา ภาวนาไม่ได้หมายถึงว่า ต้องบริกรรม ต้องท่อง ต้องพูดภาวนาคือ การทำให้เจริญขึ้น สติระลึกขึ้นบ่อยๆเนืองๆ เรียกว่า เจริญภาวนา
ในการที่บางท่านเอาคำบริกรรมมาใช้ เอาสมมุติมาใช้ก็ให้พึงทราบว่าใช้ชั่วคราว อาศัยเป็นที่เกาะที่หน่วงให้จิตอยู่กับตัวเอง เพื่อให้เกิดสมาธิ แต่เมื่อถึงระดับหนึ่งก็ต้องปล่อยออก ไม่ต้องเอามาให้มันเกะกะ พะรุงพะรัง รั้งไว้ ไม่เข้าถึงสภาวะปรมัตถ์ที่ละเอียด เมื่อเรามัวบริกรรม มัวพูด มันไม่ทันต่อสภาวะที่เกิดดับสืบต่อมากมายอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีคำบริกรรม ไม่มีภาษา คำพูด สติก็จะรับรู้ได้ว่องไว รู้สภาวะธรรมมากมาย ที่เกิดถี่ต่อเนื่องกันมา สติปัญญาก็ได้พัฒนาขึ้นไปเพราะฉะนั้นผู้ที่ปล่อยคำบริกรรมใหม่ๆก็ต้องฝึกหัด เคยชินต่อคำบริกรรม เมื่อปล่อยก็จะรู้สึกเวิ้งว้างก้ต้องฝึกหัดปฏิบัติเรื่อยไป จนเคยชินเป็นปกติ มีแต่ว่าจะลบปรุงแต่ง ลบคำบริกรรม ลบชื่อภาษา
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://upic.me/i/6l/270917_411446262227870_1988489757_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/36720028)
ในการปฏิบัติยิ่งขึ้นไปนี่ จะต้องรู้เท่าทันต่อการปรุงแต่ในจิตใจ ถ้ารู้เท่าทันมันก็ไม่มีสมมุติเกิดต่อ เพราะสมมุติต่างๆ อารมณ์ที่เป็นบัญญัติ เป็นสมมุติ ก็มาจากจิตที่ปรุงแต่งขึ้น คือจิตที่ตรึกนึกขึ้น จิตมีสัญญา มีวิตก วิจาร ตรึกนึกสมมุติจึงเกิดขึ้น คือความหมายเกิดขึ้น รูปร่างเกิดขึ้น ชื่อภาษาเกิดขึ้น แต่เมื่อมีสติ สัมปชัญญะเข้าไปรู้ทันต่อการปรุงแต่งในจิตใจ คือความคิดเกิดขึ้น ระลึกรู้ วิตก วิจารเกิดขึ้นระลึกรู้ สัญญาเกิดขึ้นระลึกรู้ จิตก็ไม่ผลิตภาษา คำพูดความหมายเกิดขึ้นต่อไป เรียกว่ารู้อยู่กับปรมัตถ์ ตัวสัญญาก็เป็นปรมัตถ์ วิตกก็เป็นปรมัตถ์ วิจารก็เป็นปรมัตถ์ จิตก็เป็นปรมัตถ์ ถ้าระลึกที่ความตรึก นึก ความจดจำความคิดนึก ก็เป็นทางเดินของวิปัสสนา
ฉะนั้นในขณะที่จิตตรึกนึกคิด อารมณ์เป็นความหมาย อารมณ์เป็นเรื่องราว อารมณ์เป็นชื่อภาษา ให้มีสติรู้เข้ามาที่จิต ไม่ไปดูที่เรื่องราว ไม่ไปดูที่ความหมาย แต่น้อมเข้ามารู้ที่จิตใจ รู้ที่ความตรึกนึก เรียกว่ารู้ความปรุงแต่งของจิตใจ ถ้ารู้เท่าทันรู้ทันก็ยุบตัวลง ไม่ปรุงต่อไป ไม่ขยายออกไปบัญญัติก็ถูกคัดออก สติสัมปชัญญะมั่นคงอยู่ภายใน รู้ปรมัตถ์ได้ต่อเนื่องกันไป
เวลารู้เข้าสู้ที่กาย ก็ไม่ได้เห็นเป็นรูปร่าง ไม่ได้เห็นเป็น แขน ขา หน้า ตา ไม่มีความหมายว่านั่ง ว่ายืน แต่ไปพบสภาวะธรรมที่เป็นความรู้สึกในส่วนย่อยๆ แต่ละส่วนแต่ละจุดต่างๆ เช่น ความไหว ความตึง ความกระเพื่อม ความเย็น ความร้อน ความปวด ความเจ็บ ความรู้สึกเป็นทุกข์ ไม่สบายกาย แต่ละจุดมีความรู้สึกที่ย่อยๆ กำหนดย่อยลงไป มันก็ไม่เป็นตัวเป็นตน แต่ถ้าดูแบบประมวล ดูด้วยการปรุงแต่งประมวล มันก็เกิดเป็นสัณฐานขึ้นมา เป็นรูปทรงขึ้นมา เป็นท่าทางขึ้นมา เป็นความหมายขึ้นมา นี่บัญญัติมันเกิดขึ้นอีก ความเป็นตัวเป็นตนก็เกิดขึ้น
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://upic.me/i/ta/250687_397961733593771_118149067_n.jpg) (http://upic.me/show/36742592)
เพราฉะนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฆนสัญญาบังอนัตตาไว้ ความจำเป็นกลุ่มเป็นก้อน จึงเป็นตัวเป็นตน ถ้าลบสัญญาความจดจำเป็นกลุ่มเป็นก้อน คือไม่ไปเพ่งความเป็นรูปร่างสัณฐาน แต่ระลึกเข้าไปรู้สึกสัมผัสภายใน ไปรู้ที่ความรู้สึกมีความไหวๆ ไหวๆ มีความพริ้ว แต่ไม่นึกขยายออกเป็นรูปร่าง รู้แค่ความรู้สึก แม้เพียงเล็กน้อยบางเบา ไม่สร้างไม่เติมไม่ขยาย ก็จะเพียงแค่รู้สึกความรู้สึกไม่เป็นรูปร่าง มันก็จะทำลายฆนสัญญา ฆนสัญญาแตกออกไป ก็ไม่เห็นเป็นตัวเป็นตน ขณะที่สติสัมปชัญญะระลึกรู้ตรงต่อสภาวะ ก็ไม่มีตัวมีตนอะไร ไม่มีตรงไหนเป็นตัวตน แต่ถ้าเราเผลอ ไม่เห็นสภาวะ มันก็รวบไว้ ยึดไว้ สำคัญมั่นหมายเป้นตัวเราของเราอีก
ฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติก็ต้องสัมผัสย่อยลงไปในความรู้สึก ดูทั้งความรู้สึกทางกาย ทั้งความรู้สึกทางจิตใจกำหนดดูทางกายอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้าหากไปเพ่งดูกายส่วนใดส่วนหนึ่ง จิตจะไม่อยู่แค่ปรมัตถ์ จะขยายเป็นสมมุติ เป็นรูปร่าง เป็นความหมายขึ้นมา แต่ถ้าระลึกรู้ความรู้สึกทางกายแล้วก็รู้ความรู้สึกทางจิตใจ คือสัมผัสรู้ที่จิตใจอยู่เสมอๆ จะทำให้อยู่ในกรอบ อยู่ในกรอบของปรมัตถ์ เพราะว่าสมมุติต่างๆ มาจากจิตใจที่เข้าไปเพ่งเล็ง ตรึกนึกขึ้นก็จะขยายออกไป ปรุงแต่งออกไป เมื่อสติกลับมารู้ที่จิตใจแล้ว ก็ไม่ขยายไม่ปรุงขยายออกไป มันก็เข้ามาสู่ปรมัตถ์ เข้ามาสู่ภายใน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่ามันจะคงที่
สติสัมปัญญะแม้ว่าจะระลึกรู้ตรง รู้สภาวะปรมัตถ์ได้ตรง ได้ถูกต้อง มันก็อยู่ได้ชั่วระยะนิดเดียว ถ้าไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ประคับประครองให้ถูกส่วนต่อไป มันก็ไปอีก ขยายออกไปอีก เผลอไม่ได้ เผลอก็คิดนึก ตรึก ขยายปรุงแต่ง รูปร่างก็เกิดขึ้น เพราฉะนั้น การปฏิบัติต้องมีความพากเพียร เพียรตั้งสติ เพียรระลึก อยู่กับสภาวะที่เป็นปัจจุบันที่กำลังปรากฏเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องกันไป ต้องเข้าใจตรงนี้ให้ดี
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://image.ohozaa.com/i/675/ZH2EGV.jpg) (http://image.ohozaa.com/view2/w9pqj4IOzQJLdZHF)
สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนาได้ถูกต้อง ถ้าไม่เข้าใจสภาวะปรมัตถ์ ปฏิบัติไปเท่าไหร่ก็ไม่เห็น ไม่เกิดปัญญาเพราะเดินไม่ตรงทาง ทางเดินจะต้องเป็นรูป เป็นนามเป็นปรมัตถ์ แต่ไม่รู้จักรูปนามก็เดินไม่ถูก เดินไม่ตรงทางไปตามสมมุติ ออกนอกทางก็ไม่เกิดปัญญา ได้แต่เพียงความสงบ จริงอยู่สมมุติที่เป็นกรรมฐานก็มี อารมณ์สมมุติที่เป็นกรรมฐานเป็นที่ตั้งของจิต เพ่งสมมุติให้เกิดสมาธิก็มีอยู่เพ่งส่วนใดส่วนหนึ่งของกาย ตรึกนึกถึงความหมายก็ดี เพ่งนิมิตต่างๆก็ดี อันเป็นบัญญัติต่างๆ ย่อมทำให้เกิดสมาธิ แต่พุทธศาสนา ไม่ได้สอนอยู่แค่สมาธิ สอนให้เข้าถึงปัญญารู้แจ้งแทงตลอด ถึงจะหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ตามลำพังเพียงแค่สมาธิ มันตัดกิเลสไม่ขาด ตัดกิเลสไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะทำความสงบขนาดไหนก็ตาม มีสมาธิแนบแน่นดับดิ่ง ได้ฌานในระดับต่างๆ เรียกว่าจิตเข้าถึงอัปปนาสมาธิ ก็เรียกว่าได้ฌาน ถึงแม้จะมีฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ มีอภิญญาต่างๆก็ตัดกิเลสไม่ขาด การจะละ ตัดกิเลสขาด จะต้องเข้าถึงวิปัสสนาเข้าถึงปัญญา
เพราะฉะนั้น ก็อย่าไปมุ่งจะทำสมาธิอย่างเดียว ต้องมุ่งเข้าสู่ปัญญา ปัญญานี้ต้องมีสติ มีสัมปชัญญะ มีการระลึก มีการพิจารณา มีการสังเกต มีการใส่ใจ ไม่ใช่นิ่งๆ ดับดิ่งไปเฉยๆ ทีนี้ปัญญาที่เป็นวิปัสสนานั้น จะเกิดขึ้นมาได้ สติต้องระลึกอยู่กับรูป นาม อยู่ที่ปรมัตถ์ เพราปัญญาที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ว่าไปรู้อย่างอื่น เป็นความรู้ที่เข้าไปรู้ปรมัตถ์นั่นแหละ ไปรู้รูป รู้นามนั่นแหละ เรียกว่าไปรู้ความจริงนั่นก็คือว่าชีวิตนี้ ความเป็นจริงมันเป็นรูป เป็นนาม ความจริงมันคือปรมัตถ์
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://image.ohozaa.com/i/0a7/NCzwH5.jpg) (http://image.ohozaa.com/view2/w9XQUMiEIYKX1HkS)
คำว่าปรมัตถ์ก็คือ ปฏิเสธความเป็นสัตว์เป็นบุคคลความเป็นตัวตน เป็นเราเป็นเขา ปรมัตถ์ก็คือธรรมชาติที่เป็นธรรมดา คือเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เกิดดับเปลี่ยนแปลงไปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ ปรมัตถ์เป็นอย่างนั้น รูป นามเป็นอย่างนั้น สิ่งที่เป็นของแท้ๆ ที่เป็นความจริง ที่มาประกอบเป็นชีวิตของสัตว์ทั้งหลายนั้นคือปรมัตถ์ธรรม คือธรรมชาติ คือรูป คือนาม หรือขันธ์ 5 รูปนามนั้นเมื่อขยายออกไปก็เป็นขันธ์ 5 รูปธรรมก็คือรูปขันธ์ส่วนนามธรรมก็ได้แก่ขันธ์ 4 คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ นามธรรม ทั้ง 4 ขันธ์นั้นวิญญาณขันธ์ เป็นจิตปรมัตถ์ ส่วนเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นั้นเป็น เจตสิกปรมัตถ์ เรียกว่านามขันธ์ 4 รูปธรรมก็เป็นรูปขันธ์ได้ขันธ์เดียว
เวทนาขันธ์ก็คือความรู้สึก เสวยอารมณ์เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นเฉยๆ สัญญาขันธ์ก็คือความจำได้หมายรู้ สังขารขันธ์ ก็คือสิ่งที่ปรุงแต่งในจิตใจ เช่นความชอบ ไม่ชอบ สงบ ไม่สงบ เป็นต้น วิญญาณขันธ์ก็เป็นธาตุรู้ เป็นประธาน เป็นที่อาศัยเกิดของเจตสิก ฉะนั้นจะเรียกว่ากำหนดขันธ์ 5 ก็ได้ หรือ จะพูดย่อว่า ดูรูป ดูนาม หรือเรียกคำเดียวว่ากำหนดปรมัตถ์ หรือกำหนดธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือสิ่งที่ปฏิเสธความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล มีจริงไหม? มี แต่ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีเราไม่มีของเรา แต่ไม่ได้ว่างเปล่า มีของจริงอยู่คือปรมัตถ์หรือรูปนาม ที่ว่าชีวิตนี้เป็นอนัตตา ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีอะไรเลย ไม่ใช่ความว่างเปล่า ที่มีอยู่จริงๆ มีเพียงขันธ์ 5 มีรูป มีนาม มีปรมัตถ์ แต่ว่ารูปนาม ขันธ์ 5 นี่ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนของเรา
ทำไม่จึงว่าไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เพราะสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เกิดดับอยู่ตลอดเวลา บังคับบัญชาไม่ได้ ถ้าเป็นตัวเป็นตน ก็ต้องคงที่มั่นคง บังคับได้ แต่นี่บังคับอะไรไม่ได้สักอย่าง จะเกิดก็เกิด จะดับก็ดับ เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย จึงเรียกว่าเป็นอนัตตา ปัญญาวิปัสสนาก็จะเข้าไปเห็นอย่างนี้ เห็นรูป นามเป็นอนิจจัง รูปนามเป็นทุกขัง รูปนามเป็นอนัตตา คำว่าเห็นในที่นี้ก็เป็นปัญญานั่นเองเป็นความรู้เห็นไม่ใช่ความนึกคิด ไม่ใช่เป็นความจดจำ แต่ได้เห็นจริงๆ ที่ว่าเห็นไม่เที่ยงก็ต้องเห็นต่อหน้าต่อตา เห็นด้วยใจ เห็นด้วยสติปัญญา เห็นสภาวะธรรมในกายในจิตเปลี่ยนแปลง ต่อนหน้าต่อตาอย่างรวดเร็ว อยู่อย่างนั้น ดูรูปอันไหนก็เปลี่ยนแปลง ดูนามอันไหนก็เปลี่ยนแปลง มีแต่เปลี่ยนแปลง มีแต่เกิดดับ เห็นทุกขังอยู่เฉพาะหน้า มันแตกดับทุกข์ก็คือมันแตก ดับ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://upic.me/i/zc/178901_249602078472997_1973391711_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/36720022)
เกิดแล้วต้องดับไป เห็นเกิดหมดดับไป เรียกว่าเห็นทุกข์ อาการที่ต้องดับไปเรียกว่าเป็นทุกข์ ทุกข์คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ รูปอันใดเกิดต้องดับไป นามอันใดเกิดต้องดับไปเห็นความดับไป ดับไป ดับไป ต่อหน้าต่อตาอยู่อย่างนั้นเมื่อเห็นความเกิดดับก็เห็นอนัตตา คือความบังคับบัญชาไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ก็คือเกิด ดับนั่นแหละ คือทุกข์นั้นแหละ ทุกข์ก็คือไม่เที่ยงนั่นแหละ สภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ก็อยู่ที่เดียวกัน อยู่ที่รูปนามนั่นแหละ ตัวรูปตัวนาม แต่ละรูปแต่ละนามมันเกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนั้นเรื่องสำคัญก็ต้องระลึกให้ตรงรูป นาม ระลึกให้ตรงต่อปรมัตถ์ ถ้าระลึกไม่ตรงปรมัตถ์ ก็เห็นไม่ได้ เห็นเกิดดับไม่ได้ เห็นอนิจจังไม่ได้ เห็นอนัตตาไม่ได้ เพราะว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ที่รูป นาม คือรูปนามนั้นมีสภาพเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สติก็ต้องกำหนดระลึกให้ตรงตัว และก็ต้องให้เป็นปัจจุบัน กำหนดตรงตัวที่กำลังเป็นปัจจุบัน ชั่วขณะนิดหนึ่ง นิดหนึ่ง แวบเดียว แวบเดียว รูป นามเกิดดับเร็วมาก เรียกว่านิดเดียว จะรู้จะเห็นจะแจ้งก็ขณะนิดเดียวนั่นแหละ เมื่อดับไปแล้วก็ไม่ต้องไปนึกถึง เพราะพิสูจน์ไม่ได้ ถ้าเราไปนึกถึง ก็จะเป็นการคิดเอา ทั้งที่สิ่งเหล่านั้นมันไม่มีแล้ว สิ่งเหล่านั้นหมดไปแล้ว ก็ไปนึกเอา ไปคิดเอา ไม่มีสภาวะเป็นหลักฐาน
เพราะฉะนั้น การเจริญวิปัสสนา จะต้องประครองสติสัมปชัญญะให้รู้ปัจจุบัน รู้ปัจจุบันไว้ มันคอยจะเผลอตกไปสู่อดีต อนาคต ก็คอยระลึกกลับ กลับเป็นปัจจุบัน แล้วก็รู้ให้ตรง รู้ให้ตรงปรมัตถ์ นี้ถ้าเราไม่เข้าใจปรมัตถ์ ไม่รู้จักปรมัตถ์ ไม่เข้าใจบัญญัติ ก็คัดบัญญัติไม่ออก รู้ไม่ตรงปรมัตถ์ ทำไปเท่าไหร่มันก็ไม่เกิดปัญญา เพราะไปดูสมมุติมันก็รู้ไปตามสมมุติ ถ้าไม่ดูปรมัตถ์มันก็ไม่เห็นความจริง ก็ถึงพยายามย้ำแล้วย้ำอีก เรื่องของบัญญัติ เรื่องปรมัตถ์นี่ ถ้าไม่เข้าใจตรงนี้แล้วการปฏิบัติจะเป็นวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อปฏิบัติมามากแล้วก็ควรละสมมุติออกไป คือคำบริกรรมทั้งหลายที่เอามาใช้เพื่อผูกจิตให้มีสมาธิ เมื่อจะพัฒนาให้ก้าวไปสู่ปัญญา สู่วิปัสสนาก็ต้องละออก ใช้เพียงสติ สัมปชัญญะรู้เท่าทัน เป็นขณะ ขณะไป
ทีนี้บางท่านก็เข้าใจดีแล้ว รู้จักปรมัตถ์ รู้จักอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์รูปนาม รู้จักอารมณ์ที่เป็นบัญญัติ ว่าอย่างนี้คือบัญญัติ อย่างนี้คือปรมัตถ์ แต่ว่าเวลาปฏิบัติจริงๆแล้วสติก็ไม่ค่อยอยู่กับรูปนามปรมัตถ์ คอยจะไหลไปสู่บัญญัติอันนี้มันก็จะต้องมีวิธีการ หรือ ท่าทีของการปฏิบัติให้ถูกต้องด้วย ถ้าหากว่าวางท่าทีไม่ถูกต้อง เช่น เพ่งเกินไป จ้องเกินไป บังคับ จดจ้อง เพ่งเล็ง จะจ้องจะจับ จะให้ได้มันก็เลยไปหมด เลยปรมัตถ์ไปบัญญัติอีก มันไม่พอดีก็ไม่เห็น ครั้นหย่อยยานไป ไม่คอยระลึก ไม่ใส่ใจ ไม่สังเกต นิ่งๆ เฉยๆ ไม่รู้ไม่เห็น หรือเผลอเลอ ล่องลอย อันนี้มันก็ไม่ได้อีกมันหย่อนยาน ไม่พอดี ต้องทำให้พอดี ไม่เพ่งแต่ก็ไม่เผลอ ไม่ตึง ไม่หย่อน ไม่เอา ไม่ยึดไว้ ไม่เอาแต่ก็ไม่ผลักดันไม่ผลักใส รับรู้แต่ก็ไม่ยึดไว้ รับรู้แล้วก็ปล่อยวางไปพร้อมกันนั่นแหละ รู้เมื่อไหร่ ก็ปล่อยเมื่อนั้น รับรู้เมื่อไหร่ ก็ปล่อยเมื่อนั้น ก็จะเกิดความพอดี หรือบางทีท่าน กลัวว่าจะไม่รู้ก็พยายาม จะดู พยายามจะเอาให้ได้ พยายาม จะให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อย่างนั้นมันเลยไปหมด
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://upic.me/i/6z/527810_306305669464306_549085615_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/36720029)
เพราะฉะนั้น ต้องมาหัดทำใจเสียใหม่ว่า อยู่เฉยๆ นิ่งๆ หยุดดูหยุดรู้อย่างปกติ ตื่นในใจ สังเกตสิ่งต่างๆ สภาวะต่างๆ ที่เข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ต่อจิตใจ มันก็จะเกิดความพอดี เป็นมัชฌิมา เป็นทางสายกลางเราก็คงไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องการทรมานตัวเองภายนอก อันนั้นมันเด่นชัดเห็นชัด หรือบางคนบางท่านก็ทรมานตัวเอง เอากายย่างไฟบ้าง ยืนขาเดียวบ้าง อะไรต่างๆ พระพุทธเจ้าว่าเป็นการสุดโต่ง เป็นอัตตกิลมถานุโยค ไม่ได้ประโยชน์ กามสุขัลลิกานโยคหย่อยยาน เพลิดเพลินในกามคุณ ก็ไม่ประสพความสำเร็จเหมือนกัน ต้องเป็นมัชฌิมาทางสายกลาง แต่ที่กำลังพูดถึงนี้กำลังพูดถึงการปฏิบัติ คือภายในที่กำลังเจริญอยู่ แม้การเข้าไปเพ่งเล็ง เข้าไปจดจ้อง เข้าไปบังคับ จะจับให้ได้ ก็ถือว่าเป็นการตึงเกินไป ปล่อยล่องลอย เผลอเลอ ไม่ใส่ใจ ไม่สังเกต มันก็หย่อนไป วิปัสสนาต้องมีตัวรู้ ต้องระลึกต้องสังเกตอยู่ แต่ให้มันอยู่ในจุดที่พอดี พอดี เพียงแค่สังเกตเท่านั้น ระลึกและสังเกตในสิ่งที่กำลังปรากฏ ผ่านไปแล้วก็แล้วไป อย่าไปพิจารณามากเกินจนกลายเป็นคิดนึกนั่นก็ตกจากปัจจุบัน สิ่งที่เป็นปัจจุบันเกิดสืบต่อมาก็ไม่รู้มัวไปคิดในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติต้องพยายามปรับ ให้มีการปรับตัวเองอยู่ตลอด ให้สัปปายะ ดูความเหมาะสมในอิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน คู้ เหยีนด เคลื่อนไหว ใส่ใจระลึกพิจารณาทุกขณะ เชื่อมโยงเข้าไปสู่ภายใน สู่จิตสู่ใจของตัวเอง ให้ได้เป็นปัจจุบัน ต้องสังเกตความเปลี่ยนแปลงเกิดดับบังคับบัญชาไม่ได้ ถ้าหากว่าปฏิบัติมาจับเส้นทางได้ถูก รู้จักรูป รู้จักนาม รู้จักปรมัตถ์ รู้จักการวางใจที่เป็นกลางถูกต้อง ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้วในการฝึกปฏิบัติ
แม้ว่าเราจะยังไม่ถึงขั้นตัดกิเลสขาด ถึงขั้นบรรลุมรรคผลนิพพานก็ตาม แต่การเข้ามาประพฤติปฏิบัตินี่ถ้าหากว่าแค่เข้ามารู้จักรูป รู้จักนาม รู้จักปรมัตถธรรม แยกได้ว่านี่บัญญัติ นี่ปรมัตถ์ กำหนดปรมัตถ์เป็น ถูกต้อง ก็เป็นที่น่าพอใจ หรือยิ่งไปกว่านั้นได้เห็นเกิดดับด้วย เห็นสภาวะเห็นรูปนามเกิดดับ ก็ถือว่าได้สมบัติอันยิ่งใหญ่แล้วชีวิตเกิดมาได้เห็นรูป นาม เกิดดับได้ ถือว่าโชคดีอย่างมหาศาลดีกว่าได้สมบัติภายนอกมากมาย เพราะว่า การได้เห็นรูป นาม การได้เห็นสภาวะเกิด ดับ มันคือการได้ขึ้นบนถนนสายนิพพาน ถนนเส้นนี้คือถนนเส้นที่จะไปสู่นิพพานเมื่อขึ้นมาถูกได้เดินถูกทาง ก็มีโอกาสถึงเป้าหมายเมื่อพากเพียรพยายามไป แต่ถ้าหากมันยังจับทางไม่ถูก ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะพ้นทุกข์ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้เท่าไหร่
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
-
(http://upic.me/i/qi/600346_355487514520361_1608252426_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/36720033)
เพราะฉะนั้น ชีวิตที่ผ่านมาเวียนว่ายตายเกิดนับภพชาติไม่ถ้วน ยังไม่เคยรู้จักทางเดินที่ไปสู่ความดับทุกข์แต่มาชาตินี้ปัจจุบันนี้เราเข้ามาสู่ทางได้ ถูกทางได้ ถือว่าเราได้ใกล้ความสิ้นภพสิ้นชาติ ชาติของการเวียนว่ายตายเกิดนี้มันใกล้เข้าสู่การสิ้นสุด จึงเป็นสิ่งที่เราน่าจะได้รับความภาคภูมิใจขอให้เราพยายามทำความเข้าใจ กำหนดปรมัตถ์ธรรมให้ถูกต้องดูจิต ดูใจเป็น กำหนดธาตุรู้สภาพรู้ได้เป็นด้วย ก็ถือว่าเป็นผู้ได้โชคดีอย่างมาก
นักปฏิบัติธรรมนี่ ไม่มีอะไรจะถือว่าโชคดีที่สุดเท่ากับการได้เห็นธรรมะ การเข้าถึงสัจจธรรม เรียกว่าเป็นทางประเสริฐเป็นทางไปสู่ความดับทุกข์ แล้วก็ไม่มีอะไรที่มันจะดีไปกว่าการดับทุกข์ได้ สิ้นทุกข์ได้ เราลองพิจารณาดู อะไรทั้งหลายในโลกนี้ เราจะไปไฝ่ฝันแสวงหาอะไร ใฝ่คว้า ใฝ่ฝันสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันดับทุกข์ได้ไหม มันดับทุกข์ไม่ได้ สิ่งที่จะดับทุกข์ได้มีอย่างเดียวก็คือวิปัสสนาเท่านั้น มีการปฏิบัติอย่างเดียวคือการเจริญวิปัสสนา การเจริญสมถะยังตัดขาดไม่ได้เลย ยังดับทุกข์ไม่ได้ ป่วยการกล่าวไปใยกับเรื่องการงานอื่นๆภายนอก หรือทางโลก ยิ่งห่างไกลไปต่อความดับทุกข์
ฉะนั้น ชีวิตของเราเข้ามาถึงจุดของการปฏิบัติวิปัสสนาเป็น เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจปลื้มใจในชีวิตในวาสนาของตัวเอง ที่เราก้าวเข้ามาสู่ถึงจุดนี้ ถ้าเป็นนักกีฬาก็เรียกว่าเข้ามาสู่รอบสุดท้าย เข้ามาสู่ถนนเส้นทางที่จะเข้าไปสู่หลักชัยคือความดับทุกข์ คือพระนิพพาน ดูรูป ดูนามเป็นนั้นประเสริฐมาก ถ้ายังดูไม่เป็น ดูไม่ออก ก็ต้องฟังบ่อยๆฟังเรื่อยๆแล้วก็พยายาม เพียรพยายามประพฤติปฏิบัติไป เอาล่ะวันนี้ก็คงจะพอสมควรแก่เวลา ก็ขอยุตติแต่เพียงแค่นี้ ขอความสุข ความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกท่าน เทอญ.
จะเดินทางสายนิพพาน ต้องรู้จักแยกแยะตามสมมุติ (สมมุติสัจจะ) และความจริงอันประเสริฐประเสริฐ ( ปรมัตถ์สัจจะ)
สัจจะ (ความจริง ) 2 1.สมมุติสัจจะ = จริงโดยการแต่งตั้งขึ้น (จริงเทียม) 2.ปรมัตถสัจจะ = จริงโดยสภาวะ (จริงแท้)
สภาวะคือ สิ่งที่มี ที่เป็นอยู่ จริงๆ
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
ที่มา Feckbook : http://www.facebook.com/Mahaeyong#!/Mahaeyong (http://www.facebook.com/Mahaeyong#!/Mahaeyong)