น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => แนะนำหนังสือดี => ข้อความที่เริ่มโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:39:36 pm

หัวข้อ: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:39:36 pm
(http://upic.me/i/ez/529405_435346059843978_1159870894_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/37574528)

ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)

โพสโดย Admin/Porntip Kob Kaewkasikam

งานพิมพ์เผยแพร่ วันที่ 5 กรกฏาคม2555 ถึง 19 กรกฏาคม 2555
 
พระครูเกษมธรรมทัต (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)

     * รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ *

~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*

 

นมัตถุ  รตนัตตยัสสะ  ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย  ขอความผาสุกความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติสัมมาปฏิบัติธรรมทั้งหลาย  

 

ต่อไปนี้ก็พึงตั้งใจฟังธรรมะ  ก็ขอให้ได้นั่งเจริญภาวนาไปด้วย นั่งเจริญสติทำความระลึกพิจารณา สังเกตเข้าสู่สภาวะ ก็จะได้รับประโยชน์ คือทั้งความรู้จากการฟัง และความรู้จากการปฏิบัติ

เนื่องจากสติสัมปชัญญะ หรือจิตใจมีความไวในการจะรับรู้อารมณ์   เมื่อรับอารมณ์ทางหนึ่งก็มารู้อารมณ์อีกทางหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว เช่น เวลาจิตไปรับรู้ทางหู    ได้ยินเสียงจิตก็มารับรู้ทางใจได้   ขณะที่สติระลึกถึงสภาพได้ยินหรือเสียงที่ปรากฏ    ขณะเดียวกันก็สามารถจะระลึกถึงจิตที่กำลังปรุงแต่ง   กำลังตรึกนึกได้กระชั้นชิดนั้นไป    แล้วจิตก็ทำหน้าที่ที่จะตีความหมายถึงเสียงที่ได้ยิน   จึงรู้ความหมายขึ้นพอรู้ความหมายจิตก็จะมีอารมณ์เป็นบัญญัติ   ขณะเดียวกันนั้นในกระชั้นชิดนั้น   สติก็ระลึกถึงความนึกความคิดความตรึกความจำนั้น    ก็เรียกว่ากลับเข้ามารู้สภาวะปรมัตถ์   นี่เรียกว่าเป็นข้อตัวอย่าง แต่ความเป็นจริงแล้วจิตเร็วกว่านี้   สลับซับซ้อนกันมากมาย   แต่ว่ายกตัวอย่างให้ฟัง   ขณะที่ฟังนี่ก็มีตัวตั้งใจในการฟัง สติก็ระลึกถึงความตั้งใจที่เกิดขึ้น    เวลาที่ไปได้ยินเสียงจะพบสภาพของการรับรู้ที่จิตใจ    ที่กำลังตั้งใจหรือกำลังตรึกนั้นหมดลงแล้ว   การรับรู้ได้ยินเสียงเกิดขึ้นสภาพธรรมอื่นๆ จะไม่ปรากฏ



(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:41:46 pm
(http://upic.me/i/9u/3q1h3.jpg) (http://upic.me/show/37322083)


นั่นก็หมายถึงว่าจิตนั้นจะรับรู้อารมณ์ได้ทีละอารมณ์ทีละอย่าง ขณะจิตไปรู้ได้ยินเสียงการรับรู้อย่างอื่นจะต้องขาดช่วงลงทันที เมื่อสติไปรู้ความนึกคิด   การได้ยินเสียงหรือการรู้สภาพได้ยินเสียงก็จะต้องขาดช่วงไปทันที สังเกตดูว่าถ้าดูเผินๆ ก็เหมือนว่าพร้อมกันเหมือนกับ เห็นก็เห็นได้ยินก็ได้ยิน   คิดนึกก็คิดนึก รู้สึกเย็นร้อนก็เย็นร้อนอยู่แต่เมื่อสังเกตลงไปจริงๆ ก็จะพบว่ามันต่างขณะกัน สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งอื่นๆ ก็ไม่ปรากฏในกระแส  ในอารมณ์ของจิต ในอารมณ์ของจิตสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นสิ่งแรกก็ต้องดับไป     เมื่อจิตจะรับรู้อารมณ์อื่นก็ต้องหลุดจากอารมณ์เก่าไปรับอารมณ์ใหม่ หลุดจากอารมณ์หนึ่งไปสู่อีกอารมณ์หนึ่ง   จะรับทีเดียวหลายๆอารมณ์ไม่ได้ รับเสียงไปรับกลิ่นไปรับเย็นไปรับร้อนไปรับคิดนึกไปรับเรื่องราว ก็เป็นคนละขณะกัน

 

ถ้าสังเกตให้ดีก็จะพบว่าสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้หมดไป สิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้หมดไป จะเห็นกระแสของจิตที่ส่งไปฉายไปน้อมไปไปรับรู้อารมณ์ต่างๆ   จิตนี่มีกระแสในการที่จะรับรู้อารมณ์ถ้าสติระลึกขึ้นมาที่กระแสของจิตก็จะพบว่ามันมีความหมดไป แระแสของจิตนี่มีความขาดที่ความหมด   กระแสของจิตก็คือสภาพที่รู้ รับรู้อารมณ์    มีกระแสฉายไปรับรู้อารมณ์เมื่อสติระลึกเข้ามาที่สภาพ ของการรับรู้อารมณ์ ก็จะสังเกตว่ามันหมดไปอย่างรวดเร็ว ผู้รู้นี่มีความหมดไป
 


(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:42:36 pm
(http://upic.me/i/tj/556548_410512089005402_175569337_n.jpg) (http://upic.me/show/37687507)


การประพฤติปฏิบัติจะต้องดำเนินเข้าสู่จิตใจ    ต้องเข้าไปรู้ถึงจิตใจ   ซึ่งมีแง่ให้รู้ดังที่กล่าวไปแล้วว่า แง่ของอาการในจิตกับแง่ของการรับรู้  อาการในจิตหรือว่าปฏิกิริยาที่เกิดในจิตจะเรียกว่าเป็นคุณสมบัติของจิต   หรือว่าสิ่งปรุงแต่งในจิตใจส่วนกิริยาของจิตก็เหมือนกับจิตทำหน้าที่ในการรับรู้อารมณ์มันเปลี่ยนแปลงมันไหวในการรู้อารมณ์หนึ่ง ทิ้งจากอารมณ์หนึ่งรับอีกอารมณ์หนึ่ง   ไม่ได้คงที่   มีการรับ   มีการหมดไป

 

การประพฤติปฏิบัติธรรมก็เป็นเรื่องของการดูธรรมชาติธรรมดา     ปรกติของสิ่งที่ประกอบเป็นชีวิต สิ่งทั้งหลายมาสัมผัสสัมพันธ์ชีวิตนี้ก็ผ่านทางตา   ผ่านทางหู   ผ่านทางจมูก    ผ่านทางลิ้น    ผ่านทางกาย     ผ่านทางใจโดยตรง   โลกทั้งโลกหรือว่าในจักรวาลนี้จะเท่าไรก็ตามทั้งหมด   ก็มาสื่อสัมผัสกันได้อยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ     

การพิสูจน์จึงไม่ต้องไปพิสูจน์ที่ไหนพิสูจน์กันที่มีปรากฏการณ์    การผัสสะการสัมผัสการกระทบที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ



(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:44:15 pm
(http://upic.me/i/1r/safe_image.php555_resize.jpeg) (http://upic.me/show/37574723)

สิ่งที่ประกอบเป็นชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย  ถ้าเป็นโลกเรียกว่าสังขารโลก   โลกคือสังขาร   สังขารก็สิ่งที่ปรุงแต่งการเห็นการได้ยินรู้กลิ่นรู้รสรู้สัมผัส เป็นสังขารธรรม เป็นธรรมที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา มันจึงมีความไม่คงที่ มีความเปลี่ยนแปลง   มีความเกิดดับของมันไป   นั่นเป็นสังขารธรรมเป็นธรรมที่เกิดเพราะมีเหตุมีปัจจัย    เหตุปัจจัยก็เป็นสังขารเหมือนกัน    เหตุปัจจัยก็ไม่คงที่   ตัวผลก็ไม่คงที่    จึงมีการเปลี่ยนแปลง    มีความเกิดดับ

 

ปฏิบัติก็เพื่อให้รู้แจ้งความจริงธรรมชาติของชีวิตว่าเป็นเพียงสักแต่ว่าสิ่งต่างๆ   ที่เกิดที่ดับที่หมดไป    หาใช่ตัวตนของความเป็นเราเป็นเขาไม่   แต่การรู้นี้ต้องรู้ประจักษ์ชัดเจนรู้เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นปัจจุบันชั่วขณะหนึ่งๆ   ถ้าปัญญาแจ่มแจ้งกันชั่วขณะหนึ่งๆ     ถ้าเหตุปัจจัยพร้อมสติมั่นคงมีกำลังเหมาะสม     เหตุปัจจัยที่ประกอบกันกับสติสัมปชัญญะทำงานสม่ำเสมอพร้อมมูลมีกำลัง ก็เกิดความรู้แจ้งขึ้นโดยฉับพลันนั้น    เรียกว่าภาวนามยปัญญา ส่วนการคิดนึกเอาการใช้ตรรกะใช้ความคิดด้วยเหตุด้วยข้อมูลด้วยอะไรต่างๆ    อันนั้นไม่ใช่เป็นปัญญาที่เป็นวิปัสสนา      ถึงเราจะคิดเก่ง     ถึงเราจะเข้าใจมันได้มากมายแต่มันเป็นไปด้วยความคิดมันก็ยังล้าหลังอยู่ 

 

การรู้ความจริงเฉพาะหน้ามันเป็นเรื่องของใหม่ของปัจจุบันของสิ่งที่เกิดมาใหม่    วิปัสสนาจึงเป็นเรื่องทันสมัยเป็นเรื่องของปัญญาที่รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ   ถ้าล้วงไปเอาอดีตอนาคตมันก็ล้าหลัง สภาพธรรมทั้งหลายที่ปรากฏเป็นของใหม่อยู่ตลอดเวลา ในขณะนี้เดี๋ยวนี้กำลังเป็นสภาวะที่เกิดใหม่ล่าสุด   ประสบการณ์ที่ล่าสุดของชีวิตที่เกิดมาไม่รู้กี่กัปกัลป์   แต่ขณะนี้กำลังเห็นอันใหม่   กำลังได้ยินอันใหม่กำลังรู้กลิ่นรู้รสรู้สัมผัส   กำลังรับรู้นึกคิดอันใหม่ที่ล่าสุดพิสูจน์ก็รู้กันที่อันใหม่กำลังปรากฏแล้วก็จะผ่านไป   คล้อยผ่านไปเป็นอดีต   ทุกเสี้ยวของวินาทีจะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น   สิ่งใหม่เกิดขึ้นก็พิจารณาระลึกรู้รุดหน้ากันเรื่อยๆไป ไม่พะวงไม่หลงในอดีตในอนาคต



(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:45:03 pm
(http://upic.me/i/55/578910_496707460344488_551179673_n.jpg) (http://upic.me/show/37574628)


นี่คือแนวทางของการรู้แจ้งเห็นจริง  ต้องพิสูจน์กับสิ่งที่เป็นของใหม่ของที่เป็นปัจจุบัน สภาวะผ่านไปทุกขณะไหลไปทุกขณะ แม้แต่สิ่งที่ประกอบมาเป็นสรีระคือเป็นร่างกายทางวิทยาศาสตร์เขาก็พิสูจน์ได้ว่า มันมีการแตกสลายอยู่ทุกเสี้ยววินาทีนี้มีการตาย   เซลล์ต่างๆตายมากมายในส่วนที่เล็กมาก   ซึ่งตรงกันที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางกล้องส่องอะไร    แต่ใช้ญาณ    แล้วก็แสดงไว้นานแล้วว่าสิ่งที่ประกอบมาเป็นชีวิตเป็นร่างกายนี้    เฉพาะที่เป็นรูปธรรมก็มีกลุ่มของธรรมชาติที่เกาะกลุ่มกันอยู่เล็กที่สุดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า   ในความเล็กที่สุดนั้นมันก็ยังประกอบด้วยธาตุแปดชนิดด้วยกัน คือ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มีสี มีกลิ่น มีรส มีอาหารอยู่ในนั้น อย่างที่ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ถึงสิ่งที่เล็กที่เป็นอะตอมที่เป็นประจุไฟฟ้า อิเล็คตรอน โปรตรอน นิวตรอน ในสมัยนี้ก็พิสูจน์ได้ละเอียดไปกว่านั้นก็ตาม ที่มันเกาะมันแยกจากกันไม่ได้   จากสิ่งที่มองไม่เห็นมาเกาะมารวมกัน   จึงใหญ่เป็นเซลล์มองได้ด้วยตา   ที่พูดถึงในส่วนที่มันย่อยที่สุดนี้มันก็แตกดับอยู่ตลอดฉะนั้น  ในอณูในปรมาณูมันแตก ต่างสิ่งต่างแตกดับหมดแต่มันก็เกิดชดเชย ที่ดับก็ดับไป ที่เกิดใหม่ก็ชดเชยกันอยู่อย่างนั้นเพราะว่ามันยังมีเหตุปัจจัยส่ง   เรากินอาหารเข้าไปนี่อาหารมันก็ไปเสริมไปต่อให้มันสร้างขึ้นมาใหม่ ในส่วนที่แตกตายดับไปก็หมดไป เกิดจากอาหาร เกิดจากอุตุ   เกิดจากจิต    เกิดจากรรมที่ปรุงแต่งสร้างให้เป็นอยู่อย่างนี้นี้คือความรู้จากการที่เราฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า   แต่ความรู้ที่เราจะไปพิสูจน์ได้    เราก็คงจะไม่ไปสามารถเห็นอย่างนั้นไม่สามารถเห็นโดยละเอียดอย่างที่พระพุทธเจ้าเห็นได้มองไม่เห็นรับรู้ไม่ได้ถึงรูปที่เล็กที่สุดที่แตกดับ เพราะปัญญาของเราน้อยเกิน พระพุทธเจ้ามีปัญญารู้ทุกๆ ขณะ จิตทุกดวง ทุกขณะที่เป็นวิถีจิตเกิดขึ้นมาได้ยังไงๆ ทรงแสดงทุกระยะ ทั้งๆ ที่ชั่วลัดนิ้วมือหนึ่งจิตเกิดดับแสนโกฏิขณะ   ซึ่งเราไม่สามรถจะไปรู้ได้ถึงขนาดนั้น  



(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:45:35 pm
(http://upic.me/i/gf/303267_270262603022092_100001150630639_789146_77985756_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/37574857)


แต่การที่เราหยั่งรู้เข้าไปเพียงนิดเดียว  เราก็ยังรู้สึกว่ามันเร็วมาก ยังสัมผัสว่าจิตนี่เร็วมาก ทั้งๆ ที่จับได้เพียงคร่าวๆ ยังรู้สึกว่าจิตเร็ว   รูปที่ประกอบเป็นสรีระร่างกายจะรู้สึกว่ามันมีความแตกสลาย     ฉะนั้น    ใครที่มีปัญญาญาณเกิดขึ้นก็จะไปเริ่มสัมผัสที่กายว่า      เหมือนมันมีความพริ้วอยู่ทั้วกาย  ที่เรารู้สึกมันพริ้วๆ อยู่   ไหวๆ   พลิ้วๆ   เล็กๆ  ละเอียดๆ   ในเนื้อในหนังทุกส่วน   นั่นแสดงถึงว่า เรามีญาณ    ปัญญาเริ่มประจักษ์ถึงธรรมชาติความจริงของมันที่มีความแตกดับอยู่ตลอดขนาดเราจับไม่ได้ทุกรูปนาม   จับได้กว้างๆ คร่าวๆ    ก็จะเริ่มสัมผัสถึงความไม่ได้คงที่   มีความสลายๆ  อยู่ตลอดเวลา
 

นี้คือญาณปัญญาที่เราฝึกขึ้นมาจากการที่พยายามเจริญสติคอยตามรู้ตามระลึก    มีสติระลึกสัมผัสอยู่ที่กายเสมอตั้งแต่กายวงนอกที่ดูกายยืนเดินนั่งนอน   แล้วจนเข้าไปสัมผัสถึงปรมัตถ์สัมผัสสัมพันธ์ถึงความรู้สึกในเนื้อในหนังในอวัยวะ ทางผิวนอกและภายใน   ค่อยมีสติสัมปชัญญะแก่กล้าขึ้น   ญาณก็เกิด   ปัญญาเกิด    จากการที่ไม่เคยรับรู้อะไรก็เริ่มจะไปสัมผัสสัมพันธ์กับความแตกดับของสภาวะ   ดังนั้นในความรู้สึกของผู้ปฏิบัติจึงเหมือนกับว่า กายนี้สั่นสะเทือนอยู่ตลอด หรือว่ามันพริ้ว   มันไหว   มันกระเพื่อม   เราจะใช้ภาษาอย่างไรก็แล้วแต่    แต่มีสิ่งที่ไม่คงที่อยู่ตลอดทุกจุดทุกส่วนของร่างกาย


ที่เรามีสติสัมปชัญญะแทรกซึมเข้าไปทุกส่วนของกายสติสัมปชัญญะที่มีกำลังก็จะมีความรู้พร้อมสัมผัสสัมพันธ์แทรกซึมไปทุกส่วนของร่างกาย ในเนื้อในหนังทุกจุดในสมองก็ดี    ที่ศีรษะที่ตาที่ปากที่คอที่แก้ม    ที่มีความรู้สึก  รู้สึกไหวๆ   พลิ้วๆ   ตึงๆ   หย่อนๆ   จุดย่อยๆ  ต่างๆ นี้แสดงถึงว่ารูปก็มีความแตกดับสลายต่างๆ ฉะนั้น   ผู้ฝึกปฏิบัติเท่านั้นที่จะได้พบได้สัมผัสได้ด้วยใจด้วยญาณด้วยสติปัญญา   ฉะนั้นจะเห็นว่าต้องมีสติ   มีสมาธิบวกกันตามสมควร   แล้วก็มีการกำหนดตรงต่อสภาพธรรม   เรียกว่าดูให้ตรง ระลึกให้ตรงลักษณะของสภาวปรมัตถ์     ถ้าดูไม่ตรงมันก็ไปดูแบบสมมุติไปดูเป็นรูปร่าง   ไปดูเป็นความหมาย    อย่างนี้ดูไม่ตรง ก็ไม่มีโอกาสเห็นสภาพธรรมตามความเป็นจริง

 
เหมือนกับการที่เราจะเห็นลวดลายของแจกันก็ดี ลวดลายของโต๊ะหมู่นี่     เราจะเห็นได้ก็ต้องดูให้ตรงทีโต๊ะหมู่ดูให้ตรงที่แจกัน    ดูไปให้ตรงๆๆ    ก็จะเห็นลวดลายเองโดยธรรมชาติ   โดยเหตุหลของมันแล้ว ถ้าต้องการจะเห็นลวดลายของแจกันของโต๊ะหมู่      แต่เราดูไม่ตรง     เราจะดูที่โต๊ะหมู่แต่ดูไม่เป็นไปดูที่อื่นไปดูที่อากาศ    ดูที่เสาไปดูอย่างอื่น   มันก็ไม่เห็นไม่มีโอกาสที่จะเห็นลวดลายของโต๊ะหมู่     ก็ได้แต่นึกถึงเราดูที่อื่นเรานึกเอาเองได้   อ๋อ   โต๊ะหมู่ต้องลวดลายแบบนั้นอาศัยข้อมูลอย่างนั้น    อย่างนี้ไม่ใช่การเห็นแบบวิปัสสนาวิปัสสนานี้ต้องดูให้ตรงสิ่งเหล่านั้นแล้วก็เห็นความจริงของสิ่งเหล่านั้น โต๊ะหมู่หรือแจกันอุปมาคือรูปนาม  ส่วนลวดลายของโต๊ะหมู่หรือแจกันอุปมาเหมือนกับไตรลักษณ์    คืออนิจจัง ทุกขัง   อนัตตา   ลวดลายของรูปนาม   หรือลักษณะของรูปนามก็คือ  ไม่เที่ยง   เกิดดับ   บังคับไม่ได้   เพราะฉะนั้นถ้าสติระลึกตรงต่อรูปนามไปบ่อยๆ  มาก ๆ เรื่อยๆ  ก็ย่อมจะเห็นความเกิดดับของมัน    เพราะรูปนามก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลาเมื่อเห็นเกิดดับไม่ได้  ก็จะรู้สึกว่าไม่เที่ยง  เป็นทุกข์   เป็นอนัตตา เป็นธรรมชาติที่ต้องเห็น  แต่ถ้าไม่ดูให้ตรงรูปนามก็เห็นไม่ได้รู้ไม่ได้ว่าเกิดดับเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา    เมื่อดูอย่างอื่นไปดูความหมายไปดูรูปร่างไปดูชื่อภาษา ถ้าจะรู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องนึกเอาคิดเอาว่ามันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้   นี่ไม่ใช่ความรู้เป็นวิปัสสนา



(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:46:59 pm
(http://upic.me/i/bt/safe_image.php.jpeg9_resize.jpeg) (http://upic.me/show/37702890)



ถ้าสังเกตให้ดีที่มันไหว  ก็คือมันตึงมันหย่อนนั่นแหละเพราฉะนั้นต้องระลึกจรดสภาวะ ก็จะเห็นความเกิดดับเป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา 

 
ที่กายก็ยังมีความแตกดับมากมายรวดเร็ว มีสติสัมปชัญญะ   สัมผัสสัมพันธ์แล้วก็จะรู้สึกว่ามันไหวมันกระเพื่อมมันพริ้วอยู่ทั่วกาย   สั่นสะเทือนยิบยับทั่วไปหมดบางคนก็เห็นหยาบๆ  ขึ้นมา    รู้สึกเหมือนกับเป็นคลื่นกระทบฝั่งที่กระทบแล้วก็สลาย  กระทบแล้วก็สลาย บางคนรู้สึกมากขึ้นมันก็จะดูยิบยับไปหมด   แล้วก็รวดเร็วเหมือนกับเราเห็นข้าวตอกที่คั่วมันแตกเปรี๊ยะปร๊ะๆ    หรือเหมือนกับหว่านเม็ดทรายออกไป    มันแตกดับมากมาย    ก็แล้วแต่ปัญญาของแต่ละคน จะไปสัมผัสรู้ได้มากน้อยขนาดไหน  นี้เพียงทางกายก็ยังรู้สึกว่ามันเร็วมันมาก   ยิ่งทางจิตใจยิ่งเร็วกว่านั้นมากไปอีก  รูปนี้ยังดับช้ากว่าจิต    ท่านเปรียบเทียบไว้ตามหลักปริยัติว่า จิตเกิดดับไปสิบเจ็ดขณะ    รูปจึงดับไปขณะหนึ่ง    มันเร็วกว่ากันตั้งสิบเจ็ดเท่า   เสียงที่มันกระทบหูนี่กว่ามันจะดับลงที่จิตมันดับไปแล้วสิบเจ็ดครั้ง    เสียงจึงดับไปครั้งหนี่ง    เสียงมันช้ากว่า แต่แม้กระนั้นเรายังสังเกตว่าแหมเสียงดับเร็ว    ได้ยินเสียงดับทันที     แต่จิตน่ะดับไปเยอาะแล้ว   สิบเจ็ดครั้งแล้วที่เราฟังเสียงว่ามันตั้งนานแสดงถึงว่ามันไม่ใช่อันเดียว      เสียงไม่ใช่มาอันเดียว    มันต่อกันมาหลายอันดังๆๆๆ      แต่มันถี่      มันถี่มากก็ดูว่ามันเป็นเสียงเดียวกัน    การไปได้ยินเสียงนั้นมันก็ได้ยินทีละอัน  ดับลง  ได้ยินดับลงๆ  แต่ความได้ยินๆๆๆ ต่อเนื่องกันดูว่ามันยาว   แท้ที่จริงมันดับเร็ว     เราจะพบว่าเวลาได้ยินปุ๊บ  ทำไมรู้เรื่องความหมายทันที     การที่จะไปรู้เรื่องความหมายไม่ใช่ว่าจิตดวงเดียวจะไปรู้เรื่องได้    ความจริงจิตเกิดที่หูที่ทำหน้าที่ได้ยินนี่มันยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย   ได้ยินไปอย่างนั้นแหละ  แต่ที่จะรู้เรื่องว่าเสียงนี้คืออะไรอย่างไร  จะต้องมีจิตเกิดขึ้นทำงานหลายดวงมากมาย  เปลี่ยนวิถีจิตมาแล้วด้วย  จากวิถีจิตทางหูจบลงไป  วิถีจิตทางใจหรือทางมโนทวารเกิดขึ้นมา   ทำหน้าที่รับมาแล้วก็มาวิตก วิจาร  แปลความหมาย  ถึงจะบอกได้ว่าอะไรเป็นอะไร  ซึ่งมันก็เกิดขึ้นหลายรอบหลายเที่ยวจึงจะแปลได้จึงจะบอกได้อะไรเป็นอะไร  แล้วแต่ว่าสิ่งที่รับนั้นมีประสบการณ์มากน้อยขนาดไหน  ถ้ามันมีประสบการณ์มามากแล้วก็ไม่ต้องแปลมาก     รับรู้ก็ง่ายต่อการแปล ถ้าเป็นภาษาที่เราไม่ค่อยถนัดก็ต้องใช้เวลาในการที่จะตีความ   วิถีจิตจะต้องเกิดวนเวียนอยู่มากขึ้นไปอีกจึงจะแปลออกมาได้  ฉะนั้นจิตนี่เร็วมากได้ยินปุ๊บรู้ความหมายปั๊บ  จิตเกิดดับผ่านไปมากมาย  ซึ่งเราผู้มีปัญญาน้อยคงยังไม่ได้เห็นทุกดวงทุกขณะ




(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:47:24 pm
(http://upic.me/i/6i/377735_400421553350587_15849843_n_resize.jpg) (http://upic.me/show/37574967)


แต่แม้ว่าเราไม่ได้เห็นทุกดวงทุกขณะก็สามารถจะเห็นจิตเกิดดับมากมาย ในความรู้สึกที่เราว่ามากมายนั้นก็ยังเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของความเร็วจริงๆ   ของจิตที่เกิดขึ้นและดับลงนั้น  ก็เพียงพอต่อการที่จะถอนความยึดถือเป็นตัวเราของเราได้  คือยังไม่ต้องไปรู้ถึงทุกดวงทุกขณะ ก็มีโอกาสที่จะถอนความรู้สึกว่านี่คือตัวเราของเราได้ สามารถจะให้เกิดปัญญาว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหลายที่ปรากฏคือธรรมชาติ  คือสักแต่ว่าเป็นสิ่งธรรมชาติที่เกิดขึ้นปรากฏทำหน้าที่ของมันตามเหตุตามปัจจัย  ดับไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่ตัวเราของเรา   ก็เรียกว่าเป็นความจริงเป็นหลักฐานเป็นข้อมูลที่ป้อนให้เกิดการถ่ายถอนความเห็นผิด ที่ปฏิบัติกันนี่ก็ต้องการที่จะถอนความเห็นผิดทำลายความยึดมั่นถือมั่นตัดกิเลสต่างๆ  ที่ห่อหุ้มจิตใจ  กิเลสเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ก่อกรรมทำชั่ว จึงให้เกิดวิบากเกิดทุกข์อยู่ไม่จบสิ้น

 

เมื่อปฏิบัติประจักษ์ความจริงแล้วก็จะได้คลายถ่ายถอนความยึดถือเป็นขณะเป็นระยะ จนกระทั่งถ่ายถอนโดยเด็ดขาดการละกิเลสนี่ทีแรกก็ละเป็นขณะๆ   อย่างที่เราปฏิบัติอยู่เจริญสติระลึกรู้รูปนาม  เห็นรูปนามเกิดดับเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ขณะนั้นก็เป็นการละกิเลส จะเห็นว่าขณะที่สติระลึกรู้ตรงต่อปรมัตถ์ ความโลภ ความโกรธ ความหลงไม่ปรากฏ   หรือบางทีกิเลสกำลังปรากฏ   เมื่อสติสัมปชัญญะเข้าไปรู้มันก็หายไป  โลภโกรธสลายหายไป  มันก็ละไปได้เป็นขณะแต่ยังไม่เด็ดขาด  ขณะใดที่มีสติสัมปชัญญะรับรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏ   กิเลสก็จะถูกละๆๆ   กุศลธรมเกิดขึ้น   ในขณะเดียวกันก็ละอกุศลธรรม  ที่เจริญสติ   เจริญปัญญานี่เป็นฝ่ายกุศลเป็นฝ่ายบุญ  สติเป็นกุศล   ปัญญาก็เป็นกุศล  เมื่อสติเกิดขึ้นเจริญขึ้น   อกุศลก็ถูกละไปในตัว  สติกับโมหะมันเป็นคนละฝ่ายกัน  สติเกิดโมหะก็เกิดไม่ได้   สติไม่เกิดโมหะก็จะเกิด  เหมือนกับคนที่เล่นแย่งเก้าอี้กัน  เก้าอี้มีตัวเดียว   นั่งได้คนเดียว  คนสองคนแย่งกันอยู่   คนใดคนหนึ่งนั่งอีกคนก็นั่งไม่ได้   ในขณะที่ผู้ปฏิบัติทำความเพียร  สติกับโมหะแย่งกันอยู่ ส่วนผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติเลยก็เรียกว่าโมหะเขาครองเก้าอี้ตลอดเวลา  แต่ถ้าขณะปฏิบัติยังมีการช่วงชิงเก้าอี้กันได้บ้าง  สติเข้าไปแย่ง   สติเกิดเมื่อไรโมหะก็ตกไป  ถ้าสติไม่เกิดความหลงความเผลอเข้ามา   แค่หลงแค่เผลอนี่เรียกว่าโมหะแล้ว  สภาวธรรมปรากฏแต่ไม่ระลึกรู้ มัวเผลอเรอโมหะเกิดแล้ว  เดี่ยวก็มีโลภะมีโทสะ  ถ้าเผลอสติบ่อยๆ กิเลสก็เข้าครอบครองจิตใจ   สภาพจิตใจก็มืดมนอนธกาลเป็นทุกข์เพราะว่าปล่อยให้อธรรมมาครอบครอง
 


(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:47:55 pm
(http://upic.me/i/08/561429_439967972692728_620838559_n.jpg) (http://upic.me/show/37575022)


ถ้าหากว่าร่างกายชีวิตจิตใจเราเหมือนกับเป็นประเทศชาติ  ถ้าเราปล่อยให้คนไม่ดีมาครอบครอบ มาบริหารประเทศคนในชาติก็เดือนร้อนไปหมด ร่างกายชีวิตของเราถ้าเราปล่อยให้กิเลสอกุศลต่างๆ มาครอบครอง นับตั้งแต่โมหะ โลภะ โทสะ อิจฉา มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา  ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด มาครอบครอบจิตใจ  สภาพชีวิตจิตใจเราก็เดือดร้อนไปหมดมืดมนทุกข์ทรมาน  แล้วก็พาชีวิตนี้เดินไหลไปสู่ความทุกข์สร้างเหตุแต่ความทุกข์  ฆ่าสัตว์เห็นว่าดี  ลักทรัพย์เห็นว่าดีโกงเขาเห็นว่าดี โกหก ประพฤติผิดในกาม มันหลงว่าดีไปหมดถ้าอกุศลมาครอบครองมันก็ให้เหตุผลไปในทางผิดไปหมดชีวิตนี้ก็หลงไปทำแต่ความชั่ว  แล้วใครทุกข์ ก็ชีวิตนี้แหละต้องเสวยทุกข์ ความทุกข์ไม่มีใครเขามาทุกข์ด้วย  ชีวิตหรือธรรมชาติที่ประกอบกันนี้มันสร้างเหตุความทุกข์ให้ตัวเองมันหลง มันไม่รู้  มันก็ต้องทำชั่วไปตามกิเลส

 

แต่ถ้าหากว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม เจริญกุศลเจริญสติ สมาธิ ปัญญา สติเกิดมากขึ้นกุศลธรรมต่างๆ ก็จะเกิดครอบครองชีวิตจิตใจนี้ ก็จะพบว่าสภาพชีวิตจิตใจนี้เริ่มดีงามขึ้นปลอดโปร่งโล่งใจ สบาย เย็นอกเย็นใจ  ผ่องใส เบิกบาน แช่มชื่น ถ้าฝ่ายกุศลเกิดมาครอบครองจิตใจ จิตใจก็มีแต่คิดในทางที่ดี  เช่น  คิดให้อภัย คิดเสียสละ คิดในทางที่จะมุ่งไปสู่แต่ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น  เพราะกุศลธรรมจะให้แต่เหตุผลในทางที่ดี สภาพจิตใจก็ดีงาม

ฉะนั้น  การประพฤติปฏิบัติ  ก้ต้องช่วงชิงกันเหมือนเก้าอี้ตัวเดียว ถ้าสติไม่เกิดโมหะก็ครอง   อะไรเป็นเก้าอี้ ก็คือรูปนามที่เป็นปัจจุบันอยู่  แย่งกันที่ปัจจุบันอารมณ์  ถ้าขณะที่สภาวะเกิดขึ้น  เช่น  ขณะเห็น  เกิดขึ้นไม่มีสติ  โมหะก็ครองแล้ว  ขณะได้ยินไม่มีสติโมหะก็มาครอง ขณะรู้กลิ่นไม่มีสติโมหะก็ครอง ขณะรู้รส  ขณะรู้สัมผัส เย็นร้อน  อ่อนแข็ง  หย่อนตึง สติไม่เกิดโมหะก็มาครอง ขณะคิดนึกไม่มีสติโมหะก็ครอง  ยืน เดิน นั่งนอน ไม่มีสติไม่รู้เนื้อรู้ตัวความหลงมาครอบครองหมด  เมื่อหลงมาครอบครองเดี๋ยวก็โลภ  เดี่ยวก็โกรธ  เดี๋ยวก็ฟุ้ง  เดี๋ยวก็หงุดหงิด  แต่ถ้าสติครอบครองบ่อยมากขึ้น  เห็นก็รู้  ยืน เดิน นั่ง นอน หายใจเข้าหายใจออก รู้สึกสัมผัสกายใจ  สติเกิดมากขึ้น ๆๆ   มันก็เริ่มปลอดโปร่งโล่งใจ เกิดความสว่างไสวเบิกบาน ปัญญาก็ค่อยเห็นเด่นชัดเจนขึ้น เหมือนกับเมฆหมอกได้คลี่คลายไป ความมืดได้จางหายไป ก็จะเริ่มเห็นความจริง   
 


(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 04:48:24 pm
(http://upic.me/i/9o/safe_image.php.jpeg55_resize.jpeg) (http://upic.me/show/37575050)


ฉะนั้น  คนที่ปฏิบัติธรรมนี่จะมีทัศนมีความศรัทธามีแนวทางที่ดีงามมั่นคง   เพราะว่าเข้าไปสู่ความละเอียดความลึกซึ้งของหยาบๆ  นี่  ไม่ต้องไปตั้งใจเลิกก็เลิกได้ เพราะว่าได้ละในส่วนละเอียด เพราสิ่งทั้งหลายไหลออกมาจากจิตใจ บางทีเขาขอร้องหรือบังคับให้เราเลิกจากการประพฤติที่ไม่ดีทางกายเช่นไปติดยาเสพติด  ไปเล่นการพนัน เป็นชู้สู่สามีภรรยา คนที่ติดอยู่เลิกยาก แต่ถ้าปฏิบัติธรรมเข้าไปสู่ความจริงลึกซึ้งแล้วสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นของที่ไม่ต้องไปพยายามเลิก มันก็ละไปได้เอง เพราะสิ่งภายในที่ยากกว่าละเอียดกว่า ยังทำได้ละได้สิ่งภายนอกจึงหมดปัญหาไป

 

ฉะนั้นคนในยุคนี้  ถ้าหากว่าได้มีโอกาสปฏิบัติได้เข้าถึงแก่นของพระพุทธศาสนาด้วยชีวิตจิตใจด้วยตนเองก็ไม่ต้องมีกฏหมาย  ไม่ต้องมีอะไรมาควบคุม ไม่ต้องมาว่ากล่าวอบรมอะไรกันมาก  เพราะคนฉลาดแล้วก็ไม่เอาสิ่งชั่วร้ายเข้ามาสู่ตัวเอง  เพราะฉะนั้น  การประพฤติปฏิบัติในส่วนของวิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องประเสริฐสูงสุด  ให้รู้ว่านี้คือหน้าที่ ที่เราจะต้องกระทำ เป็นหน้าที่เป็นการงานที่ค้างอยู่  จะต้องทำให้สำเร็จให้เสร็จสิ้น เป้นการงานภาคบังคับ เป็นงานของชีวิตถ้าเราไม่ทำงานชิ้นนี้เราก็มีแต่จับจุดไม่ตรงในการแก้ปัญหาการงานอื่นๆ  มันแก้ปัญหาแบบยังอยู่ในวังวนอยู่ แก้ไปแล้วก็ยังไม่หลุดพ้น  เรามีปัญหาเรื่องโน้น   เรื่องนี้  เรื่องลูกเรื่องสามี  เรื่องภรรยา  เรื่องการงาน  เรื่องพลัดพราก เรื่องเจ็บป่วย  เรื่องอะไรต่างๆ  แก้ได้ก็ยังอยู่ในวังวนนั่นแหละแก้ได้ก็ยังไม่พ้นจริงๆ  เพราะตราบใดที่เรายังมีกิเลสอยู่ก็หนีไม่พ้นความทุกข์  กิเลสก็จะสร้างขันธ์ห้าขึ้นมา เมื่อขันธ์ห้าเกิดขึ้นมาก็เป็นที่ตั้งของทุกข์   ทุกข์กายส่วนหนึ่ง  ทุกข์ใจส่วนหนึ่ง  ทุกข์ใจถ้ามีกิเลสก็ทุกข์มาก  ถ้ากิเลสน้อยก็ทุกข์น้อย  กิเลสหมดก็ไม่ทุกข์ใจเลย  มีสิทธิที่จะทำให้จิตใจไม่ทุกข์ได้เลย  ด้วยการทำให้สิ้นกิเลสโดยสิ้นเชิง  แต่ทุกข์กายนั้นยังต้องมี  เสวยไปตามสภาพของการที่ยังมีสังขารอยู่ จนกว่ามันจะสิ้นสุดของการก่อตัวขึ้นอีก ก็เป็นอันว่าจบ  




(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 05:00:47 pm
(http://upic.me/i/b8/safe_image.php.jpeg95_resize.jpeg) (http://upic.me/show/37575127)


ฉะนั้น  ที่ผู้ประพฤติปฏิบัติเจริญสตินั่นก็ละกันเป็นขณะๆ   ท่านเรียกว่าตทังคปทาน   การประหารกิเลสเป็นขณะๆ  ปฏิบัติไปแล้วเดี๋ยวก็ยังเกิดได้อีก  ยังโกรธอีก  ยังหลงอีกยังเผลออีก  ยังง่วงอีก  ยังท้อถอยอีก  ยังฟุ้งอีก ก็ให้เข้าใจว่ามันยังละไม่ได้เด็ดขาด  มันก็ต้องเกิดขึ้น  ขณะใดสติสัมปชัญญะอ่อน  ความเพียรอ่อนไม่พยายาม กิเลสก็มีกำลังเข้ามาแทรกแซงสลับ เมื่อรู้ทันละได้ รู้ทันละได้ก็เบาบาง  แต่มันก็ยังเกิดอีกเพราะมันยังไม่เด็ดขาด   แต่การละเป็นขณะๆด้วยปัญญาที่รู้เป็นขณะๆ  รู้รูปรู้นาม   รู้สภาวเห็นความเกิดดับหมดสิ้นไปทุกขณะๆ อันนี้แหละคือเหตุปัจจัยที่จะส่งไปสู่การละโดยเด็ดขาด   การละโดยเด็ดขาด ไม่ใช่เกิดขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้พยายามฝึกหัดขัดเกลาทีละเล็กทีละน้อยไม่ใช่อยู่ดีๆ  ก็จะเด็ดขาดได้เลย  มันไม่ได้ มันต้องอาศัยการละเป็นขณะๆ  สะสมกำลังของสติเรื่อยๆไป เพราะฉะนั้น จึงต้องเพียรพยายามไม่ท้อไม่ถอย  ซึ่งการลงทุนลงแรงด้วยความพากเพียรด้วยความอดทนนี่มันคุ้มค่าเพราะสิ่งที่จะได้รับนั้นประเสริฐสูงสุด  มันดับทุกข์ให้เราได้เป็นสิ่งที่ควรเพียรพยายามควรทำ เรียกว่ามีสาระ  เป็นสาระที่สุด

 

แล้วคนมาประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างนี้ อย่างอื่นก็จะดูว่าไม่สำคัญเท่าไร ความสำคัญคือเรื่องของการวิปัสสนาอันนี้สำคัญ  เรื่องการมีเงินไม่มีเงิน  มียศไม่ยศ  มีลาภไม่ลาภ  จะมีก็มี ไม่มีก็ไม่ค่อยสำคัญเท่าไรถ้าเรามีปัญญามีความเห็นถูกต้องแล้ว  สิ่งภายนอกเป็นการไม่จบสิ้น มียศมีอำนาจมีเงินมีทองก็ยังอยู่ในวังวน เพราะฉะนั้นมีก็มีให้มันเป็นคืออาศัยเอามาเป็นปัจจัย ผู้ฉลาดเขามีแล้วให้เป็นปัจจัยต่อการปฏิบัติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีเราได้เราเป็น ในยศในลาภในสักการะทรัพย์สินเงินทองเอามาเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติให้หมด เอามาเป็นกำลังปัจจัยมุ่งไปสู่ประพฤติปฏิบัติตนเองให้หลุดพ้น  ถ้าเราไม่มีทัศนะวางความเห็นให้ถูกต้องแล้วเราก็จะเดินเสียเวลา เดินไม่ไปในทางที่ถูกต้อง ดำเนินชีวิตของเราไม่ตรงทาง ไปมุ่งต่อสิ่งที่ไม่ได้ดับทุกข์ให้ตนจริงๆ มุ่งในยศ มุ่งในลาภ มุ่งในชื่อเสียง มุ่งในอะไรต่างๆ ที่เป็นโลกียะ  เป็นความสุขที่มีความทุกข์แฝงอยู่


 
(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญอ่าน หนังสือทางสายนิพพาน ตอน รู้สิ่งใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ พระครูเกษมธรรมทัต
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กรกฎาคม 22, 2012, 05:01:16 pm
(http://upic.me/i/gy/ldvpb.jpg) (http://upic.me/show/37575162)


แต่ว่าเมื่อเราเข้าใจ เรามีทรัพย์  เราก็มีให้เป็น พออาศัยพอเยียวยาพอให้เป็นประโยชน์   เหมือนเรามีชีวิตนี้ เราก็อย่าไปคิดรักษามันชนิดว่าจะต้องให้อยู่ให้คงที่ มันไม่ได้อยู่แล้วชีวิตนี้ก็ให้เข้าใจว่าเพียงชั่วคราว  พออาศัยมันไป  สังขารร่างกายนี้จะไม่ตั้งอยู่ได้ตลอดไป แต่เราก็ต้องถนุถนอมไว้   ไม่ใช่ว่า เออ ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา ก็ปล่อยไปตามเรื่องตามราว  อย่างนี้ก็ไม่ใช่ มันไม่ใช่ตัวเราของเราก็จริง แต่ก้ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้เพื่อพัฒนาตนเพื่อละ เพื่อข้ามฝั่ง เราว่ายน้ำข้ามฝั่งไปไกล ต้องอาศัย  แม้ว่ามันจะเหม็นมันจะน่าเกลียดมันจะอึดอัด  ขัดเคือง  แต่มันก็ยังเป็นประโยชน์เกาะมันไปว่ายไปจวบจนถึงอีกฝั่งหนึ่งคงไม่ต้องหอบหิ้วไปแล้ว

 

เหมือนกับสังขารร่างกายนี้เป็นทุกข์เป็นของน่าเบื่อหน่ายเป็นของไม่สะอาดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าเราจะเบื่ออย่างไรอย่างผู้ที่ปฏิบัติไปบางทีบางคราวก็เบื่อในสังขาร เบื่อหน่ายก็อย่าไปทำลายตัวเองเสียก่อน การทำลายตัวเองก็เหมือนกับทำลายเรือข้ามฟาก เรือมันจะรั่วเรือมันจะพังหรือมันจะเป็นท่อนทรากศพขึ้นอืดอันน่าเกลียด  แต่ก้ต้องอาศัยพยุงพยังไป ร่างกายนี้ต้องอาศัยไป เพราะฉะนั้นเบื่อก็ต้องรู้ต้องดูต้องพิจารณา  จนกว่าเราจะข้ามฝั่งไป


วันนี้ก็คงจะให้ธรรมะเป็นข้อคิดมาพอสมควรแก่เวลาขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้  ขอความสุขความเจริญในธรรมจงมีแก่ทุกท่านเทอญ.



(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)

ขอขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณ Admin/Porntip Kob Kaewkasikam ด้วยค่ะ
ที่มา : http://www.facebook.com/Mahaeyong (http://www.facebook.com/Mahaeyong)