น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => บทความธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 10:28:17 am

หัวข้อ: " ปัญญามีคุณประดุจแสงสว่าง " โดย สมเด็จพระญาณสังวรฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 10:28:17 am
(http://upic.me/i/sx/sy001.jpg) (http://upic.me/show/40713460)


“ปัญญา” มีอยู่ทั่วทุกตัวตน


       ทุกคนมีปัญญา แม้จะมากน้อยไม่เสมอกัน ทุกคนไม่ควรลืมความจริงนี้ ไม่ควรประมาทในการคิดการพูดการทำที่เกี่ยวกับทุกคน นั่นคือไม่ควรเป็นคนเชื่อง่าย หูเบา ซึ่งจะตามมาด้วยการทำตามความเชื่อ  ดังนี้ไม่เป็นการคิดการพูดการทำด้วยปัญญาเป็นการประมาทปัญญา ทั้งปัญญาตน เพราะไม่นำปัญญาตนมาใช้ประกอบความคิดการพูดการทำ เป็นการประมาททั้งปัญญาผู้อื่น เพราะไม่ใช้ปัญญาตนพิจารณาปัญญาผู้อื่นให้รอบคอบ


หัวข้อ: Re: " ปัญญามีคุณประดุจแสงสว่าง " - สมเด็จพระญาณสังวรฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 10:37:10 am
(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ปัญญาที่สมบูรณ์ มีคุณเป็นความสว่าง

       ปัญญาเป็นคุณลักษณะ เป็นลักษณะที่ดี มีคุณเป็นความสว่าง ความสมบูรณ์ของปัญญาคือสัมมาปัญญาเท่านั้น
ไม่มีมิจฉาปัญญา   สัมมาปัญญา  คือปัญญาชอบ ปัญญาก็หมายถึงปัญญา
ชอบเช่นกัน ผู้มีเล่ห์เหลี่ยม ใช้เล่ห์เหลี่ยม ไม่ใช่ผู้มีปัญญาใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่เรียกว่าใช้ปัญญา




(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ผู้มีปัญญาน้อย เป็นผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมมาก

      ผู้มีปัญญาน้อย เป็นผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมมาก เพราะผู้มีปัญญาน้อยเป็นผู้อยู่ในความมืดมากกว่าอยู่ในความสว่าง จึงไม่เห็นถูกต้องสมควร ว่าการใช้เล่ห์เหลี่ยมไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง  ไม่ใช่วิธีของคนดีมีปัญญา
     
       “การใช้เล่ห์เหลี่ยม” เป็นการประมาทปัญญา เป็นหนทางแห่งความตาย อาจทั้งด้วยสิ้นชีวิตและด้วยสิ้นชื่อเสียงเกียรติยศ




หัวข้อ: Re: " ปัญญามีคุณประดุจแสงสว่าง " - สมเด็จพระญาณสังวรฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 10:44:36 am
(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ผู้มีปัญญามาก รังเกียจการใช้เล่ห์เหลี่ยม

      ผู้มีปัญญามาก เป็นผู้ไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยม เพราะผู้มีปัญญามากไม่จำเป็นต้องใช้เลห์เหลี่ยมอันเป็นกลโกง เป็นความไม่สุจริต
ผู้มีปัญญาสามารถใช้ปัญญาแก้ไขจัดการเรื่องราวทั้งหลายให้เป็นไปได้อย่างถูกต้องด้วยดี
ผู้มีปัญญารังเกียจเล่ห์เหลี่ยม ไม่ยินดีที่จะใช้เล่ห์เหลี่ยม
แต่รู้จักเล่ห์เหลี่ยม  เพราะปัญญาเป็นแสงสว่าง ย่อมนำให้รู้ให้เห็น ให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจน มากน้อยตามความมากน้อยของปัญญา



(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ผู้ไม่เห็นความสำคัญของปัญญา
จึงไม่ปรารถนาปัญญา และไม่อบรมปัญญา


      ผู้ใดชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมอันเป็นความไม่ดี  ไม่ชอบใช้ปัญญาอันเป็นความดี พึงรู้ได้ว่า ผู้นั้นเป็นผู้ประมาทปัญญา ไม่เห็นความสำคัญของปัญญา  จึงไม่ปรารถนาจะมีปัญญา  ไม่อบรมปัญญา ทั้งยังประมาทปัญญาตน  ไม่เห็นความสำคัญของปัญญาที่ตนมีอยู่ จึงไม่พยายามนำปัญญานั้นออกใช้  และประมาทปัญญาผู้อื่น  ไม่คิดว่าผู้อื่นมีปัญญาพอจะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ของตน
     
       ความประมาทนี้ ล้วนเป็นทางแห่งความตายทั้งสิ้น เพราะการใช้เล่ห์เหลี่ยมนั้นย่อมมีผู้มีปัญญารู้ทัน  ผู้มีปัญญารู้ทันย่อมรังเกียจผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยม  ผู้ประมาทปัญญาจึงย่อมต้องตายจากชื่อเสียงเกียรติยศนั้นแน่นอน



หัวข้อ: Re: " ปัญญามีคุณประดุจแสงสว่าง " - สมเด็จพระญาณสังวรฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 10:46:43 am
(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ปัญญาในการเอาชนะกิเลส

      ปัญญาที่ไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง  คือปัญญาในการเอาชนะกิเลส หนีไกลจากกิเลส ไม่ให้กิเลสชนะ
การชนะกิเลสได้ครั้งหนึ่ง  ก็คือการก้าวไกลจากกิเลสได้ช่วงหนึ่ง  ถ้าเอาชนะกิเลสได้หลายครั้งติดกัน  ก็จะก้าวไกลจากกิเลสได้หลายช่วง จะไกลกิเลสได้เป็นอันมาก และแม้เอาชนะกิเลสได้ทุกครั้ง ก็จะก้าวไกลกิเลสได้ตลอดไป



(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ถ้าไม่ใช้ปัญญาให้ดี เมื่อนั้นก็จะพ่ายแพ้แก่กิเลส

      กิเลส คือความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นมีฤทธิ์
ร้ายแรงมาก ดังนั้นเมื่อใดประมาทปัญญา คือไม่ใช้ปัญญาให้ดี เมื่อนั้นก็จะพ่ายแพ้แก่กิเลส ไม่อาจเอาชนะกิเลสได้ ไม่อาจก้าวไกลจากกิเลสได้ ประมาทปัญญาเพียงไร พ่ายแพ้แก่กิเลสเพียงนั้น จะอยู่ใกล้กิเลสเพียงนั้น กิเลสจะให้โทษแก่จิตใจรุนแรงเพียงนั้น
       
      ความประมาทปัญญาที่สำคัญยิ่ง  คือความคิดว่าไม่อาจเอาชนะกิเลสได้ ไม่อาจก้าวไกลจากกิเลสได้ เมื่อจะโลภก็ต้องโลภ เมื่อจะโกรธก็ต้องโกรธ เมื่อจะหลงก็ต้องหลง


หัวข้อ: Re: " ปัญญามีคุณประดุจแสงสว่าง " - สมเด็จพระญาณสังวรฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 10:49:01 am
(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ผู้มีปัญญาย่อมมีสติรู้ทันกิเลสทั้งปวง

       เมื่อความโลภเกิดขึ้น  แม้มีสติรู้ว่าความโลภเกิดแล้ว  ผู้ประมาทปัญญาอย่างยิ่ง ย่อมไม่ใช้ปัญญาพยายามเอาชนะความโลภ ย่อมยอมโดยดีให้ความโลภเป็นฝ่ายชนะประชิดติดใจอยู่ใจจึงไม่อาจไกลจากกิเลสได้ตามสมควร
       
       เมื่อความโลภเกิดขึ้น ผู้ไม่ประมาทปัญญาย่อมมีสติเกิดทันย่อมใช้ปัญญาเต็มที่ หนีไกลจากความโลภอันเป็นเครื่องเศร้าหมอง




(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ผู้มีปัญญารู้ว่ากิเลสทั้งปวงเป็นเครื่องเศร้าหมอง


      ผู้มีปัญญาทุกคนรู้ว่า ทั้งความโลภ ทั้งความโกรธ ทั้งความหลง เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมอง และทุกคนมีปัญญาทุกคนจึงรู้เช่นนี้ แต่เมื่อรู้แล้ว ผู้ไม่ประมาทปัญญาเท่านั้นที่จะใช้ปัญญาคิดว่า สิ่งใดเป็นความเศร้าหมอง ไม่ควรเข้าใกล้สิ่งนั้นไม่ควรให้สิ่งนั้นเข้าใกล้ ควรหลีกหนีให้สุดความสามารถ ยึดถือพระพุทธเจ้าเป็นอย่าง ทรงหนีกิเลสได้ไกลแล้วจริง
หัวข้อ: Re: " ปัญญามีคุณประดุจแสงสว่าง " - สมเด็จพระญาณสังวรฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 10:53:06 am
(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  พระผู้ทรงห่างไกลจากกิเลสแล้วจริง 
   
      พระพุทธเจ้าทรงได้รับถวายพระนามว่าอรหันต์ ซึ่งหมายความว่าทรงเป็นผู้ไกลกิเลสแล้วจริง  พระพุทธสาวกทั้งหลายที่ได้รับถวายนามว่าพระอรหันต์ ก็เป็นผู้ไกลกิเลสแล้วจริง
     
       พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นที่เทิดทูนศรัทธาอย่างยิ่งจริง   ก็เพราะความที่ทรงเป็นผู้ไกลกิเลสแล้วจริงพระอรหันตสาวกเป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธา  ก็เพราะความเป็นผู้ไกลกิเลสแล้วจริง

       ความไกลกิเลสจึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผู้ไม่ประมาทปัญญาพึงอบรมปัญญาเต็มความสามารถ เพื่อได้เป็นผู้ไกลกิเลสได้มากเป็นลำดับไป จนถึงได้เป็นผู้ไกลกิเลสจริงในวันหนึ่ง



(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ปัญญาที่ประกอบด้วยศรัทธาต่อพระพุทธองค์
ทำให้ไกลจากกิเลสได้จริง  พ้นทุกข์ได้จริง


      กิเลสคือความโลภนั้น  ผู้ประมาทปัญญาย่อมบิดเบือนความรู้ความเข้าใจของตนให้ผิดจากความถูกต้อง คือรู้แก่ใจว่าความโลภเป็นความไม่ดี  แต่บิดเบือนความรู้นั้นที่ว่า ความโลภเป็นความไม่ดี  โดยบิดเบือนว่าความรู้สึกอยากได้ที่เกิดขึ้นในใจตนไม่ใช่ความโลภ  จึงไม่ใช่เป็นความไม่ดี เมื่อบิดเบือนความจริงเสียเช่นนี้  ก็เท่ากับประมาทปัญญา ไม่ใช้ปัญญาหลีกให้พ้นความโลภแม้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ย่อมตายเพราะความประมาทปัญญาเช่นนี้
     
      ดังมีตัวอย่างปรากฏอยู่ไม่ว่างเว้น การคดโกงปล้นจี้ลักขโมยล้วนเกิดแต่ความโลภ  และความโลภนี้เกิดจากความประมาทปัญญา  ที่ทำให้สิ้นชีวิตติดคุกติดตะรางบ้าง เป็นทั้งความตายอย่างสิ้นชีวิต  ทั้งความตายอย่างสิ้นชื่อเสียงเกียรติยศ

      ผู้ประมาทปัญญาพยายามบิดเบือนความโลภ  ว่าไม่เป็นความโลภ  แต่มิใช่ว่าจะสามารถบิดเบือนโทษของความโลภให้เป็นคุณของความไม่โลภได้  ความโลภต้องให้โทษ  ความไม่โลภต้องให้คุณ แน่นอนเสมอไป



หัวข้อ: Re: " ปัญญามีคุณประดุจแสงสว่าง " - สมเด็จพระญาณสังวรฯ
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤศจิกายน 02, 2012, 10:57:40 am
(http://upic.me/i/92/el1f.gif) (http://upic.me/show/1183120)  ผู้มีปัญญายอมรับความโลภเป็นความโลภ
ย่อมไม่ได้รับโทษของความโลภนั้น


      ผู้ไม่ประมาทปัญญายอมรับความโลภเป็นความโลภ
ย่อมไม่ได้รับโทษของความโลภ เพราะเมื่อยอมรับว่าเป็นความโลภก็ย่อมรู้ว่ามีโทษ จึงเป็นธรรมดาย่อมใช้ปัญญาหลีกไกลความโลภเพื่อให้ไกลจากโทษของความโลภนั้น  ไม่ต้องร้อน ไม่ต้องถูกเผาผลาญเพราะโทษนั้น






(http://upic.me/i/vk/io8r3ucaowc6kccalnsgc1ca2c2mjpca6qgc5qca25mwbycaaey60rcacalfpica6wkx4mcagjlse5cabm8cdycav6k8d9cass0xb7cafejtufca84ms5rcazme1odca3bj5pqcaaebhjycaliqp3y.jpg) (http://upic.me/show/28219663)

จากหนังสือ " ตนอันเป็นที่รักยิ่งของตน "
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก