น้ำใจธรรม.เนต

สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์ => แนะนำเสียงธรรม => ข้อความที่เริ่มโดย: ยาใจ ที่ มกราคม 14, 2013, 08:17:40 am

หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่๑ - ๒๙ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มกราคม 14, 2013, 08:17:40 am


Published on Jan 11, 2013  
เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑ จากทีฆนิกาย มหาวรรค เล่มที่ ๑๐/๑๒๗/๑๕๗
เสียงอ่านและจัดทำวีดิทัศน์ธรรม โดยพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์




กราบขอบพระคุณพระอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะที่อนุญาตให้เผยแผ่เป็นธรรมทานค่ะ
ที่มา :  Feckbook พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ชุมชนคนอ่านธรรมะ http://www.facebook.com/groups/194771270666831/ (http://www.facebook.com/yajai.pornputtichai?ref=tn_tnmn#!/groups/194771270666831/)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มกราคม 19, 2013, 07:01:29 am



Published on Jan 18, 2013  
เสียงธรรมจากพระโอษฐ์
พุทธคาถาที่ ๒
จากขุททกนิกาย ธรรมบท เล่มที่ ๒๕/๑๙/๑๐
เสียงอ่านและจัดทำวีดิทัศน์ธรรม โดยพระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์



หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๓ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ มกราคม 21, 2013, 07:41:24 am


Published on Jan 19, 2013  
เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถา ๓ ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๕/๑๙/๓๐  
พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์

พุทธคาถาที่ ๓.
ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา
กยิราเถนํ ปุนปฺปุนํ
ตมฺหิ ฉนฺทํ กยิราถ
สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย ฯ
... ขุ. ธ. ๒๕/๑๙/๓๐

หากพึงทำบุญ
ก็พึงทำบ่อยๆ
ทำความพอใจในบุญนั้น
เพราะการสั่งสมบุญ
นำความสุขมาให้.

บุญกุศลเสริมราศีดูดีนัก
จงพิทักษ์รักษาอย่าเสื่อมสูญ
หมั่นเพียรทำบ่อยบ่อยค่อยเพิ่มพูน
ทวีคูณกอปรเกื้อเพื่อหนุนนำ
การสั่งสมบุญกุศลผลเป็นสุข
ผ่อนคลายทุกข์เศร้าหมองหน้าผ่องขำ
ปลูกนิสัยใฝ่บุญเป็นประจำ
จะสุขล้ำสำราญเบิกบานใจ ฯ

"บุญกุศล” มองในมุมพลังงานก็ควรเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ปลอดมลพิษ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันให้กาย วาจา แสดงออกในทางดีงามหรือสร้างสรรค์ แท้ที่จริงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นั้นเกิดจากจิตที่ผ่องใส ปลอดโปร่ง มิใช่เกิดจากจิตที่เศร้าหมอง ขุ่นมัว ขณะจิตเกิดความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ยากจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ เหมือนพื้นที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบมองไม่เห็นทางเดิน หากเราต้องการเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่ดีงามก็ควรหมั่นให้จิตได้รับพลังงานบริสุทธิ์คือบุญกุศลนี้อยู่บ่อยๆ ทั้งนี้ เพื่อเกิด“บุญรังสรรค์”นั่นเอง ร่างกายมนุษย์ต้องการข้าวปลามาเป็นอาหารช่วยหล่อเลี้ยง เพื่อมิให้ซูบผอม สมองมนุษย์ต้องการความรู้ วิชาการ ข้อมูล ข่าวสาร มาเป็นอาหารช่วยขบคิด เพื่อมิให้สมองฝ่อ ส่วนจิตใจมนุษย์ล่ะ ต้องการอะไรมาเป็นอาหาร ขอบอกว่าต้องการ “บุญกุศล” มาเป็นอาหารช่วยหล่อเลี้ยง เพื่อมิให้ห่อเหี่ยว วันๆ เราคอยเติมอาหารกายให้อาหารสมอง แต่ละเลยอาหารใจ ไม่ยอมไปมาหาสู่ “คุณบุญเลี้ยง” จิตใจจึงห่อเหี่ยวขาดความชุ่มชื่น เราคงไม่ปล่อยให้จิตใจขาดอาหารใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นเรามาช่วย “พลิกฟื้นผืนนาบุญ” ให้งอกงาม สานสัมพันธ์ “ต่อสายบุญ” กันดีกว่า เราจะหมั่นทำบุญเพิ่มอาหารใจวันละนิดอยู่เนืองๆด้วยเชื่อว่าเมื่อใจอิ่มบุญจะอิ่มนาน เหมือนอิ่มทิพย์
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๔ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 22, 2013, 08:01:18 pm


พุทธคาถาที่ ๔

อุปนียติ ชีวิตมปฺปมายุ
ชรูปนีตสฺส น สนฺติ ตาณา
เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน
ปุญฺญานิ กยิราถ สุขาวหานิ ฯ
... องฺ.ติ. ๒๐/๔๙๓/๑๙๘
ชีวิตถูกชรานำเข้าไปหาความมีอายุสั้น
ผู้ที่ถูกชรานำเข้าไปย่อมไม่มีที่ต้านทาน
เมื่อบุคคลเล็งเห็นภัยในความตายนี้
ควรทำบุญทั้งหลายซึ่งนำความสุขมาให้.
เมื่อคราวแก่คร่ำคร่าน่าหดหู่
ชีวิตอยู่อีกไม่นานก็ผ่านผัน
ใกล้ความตายทุกขณะยากประกัน
จะเหลียวหันมองหาคว้าสิ่งใด
เพื่อมาช่วยต้านทานห้ามหาญหัก
คอยปกปักปัดป้องคุ้มครองให้
แคล้วคลาดปราศจากมรณภัย
รู้ใช่ไหมว่าควรทำบำเพ็ญบุญ ฯ
ชีวิตเราทุกคนดำเนินไปเรื่อยๆ จากปฐมวัยย่างเข้าสู่มัชฌิมวัย จากมัชฌิมวัยย่างเข้าสู่ปัจฉิมวัย ในที่สุดก็ดับสิ้น เหมือนดวงอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า ส่องแสงเจิดจ้าในยามเที่ยง คล้อยลงต่ำในยามเย็น และลับขอบฟ้าในที่สุด เป้าหมายชีวิตของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกัน แต่จุดหมายปลายทางชีวิตของแต่ละคนเหมือนกัน นั่นคือความตาย “สุสานแห่งความตาย” รออยู่ แม้ความตายจะเป็นจุดหมายปลายทางของทุกชีวิต มันคือมรณภัยที่ใครๆ ไม่อาจต่อกร ทว่าความตายก็มิใช่จุดสิ้นสุด มันเป็นเพียงจุดเปลี่ยน เปลี่ยนไปเริ่มต้นใหม่ในภพภูมิต่อไป เหมือนดวงอาทิตย์กลับมาปรากฏในยามเช้าของวันใหม่อีกครั้ง ความตายเพียงมาปิดฉากชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนไปเปิดฉากในภพภูมิใหม่ ความตายจึงมิใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวคือแรงส่งไปยังภพภูมิใหม่ต่างหาก คืออะไร บุญหรือบาป แน่นอนว่า บุญส่งไปยังสุคติภูมิ บาปส่งไปยังทุคติภูมิ เส้นทางสู่สุคติภูมิกำหนดด้วยบุญ เส้นทางสู่ทุคติภูมิกำหนดด้วยบาป เรารู้อย่างนี้แล้ว ก่อนที่ความตายจะมาปิดฉากชีวิตควรทำบุญหรือบาป บุญเป็นเสบียงเดินทางสู่ปรโลก ซึ่งสั่งสมไว้ได้เฉพาะช่วงดำรงชีวิตอยู่ สิ้นชีวิตก็หมดสิทธิ์ทันที จะบอกว่าความตายไม่น่ากลัว ความจริงก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน ตรงที่มันไม่ยอมส่งสัญญาณว่าจะมาวันเวลาใด


[/color]
[/font]
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๕ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 23, 2013, 05:59:39 pm


พุทธคาถาที่ ๕

๕. อนุปุพฺเพน เมธาวี
โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ
กมฺมาโร รชตสฺเสว
... นิทฺธเม มลมตฺตโน ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๘/๔๗

นักปราชญ์ทำกุศลทีละน้อยอยู่ทุกขณะ
ขจัดมลทินของตนออกได้โดยลำดับ
เหมือนช่างทองขจัดมลทินของทองออก.

บุญกุศลเล็กน้อยค่อยสั่งสม
ปราชญ์ชื่นชมเป็นนิจจิตสุขี
ทุกขณะหมั่นกระทำแต่กรรมดี
มลทินมีขจัดออกนอกจากตน
เหมือนช่างทองทำงานงามวิจิตร
ค่อยกอปรกิจดีหนอพอเกิดผล
กำจัดสิ่งมัวหมองมองหมดมล
ทองเปล่งล้นเหลืองอร่ามงามจับตา ฯ

ผ้าขาวเปื้อนคราบสกปรก เราก็นำไปซักล้างออกด้วยผงซักฟอกและน้ำให้กลับมาขาวสะอาดดังเดิม แท้จริงจิตคงธรรมชาติความเป็นประภัสสรสุกสว่างใส ซึ่งเปรียบเป็นผ้าขาวนั้น แต่กลับต้องเศร้าหมองเพราะมลทินต่างๆ เช่น ความริษยา ความตระหนี่ มาเกาะจับ เราสามารถนำผ้าขาวเปื้อนคราบสกปรกมาซักล้างด้วยผงซักฟอกและน้ำ แต่เราไม่สามารถถอดจิตออกมาซักล้างด้วยผงซักฟอกและน้ำได้เลย อะไรเล่าจะช่วยชำระล้างออกไป หากมิใช่บุญกุศล เพราะบุญกุศลเป็นธรรมชาติชำระล้างโดยเฉพาะ ดังรูปวิเคราะห์ว่า “ปุนาตีติ ปุญฺญํ ธรรมชาติที่ชำระให้สะอาด ชื่อว่า บุญ” บุญกุศลจึงเปรียบเป็นผงซักฟอกและน้ำที่ช่วยชำระล้างมลทินออกจากจิตใจให้กลับมาสุกสว่างใสดังเดิม ผ้าขาวนำมาซักล้างด้วยผงซักฟอกและน้ำเพียงครั้งสองครั้งก็สะอาด แต่จิตใจชำระล้างด้วยบุญกุศลเพียงครั้งสองครั้งจะสะอาดไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะมลทินมันเกาะจับอย่างแน่นหนา ไม่เฉพาะเพียงชาตินี้ ยังสืบเนื่องมาแต่ชาติก่อนๆ ดูสิ คนบางคนตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งกว่าลวดสลิง จู่ๆ จะชำระออกอย่างง่ายดาย ย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงต้องอาศัยความขยันหมั่นเพียรทำบุญกุศลบ่อยๆ ค่อยๆ ชำระล้างออกไป ขอให้สุขใจกับการสั่งสมบุญกุศลขจัดมลทินออกเถิด ความปลอดโปร่งสุกสว่างใสรอท่านอยู่เสมอ

หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๖ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 24, 2013, 07:18:04 am


พุทธคาถาที่ ๖

อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ
กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ
โส โมทติ โส ปโมทติ
... ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๑๑/๑๗
คนทำบุญไว้บันเทิงในโลกนี้
บันเทิงในโลกหน้า บันเทิงในโลกทั้งสอง
คนทำบุญนั้นมองเห็นกรรมบริสุทธิ์ของตน
บันเทิงเบิกบานอย่างยิ่ง.
คนที่สั่งสมบุญสุนทรกุศลสุข
ล้นบันเทิงรื่นเริงร่า
อยู่โลกนี้ทุกยามงามโสภา
อยู่โลกหน้าระรื่นสุดชื่นบาน
คนทำบุญยิ้มย่องหน้าผ่องใส
อยู่ที่ใดก็ปรีดิ์เปรมเกษมศานต์
มองเห็นความผุดผ่องครองดวงมาน
ปีติซ่านสุขสมอารมณ์เย็น ฯ

ตุ่มเปิดฝารองรับน้ำที่หยดลง แม้ไม่มาก แต่หากหยาดหยดอยู่เรื่อยๆ ทีละหยดสองหยด ในที่สุดตุ่มก็เต็มด้วยน้ำ คนที่สั่งสมบุญกุศลก็เช่นเดียวกัน แม้ไม่มาก แต่หากสั่งสมอยู่บ่อยๆ ทีละเล็กละน้อย ในที่สุดก็เต็มด้วยบุญกุศล คนที่เต็มด้วยบุญกุศลเช่นนี้แหละควรเรียกชื่อว่า “บุญโต” “บุญเต็ม” นายบุญโตแต่งงานกับนางบุญเต็ม เขาและเธอจะอยู่ ณ ที่ใดก็อยู่อย่างเบิกบาน เพราะน้ำคือบุญกุศลคอยหล่อเลี้ยงจิตใจของเขาและเธอให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ และจิตของคนที่เต็มด้วยบุญกุศลเช่นนี้แหละก็ควรเรียกชื่อว่า “หสิตจิต จิตเบิกบาน” เหมือนดอกบัวที่แย้มบาน ส่งผลทำให้มองโลกเป็นสีชมพู อยู่อย่างบันเทิงรื่นรมย์ ส่วนคนที่ปิดกั้นบุญกุศลไม่ยอมสั่งสมเลย ก็ไม่ต่างจากตุ่มปิดฝา นอกจากน้ำจะไม่หยดลงแล้ว น้ำภายในตุ่มนั้นก็ค่อยๆ ระเหยจนหมดสิ้น “บุญกุศลเหือดหาย” นายบุญหายแต่งงานกับนางบุญแห้ง เขาและเธอจะอยู่ ณ ที่ใดก็อยู่อย่างหดหู่ จิตใจห่อเหี่ยว ซบเซา มองโลกเป็นสีเศร้า เรื่องนี้มันชี้บอกโดยนัย คนอยู่ในโลกนี้เป็นอย่างไร ไปอยู่ในโลกหน้าก็ต้องเป็นอย่างนั้น คนอยู่ไม่เป็นสุขในโลกนี้ ก็อย่าหวังว่าจะอยู่เป็นสุขในโลกหน้า เราทุกคนล้วนอยากอยู่เป็นสุขบันเทิงทั้งในโลกนี้และโลกหน้าใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นอย่ารอช้า รีบทำความรู้จักนายบุญโตกับนางบุญเต็มเร็วๆ


คลิ๊ก => http://youtu.be/9AALU1X4uRs (http://youtu.be/9AALU1X4uRs)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๗ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 26, 2013, 10:49:29 am



พุทธคาถาที่ ๗

มตฺตาสุขปริจฺจาคา
ปสฺเส เจ วิปุลํ สุขํ
จเช มตฺตาสุขํ ธีโร
... สมฺปสฺสํ วิปุลํ สุขํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๑/๕๓
หากมองเห็นความสุขไพบูลย์
เพราะสละความสุขพอประมาณ
ปราชญ์มองเห็นความสุขไพบูลย์
ก็ควรสละความสุขพอประมาณนั้นเสีย.
หากเห็นสุขกว้างใหญ่ไพบูลย์ยิ่ง
เป็นสุขจริงกว่าสุขใดอยู่ในหล้า
สุขเพียงพอประมาณผ่านเข้ามา
มองเห็นว่าเล็กน้อยควรปล่อยไป
สุขแม้เพียงเล็กน้อยปล่อยไปเถิด
เพราะไม่เกิดคุณค่าในคราไหน
ยอมสละเริศร้างเหินห่างไกล
ควรยึดไว้แต่สุขยิ่งที่จริงเทียว ฯ

แขกมาเคาะประตูเยี่ยม เราผู้เป็นเจ้าของบ้านทราบว่า แขกคนนั้นอัธยาศัยทราม ก็ไม่อยากเปิดประตูต้อนรับ แต่หากทราบว่า แขกคนนั้นอัธยาศัยงาม ก็อยากเปิดประตูต้อนรับ เช่นเดียวกัน เราไม่ยินดีเปิดประตูต้อนรับแขกคือความทุกข์ ยินดีเปิดประตูต้อนรับเฉพาะแขกคือความสุข ความสุขแม้จะน้อยหรือมากทุกคนไม่ปฏิเสธ ทว่าเรื่องความสุขนี้ก็น่าพิจารณา เราไม่ควรเปิดประตูต้อนรับความสุขทุกอย่าง มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ เช่น ความสุขบนความทุกข์ความเดือดร้อนของคนอื่น ความสุขเกิดจากการเบียดเบียนคนอื่น ทำนองทำนาบนหลังคน ความสุขอย่างนี้ต้องปฏิเสธ ยิ่งกว่านั้น หากทราบว่า ความสุขส่วนตนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความสุขของคนส่วนมาก ทำนองประโยชน์ส่วนตนน้อย เมื่อเทียบกับประโยชน์ส่วนรวมมาก “อดคนหนึ่งเพื่อคนมากมายอิ่ม” ก็สมควรสละความสุขเพียงเล็กน้อยนั้นเสีย คนที่เห็นแก่ความสุขส่วนตนเล็กๆ น้อยๆ คือคนใจแคบ คนที่สละความสุขส่วนตนเล็กๆ น้อยๆ เพราะเห็นแก่ความสุขส่วนรวมมาก คือคนใจกว้าง “ความยิ่งใหญ่” มิได้เริ่มต้นจากภายนอก หากแต่เริ่มต้นจากภายใน คือ ใจกว้าง ประวัติศาสตร์บอกเราว่า คนยิ่งใหญ่มิใช่คนใจแคบเห็นแก่ความสุขส่วนตนเล็กๆน้อยๆ เลย ล้วนแต่สละทั้งสิ้น


หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๘ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 26, 2013, 10:53:14 am



พุทธคาถาที่ ๘

มนาปทายี ลภเต มนาปํ
... อคฺคสฺส ทาตา ลภเต ปุนคฺคํ
วรสฺส ทาตา วรลาภี จ โหติ
เสฏฺฐนฺทโท เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ ฯ
องฺ. ป. ๒๒/๔๔/๕๖

ผู้ให้ของที่พอใจ ย่อมได้ของที่พอใจ
ผู้ให้ของที่เลิศ ย่อมได้ของที่เลิศ
ผู้ให้ของที่ดี ย่อมได้ของที่ดี
และผู้ให้ของที่ประเสริฐ
ก็ย่อมเข้าถึงสถานที่ประเสริฐ.
เมื่อให้ของดีมีค่าน่าชมชื่น
คนก็ตื่นตารับไม่ผลักไส
ย่อมได้ของดีตอบน่าชอบใจ
งามวิไลสมตามคุณความดี
เมื่อให้ของล้ำเลิศประเสริฐนัก
คนก็รักยกย่องว่าผ่องศรี
ย่อมได้ของอิ่มเอมน่าเปรมปรีดิ์
และถึงที่ประเสริฐเลิศกว่าใคร ฯ

สาวงามคู่กับดอกไม้สวย ชายหนุ่มที่อยากข้ามสะพานไปสานสัมพันธ์ต้องเริ่มที่ดอกไม้สวย ด้วยการส่งมอบให้เธอ “ของดีดึงใจ” การส่งมอบสิ่งดีๆ คือจุดเริ่มต้นที่ดี สายสัมพันธ์ยิ่งยั่งยืนนาน เมื่อสานต่อถักทอกันด้วยสิ่งดีๆ ทว่าสายสัมพันธ์จะขาดสะบั้นทันที เมื่อสิ่งที่ส่งมอบให้ต่ำทราม ความจริงสิ่งดีๆนั้นมิใช่เฉพาะวัตถุข้าวของอย่างเดียว ยังนับรวมการทำดี พูดดีด้วย เส้นใยสายสัมพันธ์จึงจะเหนียวแน่น มิฉะนั้น สิ่งดีๆ อาจเป็นเพียงเครื่องปลอบใจ ไถ่โทษคืน ทำนองตบหัวแล้วลูบหลัง อย่างไรก็ตาม สิ่งดีๆ ซึ่งเป็นวัตถุภายนอก แม้ไม่ล้ำค่าเหมือนกับเพชรพลอย แต่มันก็สื่อถึงจิตภายใน การคัดสรรสิ่งดีๆ ที่ประณีตจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากจิตของผู้นั้นหยาบ เมื่อเริ่มต้นจากภายในคือจิต จิตก็พร้อมจะกลายเป็น “พลังดึงดูด” ให้ผู้ที่จิตใจดีงามพานพบแต่สิ่งดีๆ และได้รับแต่สิ่งดีๆ เสมอ มันคือนิยามตามธรรมชาติ “ดีดึงดี” “ชั่วดึงชั่ว” สุคติภูมิจะดึงคนดีไปอยู่ด้วย ทุคติภูมิจะดึงคนชั่วไปอยู่ด้วย ดังนั้น จิตใจดีและส่งมอบสิ่งดีๆ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการไปดี อยู่ในที่ดี และรับแต่สิ่งดีๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมาเราอาจจะผิดพลาดต่อกัน อโหสิปล่อยให้มันผ่านไปได้ไหม ยังไม่สายเกินไป หากสิ่งดีๆมีอยู่ ขอเพียงหยิบยื่นให้แก่กันและกัน วันนี้เรามาสูดลมหายใจดีๆเข้าไปใหม่ เริ่มต้นด้วยจิตใจดีงาม


คลิ๊ก => http://youtu.be/nHGXYocYv-0 (http://youtu.be/nHGXYocYv-0)
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๙ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 27, 2013, 08:58:40 am



พุทธคาถาที่ ๙.

น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ
พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ
... ธีโร จ ทานํ อนุโมทมาโน
เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๘

คนตระหนี่ไปสู่เทวโลกไม่ได้
คนพาลไม่สรรเสริญทานเลย
ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาทาน
เพราะการอนุโมทนาทานนั่นเอง
ท่านจึงเป็นสุขอยู่ในโลกหน้า.

คนตระหนี่ถี่เหนียวหน่วงเหนี่ยวทรัพย์
ยากจะลับสู่สวรรค์เมืองชั้นฟ้า
คนพาลมักติฉินมัวนินทา
มุ่งกล่าวหาทานนี้ไม่ดีเลย
ส่วนปราชญ์ทานโมทนาเปล่งสาธุ
มิได้ลุล่วงล้ำทำเปิดเผย
คอยบันเทิงเริงรื่นอย่างชื่นเชย
สุขเสวยอยู่โลกหน้าอำภาพราย ฯ

มัจฉริยะความตระหนี่ มันเหมือนเชือกเหนียวผูกมัดจิตมิให้คิดในทางทาน เหมือนม่านหมอกที่บดบังสายตามิให้มองเห็นความดีของการให้ คำพูดว่า “คนโง่ให้ คนฉลาดรับ” จึงหลุดออกจากปาก ซึ่งสื่อถึงความเป็นมิจฉาทิฐิ คนประเภทนี้นอกจากจะหวงแหนทรัพย์ของตนแล้ว ยังคิดหวงแหนทรัพย์แทนคนอื่น มองว่า “สูญเปล่า” เมื่อเห็นเขาทำทานด้วยจิตศรัทธา “อนุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนา” จัดเป็น “บุญต้นทุนต่ำ” ลงทุนเพียงน้อมจิตพลอยอนุโมทนายินดีเท่านั้นก็พลันสำเร็จ ดูสิ คิดไม่ได้ “บุญกินเปล่า” มาเกยตื้นยังปิดหูปิดตา ไม่รับ ช่างโง่เขลาแท้ สังคมแห่งการให้ไม่ยินดีต้อนรับคนมืดบอดแบบนี้ พิจารณาดูบ้าง ทานการให้ จาคะการเสียสละ ใช่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ หากคนคนนั้นตระหนี่ถี่เหนียว แม้จะร่ำรวยล้นฟ้าก็ตาม ความตระหนี่มันกลายเป็นปราการกั้นอย่างแน่นหนา ถึงกับกล่าวกันว่า “ดันอูฐเข้ารูเข็ม ยังง่ายกว่าให้เศรษฐีทำทาน” การที่คนคนหนึ่งทำทานหรือเสียสละจึงเท่ากับชนะความตระหนี่ จิตอนุโมทนามิใช่เพียงพลอยยินดีกับทานของเขาเท่านั้น ยังพลอยยินดีกับชัยชนะเหนือความตระหนี่ของเขาด้วย นี่แหละคือ “ดวงจิตที่งดงาม” ไม่อยากจะได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดหรอกหรือ อย่าคิดเป็นอื่นเลย อนุโมทนาสาธุเถิด ท่านมิได้สูญเสียอะไรเลยมีแต่ได้กับได้


หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๐ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 28, 2013, 06:10:59 am


พุทธคาถาที่ ๑๐

หิโต พหุนฺนํ ปฏิปชฺช โภเค
ตํ เทวตา รกฺขติ ธมฺมคุตฺตํ
... พหุสฺสุตํ สีลวตูปปนฺนํ
ธมฺเม ฐิตํ น วิชหาติ กิตฺติ ฯ
องฺ. ป. ๒๒/๔๒/๕๑

สัตบุรุษครอบครองโภคทรัพย์
เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน
เทวดาย่อมรักษาเขาผู้ธรรมคุ้มครอง
เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและจริยาวัตร
เกียรติก็ไม่ละทิ้งเขาผู้ตั้งอยู่ในธรรม.

โภคทรัพย์มากมายหลากหลายสิ่ง
คนดีจริงปกป้องครอบครองอยู่
เพื่อประโยชน์สูงล้ำคอยค้ำชู
แก่พหูชนหญิงชายชาวประชา
เทวดาปกป้องคุ้มครองเขา
ผู้ขัดเกลาศีลมั่นหมั่นรักษา
ทรงความรู้คู่ธรรม์งามจรรยา
ย่อมเลิศหล้าเกริกก้องเกียรติคุณ ฯ

ทรัพย์คือ “เครื่องปลื้มใจ” ยึดตามความหมายนี้มันก็แค่เครื่องปลื้มใจอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในฐานะ “ค่าสมมติ” มนุษย์เพียงผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาครอบครอง ทำนอง “สมบัติผลัดกันชม” ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ทรัพย์ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ด้วยตัวของมันเอง เพชรพลอยเป็นเพียงก้อนดินก้อนหินในสายตาของไก่ สู้ข้าวเปลือกสักเมล็ดหนึ่งก็ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่ามันตกอยู่ในมือของใครมากกว่า ตกอยู่ในมือของคนอัธยาศัยคับแคบ แม้มากมายก็ไม่ต่างจากน้ำเค็มเต็มทะเลตักอาบดื่มกินไม่ได้ ตกอยู่ในมือของคนอัธยาศัยกว้างใหญ่ แม้ไม่มากก็เปรียบเหมือนบ่อน้ำใสตักอาบดื่มกินได้ สำหรับสัตบุรุษมิได้ครอบครองทรัพย์เพื่อประโยชน์ตน หากแต่เพื่อประโยชน์ของผู้คนทั้งหลาย สัตบุรุษขุดบ่อน้ำไว้เพื่อให้ผู้คนมาตักอาบและดื่มกิน ช่างน่าอัศจรรย์จริง ยิ่งผู้คนตักอาบดื่มกินมากเท่าไร น้ำในบ่อก็ยิ่งซึมไหลออกมามากเท่านั้น ไม่เหือดแห้งเลย ทั้งนี้ เพราะอานุภาพของอัธยาศัยกว้างใหญ่นั่นเอง ทรัพย์ไม่มีชีวิตจิตใจ แต่มันก็รู้ดีว่า เมื่อมาอยู่กับสัตบุรุษจะเกิดประโยชน์มหาศาล มิใช่ยิ่งให้ยิ่งหมด แต่ยิ่งให้ยิ่งมา อย่ามัวกักเก็บไว้คนเดียว ใช้ให้เกิดประโยชน์บ้าง มันถูก ดองเค็มกลายเป็นเกลือหรือหมักจนขึ้นราจะว่าอย่างไร รู้ไหม เมื่อวันนั้นมาถึง ธนบัตรก็เป็นเพียงเศษกระดาษ
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๑ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 30, 2013, 06:28:36 pm


พุทธคาถาที่ ๑๑

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ
โน เจ ปารคเวสิโน
... โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ
หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๔/๖๓

โภคทรัพย์ฆ่าคนทรามปัญญา
แต่ไม่ฆ่าผู้แสวงหาฝั่ง
คนทรามปัญญาฆ่าตน
เหมือนคนฆ่าคนอื่น
เหตุเพราะอยากได้โภคทรัพย์.
โภคทรัพย์ทั้งหลายทำร้ายฆ่า
คนปัญญาต่ำทรามน่าหยามหยัน
แต่ผู้หาฝั่งอำไพไม่ฆ่าฟัน
ประหารหั่นเพียงคนทรามตามพันพัว
คนต่ำทรามปัญญาฆ่าตนก่อน
ทำคนอื่นเดือดร้อนปลิ้นปล้อนทั่ว
เหตุเพราะโภคทรัพย์จับตามัว
เขาความชั่วนำทางอยากอย่างเดียว ฯ

แม้ทรัพย์จะอยู่ในฐานะ “ค่าสมมติ” ที่มนุษย์ตั้งขึ้นก็ตาม แต่มันก็ทรงอำนาจไม่ธรรมดา “สายน้ำเปลี่ยนใจปลา เงินตราเปลี่ยนใจคน” คนที่ว่าใจแข็งยังคดงอเมื่อถูกง้างด้วยเงิน ไม่ต่างจากเหล็กถูกไฟร้อนเผา อุดมการณ์หายลับเข้ากลีบเมฆ ดูเอาเถิด คนมาจากการศึกษาสูงแท้ๆ เมื่อพัวพันกับเงินก็เกิดความทะยานอยาก ละโมบกอบโกยไม่รู้จักพอ พระทรงศีลแท้ๆ เมื่อยุ่งเกี่ยวกับเงินก็เกิดความเศร้าหมอง บางรูปเก็บสะสมไว้มากๆ ในที่สุดก็ร้อนอยู่ไม่ได้ ถูกมันฉุดคร่าออกจากผ้ากาสาวพัสตร์ ทุกครั้งที่เงินร่ายมนต์ไม่เคยพลาด สักคนหนึ่งต้องถูกสะกดตกอยู่ในอำนาจของมัน และมันก็กลายเป็นอสรพิษร้ายฉกกัดให้ถึงแก่ความตาย ตายจากสังคมของสัตบุรุษ ตายจากโลกของความดีงาม จึงควรตระหนักและระมัดระวัง วันๆ อย่าครุ่นคิดแต่เรื่องเงิน นับแต่ตัวเลข มิฉะนั้น มันจะกลายเป็นตะปูตรึงจิตที่ยากจะถอน กลายเป็นบ่วงคล้องคอที่ยากจะถอด อย่างไรก็ตาม เงินครอบงำนำไปสู่แดนประหารได้ก็เฉพาะคนที่มืดบอดอับแสงปัญญา หลงแหวกว่ายอยู่ในทะเลตัณหา ส่วนคนที่พายเรือออกจากทะเลตัณหามุ่งสู่ฝั่งพระนิพพานมันไม่สามารถครอบงำนำไปได้เลย ทั้งนี้ เพราะสายตาของเขาต่างจากสายตาของคนอื่นๆ มองว่า เงินทองของนอกกาย เพชรพลอยเป็นเพียงก้อนดินก้อนหิน
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๒ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ เมษายน 30, 2013, 06:31:26 pm


พุทธคาถาที่ ๑๒

เนสา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต
สนฺโต น เต เย น วทนฺติ ธมฺมํ
ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ
... ธมฺมํ วทนฺตา จ ภวนฺติ สนฺโต ฯ
สํ. ส. ๑๕/๗๒๕/๒๗๐
ที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ที่นั้นไม่ชื่อว่าสภา
คนเหล่าใดไม่กล่าวธรรม
คนเหล่านั้นไม่ชื่อว่าสัตบุรุษ
สัตบุรุษละราคะ โทสะ โมหะ
กล่าวธรรมอยู่.
ที่ใดว่างร้างไร้สัตบุรุษ
ผู้พิสุทธิ์กล่าวธรรมอันล้ำค่า
ที่นั้นมองไม่เห็นเป็นสภา
จะเสาะหาสาระใดย่อมไม่มี
สัตบุรุษกล่าวธรรมชี้นำถูก
เพียรเพาะปลูกสรรค์สร้างทางสุขี
ละความโลภ โกรธ หลงคงความดี
ตามวิถีแห่งปราชญ์องอาจจริง ฯ

คูคลองที่อยู่ของน้ำยังคงใสสะอาด เมื่อน้ำใสรวมกันอยู่มาก ทว่าคูคลองจะเริ่มสกปรกเน่าเหม็น เมื่อน้ำเสียไหลเข้ามารุกไล่น้ำใสออกไป กระทั่งกลายเป็น “คลองน้ำครำ” “คลองน้ำเน่า” ในที่สุด เปรียบเหมือนสภา สภายังคงเป็น “สภาสีขาว” เมื่อนักการเมืองน้ำใสรวมกันอยู่มาก ทว่าสภาจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทา เมื่อนักการเมืองน้ำเสียทยอยกันเดินเข้ามารุกไล่นักการเมืองน้ำใสออกไป กระทั่งกลายเป็น “สภาสีดำ” “สภาน้ำเน่า” ในที่สุด ความสำคัญของสภาอยู่ที่ “ถ้อยคำ” ของนักการเมืองว่าจะเป็น “ถ้อยธรรม” ที่ถูกต้อง เที่ยงตรง คงความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด หากปราศจาก “ถ้อยธรรม” สภาไม่อาจเป็นสภา ยิ่งถ้อยคำนั้นเป็นเพียงลมปาก เหมือนฉากหนึ่งของละครที่เล่นให้ประชาชนดู สภาก็กลายเป็น “สภาปาหี่” “สภากำมะลอ” อย่างไรก็ตาม สภาควรเป็นสถานที่ผู้รู้ปัญหาบ้านเมืองมาร่วมประชุมอภิปรายเพื่อประโยชน์ของประชาชน มิใช่เพื่อประโยชน์ตนหรือเฉพาะคนบางกลุ่ม ขณะทำหน้าที่ประชุมอภิปรายกันอยู่นั้นควรวางความโลภ ความโกรธ ความหลงไว้ โดยเฉพาะ “ความโลภ” ต้องแขวนมันไว้นอกประตูเลยทีเดียว ไม่นำมาแสดงความละโมบให้เห็น มิฉะนั้น สภาเป็นที่ประชุมปราชญ์ อาจเป็นที่ชุมนุมเปรต เพราะต่างก็กระหายอยากยื้อแย่งผลประโยชน์กันอยู่
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๓ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤษภาคม 01, 2013, 04:53:59 am




พุทธคาถาที่ ๑๓

โอวเทยฺยานุสาเสยฺย
อสพฺภา จ นิวารเย
สตํ หิ โส ปิโย โหติ
... อสตํ โหติ อปฺปิโย ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๑๒/๒๕
ควรแนะนำพร่ำสอน
ห้ามจากธรรมของอสัตบุรุษ
คนนั้นเป็นที่รักของเหล่าสัตบุรุษ
แต่ไม่เป็นที่รักของพวกอสัตบุรุษ.
พึงกล่าวย้ำพร่ำสอนในทางถูก
เพื่อเพาะปลูกความดีเป็นศรีศักดิ์
คนชั่วคอยห้ามปรามอย่าถามทัก
คนดีรักชื่นชมนิยมพลัน
คนนั้นใกล้คนดีเป็นที่รัก
คนชั่วชักเคืองขุ่นมองหุนหัน
ไม่เคยชอบสักนิดเพราะผิดกัน
ก็อย่าหวั่นหวาดกลัวคนชั่วเลย ฯ

ถ้อยธรรม” แม้จะเป็นถ้อยคำที่ดีที่สุด เพราะมุ่ง “สารัตถะ” โดยถ่ายเดียว แต่ก็ไม่เป็นที่ชอบใจของฝ่ายอธรรม สำหรับฝ่ายอธรรมผู้ยืนอยู่คนละมุมกับธรรมะ เห็นธรรมเป็นเส้นขนาน ถ้อยธรรมจะเป็นที่เสียดแทงใจ เหมือนเป็นหนามยอกอก อดทนฟังไม่ได้ หากขาดความกล้าหาญไร้วิญญาณวีรชน เราคงไม่อาจพูดหรือแสดง เมื่อรู้ว่าฝ่ายอธรรมครองที่นั่งมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม คนพาลซึ่งอยู่ในฝ่ายอธรรมนั้น แม้จำนวนจะมากมายสักเพียงใด ท่านก็ไม่ถือเป็นประมาณ เพราะคำพูดของคนพาล ชมไม่ชื่อว่าชม ติไม่ชื่อว่าติ ท่านถือบัณฑิตเป็นประมาณ แม้จำนวนจะน้อยก็ตาม เพราะคำพูดของบัณฑิต ชมชื่อว่าชม ติชื่อว่าติ “ได้รับคำติจากบัณฑิตดีกว่าได้รับคำชมจากคนพาล” ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา บัณฑิตมองประโยชน์เป็นหลัก ความชอบใจไม่ชอบใจเป็นรอง ไม่มัวพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจกันอยู่ แม้รู้ดีว่าไม่เป็นที่ชอบใจ เมื่อกาลที่ควรแก่การกล่าวมาถึง จะไม่รีรอ บัณฑิตเปล่ง “ถ้อยธรรม” ออกทัดทานทันที ถ้อยธรรมที่ “ถูกต้อง” มักไม่เป็นที่ “ถูกใจ” ของคนพาล พวกเขาจะพากันโกรธเกลียดชังก็ไม่เป็นไร อย่ากลัว แสดงความกล้าหาญ “สวมวิญญาณวีรชน” กล่าวออกมาเถิด บัณฑิตท่านรอชื่นชมอยู่ คนพาลกำลังถอดนอตเสาไฟฟ้าแรงสูง เห็นอยู่ตำตายังปล่อยให้ทำตามชอบใจรึ
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๔ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤษภาคม 02, 2013, 06:23:16 am


พุทธคาถาที่ ๑๔

ธมฺมํ จเร สุจริตํ
น นํ ทุจฺจริตํ จเร
ธมฺมจารี สุขํ เสติ
... อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๘
ควรประพฤติธรรมให้สุจริต
ไม่ควรประพฤติให้ทุจริต
ผู้ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ
ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า.
ประพฤติธรรมสำคัญมั่นสุจริต
เพื่อให้จิตบริสุทธิ์ผุดผ่องผล
อย่าประพฤติทุจริตคิดพิกล
หรือฉ้อฉลขึ้นมามันน่าอาย
ประพฤติธรรมงดงามมีความสุข
พ้นผองทุกข์พาลภัยห่างไกลหาย
ทั้งโลกนี้โลกหน้าอำภาพราย
ความเลวร้ายหลบรี้หลีกหนีไกล ฯ

ผ้าขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์สะอาด ควรสวมใส่ ก่อนเดินอยู่บนเส้นทางประพฤติปฏิบัติธรรม ผ้าขาวคือส่วนร่วมสำคัญที่ทำให้ผู้สวมใส่ตระหนักว่า “ขณะนี้ตนเป็นผู้ปฏิบัติธรรมต้องสำรวมกิริยา” ทว่าผ้าขาวก็คลุมเฉพาะภายนอกทำให้ดูสะอาดตา แต่ไม่สามารถคลุมภายในทำให้สะอาดจิต หากใจของผู้สวมใส่สกปรก แท้ที่จริงการเดินอยู่บนเส้นทางธรรมมิได้เริ่มที่ “กายขาว” อย่างเดียว หากแต่เริ่มที่ “จิตขาว” ด้วย นั่นคือ “ความสุจริต” มิฉะนั้น คำถามเชิงครหาว่า “สวมชุดขาวทำไมจิตใจสกปรก” จะตามมา ผู้ปฏิบัติธรรมซ่อนเร้นความชั่วร้ายก็เท่ากับ “ซ่อนมีดอยู่ในผืนผ้าธรรม” ซึ่งน่ากลัวกว่าคนที่สวมชุดดำเสียอีก เพราะไม่รู้ว่าจะถูกชักออกมาเชือดเฉือนเมื่อไร จิตดวงร้ายมันซ่อนลึก ผู้ปฏิบัติธรรมต้องหมั่นสำรวจและรีบสลัดทิ้ง ก่อนจะถูกฉุดดึงลงสู่หุบเหวหายนะ อย่างไรก็ตาม ธรรมควรประพฤติด้วยความสุจริตเท่านั้น ประพฤติด้วยความทุจริตนิดเดียว แม้แต่ “คิดสร้างภาพ” ก็ไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะจะไม่เกิดผลคือความบริสุทธิ์เลย ธรรมที่ประพฤติด้วยความสุจริต จึงจะเกิดผลคือความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ร่มธรรมย่อมเกิดความร่มเย็น นำสังคมแห่งความสงบสุขมาให้ คนที่กายขาว จิตขาว มือใส ใจสะอาด ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ นี่แหละควรเลือกให้เป็นผู้ “ชักธงธรรมขึ้นสู่ยอดเสา”
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๕ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤษภาคม 03, 2013, 09:20:44 am




พุทธคาถาที่ ๑๕

ยถาปิ รหโท คมฺภีโร
วิปฺปสนฺโน อนาวิโล
เอวํ ธมฺมานิ สุตฺวาน
วิปฺปสีทนฺติ ปณฺฑิตา ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๑๒/๒๕
ห้วงน้ำลึกใสไม่ขุ่นมัว ฉันใด
บัณฑิตทั้งหลายฟังธรรม
ก็ผ่องใส ฉันนั้น.
แหล่งน้ำลึกไหลเรียบดูเงียบเฉย
ไม่ขุ่นเลยเขียวครามสายน้ำใส
ฝูงมัจฉาแหวกว่ายอยู่ภายใน
มองทีไรก็ระรื่นแช่มชื่นตา
เหมือนธรรมเพราะเหมาะฟังหากตั้งจิต
หมู่บัณฑิตร่วมสดับตรับหรรษา
เกิดปีติอิ่มเอมเปรมปรีดา
ดูดวงหน้างามวิไลผ่องใสจริง ฯ

คืนเดือนดับ กระแสไฟฟ้าถูกตัด ตกอยู่ในความมืดมิด “เทียนแท่งน้อย” ที่เรามองเมิน เมื่อถูกจุดขึ้นก็ส่องสว่าง “แสงเทียนสว่างตา” ช่วยทำลายความมืดมิด ยามทุกข์โศก มองทิศทางใดก็เศร้าสร้อย มืดแปดด้าน “ประทีปธรรม” ที่เราเมินเฉย เมื่อถูกจุดขึ้นก็ส่องสว่าง “แสงธรรมสว่างใจ” ช่วยทำลายความมืดมน คนส่วนมากก็มักเป็นกันเสียอย่างนี้ เข้าทำนองยามสุขไม่เคยนึกถึงพระถึงเจ้า แต่ยามทุกข์กลับนึกถึงพระถึงเจ้า เดินหน้าเศร้าเข้าวัด (พระเล่นตัวก็อย่าโทษท่าน) ธรรมมิใช่ “ยาย้อมใจ” ฟังเฉพาะยามทุกข์โศก แท้ที่จริงควรฟังกันทุกยาม ทั้งนี้ เพื่อให้จิตผ่องใส เกิดความเข้มแข็ง “สร้างภูมิคุ้มกัน” จึงจะต้านทานความทุกข์โศกได้ เพราะบางครั้งมันรุนแรงประดังเข้ามาชนิดตั้งตัวไม่ติด หากไม่คอยฟังธรรมเสริมพลังจิตไว้ ก็ถูกมันท่วมทับ ธรรมธารานั้นไหลเข้าโสตประสาททางหู แต่ความสำคัญอยู่ที่จิต หากฟังด้วยจิตขัดข้อง คอยจ้องจับผิด ก็สูญเปล่าจากสาระธรรม ไม่เกิดความผ่องใส ซ้ำร้ายได้บาป มิใช่บุญ สำหรับบัณฑิตจะเปิดใจฟังธรรม น้อมรับด้วยธรรมานุสารคล้อยตามธรรม ยินดีให้ธรรมธาราไหลเข้าสู่จิต จิตของบัณฑิตจึงเกิดแต่ความผ่องใส ความจริง ธรรมธารก็ไม่ต่างจากชลธารที่ใสสะอาด หลั่งไหลสู่ที่ใดก็มอบความชุ่มชื่นให้ที่นั้น ดูสิ ยังปิดกั้นไม่ยอมเปิดทาง
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๖ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤษภาคม 04, 2013, 04:00:43 am



พุทธคาถาที่ ๑๖

สุโข วิเวโก ตุฏฺฐสฺส
สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต
อพฺยาปชฺชํ สุขํ โลเก
ปาณภูเตสุ สญฺญโม ฯ
... ขุ. ธ. ๒๕/๕๑/๘๖
วิเวกเป็นสุขของผู้ยินดีที่ได้สดับธรรม
พิจารณาเห็นอยู่ ความไม่เบียดเบียนกัน
หมั่นสำรวมในสัตว์ทั้งหลายเป็นสุขในโลก.
ความราบเรียบเงียบสงบแสนสงัด
คนยินดีสัมผัสสุขหนักหนา
ได้ฟังธรรมซาบซึ้งตรึงอุรา
พิจารณาเห็นอยู่รู้ความจริง
ความไม่เบียดเบียนกันห้ำหั่นฆ่า
สำรวมกายวาจาในทุกสิ่ง
โลกนี้ร่มเย็นนักน่าพักพิง
อยู่เนานิ่งสงบสุขทุกคืนวัน ฯ

แม้ธรรมจะมิใช่ “ยาย้อมใจ” ก็ตาม แต่ท่านก็ถือเป็น “ยาวิเศษ” ขนานเอก เรียกว่า “ธรรมะโอสถ” สามารถเยียวยาได้ทั้งกายและใจ ระงับ “โรคกาย” “โรคจิต” โรคกายที่เรื้อรังจะทุเลาลง โรคจิตที่รุ่มร้อนจะสงบลง เมื่อปฏิบัติธรรมจนถึงระดับหนึ่ง ความจริง โรคทางกายไม่น่ากลัวเท่ากับโรคทางจิต โรคติดเชื้อทางกายไม่น่ากลัวเท่ากับโรคติดเชื้อทางจิต “โรคติดเชื้อโลภ โกรธ หลง” น่ากลัวอย่างยิ่ง มันมักกำเริบอยู่เรื่อยๆ เภสัชกรจะจ่ายยาขนานไหนก็ไม่สามารถระงับ ซ้ำร้ายมันยังลุกลามไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น ไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่า คนที่ฉกชิงวิ่งราวลักขโมยของคนอื่น เพราะเป็นโรคติดเชื้อโลภ คนที่เบียดเบียนทำร้ายคนอื่น เพราะเป็นโรคติดเชื้อโกรธ คนที่ลุ่มหลงเล่นการพนัน เสพยาเสพติด เพราะเป็นโรคติดเชื้อหลง ดูสิ “โรคจิต” แพร่ระบาดทั่วโลก โลกจะร่มเย็น สังคมจะสงบสุขได้อย่างไร เราคงต้องหันมาทบทวนธรรมกันใหม่ เริ่มด้วยการฟังธรรมและน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อระงับโรคร้ายนี้ มิฉะนั้น โลกจะวุ่นวาย สังคมจะเดือดร้อนอยู่ตลอด ฝนตกหนักครั้นขาดเม็ด กบอึ่งอ่างจับกลุ่มก่อหวอดร้องส่งเสียงดัง เพียงข้ามคืนพวกมันก็เงียบ ต่างจากคนลองได้รวมกลุ่มก่อหวอดก็สร้างความวุ่นวายไม่รู้เลิก จงอยู่เป็นสุขๆเถิด อย่าเบียดเบียนกันและกันเลย
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๗ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤษภาคม 08, 2013, 10:11:03 am




พุทธคาถาที่ ๑๗

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ
... ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๔/๖๓
ให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง
ยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง
ความสิ้นตัณหาชนะทุกข์ทั้งปวง.
ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งหมด
เฉพาะรสพระธรรมยิ่งฉ่ำหวาน
ชนะรสทั้งปวงชื่นดวงมาน
ตลอดกาลอย่าเปรียบเทียบอะไร
ความยินดีในธรรมชำนะนี่
ความยินดีทั้งหลายหายสงสัย
สิ้นตัณหาพาชนะเหนืออื่นใด
ทุกข์น้อยใหญ่ทั้งปวงหลุดร่วงลา ฯ

เราให้อาหารเป็นทานแก่ชายคนหนึ่ง เขาก็นำไปรับประทานจนอิ่มหนำ อาหารทำให้อิ่มท้องก็จริง แต่ไม่สามารถพลิกเปลี่ยนอะไรเลย หากชายคนนั้นเป็นคนโฉดก็ยังโฉดชั่วอยู่เหมือนเดิม ต่างจากการให้ธรรมเป็นทาน สามารถพลิกเปลี่ยนชะตาชีวิต จากคนชั่วเปลี่ยนกลับมาเป็นคนดี ยกตัวอย่างองคุลิมาลได้ยินพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสประทานว่า “เราหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด” พุทธดำรัสสั้นๆ นั้นถึงกับพลิกเปลี่ยนองคุลิมาล จากเดิมที่ตกอยู่ในมุมมืดก็ออกมายืนอยู่ในมุมสว่างทันที มองเห็นชัยชนะของธรรมหรือยังว่าน่าอัศจรรย์เพียงใด ธรรมนั้นล้ำค่ายิ่งกว่าอัญมณีเพชรพลอยทั้งสิ้น ผู้สามารถก้าวขึ้นไป “สวมมงกุฎธรรม” ก็กลายเป็น “พระธรรมราชา” ยิ่งใหญ่อยู่เหนือโลกทั้งสาม ทว่าคนส่วนมากมองไม่เห็นความสำคัญของธรรม ทั้งนี้ อาจเพราะธรรมเชื่องช้า คลานต้วมเตี้ยมเหมือนเต่า ไม่เห็นผลทันตา ต่างจากอธรรมมันช่างปราดเปรียวว่องไว ดูสิ การทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้ร่ำรวยเห็นผลทันตา คนหย่อนในธรรมมองไม่เห็นชัยชนะของธรรมก็หันหน้าเข้าหาอธรรม ยกฝ่ายอธรรมขึ้นเป็นใหญ่ ปล่อยให้ครองพื้นที่ ส่วนผู้หนักในธรรมย่อมไม่ยอมเสียพื้นที่ให้แก่อธรรมเลยสักนิด แม้สายน้ำฝ่ายอธรรมจะเชี่ยวกราก เพราะรู้ว่า “ตาชั่งธรรมเที่ยงตรง” “ธรรมะย่อมชนะอธรรม”
หัวข้อ: Re: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๑๘ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ พฤษภาคม 10, 2013, 12:31:34 am




พุทธคาถาที่ ๑๘

สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ
... เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ตสฺมา น หึเส ปรํ อตฺตกาโม ฯ
สํ. ส. ๑๕/๓๔๘/๑๐๙

ค้นหาด้วยจิตตลอดทิศทั้งหมด
ก็ไม่พบใครๆ ซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน
สัตว์เหล่าอื่นก็รักตนมากเหมือนกัน
ฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น.
ฃเสาะสืบค้นสิ่งใดทั่วใต้หล้า
รักยิ่งกว่าตัวตนพบหนไหน
ตนรักตัวของตัวยิ่งกว่าใคร
หาสิ่งใดมาเปรียบเทียบไม่มี
หมู่สัตว์ต่างรักตัวกลัวตายสิ้น
ห่วงชีวินอยู่มิวายหาหน่ายหนี
ย่อมรักตัวกว่าใครใครในปฐพี
รู้อย่างนี้อย่าบีฑาเข่นฆ่ากัน ฯ

ตั้งแต่แรกเกิด “หัวใจ” ก็ติดมาพร้อมกับร่างกายเราทุกคน หัวใจทุกดวงล้วนสูบฉีดเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย เลือดของคนอาจจะแตกต่างกัน บางคนเลือดร้อน บางคนเลือดเย็น แต่เลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างกายทุกคนเหมือนกัน นั่นคือ “เลือดรักตน” ซึ่งถูกสูบฉีดแรงกว่าเลือดทั้งหมด กล่าวกันว่าความผูกพันทางสายเลือดตัดกันไม่ขาด แต่ก็เกิด “สงครามสายเลือด” เปิดศึกรบกันถึงกับเข่นฆ่า สงครามสายเลือดเกิดขึ้นได้ ทว่าสงครามเลือดรักตนเกิดขึ้นไม่ได้ เอ๊ะ ถ้าว่าอย่างนั้นทำไมเกิดกรณีฆ่าตัวตายล่ะ เรื่องนี้มองให้ดี การฆ่าตัวตายมิได้เกิดเพราะความโลภต้องการแย่งชิงมรดกมาครอบครองเหมือนสงครามสายเลือด หากแต่เกิดเพราะความรักตน คนฆ่าตัวตายคือคนที่อดทนต่อความบีบคั้นของทุกข์ไม่ไหว อดกลั้นต่อปัญหาต่างๆ ที่มารุมเร้าไม่ไหว เขาไม่อยากเห็นตนต้องทนทุกข์ทรมาน ด้วยความรักตนจึงเห็นแก่ตัว “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” หนีเอาตัวรอด ตัวเรามองเห็นเลือดรักตนไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายตน แล้วมองเห็นเลือดรักตนไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายคนอื่น สัตว์อื่นๆ บ้างหรือเปล่า เราไม่อยากให้ใครกรีดเอาเลือดรักตนไปฉันใด คนอื่น สัตว์อื่นๆ ก็ไม่อยากให้ใครกรีดเอาเลือดรักตนไปฉันนั้นเหมือนกัน รู้ทั้งรู้ ยังเที่ยวเบียดเบียนคนอื่น บีฑาเข่นฆ่าสัตว์อื่นๆ อยู่รึ คนใจร้าย
หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๐ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 06, 2013, 05:22:53 am


เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถา ๒๐


โย ทณฺเฑน วิหึสติ
... อตฺตโน สุขเมสาโน
เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๐/๓๒

ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน
แต่กลับเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย
ซึ่งใคร่ความสุขด้วยอาชญา
ผู้นั้นละจากโลกนี้ไปย่อมไม่ได้ความสุข

เสาะหาสุขเพื่อตนคนนั้นเล่า
แต่กลับเฝ้าเบียดเบียนสัตว์กำจัดเสีย
ด้วยอาชญากระทำเหยียบย่ำเยีย
ทุกข์นัวเนียแน่นอนต้องร้อนรน
เสาะหาสุขทุกข์เกิดแก่สัตว์อื่น
จะแช่มชื่นอย่างไรเพราะใจหม่น
ละโลกนี้จากไปแสนไกลคน
ทุกข์ย่อมท้นท่วมทับอยู่ทรมาน ฯ

ความสุขสะอาดปราศจากการเบียดเบียนควรเกิดแก่มวลมนุษย์ ทว่าทำไมความสุขโหดร้ายละเลงด้วยเลือดจากการประหัตประหารเข่นฆ่าจึงเกิดขึ้น ไม่น่าเชื่อว่า ความสุขประเภทนี้ก็เกิดกับโลกสีน้ำเงินใบนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วในยุคล่าอาณานิคม ฝ่ายที่พร้อมด้วยศัตราอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ยกขบวนทัพมาข่มขู่บุกเข้าโจมตีฝ่ายที่ไร้ศัตราอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งมีเพียงหอก ดาบ ปืนไฟ ปืนแก๊ปอยู่ในมือ จะสู้รบปรบมืออย่างไรไหว เมื่อปืนกลรัวกระหน่ำยิง ต้องยอมพ่ายแพ้ศิโรราบ ฝ่ายที่ทรงแสนยานุภาพหมุน “กงล้ออาชญา” ออกไปบดขยี้ฝ่ายที่อ่อนแอกว่า เพื่อแผ่ขยายอาณา ได้สร้างบาดแผลที่แสนเจ็บปวดรวดร้าว นี่หรือคือชัยชนะ คือความสุข มันคือชัยชนะป่าเถื่อน คือความสุขของโจรชั่วร้ายใช่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้หน้าประวัติศาสตร์ของยุคล่าอาณานิคมจะปิดลงแล้ว แต่มันก็ติดเชื้อลุกลามมาถึงยุคปัจจุบัน การแสวงหาความสุขประเภทนี้ยังคงเกิดขึ้น “ความสุขสะใจ” จากการก่อหายนะให้แก่ศัตรูคู่แค้น “ความสุขรุนแรง” จากการก่อการร้าย สร้างภัยพิบัติให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ใครก็ตามที่กำลังเล่นอยู่กับสุขร้อนประเภทนี้จงระวังไว้ ถึงเวลามันย้อนศรตีกลับจะกลายเป็น “สุกเกรียมไหม้” ตามแผดเผาให้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสในโลกนี้ และโดยเฉพาะในโลกหน้า คือ “โลกนรก”
หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๑ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 06, 2013, 05:27:15 am




เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๑


ปรทุกฺขูปธาเนน
โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ
เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ
... เวรา โส น ปริมุจฺจติ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๑/๕๓

ผู้ใดปรารถนาความสุขเพื่อตน
ด้วยการเข้าไปตั้งความทุกข์ไว้ในผู้อื่น
ผู้นั้นเป็นคนระคนเกี่ยวข้องกับเวร
ในที่สุดก็หนีไม่พ้นเวร.

ปรารถนาความสุขทุกถ้วนหน้า
คนในหล้ารักสุขเกลียดทุกข์แน่
หากรักสุขเหตุไฉนไม่เหลียวแล
หยิบยื่นแต่ความทุกข์หาสุขใจ
ผู้ให้ทุกข์มากล้นแก่คนอื่น
จะขมขื่นเวรข้องมองเห็นไหม
มิอาจนำพาตนผ่านพ้นภัย
สุดท้ายไซร้เวรสนองต้องรับกรรม ฯ  

“ความสุข” คือความรู้สึกสบายเสวยส่วนตนที่ทุกคนล้วนต้องการ แม้จะเป็นความรู้สึกสบายเสวยส่วนตนไม่เกี่ยวกับคนอื่น แต่กระนั้นความสุขก็ถือเป็น “สมบัติกลางทางสังคม” ซึ่งควรเฉลี่ยให้ทั่วถึงกัน คิดดูสิว่า ถ้าเราทุกคนเห็นแก่ตัวตักตวงเอาความสุขแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น สังคมจะเกิดความเดือดร้อนเพียงใด เปรียบเหมือนความร่ำรวย คนคนหนึ่งเปิดช่องทางสร้างความร่ำรวยให้แก่ตน และเฉพาะพรรคพวกตน ปิดช่องทางคนอื่นๆ เสียหมด ก็เกิดภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” กลายเป็นว่าเป็นความสุขบนความเดือดร้อนของคนอื่น เป็นความร่ำรวยบนความยากจนของคนทั้งหลาย สำหรับเรื่องความสุขนี้ต้องระมัดระวัง เราไปเอารัดเอาเปรียบฉกฉวยมาจากคนอื่นหรือเปล่า ไปกดขี่ข่มเหงรังแกใครหรือไม่ และโดยเฉพาะความสุขที่เกิดจากการทำร้าย สร้างความเจ็บปวดขมขื่นให้แก่คนอื่น ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าลืมว่า ประทับตราอะไรก็ไม่ติดตรึงยาวนานเท่ากับ “ประทับตราความเจ็บปวด” คนที่ถูกประทับตราความเจ็บปวดจะไม่คิดพยาบาทอาฆาตหรือ “รอยแค้นไม่ลบเลือน” คนที่ก้าวขึ้นไปครอง “มรดกสุข” โดยเหยียบย่ำคนอื่น คิดหรือว่ายืนยาว ไม่ช้าก็ถูกฉุดกระชากลากลง เมื่อตกลงถึงพื้น รู้ใช่ไหมจะเกิดอะไรขึ้น รับรองได้ซึ้งกับวันพิเศษ “สหบาทา”
หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๒ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ สิงหาคม 07, 2013, 07:27:40 am



เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๒

อตฺตนา โจทยตฺตานํ
ปฏิมํเสตมตฺตนา
... โส อตฺตคุตฺโต สติมา
สุขํ ภิกฺขุ วิหาหิสิ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๔/๖๖

จงเตือนตนด้วยตนเอง
จงสงวนตนด้วยตนเอง
ภิกษุเอ๋ย เธอนั้นคุ้มครองตน
มีสติระลึกรู้จักอยู่เป็นสุข.

จงเตือนตัวของตนให้พ้นผิด
ตนเตือนจิตด้วยตนผลสนอง
สงวนตนไว้งามตามครรลอง
หมั่นคุ้มครองตนเถิดเกิดผลดี
ภิกษุเอ๋ย เธอนั้นหมั่นระลึก
ธรรมจงตรึกประจักษ์เป็นสักขี
เมื่อผ่านพ้นผองภัยปลอดไพรี
จะเปรมปรีดิ์อภิรมย์อยู่ร่มเย็น  

ภัยธรรมชาติ “สึนามิ” เกิดขึ้นครั้งใดก็คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก แต่ก่อนมันจะคร่าชีวิต หากเราได้รับแจ้ง “สัญญาณเตือนภัย” ล่วงหน้า และรีบขึ้นสู่ที่สูงก็รอดปลอดภัย ทว่าภัยธรรมชาติซึ่งถือเป็น “ภัยภายนอก” นั้น นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ไม่เหมือน “ภัยภายใน” คือความชั่วร้ายจากโลภ โกรธ หลง มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ภัยภายในนี้น่ากลัวยิ่งกว่าภัยภายนอก ภัยภายนอกเรายังมองเห็นตัวตนหลบหนีทัน แต่ภัยภายในมองไม่เห็นตัวตนเลย มิหนำซ้ำมันยังซ่อนเร้นแอบเล่นซ่อนหาโจมตี อย่างไรก็ตาม ภัยร้ายภายในก็ไม่ถึงกับปราศจากสัญญาณทีเดียว หากเราอบรมสติกันสักหน่อยก็พอจะรู้เท่าทัน และเอาตัวรอด ความสำคัญจึงอยู่ที่สติ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนผู้รู้คอยตักเตือน นอกจากความสำคัญจะอยู่ที่สติแล้ว ยังอยู่ที่ความ “สำรวมตน” “คุ้มครองตน” ด้วย โดยดึงตัวออกห่าง เมื่อรู้จักสำรวมตนคุ้มครองตนก็จะปลอดภัยจากภัยร้าย เหมือนสตรีรู้จัก “รักนวลสงวนนาง” ปลอดภัยจากการกล้ำกรายของบุรุษ เรามักจะได้รับการ “เตือนสติ” จากผู้ใหญ่ แต่ตัวเรากลับไม่ทำให้ “สติเตือนตน” โดยการอบรมสติ สร้าง “ปุ่มสติ” ภัยร้ายภายในเกิดขึ้นครั้งใด ก็ไม่ได้ยินสัญญาณเตือนจากปุ่มสติ ต้องถูกมันคุกคามอยู่ร่ำไป อยากรอดพ้นจากภัยร้ายภายในไหม สร้าง “ปุ่มสติ” สิ
หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถา ๒๓ - ๒๔ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กันยายน 14, 2013, 07:40:25 am



เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถา ๒๓


อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
โก หิ นาโถ ปโร สิยา...
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน
นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๖


ตนแลเป็นที่พึ่งของตน
คนอื่นไหนเล่าจะพึงเป็นที่พึ่งได้
จริงทีเดียวตนที่ฝึกดีแล้ว
ได้ที่พึ่งที่ได้ยาก.
ตนพึ่งตนนั่นแลจริงแท้นัก
ตนนั้นรักตนแท้แน่นอนกว่า
คนอื่นใดไหนเล่าเขาจะมา
ให้พึ่งพาพำนักอยู่พักพิง
ตนฝึกตนนั่นแลแน่ที่สุด
ไม่ยื้อยุดกับใครในทุกสิ่ง
ได้ที่หนึ่งพึ่งตนเห็นผลจริง
ได้เพริศพริ้งเพราะตนฝึกฝนดี ฯ  


สังคมแห่งการพึ่งพาถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จัดเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานกรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูล จริงอยู่ สังคมแบบนี้เป็นสังคมที่อบอุ่นน่าอยู่น่าอาศัย (ไม่แล้งน้ำใจ) ทว่าสมาชิกสังคมแต่ละคนก็ควรร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรมการพึ่งตน” “วัฒนธรรมการฝึกตน” ด้วย โดยยืนอยู่บนลำแข้งของตน พัฒนาศักยภาพเพิ่มสมรรถนะ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมมากยิ่งขึ้น มิใช่รู้ว่าพึ่งพากันได้แล้ว ก็คอย “ยืมจมูกเขาหายใจ” อะไรก็รอแต่คนอื่นมาทำให้ไม่รู้จักทำเอง กลายเป็นคน“น่าส่ายหน้า” คนเราพึ่งพาอาศัยกันได้ แต่มิใช่ทุกที่ทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่ละคนต้องช่วยตัวเองให้รอดวิกฤติ เพราะภาระเฉพาะหน้านั้นคือ“ตน” มิใช่ “คนอื่น” ยกตัวอย่างสถานการณ์เรือล่มผู้คนพากันลอยคออยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร ขณะนั้นใครช่วยใครไม่ได้ แต่ละคนต้องช่วยตนเอง สถานการณ์อย่างนี้ เกาะอะไรก็ไม่สู้ “เกาะตนเอง” คนที่ไม่ทำตนให้เป็นเกาะ (อตฺตทีปา) ด้วยการฝึกตนให้เข้มแข็งมาก่อน ก็ยากจะรอดชีวิต จมหายไปก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึง อย่างไรก็ตาม “ตนแลเป็นที่พึ่งของตน” ยังคงความจริงอยู่ทุกยุคสมัย รู้ใช่ไหมว่า นี้คือ “พระวจนะศักดิ์สิทธิ์” และศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เมื่อวันนั้นตัวเราโดดเดี่ยว หันหน้าพึ่งใครไม่ได้เลย




---------------------------------------------------------------------------------------------------




พุทธคาถา ๒๔

อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน
พหุนาปิ น หาปเย
อตฺตทตฺถมภิญฺญาย ...
สทตฺถปสุโต สิยา ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๗

ไม่ควรยังประโยชน์ตนให้เสื่อม
เพราะประโยชน์คนอื่นแม้มาก
รู้จักประโยชน์ตนแล้ว
ก็ควรขวนขวายเฉพาะประโยชน์ตน.
ประโยชน์ตนรักษาอย่าให้เสื่อม
ไม่ต้องเอื้อมประโยชน์ใดของใครเขา
แม้มากมายเพียงใดก็ไม่เอา
ประโยชน์เรานั้นแท้ดีแน่นอน
เมื่อรู้จักประโยชน์ตนหมั่นขวนขวาย
จงมุ่งหมายกระทำตามคำสอน
อย่าหลีกรี้หลบเลี่ยงเล่นเกี่ยงงอน
ควรรีบร้อนเร่งทำสำเร็จเร็ว ฯ  

ประโยชน์ตนประโยชน์คนอื่นล้วนเป็นเรื่องที่เราควรตระหนัก ทว่าถึงเวลาเลือกจริงๆ ประโยชน์ตนก็ต้องมาก่อน (ท่านเรียงไว้ลำดับแรก) เรื่องประโยชน์ตนนี้น่าพิจารณา มิใช่ท่านสอนให้เราเห็นแก่ตัวโดยไม่สนใจประโยชน์คนอื่นว่าจะเป็นอย่างไร หากแต่สอนให้เรารู้จักประโยชน์ที่สำเร็จเพราะตน เรียกว่า “ประโยชน์เฉพาะตน” หรือ “ประโยชน์ปัจจัตตัง” ซึ่งอาศัยตนทำเท่านั้น คนอื่นช่วยทำไม่ได้ ยกตัวอย่างการบรรลุธรรมถือเป็นเรื่องความเพียรเฉพาะตัว คนอื่นช่วยเพียรไม่ได้ หากผู้ปฏิบัติพากเพียรกระทั่งรู้ว่า “Today is my day.” วันนี้ฟ้าสว่างทางเปิดให้แก่เรา ท่านถึงกับบอกว่าประโยชน์คนอื่นจะสำคัญเพียงใดก็ไม่ต้องสนใจ เพราะหากฟ้ามืดทางปิด ประโยชน์เฉพาะตนซึ่งยอดเยี่ยมนี้จะหลุดลอยทันที ยากจะย้อนกลับคืน ไม่ต้องเอ่ยถึงขั้นบรรลุธรรม แม้แต่ขั้นสามัญธรรมดา เช่น เรียนหนังสือ ดูหนังสือ ก็เป็นเรื่องเฉพาะตนต้องเรียนเองดูเอง คนอื่นช่วยไม่ได้ อนึ่ง เรื่องประโยชน์ตนนี้ท่านสอนให้เรารู้จักจุดที่เหมาะสมของตน เพื่อ “ขีดวงจำกัดตน” รู้ “สงวนสิทธิ์ส่วนบุคคล” ไม่ “ก้าวล่วงล้ำเส้นใคร” ขวนขวายเฉพาะในกรอบขอบข่ายตน เหมือนนักกรีฑาวิ่งเฉพาะในลู่วิ่งตน ประโยชน์ตนอยู่ตรงหน้ารีบสางให้เสร็จนำเข้าสู่เส้นชัยโดยเร็ว ช่วงนี้สำคัญนัก ขอพักไม่พูดถึงเรื่องน้ำใจได้ไหม


หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๕ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กันยายน 14, 2013, 07:49:51 am



พุทธคาถาที่ ๒๕

อตฺตานเมว ปฐมํ
ปฏิรูเป นิเวสเย
อถญฺญมนุสาเสยฺย ...
น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๖

ควรยังตนนั่นแหละ
ให้ตั้งอยู่ในคุณสมควรก่อน
ต่อมาจึงค่อยพร่ำสอนคนอื่น
บัณฑิตไม่ควรเศร้าหมอง.
ควรทำตัวของตนให้พ้นผิด
ตั้งในกิจดีหนอพอเหมาะสม
ให้คนอื่นชื่นชิดคิดชื่นชม
เป็นปฐมทีเดียวเพื่อเหนี่ยวนำ
หากทำตนเศร้าหมองมิผ่องใส
หาระวังระไวไถลถลำ
สั่งสอนใครไหนเล่าเขาจะจำ
คงต้องช้ำเพราะตนนั้นหม่นมัว ฯ

ความประพฤติส่วนตัวขณะไม่ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวเฉพาะบุคคล มองผ่านไม่สนใจหยิบยกขึ้นมาตั้งเป็นประเด็น แต่ครั้นปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเมื่อไร ทางด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะด้าน “การสอนคน” “การนำคน” ซึ่งอยู่ในฐานะ “ครู” หรือ “นายก” ความประพฤติส่วนตัวจะถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งเป็นประเด็นทันที หากมันส่อเค้าไปในทางเสื่อมเสีย จึงถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียวที่ผู้คิดจะก้าวขึ้นไปอยู่ในฐานะ “ครู” ทำหน้าที่สอน หรือ “นายก” ทำหน้าที่นำมวลชน ต้องสำรวจตนเองเสียก่อนว่า “จุดด่างดำ” ติดอยู่ตามตัวมากน้อยขนาดไหน หากถึงกับเลอะเปรอะเปื้อน แม้แต่ตนเองก็ยังรับไม่ได้ คิดหรือว่าคนอื่นจะรับได้ เมื่อถูก “สอบสวนความประพฤติ” นำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน คงรู้สิว่า ทางรอดริบหรี่เต็มที ใครๆก็ไม่อยากเห็น “ธงเปื้อนคูถ” พลิ้วสะบัดอยู่บนยอดเสา มันต้องถูกชักลงแน่นอน ความจริง คำสอนที่ดีหรือแนวทางที่ดีๆ เราก็ไม่อยากปฏิเสธ แต่เราต้องการ “แบบอย่างที่ดี” มากกว่า ทั้งนี้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กระทำตาม คนเราลองไม่ศรัทธาเลื่อมใสผู้สอนเสียแล้ว ประตูใจก็ปิดทันที แม้คำสอนนั้นจะดีเพียงใดก็กระดอนกลับหมด บัดนี้รู้แล้วใช่ไหมว่า “ตนเปื้อนโคลนตม” ต้องล้างให้สะอาดก่อน อย่าอาสาไปล้างให้คนอื่น เขาเบือนหน้าหนีอยู่มองไม่เห็นรึ




หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๖ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กันยายน 17, 2013, 12:25:19 pm



พุทธคถา ๒๖


อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ...
ยถญฺญมนุสาสติ
สุทนฺโต วต ทเมถ
อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๖

หากทำตนให้เหมือนอย่างที่สั่งสอนคนอื่น
คนนั้นชื่อว่าฝึกตนเป็นคนฝึกดีแล้ว
ทราบว่าตนแลฝึกได้ยาก.
จะสั่งสอนใครใครอย่างไรเล่า
แต่ตัวเราสิมองเห็นเป็นไฉน
ทำเหมือนตนสั่งสอนก่อนปะไร
เพราะหากไม่ทำตามก็ทรามลง
ตนฝึกตนคนอื่นชมชื่นนัก
ควรตระหนักฝึกไว้มิให้หลง
ตนนั่นแหละฝึกยากหากปล่อยปลง
รู้แล้วจงฝึกฝนตนจริงจริง ฯ
 
“ยถาวาที ตถาการี พูดอย่างไรทำอย่างนั้น” คือถ้อยคำแสดงถึงความจริงจังหนักแน่น ผู้ที่ยึดถือถ้อยคำนี้เป็นคติธรรมประจำใจจะได้รับความเชื่อถือจากประชาชน เมื่อถึงคราวเลือกให้ทำหน้าที่สำคัญก็ได้รับเลือกก่อน เพราะเชื่อว่า “แนวทางพรางลวง” “นโยบายเพ้อฝัน” จะไม่เกิดขึ้น เขารับผิดชอบคำพูด แนวทางที่ออกจากปากเขาย่อมนำไปสู่การกระทำสำเร็จ คนเราควรตระหนักเรื่องนี้กันให้มาก จะพูดหรือรับปากใคร ควรพิจารณาก่อนว่า ตนทำได้จริงหรือเปล่า มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนเหลาะแหละ ได้ชื่อว่า “เด็กเลี้ยงแกะ” ไป อนึ่ง เรื่องนี้ ท่านบอกผ่านมายังพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ คือ “คุณครู” ผู้สอนเด็กว่า ควรทำตัวเป็นตัวอย่าง มิใช่คนรับจ้างสอนศีลธรรม คิดดูสิ ขณะคุณครูสอนเด็กห้ามมิให้ดื่มสุรา ชี้โทษอย่างนั้นอย่างนี้ แต่กลิ่นสุราจากตัวคุณครูกลับโชยมาเตะจมูกเด็ก คำสอนกับการกระทำเดินสวนทางกัน เด็กจะยอมเชื่อหรือ จะแก้ตัวว่า “อย่าเอาอย่างตามที่ฉันทำ จงเชื่อตามคำที่ฉันสอน” มันดูกระไร อยากให้เด็กดีต้องทำดีให้เด็กดู อย่าลืม “หนึ่งตัวอย่างดีกว่าพันคำสอน” อย่างไรก็ตาม ต้องย้อนกลับมาที่ตัวเรา เราต้องฝึกทำตามคำที่ตนสอนให้ดีเสียก่อน เมื่อฝึกทำตามจนมั่นใจว่าตนเป็นตัวอย่างดีได้แล้ว จึงค่อยไปสอนคนอื่น ประเดี๋ยวจะถูกตำหนิว่า “พูดดีแต่ทำไม่ได้”
หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๗ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กันยายน 17, 2013, 12:31:35 pm



พุทธคาถาที่ ๒๗

สุกรานิ อสาธูนิ ...
อตฺตโน อหิตานิ จ
ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ
ตํ เว ปรมทุกฺกรํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๗

กรรมไม่ดีไม่เป็นประโยชน์
กรรมนั้นทำได้ง่าย
ส่วนกรรมใดดีเป็นประโยชน์
กรรมนั้นกลับทำได้ยากยิ่ง.
กรรมดูมัวหม่นไหม้ไร้ประโยชน์
ก่อเกิดโทษเศร้าหมองตนมองเห็น
ช่างทำง่ายดายนักไม่ยากเย็น
เพราะมันเป็นกรรมชั่วยั่วยุคน
ส่วนกรรมดูดีเลิศไม่เกิดโทษ
มองเห็นเป็นประโยชน์โสตถิผล
กลับยิ่งทำลำบากยากเหลือทน
เพราะต้องหมั่นฝึกฝนฝืนตนทำ ฯ

กรรมดีกรรมชั่วนั้นแยกออกจากกัน เหมือนคนหนึ่งสวมชุดขาว อีกคนหนึ่งสวมชุดดำ เดินขึ้นเวทีไปยืนอยู่คนละมุม ไม่ร่วมสังฆกรรม “เกลือไม่อาจหวาน น้ำตาลไม่อาจเค็ม” น้ำตาลให้รสหวาน เกลือให้รสเค็มฉันใด กรรมดีก็ให้ผลสุขเย็น กรรมชั่วก็ให้ผลทุกข์ร้อนฉันนั้น รู้ทั้งรู้ แต่ทำไมคนเราชอบทำกรรมชั่วมากกว่ากรรมดี อาจเพราะผลกรรมดีกรรมชั่วซึ่งเปรียบเป็นรสชาติแตกต่างกัน กรรมดีออกรสชาติจืดชืดเหมือนแกงจืด กรรมชั่วออกรสชาติเผ็ดร้อนเหมือนต้มยำ คนส่วนมากจึงชอบต้มยำมากกว่าแกงจืด เคยมองเห็นกันบ้างไหม “ความชั่วเสน่ห์แรง” มันโปรยเสน่ห์เมื่อไร คนจะหลงเสน่ห์มันทันที ลองได้ทำกรรมชั่วครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องตามมาด้วยครั้งสองครั้งสามแน่นอน ระวังเถอะ จะถูกมันประทับ “ตราบาป” เป็น “รอยชั่ว” ที่ไม่ลบเลือน ความจริง จะโทษว่ามันเสน่ห์แรงเสียทีเดียวก็ไม่ถูก ต้องโทษจิตใจของคนเรามากกว่า จิตใจคนเรายังเป็นปุถุชนพอกหนาด้วยกิเลสอยู่ การทำกรรมชั่วสอดคล้องกับความต้องการของกิเลส ส่วนการทำกรรมดีเดินสวนทางกับกิเลส เหมือนพายเรือทวนน้ำ กรรมชั่วจึงทำได้ง่าย กรรมดีจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม แม้กรรมดีจะทำแสนยากก็ต้องฝืนใจทำ เพราะให้ผลคือความสุข ชอบสบายพายเรือตามน้ำ มันพาไหลลิ่วลงทะเลนรก ไม่เห็นรึ



หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๙ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์
เริ่มหัวข้อโดย: ยาใจ ที่ กันยายน 18, 2013, 04:17:35 pm


พุทธคาถา ๒๙

นตฺถิ โลเก รโห นาม
ปาปกมฺมํ ปกุพฺพโต...
อตฺตา เต ปุริส ชานาติ
สจฺจํ วา ยทิ วา มุสา ฯ
อง. ติ. ๒๐/๔๗๙/๑๘๙

ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก
สำหรับผู้ทำบาปกรรม
นี่พ่อหนุ่ม จริงหรือเท็จ
ตัวเธอเองรู้ดี.
ชื่อว่าความลับไม่มีในโลก
ความโสโครกกรรมชั่วที่มัวหมอง
ซุกซ่อนเร้นอย่างไรมิใฝ่ปอง
ตนนั้นต้องรู้แน่อยู่แก่ใจ
จะจริงเท็จอย่างไรคนไม่ทราบ
แต่เป็นบาปตนรู้อยู่ใช่ไหม
รีบปิดบังอำพรางทิ้งวางไว
สุดท้ายไซร้กรรมชั่วเผยตัวเอง ฯ  

ของสิ่งหนึ่งถูกซุกซ่อนอยู่ในซอกหลืบปกปิดมิดชิด ผู้คนพากันค้นหาสักเท่าไรก็ไม่เจอ ใครๆ ไม่รู้ว่ามันซุกซ่อนอยู่ตรงไหน แต่คนคนหนึ่งย่อมรู้และรู้เป็นอย่างดี นั่นคือคนแอบนำมันไปซ่อน เปรียบเหมือนกรรมที่คนเรากระทำโดยเฉพาะกรรรมชั่ว จะทำในที่ลับหูลับตาเพียงใด ปิดบังอำพรางซ่อนเร้น ใครๆ ไม่รู้ไม่เห็น แต่คนที่รู้เห็นและรู้เห็นเป็นอย่างดีก็คือคนทำ ความจริงหนีความจริงไม่พ้น ความเท็จก็หนีความเท็จไม่พ้น สักวันหนึ่งทองเทียมจะเปิดเผยตัวมันเอง มิใช่กาลเวลามาช่วยเปิดเผย ตัวมันเองนั่นแหละที่ทนหลอกสายตาผู้คนไม่ไหว เฉกเช่นกัน คนที่กระทำกรรมชั่ว แม้จะปกปิดซ่อนเร้นเพียงใด ในที่สุดก็ต้องสารภาพผิด เพราะทนกำ “เผือกร้อน” ต่อไปไม่ไหว และแล้วกรรมชั่วก็เปิดเผยตัวมันเอง รู้หรือเปล่า “ความชั่วมันชอบโชว์” มันหลบอยู่หลังเวทีได้ไม่นาน ต้องออกมาเดินฉุยฉาย เราทำความดีมิให้ใครเห็น “ปิดทองหลังพระ” ได้ แต่จะทำความชั่วมิให้ใครเห็นไม่ได้ “กองคูถหน้ากุฏิพระ” แม้จะกลบปิดมิดชิดเพียงใด กลิ่นเหม็นก็โชยออกมา ขึ้นชื่อว่า“โทษ” จะกดเหยียบไว้อย่างไรก็เอาไม่อยู่มันย่อมเล็ดลอดออกมา จะทำกรรมชั่วแล้วปิดเป็นความลับ คิดผิดชัดๆ แม้คนอื่นไม่รู้ แต่ตัวเองนั่นแหละรู้ กรรมชั่วปิดเป็นความลับรับรองไม่รอด เพราะถ้าไม่เปิดเผยอกมันจะแตกตาย