ผู้เขียน หัวข้อ: วางได้จึงไปดี - พระไพศาล วิสาโล  (อ่าน 2002 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
วางได้จึงไปดี - พระไพศาล วิสาโล
« เมื่อ: มีนาคม 24, 2013, 05:46:12 pm »
วางได้จึงไปดี - พระไพศาล วิสาโล

ทุกวันยายจะตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ หลังจากสวดมนต์ และทำกิจส่วนตัวเสร็จ
ก็จะออกมาเตรียมอาหารใส่บาตร โดยมีลูกสาวช่วยอีกแรง

     วันหนึ่งหลานสาว ซึ่งต้องออกไปทำงานก่อนฟ้าสางสังเกตว่า
ตีห้าครึ่งแล้ว ยายยังไม่ออกมาเตรียมอาหารเหมือนเคย มีแต่แม่ทำงาน
อยู่ในครัวคนเดียว จึงมาเคาะประตูห้องยาย พร้อมกับถามว่า
 “ยายจ๋า ไม่ใส่บาตรเหรอ”

     ยายตอบด้วยน้ำเสียงแจ่มใสวา
      “วันนี้ไม่ใส่หรอก เดี๋ยวยาจะนั่งสมาธิต่อสักหน่อย”

     หลานสาวถามต่อว่า “งั้นหนูไปทำงานนะ ยายจะเอาอะไรไหม”

     ยายตอบว่า “ไปเหอะ ยายไม่เอาอะไรอีกแล้ว”

     จนสาย ยายก็ยังไม่ออกมาจากห้อง ลูกสาวรู้สึกผิดสังเกต จึงทั้งเรียก
ทั้งเคาะประตูห้องอยู่นาน แต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงไปเรียกคนมาช่วยงัด
ประตูห้องเข้าไป ภาพที่ปรากฏก็คือ ยายนุ่งขาวห่มขาวหลังพิงฝาอยู่ในท่า
นั่งสมาธิ ดวงตาปิด มีรอยยิ้มน้อยๆ คล้ายๆ คนนั่งหลับ แต่พอมีคนมาแตะตัว
ร่างของยายก็เอียงกะเท่เร่ลงมา ถึงตอนนั้นทุกคนจึงรู้ว่ายายหมดลมแล้ว

     ยายจากไปอย่างสงบ และดูเหมือนจะรู้ตัวล่วงหน้าด้วย ว่าจะจากไป
ในเช้าวันนั้น จึงนุ่งขาวห่มขาวและเลือกที่จะทำจิตให้สงบ แทนที่จะออกไป
ใส่บาตรเหมือนเคย ธรรมดาคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ย่อมอยากให้คนรัก
หรือลูกหลานอยู่ใกล้ ๆ เพื่อเป็นกำลังใจ แต่ยายกลับปรารถนาที่จะอยู่ลำพัง
ใช้เวลาที่เหลืออยู่ กับการสวดมนต์ รำลึกถึงพระรัตนตรัย และนั่งสมาธิ

     คนที่จะทำเช่นนี้ได้ ย่อมไม่อาลัยในชีวิต และไม่กลัวความตาย ทั้งนี้
เพราะเชื่อมั่นว่าได้ทำความดีมาโดยตลอด และได้ใช้ชีวิตอย่างมีประโยชน์
คุ้มค่ากับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ จึงแน่ใจว่า มีสุขคติเป็นเบื้องหน้า
ขณะเดียวกัน ก็มั่นใจว่า หน้าที่ที่สมควรทำ ก็ทำเสร็จสิ้นแล้ว จึงหมดห่วง
ไร้กังวล ดังนั้นจึงพร้อมที่จะจากไปอย่างเงียบๆ โดยไม่จำเป็นต้องสั่งเสีย
หรือล่ำลาลูกหลาน

     คนทั่วไปนั้นเมื่อใกล้จะตายมักทำใจไม่ได้ พยายามดิ้นรนต่อสู้กับ
พญามัจจุราช เพราะกลัวว่าตายแล้วจะไปอบาย เนื่องจากไม่สนใจสร้าง
บุญกุศล หรือทำบาปเป็นอาจิณ หาไม่ก็นึกเสียใจ ที่ยังไม่ได้ทำอะไรอีก
มากมายที่สมควรทำ ความห่วงกังวลและความรู้สึกผิด ติดค้างใจ จึงรบกวน
จิตใจ ทำให้กระสับกระส่าย ใช่แต่เท่านั้น เป็นเพราะยึดติด หวงแหนสิ่งต่างๆ
อย่างเหนียวแน่นมาทั้งชีวิต เมื่อรู้แน่ว่า จะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้น
ไปหมด จึงไม่สามารถยอมรับความตายได้ แต่ยิ่งดิ้นรน ต่อสู้ความตาย
มากเท่าไร ก็ยิ่งทุรนทุรายมากเท่านั้น

      นอกจากการทำความดี ละเว้นความชั่วแล้ว เราจะตายอย่างสงบได้
ก็ต่อเมื่อรู้จักปล่อยวางด้วย ไม่ว่าทรัพย์สมบัติ อำนาจ ชื่อเสียงเกียรติยศ
ตลอดจนลูกหลาน ไม่เว้นแม้กระทั่งร่างกาย ที่ยึดว่าเป็นตัวตน แต่ถ้าจะรอ
ปล่อยวางเมื่อใกล้ตาย ก็นับว่าเป็นความประมาทอย่างยิ่ง

       จึงควรฝึก ปล่อยวาง ตั้งแต่ยังสุขสบายดีอยู่ ด้วยการให้ ทาน
ซึ่งเป็นการสละสิ่งที่ง่ายที่สุด คือเงินทองของนอกตัว ตามมาด้วยการ
รักษาศีล อันเป็นการฝึกลดละความเห็นแก่ตัว โดยคำนึงถึงประโยชน์
ของผู้อื่น และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ หมกมุ่นในกามสุข

     แต่เท่านั้นยังไม่พอ จำเป็นต้อง บำเพ็ญภาวนา คือฝึกฝนจิตใจ นอกจาก
เพื่อสละความรู้สึกนึกคิดที่เป็นอกุศล หรือทำให้จิตใจรุ่มร้อนเศร้าหมองแล้ว
ที่สำคัญก็คือ เพื่อให้มีปัญญาเห็นความจริงว่า

      สิ่งทั้งปวงนั้น ไม่จีรังยั่งยืน (อนิจจัง) เจือไปด้วยทุกข์ ไม่เคยทำให้เกิด
ความพอใจได้อย่างแท้จริง (ทุกขัง) และไม่สามารถยึดมั่นเป็นตัวเราของเรา
ได้อย่างแท้จริง (อนัตตา) ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ดังกล่าว จะทำให้
จิตใจสามารถวางสิ่งทั้งหลายได้ ไม่ตกเป็นทาสของมัน รวมทั้ง
ชื่อเสียงเกียรติยศ บริษัทบริวาร ลูกหลาน คนรัก และความสำเร็จทั้งปวง

     ปล่อยวางในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งไม่ไยดี หรือไม่รับผิดชอบ
หากหมายถึงการมีจิตใจเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านั้น แม้ยังเกี่ยวข้องอยู่
แต่ก็ไม่สยบมัวเมาในสิ่งเหล่านั้น รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งแก่ตนเอง
และส่วนรวมตามควรแก่กรณี แต่เมื่อถึงเวลาพลัดพรากจากกัน ก็ไม่
หวงแหนติดยึด หรือเศร้าโศกเสียใจ

     แม้ปุถุชนคนทั่วไป ยากที่จะมีปัญญา ถึงขั้นปล่อยวางสิ่งทั้งปวงได้
อย่างแท้จริง แต่การดำเนินชีวิตโดยหมั่นให้ทาน รักษาศีล และบำเพ็ญ
ภาวนาอยู่เสมอ ย่อมช่วยให้จิตใจปล่อยวางสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้มากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ความสุขเพิ่มขึ้น ทั้งๆที่ทรัพย์สมบัติอาจจะลดลง
เป็นความสุขจากจิต ที่สงบเย็นและจากความสัมพันธ์ที่ร่มรื่นกับผู้อื่น
ช่วยให้ชีวิตโปร่ง โล่งเบาสบายอย่างแท้จริง และเมื่อถึงคราว
ละจากโลกนี้ไป ก็สามารถจากไปได้อย่างสงบ เพราะไม่หวงแหนอะไร
และไม่คิดจะเอาอะไรอีกแล้ว

     เช้าวันที่ยายจะจากไป ประโยคสุดท้ายที่ยายตอบหลาน ก็คือ
“ยายไม่เอาอะไรอีกแล้ว” ข้อความนี้มีนัยลึกซึ้งมาก เพราะเป็นคำพูด
ที่ออกมาจากใจของผู้ที่ปล่อยวางทุกอย่างแล้วเท่านั้น
จึงพร้อมจะตายอย่างสงบ

     ใช่หรือไม่ว่า ต่อเมื่อเราสามารถพูดประโยคนี้ได้ จากกันบึ้งของหัวใจ
จึงจะพร้อมรับความตายได้ด้วยใจอันสงบ


วางได้จึงไปดี - พระไพศาล วิสาโล
ที่มา เว็บชมรมกัลยาณธรรม