ผู้เขียน หัวข้อ: ลงทุนแบบ..พระพุทธเจ้า - ท่านว.วชิรเมธี  (อ่าน 1870 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
ลงทุนแบบ..พระพุทธเจ้า - ท่านว.วชิรเมธี

ขอบคุณความ 'ผิดพลาด' ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม ขอบคุณความ 'ไม่รู้'
ทำให้รู้จักครู ชื่อประสบการณ์ การลงทุนทางโลก-ทางพุทธ

หน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนาดำเนินไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตตยาลัย
มีนัดหมายกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek แม้การลงทุนตามแนวทาง
ของพระพุทธเจ้า จะไม่ใช่หัวข้อหลักแห่งเจตนาที่เรามากราบ
ขอความกระจ่าง แต่พระอาจารย์ก็ให้ความสว่างตอบได้ฉะฉาน
โดยประยุกต์พระคัมภีร์เข้ากับภูมิรู้ร่วมสมัย อีกทั้งใช้ภาษาที่แม้แต่คน
ที่รู้เรื่องพระพุทธศาสนาเพียงผิวเผิน ก็ตื่นรู้ได้

"พระยุคใหม่ต้องปรับพระพุทธศาสนา ให้ร่วมสมัยถึงจะอยู่ร่วมกับ
สังคมไทยต่อไปได้ อาตมาเรียกว่าจุดยืนเดิมแต่บนบริบทใหม่
มิเช่นนั้นพระจะอยู่อย่างมีตัวตนแต่ไม่มีความหมาย" ท่านว่า

ทุกๆ วันท่าน ว.วชิรเมธี จะอ่านหนังสือพิมพ์วันละ 6-7 ฉบับ
ท่านบอกว่าวิถีชีวิตประจำวันเราต้องตามให้ทันการเปลี่ยนแปลง
ถ้าเราไม่ศึกษาหาความรู้เราก็ ไม่มีเครื่องมือมาอธิบายชีวิต ชีวิตคนเรา
อย่ามีแต่ความรู้ ต้องมีความลึก สิ่งที่อาตมาทำเรียกว่าการเผยแผ่
ศาสนา "เชิงรุก" ให้ทั้งความรู้และความลึก

ในทางพุทธศาสนามีคำว่า
เศรษฐศาสตร์แนวพุทธ หรือ ธัมมิกเศรษฐศาสตร์
หรือ Buddhist Economics มีมั้ย! คำว่า Buddhist Investment...??
เราถามท่าน

"มี" ท่านว่า ค้นดูก็พบว่ามีการปรับใช้ หลักโภควิภาค 4 ในทางพระพุทธศาสนา
คือการใช้จ่ายทรัพย์โดยจัดสรรเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1 ส่วน ใช้จ่ายเลี้ยงตัวเอง
และทำประโยชน์ 2 ส่วน ใช้ลงทุนประกอบการงาน อีก 1 ส่วน เก็บไว้ใช้ใน
คราวจำเป็น

ท่าน ว.วชิรเมธี ไม่ได้พูดถึงหลักโภควิภาค 4 ตรงๆ แต่ได้เกริ่นนำด้วย
คุณสมบัติ ของนักลงทุนที่ดี 3 ประการ
 
ท่านว่าต้องมี
 
1. จักขุมา คือ วิสัยทัศน์ ต้องมีสายตาที่ยาวไกลเป็นคนมองการณ์ไกล
2. วิธุโร เป็นนักบริหารจัดการที่ดีและมีความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ
ซึ่งรวมความถึง ต้องมีธรรมาภิบาลด้วย
3. นิสสยสัมปันโน ต้องมีกัลยาณมิตรเกื้อกูลอุปถัมภ์ ภาษาสมัยใหม่
เรียกว่าต้องมี    กู้ดคอนเนคชั่น ถ้าไม่มีคอนเนคชั่นจะทำมาค้าขาย
กับใครได้ล่ะ..ใช่มั้ย!
 
   พระพุทธเจ้าตรัสว่าต้องมีคุณสมบัติ 3 อย่างนี้ถึงจะเป็นนักลงทุนที่ดีได้

   ทีนี้มาพูดถึงการบริหารจัดการเรื่องการเงินบ้าง
นี่มาถึงหลักพุทธเศรษฐศาสตร์แล้วนะ
ถ้าเราได้เงินมาแล้ว จะบริหารจัดการยังไง!
     
ในทางพระพุทธศาสนาแนะนำว่า...

1. เก็บเป็นเงิน สำรองคงคลัง
สำหรับความมั่นคงให้ชีวิตยามเจ็บป่วย ยามฉุกเฉิน
2. ใช้เงินนั้น มาซื้ออาหารการกินเครื่องอุปโภคบริโภค
จับจ่ายใช้สอยเพื่อดูแลตัวเอง และบุคคลอันเป็นที่รักให้ กินอิ่มนอนอุ่น
3. นำเงินนั้นไปลงทุนในลักษณะ เงินต่อเงิน
4. เสียภาษีท่านใช้คำว่า "ราชพลี" (ทำเพื่อสังคม) เมื่อเราได้ผลประโยชน์
จากผืนแผ่นดินนี้ก็ต้องแบ่งปันให้กับแผ่นดิน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้มา
คุณเป็นหนี้บุญคุณประเทศนี้ทั้งนั้น
5. บำรุงสมณะชีพราหมณ์นักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ที่เป็น
เสาหลักในทางธรรม ในทางสติปัญญาให้กับคนในสังคม

"นี่คือหลักการใช้เงินของพระพุทธเจ้า ห้าข้อนี้ไม่มีทางล้าสมัย
ถ้าทำได้ชีวิตจะมีแต่เป็นสุข"

พระอาจารย์ไขปริศนาธรรมเรื่องการลงทุนต่อไปว่า ในโลกความเป็นจริง
ถ้าเรามีเงินก้อนหนึ่งเราก็ต้องฝากแบงก์ พระพุทธเจ้าแนะนำว่าต้องเอาเงิน
มาสร้างความมั่นคงก่อน และแบ่งส่วนหนึ่งมากินมาใช้ครอบครัวต้องกินอิ่ม
นอนอุ่นตรงนี้สำคัญ

ท่านบอกว่ามีเงินให้เอามาใช้เพราะเงินเป็น "ปัจจัย" ไม่ใช่ "เป้าหมาย"
เพราะฉะนั้นมีเงินต้องใช้เงิน เงินอีกส่วนหนึ่งให้เอาไปทำธุรกิจหรือลงทุน
ทำให้มัน "งอกเงย"

วัฏจักรของการลงทุนก็คือวัฏจักรของการเวียนว่ายแห่งชีวิต
พระอาจารย์ อธิบายเรื่องการหากำไรในทางพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องผิด
ขออย่างเดียวให้มันเป็นสัมมาอาชีพ ไม่ทำให้ผู้อื่นมีความทุกข์
หรือทำกำไรบนความเดือดร้อนของผู้อื่นอันนี้รับไม่ได้
หลักในการทำธุรกิจในทางพระพุทธศาสนาได้ให้ไว้สั้นๆ คือ
ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ถ้าหากินโดยสุจริตก็ขึ้นชื่อว่า
เป็นนักธุรกิจที่ดีได้

คำว่า ไม่เบียดเบียนตน หมายความว่า คุณต้องเป็นนักธุรกิจหรือนักลงทุนที่ดี
และเป็นมนุษย์ที่ดี คุณทำมาหากินไป สุขภาพคุณต้องดี ถ้าคุณประสบ
ความสำเร็จแต่ชีวิตเครียดจัด คนในครอบครัวไม่พูดหากัน ต้องกินยานอนหลับ
ทุกคืน อันนี้เรียกว่าเบียดเบียนตัวเอง

คำว่า เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนสังคม อาชีพของคุณต้องไม่ทำ
ให้สังคมเสียหาย เอาเปรียบคนอื่น มัวเมาสังคม ทำให้คนเป็นทาสสุรา
ยาเสพติด ทำให้คนในสังคมมีค่านิยมที่ผิดๆ แล้วถ้าคุณได้เงินมา
จากการคอร์รัปชัน เหล่านี้คือการเบียดเบียนสังคม
 
ถ้าคุณไม่เบียดเบียนตน และไม่เบียดเบียนสังคม
คุณจะเป็นนักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

"นักลงทุนหรือนักธุรกิจที่ดีจะต้อง "เจริญสติ" (ระลึกรู้ในสิ่งที่ทำ)
อยู่เสมอ ถ้าคุณไม่เจริญสติอยู่เสมอคุณอาจจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบ
ความสำเร็จแต่คุณจะเป็นมนุษย์ที่ล้มเหลว"

พระพุทธศาสนาบอกว่า "การลงทุนมนุษย์" เป็นการลงทุน สูงที่สุด
และสำคัญที่สุด

ยกตัวอย่าง
ถ้าคุณมีลูก

1. ต้องห้ามปรามจากความชั่ว 2. สั่งสอนให้เขาเป็นคนดี
3. ให้ศึกษาหาความรู้ 4. ดูแลให้เขาเลือกคู่ครองที่ดี
5. เมื่อถึงเวลาให้เขียนพินัยกรรมมอบมรดกให้ถูกต้อง
นี่คือการลงทุนมนุษย์


"ในทางพุทธศาสนาเน้นมากว่า ก่อนที่จะลงทุนทำธุรกิจใดๆ
ให้ลงทุนในตัวมนุษย์ให้ได้เสียก่อน ถ้ามีคนคุณภาพก็จะมีธุรกิจ
ที่มีคุณภาพ แต่ถ้าคุณไม่มีคนที่มีคุณภาพก็จะไม่สามารถ
สร้างธุรกิจที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ ฉะนั้นการลงทุนในทาง
พุทธศาสนาจึงเริ่มต้นที่การลงทุนในตัวมนุษย์ก่อน
ถามว่ามนุษย์คนไหนล่ะ! มนุษย์คนแรกที่จะต้องถูกลงทุนก่อนคือ..ตัวเราเอง"

ท่าน ว.วชิรเมธี ยกคำให้ฟังว่า ถ้าเราสร้างตึก 10 ชั้น ผ่านไป 10 ปี
ตึกนี้ก็ยังสูง 10 ชั้นเหมือนเดิม แต่การลงทุนให้ความรู้เราส่งลูกไปเรียน
ต่างประเทศ 10 ปี เขาอาจจะกลับมาพร้อมกับธุรกิจหมื่นล้านก็ได้ใครจะรู้
คนนั้นมีพัฒนาการแต่วัตถุนั้นอยู่แค่ไหนก็หยุดนิ่งอยู่แค่นั้น การลงทุนที่ดีที่สุด
ก็คือ การลงทุนพัฒนา (คน) มนุษย์ ลงทุนดีก็เป็นมนุษย์ที่ดี ถ้าลงทุนไม่ดี
ก็เป็นมนุษย์ที่แย่ ในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญมากกับ

 "ทุนมนุษย์" คำว่า "ทุน" ที่จริงอย่าไปมองแค่ "เงิน"
มองแค่นี้ มันจะทำให้ชีวิตเรา แคบ และไม่ลึก
 

หลักการลงทุนสูตรพระพุทธเจ้านอกจากไม่ล้าสมัยแล้ว
ยังเปิดกว้างและร่วมสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ!!

เรา "ตื่นรู้" ขึ้นมาอีกนิด ขณะที่ ท่าน ว.วชิรเมธี ยังคงทำหน้าที่
เผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของท่านต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และไม่รู้เหน็ดเหนื่อยด้วยรอยยิ้ม แห่งธรรมและศรัทธาอันแรงกล้า


ลงทุนแบบ..พระพุทธเจ้า
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)
ที่มา  เว็บพลังจิต