ผู้เขียน หัวข้อ: .... ลวงตา ลวงใจ...... - พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ  (อ่าน 4750 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ลวงตา  ลวงใจ

สิ่งที่เราเห็นหลายอย่าง ไม่ใช่ความจริง  ขณะที่มีความจริงอีกหลายอย่าง ที่เราไม่เห็น
สิ่งที่เราเชื่อหลายอย่าง ก็ไม่ใช่ความจริง ขณะที่มีความจริงอีกหลายอย่าง ที่เราไม่เชื่อ

ชีวิตของเราจึงอยู่กับสิ่งที่ลวงตา ลวงใจ

เราเห็นแสงแดดสีใส หรือโปร่งสี ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงเพราะความเป็นจริงแสงแดดมี ๗ สี อันมี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง เราจะเห็นความเป็นจริงดังกล่าว ก็ต่อเมื่อเกิดรุ้งกินน้ำ หรือพระอาทิตย์ทรงกลด

คืนขึ้น ๑๕ ค่ำ เราเห็นแสงจันทร์นวลผ่อง เราต่างก็ชอบดูพระจันทร์เต็มดวง ความงามของแสงจันทร์ที่เราเห็น ไม่ใช่ของจริงเพราะดวงจันทร์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ที่เราเห็นนั้นคือแสงอาทิตย์สะท้อนจากดวงจันทร์

เราไม่เห็นเชื้อโรคในอากาศ ทั้งๆ ที่ในอากาศมีเชื้อโรค ที่เรามองไม่เห็น ก็เพราะเชื้อโรคมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะเห็นได้

เรามองไม่เห็นขนตา ขอบตา ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้ตาเราที่สุด ทั้งนี้เพราะสิ่งดังกล่าวตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เอื้อให้เรามองเห็น

ภพภูมิอันเป็นถิ่นที่เกิดของสัตว์โลก มีอยู่ถึง ๓๑ ภพภูมิแต่เรากลับได้เห็นได้สัมผัสเพียง ๒ ภพภูมิ คือมนุษย์ กับสัตว์เดรัจฉาน เทวดามีอยู่ ๖ ชั้น พรหมมีถึง ๒๐ ชั้น มีกายทิพย์และอยู่ในนิติที่เรามองไม่เห็น เช่นเดียวกับนรก เปรต อสุรกายที่อยู่ในภพภูมิเดียวกันกับสัตว์เดรัจฉาน (จัดอยู่อบายภูมิ) แต่ที่อยู่และรูปกายของเขา ไม่เอื้อให้เรามองเห็น

สิ่งที่เราไม่เห็น มิใช่ว่าจะไม่มี แม้สิ่งที่มีอยู่แนบชิด เราก็ยังมองไม่เห็น
นอกจากจะมีสิ่งลวงตาแล้ว ยังมีสิ่งลวงใจ ทำให้เราเชื่อในสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงด้วย เป็นต้นว่า

เราไม่เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เช่น ไม่เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ไม่เชื่อว่าการเกิดเป็นทุกข์ แต่เราสามารถหลุดพ้นจากวงจรของการเกิดได้ ไม่เชื่อเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น

แต่เรากลับไปเชื่อในสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ เช่น ไปเชื่อว่าพระเจ้าหรือพระพรหมเป็นผู้ลิขิตชีวิตเรา ไปเชื่อเรื่องการบนบานศาลกล่าวขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย ไปเชื่อเรื่องโชคชะตาราศีทำให้ชอบเสี่ยงโชคหรือเล่นการพนัน นอกจากนี้ยังชอบดูหมอ ไปเชื่อเรื่องการสะเดาะเคราะห์เพื่อแก้กรรม เชื่อเรื่องการเปลี่ยนชื่อ เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยว่าทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น  เหล่านี้ล้วนเป็นความเชื่อที่นอกพระพุทธศาสนา เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่ใช่ทางที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

สิ่งลวงใจที่ปิดบังปัญญาไม่ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงที่สำคัญก็คือ เราคิดว่าสมบัติวัตถุที่เราครอบครองอยู่ เป็นของๆ เรา เช่นที่ดินของเรา บ้านของเรา รถของเรา เครื่องใช้ไม้สอยตลอดจนเครื่องต่างๆ เป็นของเรา เป็นต้น

ที่เราเชื่อเช่นนี้เพราะเชื่อตามสมมุติของโลก โดยสังคมของมนุษย์ตั้งเป็นกฎกติการ่วมกันว่า หากใครได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาถูกต้องตามกฎหมาย  ผู้นั้นย่อมได้สิทธิเป็นเจ้าของสิ่งนั้น เพื่อป้องกันมิให้มีการละเมิดในทรัพย์สิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2012, 08:23:58 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: .... ลวงตา ลวงใจ...... - พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ
« ตอบ #1 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2011, 05:12:03 am »




สมมติบัญญัติของชาวโลกดังกล่าว  เราจำเป็นต้องยอมรับและปฏิบัติตาม ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม  แต่เราก็ต้องรู้ความเป็นจริงทางธรรมว่า วัตถุทั้งหลายล้วนเป็นสมบัติของโลก เพราะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในโลก เป็นต้นว่าที่ดินเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อคนหรือสัตว์เข้าไปอาศัยอยู่หรือครอบครองก็ตู่ว่าเป็นของๆ ตน ที่ดินแต่ละผืนเปลี่ยนมือผู้ครอบครองมานับไม่ถ้วน  โดยเฉพาะเมื่อตายไป  ไม่มีใครเอาที่ดินแต่ละแปลงติดตัวไปได้เลย

สมบัติวัตถุอื่นๆ ก็เช่นกัน เกิดจากการเอาทรัพยากรธรรมชาติของโลกมาแปรรูป  สร้างเป็นอาคาร ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้สอยสิ่งเหล่านี้เป็นของผู้ครอบครองโดยสมมุติของชาวโลก  แต่ในทางธรรมไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง  เพราะต่างก็ยืมสมบัติของโลกมาใช้กันชั่วคราว เมื่อสิ่งเหล่านี้ผุพังหรือเปลี่ยนมือผู้ถือครองก็ยังอยู่ในโลกต่อไป

พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า ความทุกข์ของชาวโลกเกิดจากความเห็นผิด  คิดว่าชีวิตนี้เป็นตัวตน เป็นของตน จึงมีสิ่งต่างๆ ที่หลงว่าเป็นของๆ ตนพ่วงมาอีกมากมาย

ตัวอย่างอันเกิดทุกข์เพราะความเห็นผิดก็คือ มีคนเจ็บป่วยและตายอยู่มากมายทุกนาที เราไม่เห็นทุกข์ แต่ถ้าคนเหล่านั้นเป็นตัวเราหรือคนของเรา ความทุกข์ก็จะเกิดขึ้นกับเราทันที บ้านคนอื่นถูกไฟไหม้  รถคนอื่นถูกชน ลูกคนอื่นเสเพล เราก็ไม่ทุกข์แต่ถ้าเป็นบ้านของเรา รถของเรา ลูกของเรา จะกดดันใจเราให้ทุกข์ทันที

โดยความเป็นจริงแล้วชีวิตที่ว่าเป็นของเรานั้น มีร่างกายกับจิตใจ ร่างกายเกิดจากการมีสัมพันธ์ของพ่อแม่ เท่ากับว่าพ่อแม่ทำให้ร่างกายเกิดขึ้น หาใช่เราสร้างขึ้นมาไม่ ส่วนจิตใจนั้นมาจากจิตที่เวียนตายเวียนเกิดเพราะยังไม่หมดตัณหา  จิตดวงนี้จึงไม่เป็นของใคร มีอยู่ตามเหตุปัจจัย เมื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในกายจึงเกิดเป็นคนขึ้นมา ชาวโลกสมมุติกันว่าเป็นลูกของพ่อแม่ เป็นคนชื่อนั้นชื่อนี้ และคนชื่อนั้นชื่อนี้เป็นเจ้าของชีวิต หรือเป็น “ตัวกูของกู”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 14, 2012, 08:02:09 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: .... ลวงตา ลวงใจ...... - พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ
« ตอบ #2 เมื่อ: สิงหาคม 16, 2011, 05:13:49 am »



ในทางธรรมไม่มีตัวใครไม่มีของใคร มีแต่ร่างกาย (รูป) กับจิตใจ (นาม) ที่มารวมตัวกันเข้าตามเหตุปัจจัย หมดเหตุปัจจัยก็แยกจากกัน นั่นคือร่างกายตายไป จิตใจจะไปเกิดใหม่ในภพภูมิต่างๆ เป็นเช่นนี้จนกว่าจะหมดตัณหา

เมื่อไม่มีตัวเรา ของๆ เราจึงไม่มี ความทุกข์จากความยึดมั่นในความเป็นตัวเราและของๆ เรา ก็พลอยหมดไปด้วย นี่เป็นสภาวะจิตของพระอรหันต์ที่หมดทุกข์ใจ  ส่วนร่างกายของท่านอาจจะเจ็บป่วยเป็นทุกข์ แต่ท่านก็ไม่เอามาใส่ใจ

ในฐานะที่เป็นปุถุชนยังมีกิเลสตัณหาอยู่ เราควรจะใช้ชีวิตอย่างไร
หน้าที่ที่เราจะต้องรับผิดชอบต่อตนเองคือเลี้ยงดูกายและพัฒนาใจ โดยฝึกปฏิบัติสมถวิปัสสนากรรมฐาน  ให้ใจรู้เห็นความเป็นจริงทางธรรม  จนยอมรับความเป็นจริงดังกล่าว เพื่อจะถอดถอนความยึดมั่นสำคัญผิดที่ยึดติดอยู่

สิ่งที่เรายึดติดกันเหนียวแน่นอยู่มีอยู่ ๓ อย่าง คือสมบัติวัตถุ ๑ บุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รักหรือผู้ที่เราสัมพันธ์ด้วย ๑ และ ตัวเรา ๑ ทั้งสามอย่างนี้ สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการละตัวเรา รองลงมาก็คือบุคคลอันเป็นที่รักของเรา  ที่ค่อนข้างง่ายก็คือสมบัติวัตถุที่เราครอบครองอยู่

เมื่อเป็นเช่นนี้  จึงควรฝึกปล่อยวางสมบัติวัตถุก่อน ทำใจเมื่อสิ่งนั้นเสียหาย  หรือพลัดพรากจากไป  โดยไม่ทุกข์ใจ  ส่วนบุคคลอันเป็นที่รัก  และตัวเรา  แม้ยังทำใจไม่ได้ แต่ก็ให้มีสติ ไม่ถึงกับคร่ำครวญหวนไห้จนขาดสติ  หรืออาลัยอาวรณ์เก็บทุกข์มาขังไว้ในใจ เมื่อบุคคลดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ปรารถนาหรือพลัดพรากจากไป

อนึ่ง การละความยึดมั่นนั้น เป็นการละทางใจ แต่หน้าที่ที่มีอยู่ จะต้องทำตามพันธกรณี ละไม่ได้ ต้องทำให้ดี

เมื่อเข้าใจความเป็นจริงเช่นนี้  ก็อย่าให้สิ่งที่ลวงตา มาลวงใจเราอีกเลย.




ที่มา : จากหนังสือเหรียญมีสามด้าน โดยพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ
ชมรมกัลยาณธรรม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 13, 2012, 08:25:05 am โดย ยาใจ »