ผู้เขียน หัวข้อ: ตายจากมหาเศรษฐี ไปเกิดเป็นลูกคนขอทาน  (อ่าน 4121 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
ตายจากมหาเศรษฐีไปเกิดเป็นลูกคนขอทาน

ตายจากมหาเศรษฐีที่ "ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ" ไปเกิดเป็นลูกคนขอทาน

"..อาตมาได้นำพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเอง และพระอานนท์ท่านก็ได้เห็นและได้ยินเองด้วย
เป็นเรื่องของบุคคลที่เกิดมาแล้ว "ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ" เรื่องนี้มีบรรดาพุทธบริษัทพูดกันมากว่า ถ้าเกิดมาแล้วเราไม่ควรทำความชั่วและเราก็ไม่สร้างบุญสร้างกุศล จะมีผลเป็นประการใด
จึงขอนำเรื่องราวในสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ อยู่
สมัยนั้นพระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอนถึงเรื่องบาปบุญ คุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์
การทำความดีและความชั่วตายแล้วมีผลเป็นประการใด

ในสมัยนั้นก็มีท่านมหาเศรษฐีท่านหนึ่งคือ ท่านอานันทเศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ
ท่าน มีความรู้สึกว่าทรัพย์สินของท่านที่ได้มานี้ชาวบ้านไม่ได้ให้ท่าน เป็นทรัพย์ของ
วงศ์ตระกูลท่านสร้างขึ้นมา แล้วก็ปกครองกันเป็นทอดๆ เรื่องอะไรที่เราจะไปเชื่อ
พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศากยบุตรออกมาบวช แล้วยุยงให้ชาวบ้านมาบำเพ็ญทาน
แจกทรัพย์แจกสินของตนให้แก่บุคคลอื่น คนทั้งหลายเหล่านี้ไม่เคยมาช่วยเราหา
ไม่เคยมาช่วยเราทำ เราจะไปให้เพื่อประโยชน์อะไร และขึ้นชื่อว่าบาปบุญคุณโทษใดๆ
ท่านก็ไม่ทำ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย
ท่านไม่เคยละเมิด เรียกได้ว่า "ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ"

ถ้ามองกันในฐานะของคนธรรมดาก็รู้สึกว่าท่านจะเป็นคนดีมาก ถึงแม้ว่าจะเป็น
คนขี้เหนียวก็ตาม

ไปเกิดเป็นลูกคนขอทาน

ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังไม่นิพพาน ท่านอานันทเศรษฐีก็ตายจากความเป็นคน
จิตที่ออกจากร่างกายคือ กายภายในที่นักอภิธรรมเรียกกันว่า "นามธรรม"
มันออกจากร่างนี้ก็ไปหาร่างใหม่ ในตระกูลเศรษฐีก็เข้าไม่ได้
เพราะไม่มีทานบารมี จะไปเข้าท้องเมียของข้าราชการก็ไม่ได้มันสบายเกินไป
เดินไปเดินมาก็หาได้ที่เหมาะสมกับตัวที่สุดคือ ท้องของคนขอทาน

ขณะ เมื่อเข้าไปอยู่ในครรภ์ของหญิงขอทาน ตอนเช้าบรรดาขอทานทั้งหลาย
ก็พากันยกขบวนไปขอทาน ทุกวันเคยได้อาหารเงินทองมากมาย วันนั้นแต่ละคน
ไม่มีใครได้เลย อานุภาพของความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ แสดงแล้ว ขอทานทั้งหมด
ไม่มีใครได้อะไร ตอนเย็นกลับมาถึงที่พัก หัวหน้าใหญ่ของขอทานก็เรียกประชุม
ประกาศว่า คนกาลกิณีคงจะปรากฏขึ้นอยู่ในหมู่ของเราแล้ว
พวกเราขอทานไม่เคยอดแต่คราวนี้อดหมดทุกคนน่าสงสัย

ฉะนั้น ในวันพรุ่งนี้พวกเราจงแบ่งกันเป็น ๒ พวก พอตอนเช้าก็แบ่งกันเป็น ๒ พวก
พวกที่แม่ของท่านอานันทเศรษฐีที่เข้าไปอยู่ในท้องไม่ได้ไปด้วย พวกนั้นได้ของ
มากมายเหลืกกินเหลือใช้
ส่วนพวกที่แม่ของท่านอานันทเศรษฐีไปด้วยไม่ได้อะไรเลย หัวหน้าขอทานเริ่มสงสัย
ตอนนี้ก็แบ่งกันไปแบ่งกันมาจนเป็นรายบุคคล เป็นอันว่าคนอื่นขอทานได้หมด
แต่คนที่ท่านอานันทเศรษฐีเข้าไปอยู่ในท้องหาอะไรไม่ได้เลย เขาก็เลยรู้กันเลยว่า
ไอ้เจ้าเด็กคนที่มาเกิดในท้องของหญิงคนนี้ คงเป็นเด็กจัญไร ทำให้คนอื่นไม่ได้กิน
ทำให้คนที่เป็นแม่ก็พลอยไม่ได้กินไปด้วย
 
ฉะนั้นหัวหน้าขอทานจึงสั่งระงับว่า แม่ของเด็กคนนี้ไม่ต้องออกไปขอทาน
จนกว่าจะคลอดบุตร ให้อยู่กับที่คนอื่นได้มาก็เลี้ยงกัน อาศัยได้กินจากบุญของคนอื่น

ต่อ มาเมื่อท่านอานันทเศรษฐีคลอดจากครรภ์มารดา วันไหนถ้าแม่พาลูกชาย
ไปขอทานด้วย วันนั้นไม่ได้อะไรเลย
แต่วันไหนถ้าไม่พาลูกชายไปวันนั้นได้ เมื่อเด็กคนนั้นโตขึ้นเดินแข็งแรงแล้ว
อายุประมาณ ๓-๔ ขวบ แม่ก็ขับออกจากสำนัก ว่าเจ้าเป็นคนจัญไร
พาให้แม่อด แล้วนำเอากระเบื้องแตกๆ สำหรับเป็นเครื่องมือขอทาน
ใส่มือให้ แล้วก็ไล่ลูกไปหากินเองตามลำพัง

สามารถระลึกชาติได้ ๑ ชาติ

ท่านอานันทเศรษฐีคนนี้แกตายจากคนแล้วก็เกิดเป็นคน จึงเป็นคนที่ระลึกชาติ
ได้ชาติเดียว เพราะมีสภาพเหมือนคนนอนหลับแล้วก็ตื่นขึ้น เรื่องราวต่างๆ ก่อนหลับ
ทำอะไรไว้บ้างที่ไหนเราจำได้ฉันใด คนที่ตายจากคนแล้ว ไปเกิดเป็นคนก็มีสภาพ
เหมือนคนนอนหลับแล้วก็ตื่น ระลึกชาติได้ว่า ก่อนที่เราจะมาเกิดเป็นเด็กตอนนั้น
เราเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์ สมบัติมาก วันนี้แม่ไล่เราออกจากสำนัก
เราก็จะกลับไปบ้านของเรา

การระลึกชาติได้ชาติเดียวนี่ ไม่ต้องเจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
เพราะว่ายังไม่ลืมสภาพเดิม
ส่วนคนอื่นๆ ที่เกิดมาแล้วไม่รู้สภาพเดิมว่าชาติก่อนนี้มาจากไหน ก็เพราะว่า
ไม่ใช่ตายจากคน แล้วเกิดเป็นคนทันที
ตายจากคนอาจย่องไปนรกเสียนาน ไฟเผาเสียประสาทเสื่อมไป
แล้วก็มาเกิดเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน มันนานเหลือเกิน
ประสาทต่างๆ มันก็ลืม สัญญาต่างๆ มันก็ลืมหมดเลยระลึกชาติไม่ได้

ส่วนคนที่ตายจากคนแล้ว เกิดเป็นคน ระลึกชาติเดิมได้ทุกคนไม่ใช่ของยาก
เมื่อท่านอานันทเศรษฐีเด็กระลึกได้ว่า เคยเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ บ้านอยู่ที่ไหน
ท่านก็เดินไปตามทางสายนั้น ตอนเช้าไปถึงประตูบ้าน
เวลานั้นลูกชายคนโตเป็นมหาเศรษฐีแทน
พระราชาทรงแต่งตั้ง ตำแหน่งมหาเศรษฐีให้

สมัยนั้น คนที่จะเป็นมหาเศรษฐี ต้องพระราชาแต่งตั้งแล้วก็มอบฉัตรให้
และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน
เหมือนขุนนางทั้งหลาย เมื่อไปถึงประตูบ้านท่านก็จะเข้าบ้าน
ยามหน้าประตูก็ไม่ยอมให้เข้า เพราะรูปร่างคล้ายๆ กับผีเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น
เขาไม่ให้เข้าท่านก็ดึงดันจะเข้า
เวลานั้นพอดีพระพุทธเจ้า เสด็จไปบิณฑบาตกับพระอานนท์พอดี

เมื่อองค์ สมเด็จพระบรมโลกนาถเห็นอานันทเศรษฐีผู้เป็นเด็ก
พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ ตามธรรมดาพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีเรื่อง
หน้าท่านเฉยๆ ถ้ามีเหตุจึงจะยิ้ม ท่านพระอานนท์ก็สงสัย
 
ทูลถามองค์สมเด็จพระจอมไตรว่า
"เวลานี้พระองค์แย้มพระโอษฐ์ มีเหตุอะไรหรือพระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "เธอเห็นอานันทเศรษฐีไหม"
พระอานนท์ก็มองไปมองมา ความจริงท่านเคยรู้จักอานันทเศรษฐี
ก็ทูลตอบพระองค์ว่า "ไม่เห็นพระพุทธเจ้าข้า เห็นแต่เด็ก"
พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า "เด็กคนนั้นแหละคืออานันทเศรษฐี"
ท่านพระอานนท์ก็สงสัยจึงกราบทูลว่า
"อานันทเศรษฐีตายไป ๓-๔ ปีแล้วพระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "
ใช่ อานันทเศรษฐีตายแล้วแต่ไปเกิดเป็นคน เป็นลูกของคนขอทาน
คนที่ยืนจะเข้าบ้าน ที่นายประตูผลักไสอยู่นั่น
ถ้าอยากจะทราบความจริงก็จงเรียกลูกชายคนโตที่เป็นเศรษฐีอยู่เวลานั้น"

ท่านพระ อานนท์จึงสั่งนายประตู "เรียกนายของท่านลงมา เวลานี้พระพุทธเจ้าต้องการพบ"
นายประตูก็ไปตามนายมา เมื่อลูกชายท่านอานันทเศรษฐีเห็นพระพุทธเจ้าก็มีความเลื่อมใส
ไม่เหมือนพ่อ
จึงกราบถวายนมัสการ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ดูก่อนมหาเศรษฐี เธอรู้จักพ่อเธอไหม"
เขาก็ตอบว่า "รู้จักพระพุทธเจ้าข้า" พระองค์ก็บอกว่า "เด็กคนนี้คือพ่อของเธอ"
ท่านเศรษฐีหนุ่มตกใจกราบทูลว่า
"ไม่ใช่พระพุทธเจ้าข้า เพราะว่าบิดาของข้าพระพุทธเจ้าตายไป ๓-๔ ปีแล้ว
เวลานี้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นมหาเศรษฐีแทน"

ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ

พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า
"เรื่องนั้นเป็นความจริง แต่ว่าพ่อของเธอออกจากร่างที่ตายไปแล้ว
ไปเข้าสู่ครรภ์ของขอทาน เพราะโทษที่ความชั่วไม่มี ความดีไม่ทำ
เมื่อกินบุญเก่าก่อนที่จะมาเป็นมหาเศรษฐีได้เพราะให้ทานมามาก
พอเป็นเศรษฐีเข้าจริงๆ กลับไม่ให้ทาน กินบุญเก่าเสียหมด ก็เลยเป็นคนจน"

ท่านมหาเศรษฐีใหม่ฟังแล้วก็สงสัย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
"เด็กคนนี้คืออานันทเศรษฐีบิดาของเธอ"
เขาก็เลยไม่เชื่อ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า "จะพิสูจน์ให้ดู" พระองค์จึงเรียกเด็กคนนั้นว่า
"อานันทเศรษฐีจงมาหาตถาคต" เด็กคนนั้นพอได้ยินเท่านั้นก็เดินมาไหว้พระพุทธเจ้า
พระองค์จึงถามว่า
"อานันทเศรษฐี ทรัพย์สินของเธอ ก่อนที่จะตายจากความเป็นมนุษย์ ที่ฝังไว้แล้ว
ยังไม่ได้แจ้งให้ลูกชายทราบมีอีกไหม" ท่านอานันทเศรษฐีเด็กก็กราบทูลว่า
"เงินก็มี ทองก็มี แก้วแหวนเพชรนิลจินดาก็มี ของทั้งหมดมีราคาเป็นเรือนโกฏิๆ"

พระพุทธเจ้าจึงได้มีพระพุทธบัญชาว่า
"ถ้าอย่างนั้นจงพาลูกชายไป และก็ชี้สถานที่ที่ท่านฝังทรัพย์นั้นไว้
และให้ลูกชายขุดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นความจริงเพียงใด"
ท่านอานันทเศรษฐีก็เรียกลูกชายบอกว่า
"จงตามพ่อมา" แล้วเดินไปข้างหน้าชี้ลงไปที่แผ่นดินบอก
"ให้คนรับใช้ขุดลงไปตรงนี้ พ่อฝังทองไว้ ๓ ตุ่ม เป็นทองแท่ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์"
ขุดไม่ลึกนักก็ปรากฏได้ทอง ๓ ตุ่ม แล้วเดินไปอีกหน่อยหนึ่งก็ชี้บอก
"ตรงนี้พ่อฝังเงินไว้หลายตุ่ม" เขาก็ขุดพบแล้วก็ชี้ไป
"ตรงโน้นมีแก้วแหวนเพชรนิลจินดา พ่อฝังไว้มากจงให้คนขุด" ปรากฏว่าได้อีกมาก

เป็นอันว่าตอนนี้ลูกชายของท่านอานันทเศรษฐีเชื่อแล้วว่าเด็กคนนี้คืออานันท
เศรษฐีพ่อของแก เพราะผลความจริงปรากฏ ก็เลยรับภาระเลี้ยงพ่อต่อไป

จาก เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อตายจากความเป็นมนุษย์ จิตจะออกจากร่าง
ร่างกายที่ทรงอยู่นี้เรามีโอกาสอาศัยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถึงกาลถึงสมัย
มันก็พังทลายลง เมื่ออาศัยมันไม่ได้เราก็ไป
คำว่า "เรา" ในที่นี้ก็คือ จิต หรืออทิสสมานกาย คือกายอีกกายหนึ่งซึ่งสิงอยู่ในกายเนื้อ
เป็นผู้บัญชาการให้กายเนื้อพูด กายเนื้อทำ กายเนื้อคิด ความจริงกายเนื้อมีสภาพเป็นหุ่น
ที่มันทำอะไรได้ก็เพราะอาศัยจิต หรือที่เรียกกันว่าอทิสสมานกาย เป็นกายที่เราไม่สามารถ
จะเห็นได้ด้วยตาเนื้อ กายภายในคือจิตเป็นผู้มีอำนาจสั่งการเป็นจอมบงการ
เมื่อเวลาร่างกายนี้พังคือตาย จิตหรืออทิสสมานกายก็หาที่ไป

คนที่ทำความดีจิตก็ไปสู่สถานที่ที่มีผลความดีบันดาล

คนที่ทำความชั่วจิตก็ไปสู่สถานที่ที่ผลของความชั่วบันดาล.."


โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
จาก หนังสือ ตายแล้วไม่สูญ...แล้วไปไหน