น้ำใจธรรม.เนต
Please
login
or
register
.
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
เพียงแค่ติดตั้ง - SMF!
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
น้ำใจธรรม-สุขภาพ
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
10 สัญญาณเตือน ภาวะเบาหวาน ในผู้สูงอายุ
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
หน้า: [
1
]
ผู้เขียน
หัวข้อ: 10 สัญญาณเตือน ภาวะเบาหวาน ในผู้สูงอายุ (อ่าน 1225 ครั้ง)
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
10 สัญญาณเตือน ภาวะเบาหวาน ในผู้สูงอายุ
«
เมื่อ:
กันยายน 25, 2020, 07:44:11 am »
10 สัญญาณเตือน ภาวะเบาหวาน ในผู้สูงอายุ
เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะภาวะเบาหวานในผู้สูงอายุ อันตรายของโรคเบาหวานที่เป็นปัญหาต่อคุณภาพชีวิตได้แก่ เมื่อเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากการควบคุมน้ำตาลทำได้ไม่ดียังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคต่าง ๆ ได้ง่าย และยังมีความเสี่ยงมากกว่าคนปกติทั่วไปสูงถึง 2-9 เท่าของผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ดังนั้นการรู้ทันอาการของโรคจะทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันอาการแทรกซ้อนได้ดียิ่งขึ้น
ภาวะเบาหวาน ในผู้สูงอายุ และความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน
ภาวะเบาหวานในผู้สูงอายุ มีข้อมูลจากรายงานการวิจัยระบุว่า ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน
มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรุนแรงของโรค นั้นหมายถึงการที่ผู้สูงอายุมีระยะเวลาป่วยเป็นโรคเบาหวานมานาน ก็จะยิ่งทำให้เซลล์ในตับอ่อนมีความเสื่อม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีโอกาสสูงได้มาก
ภาวะเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนก็มีมากตามไปด้วย สำหรับอาการแทรกซ้อนที่พบได้มากในผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่
· ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจที่มีมากถึง
2-9 เท่า
ของผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน
· ภาวะแทรกซ้อนที่จอตา เช่น โรคต้อกระจก จอตาเสื่อม
· ภาวะแทรกซ้อนที่ไต
· แผลเรื้อรังจากเบาหวาน
· ภาวะแทรกซ้อนที่ระบบประสาท
· ภาวะติดเชื้อ ในผู้ป่วยเบาหวานจะมีการติดเชื้อได้ง่ายทุกระบบของร่างกาย
· โรคหลอดเลือดสมอง
· ภาวะทางระบบสืบพันธ์ทำให้สมรรถนะทางเพศเสื่อม
10 สัญญาณเตือน ภาวะเบาหวาน ในผู้สูงอายุ
โรคเบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 1
เกิดจากความบกพร่องของตับอ่อนที่ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ มักพบในผู้ที่อายุน้อยกว่า 30 ปี และ
เบาหวานชนิดที่ 2
ซึ่งเป็นชนิดที่พบมากที่สุด โดยเกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ หรือตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินได้ไม่ดี ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มักพบในผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป การวินิจฉัยภาวะเบาหวาน ในผู้สูงอายุ สามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือด ส่วนการรักษาผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอาจจะต้องพิจารณาเป็นรายๆ ตามสภาพร่างกายและความรุนแรงของโรค ซึ่งการรับรู้อาการของโรคได้เร็วแนวทางการรักษาก็จะทำได้ง่ายขึ้น และนอกจากการสุขภาพประจำปีแล้ว หากพบความผิดปกติต่อไปนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานที่ต้องรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองภาวะเบาหวาน
1.
มีอาการปัสสาวะบ่อยผิดปกติ อาจเนื่องจากมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนขับออกมาทางปัสสาวะ
2.
น้ำหนักลดหรือผอมลงลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ อาจเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลในเลือดเป็นพลังงาน จึงสลายพลังงานจากไขมันและกล้ามเนื้ออกมาใช้ ทำให้กล้ามเนื้อลีบ
3.
หิวน้ำบ่อย เกิดจากผู้ป่วยเบาหวานร่างกายจะสูญเสียน้ำจากการปัสสาวะส่งผลให้หิวน้ำมากกว่าปกติ
4.
หิวบ่อย รับประทานอาหารได้มาก
5.
เหนื่อยง่าย อ่อนเเรง มีอาการอ่อนเพลีย ทั้ง ๆ ที่พักผ่อนเพียงพอ
6.
มีอาการชาปลายมือปลายเท้า หมดความรู้สึกทางเพศ เกิดจากการเสื่อมของเส้นประสาท
7.
มีอาการตาพล่ามัว มองไม่ชัด หรือมีอาการตาแห้ง โดยไม่ทราบสาเหตุ
8.
ผิวหนังแห้ง อาจทำให้มีอาการบริเวณผิวหนัง หรือคันบริเวณปากช่องคลอด
9.
หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย
10.
แผลหายช้า โดยเฉพาะแผลที่บริเวณเท้า ผิวหนังบริเวณแผลมักมีสีดำคล้ำ
การดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยเบาหวานต้องได้รับการรักษาไปตลอดชีวิต รวมทั้งต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อควบคุมโรค ดังนี้
1.
รับประทานอาหารที่มีกากใยมาก ๆเพื่อช่วยในการขับถ่าย หลีกเลี่ยงการรับประทานจุกจิกและรับประทานอาหารให้ตรงเวลา
2.
ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้จากอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น คาร์โบไฮเดรต(แป้ง) ประมาณ
55-60%
โปรตีน (เนื้อสัตว์) ประมาณ
15-20%
ไขมัน ประมาณ
25%
และพยายามรับประทานอาหารในปริมาณที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอในทุกมื้อ
3.
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ป้องกันการเกิดบาดแผล
4.
ลดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสหวานจากน้ำตาล เช่น การทานขนมหรือผลไม้ที่มีรสหวานจัด
5.
หลีกเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อติดมัน เครื่องในสัตว์ และอาหารทอดต่าง ๆ
6.
งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม
7.
ดูแลตนเองโดยหมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ผู้สูงอายุที่ป่วยเบาหวานมานาน หรือมีโรคแทรกซ้อน ก่อนเริ่มออกกำลังกายควรขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้รักษาก่อน
8.
ดูแลรักษาความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเท้าและซอกนิ้วเท้า เนื่องจากเป็นส่วนที่เกิดแผลได้ง่ายในผู้ป่วยเบาหวาน
9.
ควรมีเลือกรองเท้าที่เหมาะสม โดยเฉพาะภาวะเบาหวานในผู้สูงอายุ ระวังไม่ให้เกิดแผล ถ้ามีแผลให้รีบรักษาทันที เนื่องจากมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดแผลเรื้อรังได้ง่าย
10.
ควรพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงภาวะเครียด
11.
หากทานยาเบาหวานไม่ควรขาดยา ควรพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ หรือพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติ
เบาหวานเป็นกลุ่มโรคทางการเผาผลาญอาหาร ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
โดยเฉพาะภาวะเบาหวานในผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากอาการรุนแรงยังเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ดังนั้นหากพบสัญญาณเตือนของโรคตามที่กล่าวมา ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการดูแลรักษา หากรู้ทันอาการของโรคได้เร็ว ก็จะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันความรุนแรงของโรคที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายร้ายแรงได้
อ้างอิง
พรทิพย์ มาลาธรรม และคณะ. (2554). ปัจจัยทำนายระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน
ชนิดที่ 2 , วารสาร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ( พฤษภาคม - สิงหาคม)
https://www.glucerna.co.th/diabetes/knowledge/7-warning-signs-for-diabetes-screening?fbclid=IwAR2pkIIR1TmRXW95-Oz3pVcUyiR8KSRkleJb3z_vVUXY5pPFrcGKqfLAdmo
https://www.mccormickhospital.com/web/preview/158
ขอบคุณข้อมูลจาก
Facebook สังคมผู้สูงอายุ-
Elderlysociety.com
https://www.facebook.com/ElderlysocietyHealth/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 19, 2021, 10:49:01 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
อาหารจานผัก และเมนูอาหารสำหรับ "ผู้ป่วยเบาหวาน"
«
ตอบ #1 เมื่อ:
กันยายน 28, 2020, 12:09:12 pm »
อาหารจานผัก และเมนูอาหารสำหรับ ผู้ป่วยเบาหวาน
เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยควบคุมการบริโภค ลดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของพืชผัก เป็นการดูแลสุขภาพที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี แต่เมนูอาหารจานผักจะให้รสชาติและประโยชน์ต่อร่างกายมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับชนิดของผัก
การเลือกผัก และวิธีการปรุง ส่วนจะมีขั้นตอนอย่างไร บทความนี้มีคำตอบครับ
อาหารจานผัก และเมนูอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
สำหรับการดูแลด้านโภชนาการของผู้ป่วยเบาหวาน นอกจากต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อน การจัดเมนูอาหารให้กับผู้ป่วยเบาหวาน ควรทำความเข้าใจและให้ความสำคัญกับอาหาร
3
ประเภทต่อไปนี้
1.
เมนูต้องห้ามหรือควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ได้แก่ อาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ อาหารรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด ขนมหวาน ประเภท ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลอดช่อง อาหารเชื่อม เค้ก ช็อกโกแลต ไอศกรีม รวมทั้ง น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ นมเปรี้ยวรสต่าง ๆ และนมปรุงแต่ง
2
.เมนูอาหารที่รับประทานได้แต่ต้องเลือกชนิดหรือจำกัดจำนวนได้แก่ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารประเภทแป้ง เช่น ข้าว แป้งต่าง ๆ อาหารจำพวกเส้น ขนมปัง เผือกมัน ถั่วเมล็ดแห้ง เมนูอาหารในกลุ่มนี้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้เหมือนคนปกติทั่วไป แต่ต้องจำกัดปริมาณ เพื่อกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสม หรืออาจเลือกทาน อาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวขัดสีน้อยอื่น ๆ หรือขนมปังโฮลวีส ทดแทนกันได้
3.
อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวาน สามารถรับประทานได้ไม่จำกัดจำนวน อาหารประเภทนี้ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด เช่น ผักกาด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ถั่วงอก และอื่น ๆ รวมทั้งผลไม้ที่มีรสหวานไม่มาก พืชผักและผลไม้ทานได้มากเพราะให้สารอาหารต่ำ มีกากใยหรือไฟเบอร์ ที่ช่วยให้การดูดซึมน้ำตาลทำได้ช้า
การเลือกผัก
และเมนูอาหารจานผักสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
แม้เมนูอาหารจานผัก จะเป็นประเภทอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถทานได้ไม่จำกัดปริมาณ แต่การนำพืชผักมาปรุงอาหารจะมีประโยชน์หรือมีผลต่อสุขภาพเพียงใด มี 2 ประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณา ได้แก่
1. เมนูอาหารและการปรุง
แม้ผู้ป่วยเบาหวานจะสามารถทานผักได้หลากหลายชนิดและไม่จำกัดปริมาณ แต่ขั้นตอนการนำมาปรุงมาใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารก็ต้องให้ความสำคัญ และดีต่อสุขภาพของผู้ป่วย เช่น
- เมนูอาหารจานผักประเภทน้ำพริก ควรทานคู่กับผักดิบ ผักต้ม หรือผักลวก หลีกเลี่ยงการนำมาผัดน้ำมัน
- เมนูผัดผัก ควรเลือกผักให้ได้หลากหลายชนิด อาจเป็นผัดผักรวมใส่เนื้อสัตว์ สิ่งสำคัญควรเลือกใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันประเภท MUFA และ PUFA เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันมะกอก
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันปาล์ม
- การปรุงอาหารหลีกเลี่ยงรสหวานหรือปรุงอาหารด้วย กะทิ หรือน้ำตาล อาจเลือกใช้สารให้ความหวานอื่น ๆ ทดแทน
.
2. วิธีเลือกผักให้มีคุณภาพและปลอดภัยจากสารพิษ
พืชผักที่นำมาประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีทั้งผักที่ใช้ราก ใช้ใบ ใช้ผล หรือใช้เมล็ดและยอดอ่อน วิธีเลือกซื้อผักเพื่อให้ได้ผักที่มีคุณภาพและปลอดภัยจากสารพิษ มีหลักง่ายๆ ดังนี้
- ผักที่นำส่วนใบและลำต้นมาประกอบอาหาร วิธีเลือก เช่น ผักคะน้า ผักกาด ผักกวางตุ้ง และผักอื่น ๆควรเลือกต้นที่มีสีเขียวสด ไม่ช้ำ ไม่เหี่ยว ต้นมีลักษณะอวบ
- ผักที่กินฝัก เช่น ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลัดเตา ควรเลือกฝักอ่อนสีเขียว ฝักแน่นไม่ฝ่อ
- ผักที่กินหัวหรือราก เช่น หัวไชเท้า หรือแครอท ควรเลือกหัวที่มีน้ำหนัก ขนาดกลางๆ ผิวเรียบ
- ผักกะหล่ำปลี ผักกาดแก้ว หรือผักกาดขาว ควรเลือกที่มีลักษณะแน่นและมีน้ำหนัก
- ผักประเภทมะเขือเปาะ มะเขือหยดน้ำ หรือมะเขือยาว เลือกที่ยังมีขั้วติดแน่น สีสด ไม่เหี่ยว ไม่มีรอยตำหนิหรือเป็นมะเขือที่ตัดขั้วออกแล้ว
- ฟักทอง หรือแฟง หรือแตงกวา ควรเลือกลูกที่มีน้ำหนัก หรือผิวเปลือกขรุขระ ไม่แก่จัดและไม่อ่อนเกินไป ส่วนฟักเขียว ควรเลือกลูกที่ไม่แก่เกินไป ถ้าแก่เนื้อจะเบาเปลือกหนาส แตงกวา ไม่ควรเลือกลูกใหญ่หรือลูกเล็กเกินไป ผิวสีเขียวอ่อน ไม่แก่
- มะนาว ควรเลือกลูกที่มีสีเข้ม เปลือกบาง ผิวเรียบ ไม่ควรสุกหรือมีสีเหลือง
พืชผักที่นำมาประกอบเป็นเมนูอาหารจานผักสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ยังมีอีกหลากหลายชนิด แต่โดยรวมพืชผักที่แนะนำ นิยมรับประทานและหาซื้อได้ง่าย ส่วนหนึ่งยังเป็นพืชผักจากสวนชาวบ้านที่เป็นผักปลอดสารพิษอีกด้วย ทราบวิธีเลือกผักและเมนูอาหารจานผักพร้อมวิธีการปรุงที่ทานแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานกันแล้ว เพียงปฏิบัติก็สามารถดูแลผู้ป่วยให้มีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติทั่วไปแล้วนะครับ
เมนูผัดผัก
อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์
ผัดผักเป็นหนึ่งในเมนูอาหารผู้ป่วยเบาหวาน ที่ดีต่อสุขภาพและยังเป็นประเภทอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องควบคุมปริมาณ แต่ประโยชน์และสารอาหารที่ได้รับจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวิธีการปรุงและสรรพคุณของพืชผักแต่ละชนิดที่นำมาเป็นส่วนประกอบ สรรพคูณของผักที่นิยมรับประทาน เช่น
1.กะหล่ำดอก
เป็นพืชผักที่มีเส้นใยอาหารสูง แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งต่ำ การนำเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหาร เช่น ผัดผักรวมทำให้ส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาล
2.บร็อกโคลี
เป็นผักสีเขียวที่มีวิตามินซีสูงมาก ช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลได้ดี เพราะบร็อกโคลีสด ปริมาณ 100 กรัม มีไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารสูงถึง 1.3 กรัม
3.แครรอท
เป็นผักสีสวยที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูผัดผัก เพื่อเพิ่มสีสันให้เมนูอาหารดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซี สามารถควบคุมการปล่อยอินซูลินและกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ปริมาณที่ที่เหมาะสมรับประทานได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
4.เห็ดฟาง
เป็นผักที่มีฤทธิ์เย็น นอกจากนำมาเป็นเมนูผัดผักหรือผัดผักรวม ยังนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู มีเส้นใยอาหารสูงทำให้ขับถ่ายสะดวก ไม่มีไขมันไม่ทำให้อ้วน ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย
5.ข้าวโพดอ่อน
นอกจากเป็นส่วนประกอบในเมนูผัดผักยังต้มทานคู่กับน้ำพริก หรือใช้เป็นผักในเมนูอาหารประเภทแกงป่า มีสรรพคุณช่วยลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว ช่วยย่อยอาหาร
6.กะหล่ำปลี
ผักสีสวยที่นิยมนำไปเป็นส่วนประกอบในเมนูผัดผัก ทานเป็นผักสดผักแนมในเมนูอาหารต่าง ๆ สรรพคุณที่ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน ได้แก่ มีกรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) ที่ช่วยยับยั้งและขัดขวางไม่ให้น้ำตาลและแป้งกลายเป็นไขมัน จึงมีส่วนในการช่วยลดน้ำหนักและคอเลสเตอรอลได้ แต่การนำมาเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารผู้ป่วยเบาหวาน ควรล้างให้สะอาดด้วยการลอกหรือปอกเปลือกออกแล้วแช่น้ำสะอาดประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เนื่องจากกะหล่ำปลีนั้นติดอับดับ 1 ใน 5 ผักที่มีสารปนเปื้อนมากที่สุด
7.หน่อไม้ฝรั่ง
ขึ้นชื่อว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเหมาะสำหรับเป็นเมนูอาหารผู้ป่วยเบาหวาน มีกลูต้าไธโอนอยู่มากที่สุด ซึ่งกลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้ตับขจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีน้ำตาลน้อยมาก ไม่มีไขมัน มีคาร์โบไฮเดรตตัวดี และมีกากอาหารสูง
8.ถั่วลันเตา
เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่มักนำมาเป็นส่วนประกอบในเมนูผัดผัก หรือผัดผักรวมมิตร มีโปรตีนจากธรรมชาติค่อนข้างสูง มีไขมันต่ำ และมีไฟเบอร์สูง การนำถั่วลั่นเตามาเป็นส่วนประกอบในอาหารผู้ป่วยเบาหวานเป็นประจำช่วย ลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงสายตา และช่วยบำรุงกระดูกได้ดีโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นเบาหวาน
9.กระเทียม
เป็นสมุนไพรหรือเครื่องเทศ และเป็นส่วนประกอบสำคัญของเมนูผัดผัก ช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอม หากใส่เนื้อสัตว์จะช่วยดับกลิ่นคาว และยังมีสรรพคุณช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย
เมนูผัดผักหรืออาหารผู้ป่วยเบาหวานที่นำพืชผักต่าง ๆ มาเป็นส่วนประกอบ การรับประทานให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากรับประทานในปริมาณที่เหมาะแล้ว ควรเลือกชนิดของผักให้หลากหลายสลับหมุนเวียนกันไป หากเป็นเมนูผัดผักการเลือกผักหลากหลายชนิดสับเปลี่ยนกันไป ทำให้ไม่รู้สึกเบื่อและยังช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างสมดุลอีกด้วย
ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน สังคมผู้สูงอายุ
ขอขอบคุณความรู้ดีๆจาก
ฮามีด๊ะ แวและ. 2560. ผลของการใช้แนวปฎิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมการควบคุมอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานมุสลิม,วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาพยาศาสตร์มหาบัณฑิต(การพยาบาลผู้ใหญ่) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อาหารผู้ป่วนเบาหวาน แหล่งข้อมูล
https://bit.ly/36cJ8A0
ขอบคุณข้อมูลจาก
Facebook สังคมผู้สูงอายุ-
Elderlysociety.com
https://www.facebook.com/ElderlysocietyHealth/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 19, 2021, 10:49:17 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
พิมพ์
หน้า: [
1
]
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
น้ำใจธรรม-สุขภาพ
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
10 สัญญาณเตือน ภาวะเบาหวาน ในผู้สูงอายุ