ผู้เขียน หัวข้อ: น้ำตาลฟรุกโทส ภัยร้ายที่คาดไม่ถึง  (อ่าน 1563 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
น้ำตาลฟรุกโทส ภัยร้ายที่คาดไม่ถึง
« เมื่อ: กันยายน 25, 2020, 07:02:47 am »
  น้ำตาลฟรุกโทส ภัยร้ายที่คาดไม่ถึง 




"น้ำตาลฟรุกโทส" ภัยร้าย ใกล้ตัว
ใครชอบกินน้ำหวานต้องฟัง!!

⚠️ มาลองดูกันว่าเจ้าน้ำตาลตัวร้ายนี้ให้โทษอย่างไร❓และอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง❓


-------------------------------
ติดตามความรู้เรื่องสุขภาพ และวิธีการดูแลสุขภาพได้ที่

เพจ : อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ
Youtube : https://bit.ly/2tU2xo0

IG : dr.cant.help
LINE : https://lin.ee/piE9kvf







ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube อย่าฝากชีวิต ไว้กับหมอ
https://www.youtube.com/watch?v=-CRhC9i8p0c

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 02, 2020, 10:02:21 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
น้ำตาลคือยาพิษ ภัยอันตรายใกล้ตัวคุณ
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 25, 2020, 07:21:08 am »
น้ำตาลคือยาพิษ ภัยอันตรายใกล้ตัวคุณ 






ใครที่ชอบทานของหวานเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น ชานม ขนมหวาน ต่างๆ

รู้หรือไม่ว่าคุณกำลังมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน  หัวใจ และมะเร็งอีกด้วย









ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube DoctorTony BeautyExpert
https://www.youtube.com/watch?v=HGk5Q2mCg2I&t=20s

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 25, 2020, 07:29:05 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ฟรุกโตส ภัยร้ายทำลายสุขภาพ
« ตอบ #2 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2020, 09:21:52 pm »
ฟรุกโตส ภัยร้ายทำลายสุขภาพ


อาหารไทยขึ้นชื่อว่ามีรสชาติที่จัดจ้าน  ทั้งเปรี้ยว  เค็ม  เผ็ด  หวาน  เข้าไว้ด้วยกัน  ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภท ยำ  แกง  ต้น  ลาบ  ผัด  ทอด ฯลฯ  ที่เป็นรสชาติของอาหารที่โดดเด่นมากซึ่งเป็นที่ชื่นชอบก็คือ  รสหวาน ที่ได้จากน้ำตาลในรูปแบบต่าง ๆ  ทั้ง น้ำตาลทราย  น้ำตาลปึกจากต้นตาล หรือต้นมะพร้าว และคนเราก็จะชอบรสหวานมาก ๆ กินอร่อย ชื่นใจ  แต่นั่นคือโรคภัยจะถามหาในวันหนึ่งข้างหน้า

พฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยเราในยุคปัจจุบัน  เรียกได้ว่ายึดติดอยู่กับความหวานหรือน้ำตาล  อาหารที่กินอยู่ในชีวิตประจำวันและในเครื่องดื่มทุกชนิด  จะมีรสหวานปนอยู่ด้วยเสมอ  ทำให้การบริโภคน้ำตาลของของคนไทยอยู่ในระดับสูงมาก  คือมากกว่า  20  ช้อนชาต่อวัน  ทำให้เราเป็นโรคเบาหวานกันตั้งแต่เด็ก ๆ เรียกว่าโรคเบาหวานเป็นโรคฮิตของคนไทย  และสถิติจากสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ระบุว่าในคนไทยช่วงอายุ  15 ปีขึ้นไป  ทุก ๆ 100 คนจะเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน  7  คน


สมาพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation : IDF) ได้ประมาณการว่าปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวาน  382 ล้านคน และคาดว่าในปี  พ.ศ. 2578 จะมีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง  592  ล้านคน หรือใน  10  คนจะพบผู้ป่วยเบาหวาน 1 คน  สำหรับประเทศไทยในปี  พ.ศ.  2552  มีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน  3.5 ล้านคน และเสียชีวิตจากสาเหตุโรคเบาหวาน เฉลี่ยวันละ 27  คน และคาดว่าในปี พ.ศ.  2560 ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง  4.7 ล้านคน    เป็นตัวเลขที่น่าตกตลึง  เพราะความน่ากลัวของโรคเบาหวาน  นำไปสู่โรคร้ายแรง อื่น ๆหรือโรค NCD เป็นโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคแต่เกิดจากวิถีการดำรงชีวิตของเราเอง ตามมาได้อีกหลายโรค     การรณรงค์ให้คนเราตระหนักเกี่ยวกับภัยจากโรคเบาหวานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่ร้ายแรงมากยิ่งขึ้นน้ำตาลที่เรียกว่า ฟรุกโตส ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นวายร้ายทำลายสุขภาพของคนเรา  นายแพทย์  สมบูรณ์  รุ่งพรชัย    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย  ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ (Vitallife Wellness Center)  ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ ได้กล่าวในบทความเรื่อง สารให้ความหวาน  มหันตภัยทำลายสุขภาพ  ผ่านทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2559 หน้า 21 ว่า  เราควรเลือกรับประทานน้ำตาลชนิดที่มีประโยชน์  เพราะน้ำตาลแต่ละชนิดนั้นให้ผลไม่เหมือนกัน เช่น

กลูโคส (Glucose)  เป็นน้ำตาลที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติโดยสังเคราะห์ขึ้นที่ตับ  จากการเปลี่ยนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากอาหารเช่น ข้าว  ได้กลูโคส  และกลูโคสก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่ตับและจะถูกส่งต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  กลูโคสเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง

ฟรุกโตส (Fructose)  เป็นน้ำตาลอีกประเภทหนึ่งที่พบในผักและผลไม้ เป็นน้ำตาลที่เราเติมเข้าไปในเครื่องดื่ม  เช่น น้ำอัดลม  น้ำผลไม้กล่อง  เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากน้ำตาลกลูโคส เนื่องจาก ฟรุกโตส ไม่ได้สร้างพลังงานให้กับกล้ามเนื้อและสมองเลย  แต่จะส่งตรงไปที่ตับและสะสมเป็นไขมันพอกอยู่ที่ตับ

นอกจากนี้ นายแพทย์  สมบูรณ์  รุ่งพรชัย  ยังได้กล่าวว่า ฟรุกโตส ยังไประงับการหลั่งของสาร อินซูลิน อีกด้วย จึงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารที่ผิดปกติ  เช่น โรคความดันสูง  น้ำตาลในเลือดสูง  โรคอ้วนลงพุง  ระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติ  ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานตามมาอีกด้วย

น้ำเชื่อมที่มีฟรุกโตสสูง (Hight Fructose Corn Syrup – HFCS) ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วง พ.ศ.  2490  มีราคาถูก  โดยสกัดมาจากข้าวโพด   ซึ่งต่อมาน้ำเชื่อมนี้ก็ได้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วไป  ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต่าง ๆ และอาหาร  เนื่องจากมีราคาถูกกว่าน้ำตาลทรายจากอ้อย  น้ำเชื่อมฟรุกโตสนี้ถือว่าเป็นมหันตภัยของความหวานอันดับแรก ๆ ที่เราควรหลีกเลี่ยง

เครื่องดื่มต่าง ๆ ที่จำหน่ายทั่วไปนั้น  กำลังกัดกร่อนสุขภาพของคนไทย  เพราะความหวานจากน้ำตาลที่เป็นส่วนผสมอยู่ในเครื่องดื่ม  เช่น ชาเขียวพร้อมดื่มในขวดหนึ่งมีน้ำตาลอยู่ถึง 12  ช้อนชา ในขณะที่องค์การอนามัยโลกให้ค่าบริโภคน้ำตาลของร่างกายที่เหมาะสมคือ  6 ช้อนชาหรือ  24  กรัมต่อวันเท่านั้นเอง

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องดื่มต่าง ๆ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก  อุตสาหกรรมเหล่านี้จึงหันมาใช้ ฟรุกโตสไซรัป (Fructose Syrup)  ที่เราเรียกว่า  น้ำเชื่อมฟรุกโตส หรือ น้ำเชื่อมข้าวโพด เพราะให้ความหวานกว่าน้ำตาลทรายถึง  6  เท่า และอยู่ในรูปของเหลวจัดเก็บได้ง่าย  และราคาถูกกว่าน้ำตาลทราย  ประหยัดค่าขนส่ง  ทำให้ลดต้นทุนการผลิตได้  ทุกวันนี้น้ำเชื่อมฟรุกโตสจึงถูกนำไปใช้แทนน้ำตาลในอุตสาหกรรมอาหาร ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารแทบทุกชนิด  ตั้งแต่เครื่องดื่ม  ขนมขบเคี้ยว  คุกกี้  ไอสครีม ฯลฯ

การบริโภคน้ำเชื่อมฟรุกโตสในปริมาณที่สูงถึงร้อยละ  42 – 55  แสดงให้เห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพเนื่องจากการบริโภคฟรุคโตสเป็นการทำลายระบบการทำงานของตับ และไประงับ ฮอร์โมนอิ่ม (Leptin hormone) ทำให้กินไม่รู้จักอิ่มและกินเกินความต้องการ และจากผลการวิจัยของสหรัฐอเมริกาพบว่า น้ำเชื่อมฟรุคโตสสูงเป็นพิษต่อร่างกายและสามารถทำลายระบบลำไส้ได้ด้วย

ดร. เนตรนภิส วัฒนสุชาติ  นักโภชนาการ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการทำงานในเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  กล่าวว่า ฟรุกโตส เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดส่วนใหญ่จะพุ่งตรงไปที่ตับ และนำไปสู่ภาวะไขมันพอกตับ ในวันหนึ่งถ้าเราบริโภคฟรุกโตสเกิน  6 ช้อนชาอยู่เป็นประจำ  ฟรุกโตสจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์  คือไขมันสะสมอยู่ในกระแสเลือด  ซึ่งเป็นสาเหตุให้มีการสะสมไขมันในตับและบริเวณพุง  กลายเป็นโรคอ้วนตามมาด้วย

นายแพทย์ สันต์  ใจยอดศิลป์ ซึ่งเคยเป็นแพทย์ผ่าตัดหัวใจ อยู่  20  ปี เป็นแพทย์ผ่าตัดหัวใจที่ Greelane Hospital , Ackland , New Zealand   เป็นแพทย์ผ่าตัดหัวใจที่  Brigham & Women’s Hospital  เป็นโรงพยาบาลในเครือ Harvard  ที่เมือง บอสตัน  สหรัฐอเมริกา   เป็นแพทย์ผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลราชวิถี  กรุงเทพฯ   เป็นกรรมการสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย อยู่หลายสมัย และเคยทำงานบริหารเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 2 อยู่เป็นเวลา 6 ปี ฯลฯ ยังได้อธิบายเรื่องนี้ว่า ฟรุกโตสที่เหลือใช้จะถูกนำไปเก็บที่ตับในรูปของไขมัน  ถ้ามีมาก ๆ ก็จะเกิดภาวะไขมันแทรกตับ ถ้าแทรกมาก ๆ เซลล์ตับก็จะแตกเสียหายเป็นตับอักเสบ  ตับก็จะพยายามซ่อมด้วยการแทรกพังผืดเข้าทำให้กลายเป็นตับแข็ง  และภาวะตับแข็งนี้จะนำไปสู่การเป็นมะเร็งตับได้  การบริโภคน้ำเชื่อมฟรุกโตสมากเกินไปก็ทำให้เกิดผลเสียได้

ทันตแพทย์ หญิง  ปิยดา  ประเสริฐสม ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ  ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้กล่าว  ฟรุกโตสทำให้คนอิ่มไม่เป็น เช่นเวลาหิว น้ำตาลในกระแสเลือดจะลด  สมองก็จะบอกว่าขาดอาหารแล้ว และเมื่อกินจนอิ่ม  น้ำตาลในกระแสเลือด จะเริ่มขึ้นเป็นปกติ จึงส่งสัญญาณไปที่สมองว่าอิ่มแล้ว  ฮอร์โมนหิว (Ghrelin hormone)  ก็จะหยุดหลั่ง เราจะกินน้อยลง  แต่สำหรับฟรุกโตสไม่เกิดกลไกนี้  เพราะย่อยไม่ได้ในลำไส้ปกติ  ร่างกายจึงนำไปเก็บไว้ที่ตับ     น้ำตาลในกระแสเลือดจึงขึ้นช้ามาก   เราก็กินอาหารเข้าไปมากและบ่อย      นั่นคือฟรุกโตสทำให้เราอร่อยแต่ไม่อิ่ม

ความหวานของน้ำตาลฟรุกโตสคือความล้ำสมัยในอุตสาหกรรมอาหาร  แต่มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนเรามากมายตามมา  เมื่อเลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยงหรือดื่มเครื่องดื่มแต่น้อย ๆ เพื่อสุขภาพของเรา ครับ



ขอบคุณข้อมูลจาก คลังความรู้ SciMath
https://www.scimath.org/article/item/4811-2016-07-13-02-56-53

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2020, 05:14:20 am โดย ยาใจ »