ผู้เขียน หัวข้อ: ☆*: .。. เวลา... ชีวิต...เพื่อสิ่งใด - พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.(เขมรังสี ภิกขุ)  (อ่าน 1912 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เราต้องสะสมทุกวันไป
ต้องนึกพิจารณาว่าวันหนึ่งๆ
เราทำความดีอะไรบ้าง
คุ้มไหมกับการมีชีวิตอยู่
กับลมหายใจที่หมดไป
ชีวิตที่ร่อยหรอลงไปทุกวัน



เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 04, 2023, 04:11:53 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ขณะนี้ที่เรายังดีอยู่ต้องสนใจฟัง
ตอนเราเป็นๆ ฟังธรรมไว้
สวดมนต์ ทำความดีไว้
ตายแล้วมันทำอะไรไม่ได้
สวดมนต์เขาก็สวดให้คนเป็นฟัง
คนเป็นไม่ค่อยฟัง พอพระสวด ก็คุยกันบ้าง
ก็ไม่ได้บุญกุศล ถ้าตั้งใจฟัง ถึงฟังไม่รู้เรื่อง
จิตก็ยังเป็นกุศล มีบุญกุศลอุทิศให้ผู้ตาย
จะได้มีบุญกุศลที่มีกำลังอุทิศให้

ฉะนั้นให้เราไม่ประมาทในชีวิต
คนนั้นก็ตายไปแล้ว คนนี้ก็ตายไปแล้ว
สนิทใกล้ชิดเรารู้จักกัน เป็นญาติบ้าง
เป็นเพื่อนบ้าง ล้มหายตายกันไป
เราเองก็ต้องเป็นอย่างนั้นในที่สุด


เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
(เขมรังสี ภิกขุ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 07, 2023, 11:34:27 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆*: .。.  วันคืนผ่านไปๆ
กลืนกินชีวิตไปด้วย
มันไม่ใช่ผ่านไปเฉยๆ
มันกลืนกินเอาชีวิตเรา
ให้หมดไปน้อยลงไป
อายุของเรามากขึ้น
แต่ชีวิตเราก็น้อยลง
ผ่านไปวันหนึ่ง
ชีวิตเราก็สั้นลงไปอีกวันหนึ่ง
ผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง
ชีวิตก็ลดลงไปอีกเดือนหนึ่ง
ผ่านไปนาทีหนึ่ง ก็หมดไปอีก
สั้นลงๆ ใกล้เข้าไป
เหมือนต้อนวัวควาย
จะเข้าสู่ที่หลักประหาร
จูงดุ่มไปๆ ใกล้เข้าไปๆ
ไม่รู้ตัวว่ากำลังใกล้ความตาย
ก็ยังหลง

☆*: .。. เพราะฉะนั้นโลกนี้
กำลังเร่าร้อนด้วยเพลิงทุกข์เพลิงกิเลส


☆*: .。. เราจะมัวลุ่มหลงอยู่
ไม่หาทางออกจากทุกข์
ผู้รู้ก็จะรู้สึกว่าน่าสมเพชเวทนา
ตกอยู่ในความเป็นความตาย
ตกอยู่ในกองทุกข์ ยังไม่สำนึก
ยังไม่สนใจจะออกจากทุกข์
และยังไปทำเหตุแห่งทุกข์


“เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด”
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 08, 2023, 08:39:56 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เมื่อตอนเช้าเคล้าชื่นระรื่นรส
พอสายหมดลมลับลงดับขันธ์
เมื่อตอนสายยังเป็นสุขสนุกครัน
พอบ่ายพลันชีวาตม์มาขาดรอน


เมื่อตอนบ่ายรายล้อมพร้อมหน้าญาติ
พอเย็นขาดชีวาลงคาหมอน
เมื่อตอนเย็นเล่นสุขไม่ทุกข์ร้อน
พอค่ำม้วยมรณ์โอ้ชีวิตอนิจจา


เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 08, 2023, 08:47:13 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


พระโสดาบันนี้เป็นผู้ที่ตัดสักกายทิฏฐิแล้ว
คือตัดความเห็นที่ยึดถือว่าเป็นตัวตน
ยึดถือว่าร่างกายเป็นตัวเราของเรา
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ตัดความยึดถือ เป็นตัวเรา ของเรานี้ออกไปได้
แต่ที่เรามีความรู้สึกอย่างนี้ ลองพิจารณาดูว่า
รูป ร่างกายและแขนขาหน้าตาเป็นตัวเราไหม
เป็นของเราหรือเปล่า อยู่ในเราไหม

มีเรามาอยู่ในร่างกายนี้ไหม
ถ้าโดนข้อใดข้อหนึ่งเป็นสักกายทิฏฐิอยู่
กายนี้ก็สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่ตัวเราของเรา
ปุถุชนจะยึดผิดเห็นผิดเอาเป็นตัวเราของเรา


เวทนา ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย
เป็นสุขเป็นทุกข์ เวลาไม่สบายกายไม่สบายใจ
สบายกายสบายใจรู้สึกเป็นตัวเราไหม
เป็นของเราไหม อยู่ในเราหรือเปล่า
หรือมีเรามาอยู่ในเวทนาโดนข้อใดข้อหนึ่ง
คือยังมีสักกายทิฏฐิ มีความเห็นผิดยึดผิดอยู่
เพราะความเป็นจริง เวทนาก็สักแต่เวทนา
ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เราของเรา

สัญญา ความจำได้หมายรู้เป็นตัวเราไหม
อยู่ในเราหรือเปล่า เป็นของเรา
มีเรามาอยู่ในสัญญาไหม

สังขาร ความปรุงแต่งจิต
เช่นความชอบ ความชัง สงบไม่สงบ
วิตก วิจารณ์ วิจัย สงสัยพอใจ ไม่พอใจ
เหล่านี้เป็นสังขาร รู้สึกว่าเป็นตัวเราไหม
เวลาโกรธรู้สึกว่าเราโกรธไหม
ชอบรู้สึกว่าเป็นตัวเราชอบไหม
เป็นของเราไหม อยู่ในเราไหม
มีเรามาอยู่ในสิ่งเหล่านี้ เป็นสักกายทิฏฐิ
เป็นความยึดถือเป็นตัวเป็นตน
เป็นความเห็นผิดยึดผิด


วิญญาณ คือธาตุรู้ ความรับรู้ นึกคิด
รับรู้ รับทราบอะไรต่างๆ เป็นวิญญาณ
วิญญาณทางตาก็คือเห็น
วิญญาณทางหู คือสภาพได้ยิน
วิญญาณทางจมูกก็รู้กลิ่น
วิญญาณทางลิ้นก็รับรู้รส
วิญญาณทางกายก็เข้าไปรู้สึกโผฎฐัพพารมณ์
เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง

วิญญาณทางใจก็นึกคิดรับรู้ตีความหมาย
อะไรต่างๆ เหล่านี้ วิญญาณเหล่านี้
รู้สึกเป็นตัวเราไหม เป็นของเราไหม
อยู่ในเราหรือเปล่า มีเรามาอยู่ในวิญญาณ
โดนข้อใดข้อหนึ่งก็เป็นสักกายทิฏฐิ



“เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด”
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 25, 2023, 05:41:20 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



พึงประพฤติดั่งคนมีศีรษะถูกไฟไหม้
เพราะมฤตยูที่ไม่มาถึงย่อมไม่มี
มฤตยูก็คือความตายคืบคลาน
ใกล้เข้ามาทุกขณะ มาถึงทุกคน
พึงประพฤติดั่งคนมีศีรษะถูกไฟไหม้
จะไปทำอะไร จะไปนอน จะไปกิน
จะไปเล่น จะไปเที่ยว หรือจะไปทุจริต

ถ้าไฟกำลังไหม้อยู่บนหัว
หน้าที่ของเราอันดับแรกต้องรีบดับไฟก่อน

ท่านอุปมาให้ฟังอย่างนั้น รีบดับไฟ
พึงประพฤติดั่งคนมีศีรษะถูกไฟไหม้
คือเราต้องไม่ประมาท ต้องรีบเร่ง
ประพฤติปฏิบัติ วันเวลามันไม่คอยท่า
กลืนกินเราหมดไปสิ้นไป
เราไม่รู้ว่าเราจะตายวันไหนเวลาไหน



เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 25, 2023, 06:02:10 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




ในอดีตเราทำบาปไว้มาก
ทำบุญก็มี ทำบาปก็มี
แม้ชาตินี้ปัจจุบันนี้เราก็ทำไว้
ทำบาปไว้ทำบุญไว้ตอนเป็นเด็ก
เป็นหนุ่มเป็นสาว เช่นฆ่าสัตว์
ที่นั่งอยู่ที่นี่ เชื่อว่าไม่มีใครเลย
ที่ไม่เคยฆ่าสัตว์ เราเป็นเพชฌฆาตมาแล้ว
เราต้องคดีกันมาแล้วคือฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ทำลายชีวิตผู้อื่น นั่นคือบาปที่เราทำไว้
ลักขโมย ช่อโกง เบียดบังทรัพย์สิน
ที่ไม่ใช่ของตนมาเป็นของตน

เราอาจจะเคยกระทำมา

บางท่านก็อาจจะประพฤติผิดในกาม
โกหกหลอกลวงการพูดเท็จ
เราล้วนเคยทำกันมาแล้ว

สิ่งที่เราทำลงไปแล้วเป็นบาปติดตัวเราไป
คราวใดเวลาใดบาปนั้นให้ผล
เราก็ต้องเสวยผลบาปนั้นตามที่เราทำไว้

อายุสั้นพลันตายเพราะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
เบียดเบียนชีวิต ร่างกายโรคภัยก็มีมาก
ถ้าเราหวังจะไม่ให้บาปส่งผลในชาตินี้

ก็ด้วยวิธี ๓ อย่าง
1. ตั้งใจว่าเราจะไม่ทำบาปชนิดนั้นอีก
2. ทำกุศลเป็นประจำ
3. อย่าเก็บเอาบาปมาคิดมานึกอีก


ทำ ๓ อย่างนี้ได้ ชาตินี้แหละ
เราก็จะรอดปลอดภัยจากวิบากกรรม
ที่เราทำไว้ แต่รอดได้เฉพาะชาตินี้

ชาติหน้าต่อๆ ไป
ถ้าเราไปเติมบาปไม่เติมบุญ
บาปก็ให้ผลได้ มันไม่ได้หมดไป
แต่เราสามารถทำให้บาปมันไม่ส่งผล
ด้วยการไม่ไปเติมบาปใหม่
และใส่ใจในการทำบุญทำกุศลให้ต่อเนื่อง


บุญมีมากแล้ว บาปก็ไม่มีผล
เราได้ชีวิตมาไม่เหมือนกัน

เกิดมาสวยบ้าง ขี้เหร่บ้าง
รวยบ้าง จนบ้าง พิการบ้าง สมบูรณ์บ้าง
ผิวพรรณงามบ้าง ไม่งามบ้าง
ล้วนแล้วแต่เป็นวิบากกรรม
เป็นผลของกรรมที่เราทำไว้
ผลของบุญของบาปที่ทำไว้
มันหล่นมาอย่างนี้แล้ว
วิบากของกรรมให้ผลแล้ว
เราก็ต้องเสวยผล เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ตัวสูงต่ำพิกลพิการก็ต้องใช้หนี้กรรมไปอย่างนี้

----

เราสามารถจะเอาสิ่งที่เราได้มา
เป็นทุนเป็นบุญขึ้นมาใหม่
ลงทุนใหม่ทำให้มันดีใหม่
อาศัยสังขารร่างกายที่เกิดมาทำใหม่ให้มันดี


เรายอมชาตินี้ไปได้แค่นี้
แต่ว่าชาติต่อไปต้องให้มันดีกว่านี้


ให้มันเจริญกว่านี้
มีตัวมีร่างกายมีชีวิตมา

เอามาลงทุนในการทำความดี
ชีวิตยังมีเวลาอยู่แต่ก็ไม่มาก

ชีวิตแต่ละคนไม่นาน
ไม่เกิน ๑๐๐ ปีก็ต้องตาย


สมัยปัจจุบันอายุประมาณ ๗๕ ปีเป็นอายุขัย

  เราได้กี่ปีแล้วเกิดมา เหลืออีกกี่ปี
ยิ่งอายุเลย ๗๕ ไปแล้ว มันต้องรู้ตัวแล้วว่า


หมดเวลาแล้ว ชีวิตเหลือน้อยแล้ว

จะตายวันตายพรุ่งแล้ว
คนที่อายุ ๓๐, ๔๐, ๕๐ ก็อย่าประมาท


บางทีมันตายก่อนคนแก่ก็ได้
แซงคิวตายก่อน พ่อแม่อายุมาก
๘๐, ๙๐ ลูกตายก่อน มันไม่แน่
ในเวลาที่ยังมีอยู่เหลือไม่มากนี้
เราอยากทำอะไรที่เป็นบุญเป็นทุนไปต่อไป

ให้ภพหน้าให้มันเจริญกว่านี้
มีความสุขความสมบูรณ์กว่านี้


อย่าให้มันตกต่ำ

ชีวิตแต่ละวันหนึ่ง
ต้องดูว่าเราทำอะไรที่มันเป็นสาระ
เป็นประโยชน์เป็นบุญ
เราทำมาหาเลี้ยงชีพ
หาเงินหาทองเพื่ออะไร

ทำงานหาเงินมีเงินเท่าไร
ถึงจะมีความสุข ดูคนที่มีเงินมากๆ
ยังไม่เห็นมีความสุขที่แท้จริง
เราจะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนจึงจะมีความสุข

มีอาหารขนาดไหน
ชีวิตเราวันหนึ่งกินข้าวไม่กี่จาน

ฆราวาสมื้อหนึ่งกินอย่างมาก ๒ จาน
วันละ ๓ มื้อ บางคน ๔ มื้อ
เป็นนักบวชเหลือ ๒ มื้อ
เช้าถึงเที่ยงหรือว่ามื้อเดียว


ชีวิตมันอาศัยแค่นั้น
มีสมบัติมากมายก็กินไม่ได้มากกว่านั้น

กินได้แค่นั้น

นอนเรานอนใช้เนื้อที่เท่าไร
ที่นอนวาหนึ่งแค่นั้น
เสื้อผ้าใช้นุ่งห่มแค่พอปกปิดร่างกาย


จะมีไว้มากมาย
มันก็ไม่ได้ให้อะไรกับเรา
ที่เป็นสุขอย่างแท้จริง
สิ่งทั้งหลายที่เรามีในโลกียสมบัติ
มันยังไม่ใช่เป็นที่พึ่งที่จะดับทุกข์ได้จริง

เป็นเช่นนั้น
เราจะคิดพิจารณาอย่างไร
เราพิจารณาเพียงว่า
พออาศัยชีวิตให้พออาศัยดำรงอยู่ได้
พอมีพอกิน เพื่อทำความดี
เพื่อพัฒนาชีวิตตัวเอง
ให้ชีวิตแต่ละวันได้พัฒนา
ได้สะสมกุศล บุญบารมีไว้


ทุกลมหายใจ 。.:*☆
เราพยายามสะสมเจริญสติภาวนาอยู่เสมอ


สมบัติอื่นๆ ก็พออาศัยกันไป
เราจะมีมาก มันก็ใช้ไม่ได้ทั้งหมด
ตายแล้วก็ต้องทอดทิ้งไป เอาไปไม่ได้


“สมบัติส่งได้แค่โรงพยาบาล
ลูกหลานส่งได้แค่เชิงตะกอน
บาปบุญเป็นทุนรอนส่งไปภพภายภาคหน้า”


สมบัติทั้งหลายเอาไปไม่ได้
นอกจากทรัพย์ภายในคือบุญกุศล
แม้แต่ร่างกายนี้เราก็ต้องทอดทิ้งเน่าเปื่อยผุพัง




เวลาในชีวิตเพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ
พระอาจารย์สุรศักดิ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2024, 06:24:18 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



☆*: .。. เราก็ต้องมีหลักในการดำเนินชีวิต
เรารู้แล้วว่าความสุข ความเจริญ
เกิดจากบุญกุศลที่เราทำเอง
ความทุกข์ ความเดือดร้อน
ความหายนะ ความวิบัติ
เกิดจากบาปของเราที่ทำไว้เอง

☆*: .。. เมื่อเป็นเช่นนี้
เราก็มาทำตัวเราให้ให้มันถูกต้อง
ไม่ทำบาป เรารู้ว่าบาปนี้นำมาซึ่งความทุกข์
เราก็ทำแต่ความดี ทำบุญกุศล
ถ้าเราไม่ทำบาป ประกอบแต่ความดี
เราก็ไม่ต้องไปอ้อนวอนให้ใครมาช่วย


☆*: .。. ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าว
เทวดาที่ไหนมาช่วย บุญมีแล้ว บุญช่วย


☆*: .。. ถ้าจะมีเทวดามาช่วย
ก็เพราะบุญของเรานั่นแหละ
ถ้าเราไม่มีบุญ
ก็ไม่มีเทวดาที่ไหนมาช่วยได้ เขาไม่ช่วย

ที่เขามาช่วยเพราะเรามีบุญ
บุญมันพาให้มีสิ่งนั้น บุคคลนั้น มาทำให้


☆*: .。. เราทำบาปไว้ก็ไม่มีใครช่วยได้
เราต้องเสวยผลบาป
ต้องรับความทุกข์ตามบาปที่เราทำ
ฉะนั้นเรามีหลักให้กับตัวเราเอง


☆*: .。. ความสุข ความทุกข์
เกิดจากการกระทำของเราเอง
เราลิขิตตัวของเราเอง
กรรมที่เราทำไว้เป็นตัวลิขิต

☆*: .。. ชีวิตจะดีไม่ดี
เราลิขิตการกระทำของเราเอง


☆*: .。. ฉะนั้นเราต้องลิขิตคือกระทำ
ในสิ่งที่เป็นกุศลเป็นบุญไว้
เว้นบาปทั้งหลายออกไป
และทำใจของเราให้บริสุทธิ์

☆*: .。. อันนั้นเขาเรียกว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด
ที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย


☆*: .。. ด้วยการที่เราต้องปฏิบัติธรรม
เจริญภาวนา ให้จิตมีปัญญา
ชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์หลุดพ้น
ถ้าเรายังเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
เราก็ต้องเสวยผลบาป ผลบุญอยู่อย่างนี้


เวลาในชีวิตเพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ
พระอาจารย์สุรศักดิ์