ผู้เขียน หัวข้อ: " เทวดา : จะพึ่งพา หรือว่าอยู่ด้วยกันอย่างไร" โดย พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต)  (อ่าน 14596 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เทวดา : จะพึ่งพา หรือว่าอยู่ด้วยกันอย่างไร

มนุษย์กับเทวดา ดูฐานะนำมาเปรียบเทียบกัน

    ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องเทวดา  ว่าโดยส่วนใหญ่ก็เหมือนกับที่กล่าวแล้วในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์เพราะคนมักเข้าไปเกี่ยวข้องกับเทวดาเพื่อผลในทางปฏิบัติ  คือหวังพึ่งและขออำนาจดลบันดาลต่างๆ เช่นเดียวกับที่หวังและขอจากอิทธิฤทธิ์  และเทวดาก็เป็นผู้มีฤทธิ์   หลักการทั่วไปที่บรรยายแล้วในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์   หลักการทั่วไปที่บรรยายแล้วในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับคุณและโทษ จึงนำมาใช้กับเรื่องเทวดาได้ด้วย  แต่ก็ยังมีเรื่องที่ควรทราบเพิ่มเติมอีกบางอย่างดังนี้

    ว่าโดยภาวะพื้นฐาน  เทวดาทุกประเภทตลอดจนถึงพรหมที่สูงสุด  ล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ  เช่นเดียวกับมนุษย์ทั้งหลาย และส่วนใหญ่ก็เป็นปุถุชนยังมีกิเลสคล้ายมนุษย์

     แม้ว่าจะมีเทพที่เป็นอริยบุคคลบ้าง ส่วนมากก็เป็นอริยะมาก่อนตั้งแต่ครั้งยังเป็นมนุษย์  แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบโดยเฉลี่ยตามลำดับฐานะ  เทวดาจะเป็นผู้มีคุณธรรมสูงกว่า แต่ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกันจนพูดรวมๆ ไปได้ว่าเป็นระดับสุคติด้วยกัน

      ในแง่ความได้เปรียบเสียเปรียบ บางอย่างเทวดาดีกว่า แต่บางอย่างมนุษย์ก็ดีกว่า เช่น ท่านเปรียบเทียบระหว่างมนุษย์ชาวชมพูทวีปกับเทพชั้นดาวดึงส์ว่า เทพชั้นดาวดึงส์เหนือกว่ามนุษย์ ๓ อย่างคือ มีอายุทิพย์ ผิวพรรณทิพย์ และความสุขทิพย์ แต่มนุษย์ชาวชมพูทวีปก็เหนือกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ ๓ ด้าน คือ กล้าหาญกว่า มีสติดีกว่า และมีการประพฤติพรหมจรรย์ (หมายถึงการปฏิบัติตามอริยมรรค)

แม้ว่าตามปกติพวกมนุษย์จะถือว่าเทวดาสูงกว่าพวกตนและพากันอยากไปเกิดในสวรรค์ แต่สำหรับพวกเทวดา เขาถือกันว่า การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสุคติของพวกเขา
        ดังพุทธพจน์ยืนยันว่า
             ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์นี่แล นับว่าเป็นการไปสุคติของเทพทั้งหลาย
     เมื่อเทวดาองค์ใดองค์หนึ่งจะจุติ เพื่อนเทพชาวสวรรค์จะพากันอวยพรว่า ให้ไปสุคติ คือไปเกิดในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย เพราะโลกมนุษย์เป็นถิ่นที่มีโอกาสเลือกประกอบกุศลกรรมทำความดีงามต่างๆ  และประพฤติปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่  (ความชั่วหรืออกุศลกรรมต่างๆ ก็เลือกทำได้เต็มที่เช่นเดียวกัน)


      การเกิดเป็นเทวดาที่มีอายุยืนยาว  ท่านถือว่าเป็นการเสียหรือพลาดโอกาสอย่างหนึ่งในการที่จะได้ประพฤติพรหมจรรย์(ปฏิบัติตามอริยมรรค)  เรียกอย่างสามัญว่าเป็นโชคไม่ดี พวกชาวสวรรค์มีแต่ความสุข ชวนให้เกิดความประมาทมัวเมา สติไม่มั่นส่วนโลกมนุษย์มีสุขบ้างทุกข์บ้างเคล้าระคน มีประสบการณ์หลากหลายเป็นบทเรียนได้มาก เมื่อรู้จักกำหนดก็ทำให้ได้เรียนรู้ ช่วยให้สติเจริญว่องไวทำงานได้ดี เกื้อกูลแก่การฝึกตนและการที่จะก้าวหน้าในอารยธรรม

      เมื่อพิจารณาในแง่ระดับแห่งคุณธรรมให้ละเอียดลงไปอีกจะเห็นว่า มนุษยภูมินั้นอยู่กลางระหว่างเทวภูมิหรือสวรรค์ กับอบายภูมิมีนรกเป็นต้น

      พวกอบายเช่นนรกนั้น เป็นแดนของคนบาปด้อยคุณธรรม  แม้ชาวอบายบางส่วนจะจัดได้ว่าเป็นคนดี   แต่ก็ตกไปอยู่ในนั้นเพราะความชั่วบางอย่างให้ผลถ่วงดึงลงไป  ส่วนสวรรค์ก็เป็นแดนของคนดีค่อนข้างมีคุณธรรม   แม้ว่าชาวสวรรค์บางส่วนจะเป็นคนชั่วแต่ก็ได้ขึ้นไปอยู่ในแดนนั้น  เพราะมีความดีบางอย่างที่ปะทุแรงช่วยผลักดันหรือฉุดขึ้นไป

      ส่วนโลกมนุษย์ที่อยู่ระหว่างกลาง  ก็เป็นประดุจชุมทางที่ผ่านหมุนเวียนกันไปมาทั้งของชาวสวรรค์และชาวอบาย เป็นแหล่งที่สัตวโลกทุกพวกทุกชนิดมาทำมาหากรรม  เป็นที่คนชั่วมาสร้างตัวให้เป็นคนดีเตรียมไปสวรรค์    หรือคนดีมาสุมตัวให้เป็นคนชั่วเตรียมไปนรก  ตลอดจนเป็นที่ผู้รู้จะมาสะสางตัวให้เป็นคนอิสระเลิกทำมาหากรรม เปลี่ยนเป็นผู้หว่านธรรม ลอยพ้นเหนือการเดินทางหมุนเวียนต่อไป

     พวกอบายมีหลายชั้น   ชั้นเดียวกันก็มีบาปธรรมใกล้เคียงกัน   พวกเทพก็มีหลายชั้นซอยละเอียดยิ่งกว่าอบาย มีคุณธรรมพื้นฐานประณีตลดหลั่นกันไปตามลำดับ  ชั้นเดียวกันก็มีคุณธรรมใกล้เคียงกัน

      ส่วนโลกมนุษย์แดนเดียวนี้  เป็นที่รวมของบาปธรรมและคุณธรรมทุกอย่างทุกระดับ     มีคนชั่วซึ่งมีบาปธรรมหยาบหนาเหมือนดังชาวนรกชั้นต่ำสุด  และมีคนดีซึ่งมีคุณธรรมประณีตเท่ากับพรหมผู้สูงสุด  ตลอดจนท่านผู้พ้นแล้วจากภพภูมิทั้งหลาย ซึ่งแม้แต่เหล่าเทพมารพรหมก็เคารพบูชา  ภาวะเช่นนี้นับได้ว่าเป็นลักษณะพิเศษของโลกมนุษย์ที่เป็นวิสัยกว้างสุดแห่งบาปอกุศลและคุณธรรม  เพราะเป็นที่ทำมาหากรรม และเป็นที่หว่านธรรม

      เท่าที่กล่าวมานี้   จะเห็นข้อเปรียบเทียบระหว่างมนุษย์กับเทวดาได้ว่า    เมื่อเทียบโดยคุณธรรมและความสามารถทั่วไปแล้วทั้งมนุษย์และเทวดาต่างก็มีได้เท่าเทียมหรือใกล้เคียงกัน  เป็นระดับเดียวกัน  แต่มนุษย์มีวิสัยแห่งการสร้างเสริมปรับปรุงมากกว่า ข้อแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่โอกาส กล่าวคือ มนุษย์มีโอกาสมากกว่าในการที่จะพัฒนาคุณธรรมและความสามารถของตน

      ถ้ามองในแง่แข่งขัน (ทางธรรมไม่สนับสนุนให้มอง)  ก็ว่าตามปกติธรรมดา ถ้าอยู่กันเฉยๆ เทวดาทั่วไปสูงกว่า ดีกว่า เก่งกว่ามนุษย์  แต่ถ้ามนุษย์ปรับปรุงตัวเมื่อไร  ก็จะขึ้นไปเทียมเท่าหรือแม้แต่สูงกว่า ดีกว่า เก่งกว่าเทวดา



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 09, 2016, 01:02:01 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



                           มนุษย์กับเทวดา
                ความสัมพันธ์ใดล้าสมัย ควรเลิกเสีย


      เมื่อทราบฐานะของเทวดาแล้ว     พึงทราบความสัมพันธ์ที่ควรและไม่ควรระหว่างเทวดากับมนุษย์ต่อไป   ในลักธิศาสนาที่มีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล เขาเชื่อว่ามีเทวดาใหญ่น้อยมากมาย  และมีเทพสูงสุดเป็นผู้สร้างโลกและบันดาลทุกสิ่งทุกอย่าง  ซึ่งมนุษย์ไม่มีทางจะเจริญเสิศล้ำกว่าเทพนั้นได้    มนุษย์จึงสร้างความสัมพันธ์กับเทพด้วยวิธีอ้อนวอนขอความช่วยเหลือด้วยวิธีการต่างๆ  เช่น สวดสรรเสริญ ยกย่อง สดุดี บวงสรวง สังเวย บูชายัญ  เป็นการปรนเปรอเอาอกเอาใจ   หรือไม่ก็ใช้วิธีเรียกร้องความสนใจ  บีบบังคับให้เห็นใจเชิงเร้าให้เกิดความร้อนใจจนเทพทนนิ่งอยู่ไม่ได้ต้องหันมาดูแลหาทางแก้ไขหรือสนองความต้องการให้ ทั้งนี้ โดยใช้วิธีข่มขี่บีบคั้นลงโทษทรมานตนเอง  ที่เรียกว่าประพฤติพรตและบำเพ็ญตบะต่างๆ

      สรุปให้เห็นชัดถึงวิธีสัมพันธ์กับเทพเจ้าเป็น ๒ อย่าง คือ

๑.    วิธีอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ   ด้วยการเซ่นสรวงสังเวย  บูชายัญ  ดังลูกอ้อนวอนขอต่อพ่อแม่  บางทีเลยไปเป็นดังประจบและแม้ติดสินบนต่อผู้มีอำนาจเหนือ

๒.    วิธีบีบบังคับให้ทำตามความประสงค์ ด้วยการบำเพ็ญพรตทำตบะ ดังลูกที่ตีอกชกหัว กัดทึ้งตนเอง เรียกร้องเชิงบีบบังคับให้พ่อแม่หันมาใส่ใจความประสงค์ของตน

แต่จะเป็นวิธีใดก็ตาม  ย่อมรวมลงในการมุ่งหวังผลประโยชน์แก่ตน ด้วยการพึ่งพาสิ่งภายนอกทั้งสิ้น เมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้ว  ก็ได้สอนให้เลิกเสียทั้งสองวิธี  และการเลิกวิธีปฏิบัติทั้งสองนี้แหละที่เป็นลักษณะพิเศษของพระพุทธศาสนาในเรื่องนี้
     
      ในการสอนให้เลิกวิธีปฏิบัติเหล่านี้    พระพุทธศาสนาสามารถแสดงเหตุผล  ชี้ให้เห็นคุณโทษ และวางวิธีปฏิบัติที่สมควรให้ใหม่ด้วย




                   หวังพึ่งเทวดา
      ได้ผลนิดหน่อย แต่เกิดโทษมากมาย


      การหวังพึ่งเทวดาย่อมมีผลในขอบเขตจำกัด  หรือมีจุดติดตันอย่างเดียวกับที่กล่าวแล้วในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์  คือ   ในทางปัญญา  เทวดาทั่วๆ  ไปก็ยังมีอวิชชา ไม่รู้สัจธรรม  เช่นเดียวกับมนุษย์  ดังเรื่องพระภิกษุรูปที่เหาะไปถามปัญหากะเทวดาจนแม้แต่พระพรหมก็ตอบไม่ได้    และเรื่องพระพุทธเจ้าทรมานพระพรหมนามว่า “พกะ”  ในพกสูตรเป็นต้น

      ส่วนในด้านจิตใจ  เทวดาก็เหมือนกับมนุษย์  คือส่วนใหญ่เป็นปุถุชน  ยังมีกิเลส มีเชื้อความทุกข์มากบ้างน้อยบ้าง ยังหมุนเวียนขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในสังสารวัฏ  ดังเช่นพระพรหมแม้จะมีคุณธรรมสูง แต่ก็ยังประมาทเมาว่าตนอยู่เที่ยงแท้นิรันดร   พระอินทร์เมาประมาทในทิพย์สมบัติ    คนอื่นหวังพึ่งพระอินทร์  แต่พระอินทร์เองยังไม่หมดราคะ โทสะ โมหะ ยังมีความหวาดกลัวสะดุ้งหวั่นไหว

      การอ้อนวอนหวังพึ่งเทวดา   นอกจากขัดกับความเพียรพยายามโดยหวังผลสำเร็จจากการกระทำ  ขัดหลักพึ่งตนเองและความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดังได้กล่าวในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์แล้ว ยังมีผลเสียที่ควรสังเกตอีกหลายอย่างเช่น

-   ในเมื่อเทวดาเป็นปุถุชน   การที่มนุษย์ไปเฝ้าประจบยกยอบนบานต่างๆ     ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่จะประสบผลเสียเทวดาทั้งหลายก็จะพลอยเสียไปด้วย  เพราะจะเกิดความหลงใหลมัวเมาในคำยกย่องสรรเสริญ   ติดในลาภสักการะคือสิ่งเซ่นสรวงสังเวยและปรารถนาจะได้ให้มากยิ่งขึ้นๆ  โดยนับนี้ทั้งเทวดาและมนุษย์ต่างก็มัวมาฝักใฝ่วุ่นวายอยู่กับการบนบาน  และการให้ผลตามบนบาน  ละทิ้งกิจหน้าที่ของตน หรือไม่ก็ปล่อยปละละเลยให้บกพร่องย่อหย่อน  เป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท  แล้วทั้งมนุษย์และเทวดาก็พากันเสื่อมลงไปด้วยกัน

-    เทวดาบางพวก  เมื่อมัวเมาติดในลาภสักการะความยกย่องนับถือแล้ว ก็จะหาทางผูกมัดหมู่ชนไว้กับตน  โดยหาทางทำให้คนต้องพึ่งเขาอยู่เรื่อยไป เพื่อผลนี้ เทวดาอาจใช้วิธีการต่างๆ เช่นล่อด้วยความสำเร็จสมปรารถนาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้คนหวังผลมากยิ่งขึ้น และบนบานเช่นสรวงมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่แกล้งทำเหตุให้คนต้องมาติดต่อขอผลถลำตนเข้าสู่วงการ

-    เมื่อเทวดาประเภทหวังลาภมาวุ่นวายกันอยู่มากเทวดาดีที่จะช่วยเหลือคนดีโดยไม่หวังผลประโยชน์ ก็จะพากันเบื่อหน่ายหลบลี้ปลีกตัวออกไป คนที่ทำดี ก็ไม่มีใครจะคอยช่วยเหลือให้กำลัง ฝ่ายเทวดาใฝ่ลาภ  ก็จะช่วยต่อเมื่อได้รับสิ่งบนหรืออย่างน้อยคำขอร้องอ้อนวอน มนุษย์ก็เลยรู้สึกกันมากขึ้นเหมือนว่าทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วจึงจะได้ดี ก่อให้เกิดความสับสนระส่ำระสายในสังคมมนุษย์มากยิ่งขึ้น

-    เมื่อเทวดาดีงามปลีกตัวไปไม่เกี่ยวข้อง (ตามปกติธรรมเนียมของเทวดา ก็ไม่ต้องการมาเกี่ยวข้องวุ่นวายหรือแทรกแซงในกิจการของมนุษย์อยู่แล้ว)   ก็ยิ่งเป็นโอกาสสำหรับเทวดาร้ายใฝ่ลาภจะแสวงหาผลประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น เช่น เมื่อมนุษย์อ้อนวอนเรียกร้องเจาะจงต่อเทพบางท่านที่เขานับถือ เทพใฝ่ลาภพวกนี้ก็จะลงมาสวยรอยรับสมอ้างหลอกมนุษย์   โดยมนุษย์ไม่อาจทราบเพราะเป็นเรื่องเหนือวิสัยของตน   แล้วเทวดาสวยรอยก็ทำเรื่องให้พวกมนุษย์หมกมุ่นมัวเมายิ่งขึ้น
   
      โดยนัยนี้  จะเห็นได้ว่า  คนที่ได้รับความช่วยเหลือจากเทวดา  ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี  และคนดีก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากเทวดา    ที่เป็นเช่นนี้เพราะทั้งมนุษย์และเทวดาต่างก็เป็นปุถุงชนและต่างก็ปฏิบัติผิด   พากันทำให้ระบบต่างๆ ที่ดีงามในโลกคลาดเคลื่อนเสื่อมทรามลงไป



* สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง*


      อนึ่ง  ขอกล่าวถึงข้อสังเกตบางอย่างเพื่อจะได้มองเห็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไปชัดเจนขึ้น

      ประการแรก   เทวดาประกาศิตหรือกำหนดเหตุการณ์หรือบันดาลชะตากรรมแก่มนุษย์โดยเด็ดขาดแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้  แม้ตามปกติจะถือกันว่า  เทวดามีฤทธิ์มีอำนาจเหนือกว่ามนุษย์  แต่ดังได้กล่าวแล้วข้างต้นว่า    ถ้ามนุษย์ปรับปรุงตัวขึ้นมาเมื่อใด    ก็สามารถเท่าเทียมหรือเหนือกว่าเทวดาได้   และสิ่งที่จะกำหนดว่าใครจะเหนือใคร  ก็อยู่ที่คุณธรรมและความเพียรพยายาม

       ดังมีเรื่องมาในชาดก   กษัตริย์สองเมืองจะทำสงครามกันฝ่ายหนึ่งไปถามพระฤาษีมีฤทธิ์  ซึ่งติดต่อกับพระอินทร์ได้   ได้รับทราบคำแจ้งของพระอินทร์ว่าฝ่ายตนจะชนะ    จึงประมาทปล่อยเหล่าทหารสนุกสนานบันเทิง    ส่วนกษัตริย์อีก
ฝ่านหนึ่งทราบข่าวทำนายว่าฝ่ายตนจะแพ้ ยิ่งตระเตรียมการให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ครั้งถึงเวลารบจริง  ฝ่ายหลังนี้ก็เอาชนะกองทัพกษัตริย์ฝ่ายที่มัวประมาทได้  พระอินทร์ถูกต่อว่า  จึงกล่าวเทวคติออกมาว่า “ความบากบั่น พากเพียรของคน เทพทั้งหลายก็เกียดกันไม่ได้”

      เทวดาที่อยู่ตามบ้านเรือนนั้น    ตามปกติมนุษย์ให้เกียรติและเอาใจมาก  แต่ถ้ามองแง่หนึ่ง  ก็เป็นผู้อาศัย  ถ้าเจ้าบ้านมีคุณธรรมสูง  เช่นเป็นอริยสาวก มีความมั่นใจในคุณธรรมของตน หรือมั่นใจในธรรมตามหลักศรัทธาอย่างพระโสดาบัน    เทวดาก็ต้องเคารพเชื่อฟัง อยู่ในบังคับบัญชา มิใช่เป็นผู้มีอำนาจบังคับเจ้าบ้าน

      ดังเช่น  เทวดาผู้อยู่  ณ   ซุ้มประตูบ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐี (ท่านเจ้าบ้านไม่ได้สร้างที่อยู่ให้โดยเฉพาะ) เมื่อท่านเศรษฐียากจนลง ได้มาสั่งสอนให้เลิกถวายทาน ท่านเศรษฐีเห็นว่าเป็นคำแนะนำไม่ชอบธรรม ถึงกับไล่ออกจากบ้านทันที เทวดาหาที่อยู่ไม่ได้ ในที่สุดไปหาพระอินทร์ จะให้ช่วยพามาขอขมาเศรษฐี ได้รับคำแนะนำวิธีที่จะขอขมาโทษ เมื่อปฏิบัติตามนั้นแล้วจึงได้รับอนุญาตกลับเข้าอยู่ ณ ที่เดิมได้

       ประการที่สอง  เมื่อคนถูกเทวดาให้โทษ  จะถือเอาเป็นเกณฑ์ว่าเขาทำผิดหรือเป็นคนชั่ว  ยังไม่ได้  เพราะคนดีถูกเทวดาร้ายกลั่นแกล้ง ก็มีไม่น้อย ดังเช่นเทวดาซึ่งอยู่ ณ ซุ้มประตูของอนาถบิณฑิกเศรษฐีที่ได้กล่าวถึงแล้ว     ท่านเรียกว่าเป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิบ้าง เทวดาอันธพาลบ้าง เทวดานั้นไม่พอใจว่า เมื่อพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกเสด็จมาบ้านเศรษฐี  เขาจะต้องลงมาที่พื้นดิน  ครั้นเศรษฐียากจนลง  จึงได้โอกาสเข้ามาสั่งสอนเศรษฐี  เพื่อยุให้เลิกเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า แต่ได้ผลตรงข้ามด้งกล่าวแล้ว

       เทวดาบางองค์แกล้งคนให้ระแวงกันเล่นเท่านั้นเอง  แม้แต่พวกเทวดาตามป่า เมื่อพระไปอยู่อาศัยเพื่อปฏิบัติธรรม บางพวกก็ไม่พอใจ เพราะคนดีมีคุณธรรมสูงกว่าตนเข้ามาอยู่ ทำให้พวกตนอึดอัดใจ ทำอะไรๆ ไม่สะดวก  จึงหาทางแกล้งด้วยวิธีต่างๆ  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้แก้ไขด้วยการแผ่เมตตา  เอาความดีเข้าตอบ แต่ในกรณีที่พวกเทวดาไปแนะนำให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น   หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม  พุทธสาวกผู้รู้หลักย่อมมีความเข้มแข็งมั่นคงในจริยธรรม   และจะไม่ยอมปฏิบัติตามคำของเทวดานั้นเป็นอันขาด    ไม่ว่าเทวดาจะขู่หรือล่อด้วยรางวัลอย่างใดๆ

        ประการที่สาม  เทวดาบางองค์มีพฤติการณ์ทางร้าย ชอบทำตนเป็นปฏิปักษ์ขัดขวางความเจริญของมนุษย์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ    เทวดาอย่างนี้มนุษย์ไม่เพียงแต่มิควรอ้อนวอนขอร้องหรือหวังพึ่งเท่านั้น  แต่ควรปราบหรือพิชิตให้ได้ทีเดียว  และถ้าฝึกปรือความสามารถของตนให้ดี มนุษย์ก็สามารถเอาชนะได้ด้วย ตัวอย่างสำคัญคือ “มาร”

      มารนี้เป็นเทพในสวรรค์ชั้นสูงของระดับกามาวจร คือชั้นที่ ๖ ได้แก่  ปรนิมมิตวสวัตดี แต่ชอบขัดขวางรังควาญผู้อื่นเมื่อเขาจะทำความดี  เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใครจะเปลื้องตนให้เป็นอิสระจากกาม  ถือว่าผู้นั้นจะข้ามออกนอกเขตอำนาจของมาร    ก็เป็นอันจะต้องเผชิญหน้ากับมารทีเดียว

       มารมีฤทธิ์มีอิทธิพลยิ่งใหญ่มาก แม้แต่พระอินทร์ พอมารมาก็หนีไม่รอหน้า  ไปหลบอยู่สุดขอบจักรวาล   พระพรหมก็หลีกเลี่ยง   บางคราวมารก็ขึ้นไปรังควาญถึงพรหมโลกซึ่งเป็นชั้นรูปาวจรสูงกว่าระดับของตน    พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “บรรดาผู้ยิ่งใหญ่มารเป็นเลิศ”

      แม้มารจะมีอำนาจยิ่งใหญ่ถึงอย่างนี้  แต่มนุษย์ผู้ฝึกอบรมดีแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา  ก็พิชิตมารได้ด้วยคุณธรรมของตนและมนุษย์ที่มีคุณธรรมสูงเช่นนี้  เทพเจ้าทั้งปวงตลอดถึงพรหมย่อมนบไหว้

      เท่าที่กล่าวมาอย่างนี้ มิได้มุ่งหมายจะลบหลู่หรือชักชวนให้มีจิตกระด้างต่อเทวดาทั้งหลายแม้แต่น้อย   เพียงแต่จะสร้างความเข้าใจเพื่อเตรียมวางจิตให้ถูกต้องสำหรับการดำเนินตามวิธีปฏิบัติที่จะกล่าวต่อไป



รูปภาพจาก :  http://www.dhammathai.org
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 28, 2012, 08:40:00 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
รักษาให้มั่น –  ความสัมพันธ์แบบชาวพุทธ
                        ระหว่างมนุษย์กับเทวดา


      อาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับฐานะของเทวดาและเหตุผลเกี่ยวกับโทษของการสัมพันธ์กับเทวดาด้วยท่าทีที่ผิดดังกล่าวมาพระพุทธศาสนาจึงสอนให้ละเลิกวิธีการแบบหวังพึ่งขอผล   เสียทั้งหมด  ไม่ว่าจะเป็นการอ้อนวอนหรือการบีบบังคับก็ตาม แล้วชี้แนวทางใหม่  คือการวางท่าทีแห่งเมตตา มีไมตรีจิต อยู่ร่วมกันฉันมิตร เคารพนับถือซึ่งกันและกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์หรือเพื่อนร่วมสังสารวัฏ   และในฐานะที่เทวดาโดยเฉลี่ยเป็นผู้มีคุณธรรมในระดับสูง  พร้อมทั้งให้มีท่าทีแห่งการไม่วุ่นวาย ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงกัน  โดยต่างก็เพียรพยายามทำกิจของตนไปตามหน้าที่

       ท่าทีแห่งการ ไม่รบกวน และ ไม่ชวนกันให้เสีย เช่นนี้ ถ้าสังเกต ก็จะพบว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดเจนในประเพณีความสัมพันธ์แบบชาวพุทธระหว่างมนุษย์กับเทวดา  เพราะมีเรื่องราวเล่ากันมามากมายในคัมภีร์ต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งอรรถกถาชาดก และอรรถกถาธรรมบท

       ตามประเพณีนี้ เทวดาที่ช่วยเหลือมนุษย์ ก็มีอยู่เหมือนกันแต่ลักษณะการช่วยเหลือ และเหตุที่จะช่วยเหลือ ต่างออกไปจากแบบก่อน คือ เทวดาที่ช่วยเหลือมาช่วยเองด้วยคุณธรรมคือความดีของเทวดาเอง มิใช่เพราะการเรียกร้องอ้อนวอนของมนุษย์ และเทวดาก็มิได้เรียกร้องต้องการหรือรอการอ้อนวอนนั้น   ทางฝ่ายมนุษย์ผู้ได้รับความช่วยเหลือก็ทำความดีไปตามปกติธรรมดาด้วยคุณธรรมและความสำนึกเหตุผลของเขาเอง  มิได้คำนึงว่าจะมีใครมาช่วยเหลือหรือไม่ และมิได้เรียกร้องขอความช่วยเหลือใดๆ ส่วนตัวกลาง คือเหตุให้มีการช่วยเหลือเกิดขึ้น  ก็คือความดีหรือการทำความดีของมนุษย์มิใช่การเรียกร้องอ้อนวอนหรืออามิสสินวอนใดๆ

      เทวดาองค์เด่นที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ตามประเพณีนี้   ได้แก่ท้าวสักกะ   ที่เรียกกันว่าพระอินทร์  คติการช่วยเหลือของพระอินทร์อย่างนี้  นับว่าเป็นวิวัฒนาการช่วงต่อ  ที่เชื่อมจากคติแห่งเทวานุภาพของลัทธิศาสนาแบบเดิม    เข้าสู่คติแห่งกรรมของพระพุทธศาสนา     แม้จะยังมิใช่เป็นตัวแท้บริสุทธิ์ตามหลักการของพระพุทธศาสนา  แต่ก็เป็นคติที่วิวัฒน์เข้าสู่ความเป็นพุทธ ถึงขั้นที่ยอมรับเป็นพุทธได้

      สาระสำคัญของคตินี้ก็คือ  มนุษย์ที่ดีย่อมทำความดีไปตามเหตุผลสามัญของมนุษย์เอง  และทำอย่างมั่นคงแน่วแน่เต็มสติปัญญาจนสุดความสามารถของตน  ไม่คำนึงถึง ไม่รีรอ ไม่เรียกร้องความช่วยเหลือจากเทวดาใดๆ เลย เทวดาที่ดีย่อมใส่ใจคอยดูแลช่วยเหลือมนุษย์ที่ดีด้วยคุณธรรมของเทวดาเอง เมื่อมนุษย์ผู้ทำดีได้รับความเดือดร้อน หากเทวดายังมีความดีอยู่บ้าง เทวดาก็จะทนดูไม่ไหวต้องลงมาช่วยเอง

      พูดง่ายๆ ว่า มนุษย์ก็ทำดีโดยไม่คำนึงถึงการช่วยเหลือของเทวดา เทวดาก็ช่วยโดยไม่คำนึงถึงการอ้อนวอนของมนุษย์
      ถ้าใครยังห่วง ยังหวัง ยังเยื่อใยในทางเทวานุภาพอยู่  ก็อาจจะท่องคติต่อไปนี้ไว้ปลอบใจว่า “การเพียรพยายามทำดี เป็นหน้าที่ของมนุษย์ การช่วยเหลือคนทำดีเป็นหน้าที่ของสวรรค์ เราทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

      ถ้ามนุษย์ไม่เพียรทำดี   มัวแต่อ้อนวอนเทวดา และถ้าเทวดาไม่ใส่ใจช่วยคนทำดี  มัวแต่รอการอ้อนวอนหรือคอยช่วยคนที่อ้อนวอน ก็คือเป็นผู้ทำผิดต่อหน้าที่

      เมื่อมนุษย์และเทวดาต่างขาดคุณธรรม ปฏิบัติผิดหน้าที่ก็จะประสบความหายนะไปด้วยกัน  ตามกฎธรรมดาที่ควบคุมทั้งมนุษย์และสวรรค์อยู่อีกชั้นหนึ่ง


จากหนังสือ เรื่องเหนือสามัญวิสัย
อิทธิปาฏิหาริย์เทวดา
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 28, 2012, 08:36:54 am โดย ยาใจ »