ผู้เขียน หัวข้อ: จุดประกายชีวิต - อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก  (อ่าน 3270 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
จุดประกายชีวิต - อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก
« เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 01:05:09 pm »
จุดประกายชีวิต - อ.เสฐียรพงษ์  วรรณปก

ความจนเป็นความทุกข์ในโลก การเป็นหนี้ก็เป็นทุกข์ เช่นเดียวกัน

           คนเราลงได้จนแล้ว  ย่อมมีแต่ความทุกข์ยาก เพราะเหตุฉะนี้  ท่านจึงเรียกว่า "ยากจน" 
คิดจะทำอะไรก็ยากที่จะเห็นทาง  อยากได้อะไรก็ยากที่จะได้  หันไปพึ่งพาอาศัยใครก็ยากที่จะได้รับ
ความช่วยเหลือ  เพราะโลกสมัยนี้ถือคติว่า"มีเงินนับว่าน้อง  มีทองนับว่าพี่  ยากจนเงินทองพี่น้องไม่มี"     
เมื่อไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามา  ก็เป็นทุกข์เสียดอกเบี้ยแพงๆ  ก็เป็นทุกข์  ถูกจับเข้าคุกเข้าตาราง
เพราะไม่มีเงินใช้หนี้  ก็เป็นทุกข์ จนเงินนับว่าทุกข์มากแล้ว  จนความดีเป็นทุกข์ยิ่งกว่า  คนไม่มีศรัทธาในพระศาสนา 
ปราศจากความอายชั่วกลัวบาป  เกียจคร้านโง่เขลา  เรียกว่า  คนจนความดี
           
เขาทำชั่วทางกาย  วาจา  ใจ เรียกว่า เป็นหนี้ 
ทำชั่วแล้วนึกภาวนาในใจไม่อยากให้ใครรู้  เรียกว่า เสียดอกเบี้ย

         
ถูกคนดีมีศีลธรรมว่ากล่าวตักเตือน เรียกว่า  ถูกทวงหนี้  ไปไหนมาไหนมีแต่ความร้อนใจ เรียกว่า 
ถูกตามตัว  เมื่อตายไปก็ตกนรกหมอไหม้  เรียกว่า  ถูกจองจำ ชีวิตเราเลือกเกิดไม่ได้  แต่เลือกที่จะเป็นอะไร
ต่อไปข้างหน้าได้  แม้จะเกิดมาจน ก็จงพยายามสร้างเนื้อสร้างตัว  ก็อาจพ้นจากสภาพความจนได้ในที่สุด
ถึงแม้ยังยากจนอยู่ก็ขอให้จนแต่เงินทอง  อย่าจนคุณธรรม 
 
โปรดนึกไว้เสมอว่า
"อยู่เรื่อนพังยังดีมีสุข
ดีกว่าคุกหลายเท่าไม่เศร้าหมอง
จนยังดีมีธรรมค้ำประคอง
ดีกว่าปองทุจริตผิดศีลธรรม"


ควรทำบุญทำกุศลให้มาก

ในตัวคนเรามีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่ง  คือ  จิตเป็นผู้คิดนึก เช่น คิดจะกิน  คิดจะนอน  คิดจะพูด 
คิดจะร้องเพลง  คิดจะเที่ยว ...ครั้นคิดจะทำอะไรแล้วก็สั่งให้มือ  เท้า ปาก ทำสิ่งนั้น 
เมื่อคิดโน่นคิดนี่ต่างๆ นานา  จิตก็ไปประสบกับ "สิ่งเร้า ต่างๆที่ทำให้จิตเรารักก็มี เกลียดก็มี  หลงก็มี 
สิ่งเหล่านี้ทางพระท่านเรียกว่า "กิเลส" (คือสิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง)  จิตที่ถูกความโลภ  โกรธ 
หลง ครอบงำ  เป็นจิตที่สกปรก  เสื่อมคุณภาพ  ส่วนจิตที่ได้รับการขัดเกลาให้โลภ  โกรธ  หลง เบาบางลง 
เป็นจิตที่สะอาด  มีคุณภาพสูง

ความสะอาดแห่งจิต  เรียกว่า   บุญ
ความสกปรกแห่งจิต เรียกว่า  บาป
บุญ-บาป  จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตนั่นเอง  เปรียบกับ "ความสะอาด"
และ"ความสกปรก"  แห่งเสื้อผ้า


        ผ้าที่สกปรก  เมื่อเราซักฟอกแล้ว  เกิดความสะอาดขึ้น "ความสะอาด" ที่เกิดขึ้นนี้ก็อยู่ที่เสื้อผ้านั่นเอง 
จะยกเอาความสะอาดไปเก็บไว้ในตู้ต่างหากหาได้ไม่   บุญก็เหมือนกัน  เกิดที่จิต  อยู่กับจิตนั่นเอง   
เสื้อผ้าที่สะอาด  ย่อมสวยงาม  น่าสวมใส่  มีค่ามีราคาสูงฉันใด  บุญก็ทำให้จิตมีคุณภาพสูงขึ้นเช่นเดียวกัน 
เพราะฉะนั้นผู้หวังความสุขความเจริญเพื่อตนจึงควรทำบุญไว้มากๆ
 

วิธีทำบุญ มีหลายวิธี สรุปวิธีการใหญ่ๆ ไว้ 3 วิธี  เรียกว่า  บุญกิริยาวัตถุ  คือ
        1.ให้ทาน  ถวายทานแก่ผู้ทรงศีล  แบ่งปันสิ่งของแก่คนอื่นเพื่อละความโลภเห็นแก่ได้ 
        2.รักษาศีล  ควบคุมกาย วาจา ให้เรียบร้อยเป็นปกติเพื่อละความโกรธ  ความคิดทำร้ายเบียดเบียนเขา
         3.เจริญภาวนา  อบรมจิตใจให้มั่นอยู่ในความดีและสร้างความฉลาดแก่จิต  เพื่อละความหลงงมงาย   
ยึดติดในสิ่งผิดๆ

         ผู้ต้องการให้เสื้อผ้าสะอาดต้องใช้ผงซักฟอกอย่างดีซักคราบความสกปรกออกฉันใด  เมื่อต้องการให้จิตสะอาด
เป็น "บุญ"ก็ต้องอาศัยทาน-ศีล-ภาวนา เป็นเครื่องฟอกจิตฉันนั้น

         พื้นฐานของคนดี  ความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐานของคนดี

          เวลาเขาสร้างตึกรามสูงๆ  ก่อนอื่นจะต้องตอกเสาเข็มวางรากฐานให้มั่นคงแข็งแรงก่อน  ยิ่งจะสร้างตึก
หลายชั้นเท่าใดฐานตึกยิ่งจะต้องมั่นคงยิ่งขึ้นเท่านั้น  หาไม่แล้วตึกที่สร้างขึ้นนั้นอาจพังครืนลงเมื่อใดก็ได้ 
คนเราก็เช่นกัน จะดูว่าใครจะ "ไปไกล  แค่ไหน  ท่านให้ดูที่  "พื้น" หรือรากฐานเบื้องต้นของชีวิตก่อน 
ถ้าพื้นไม่ดีถึงจะเก่งกาจสามารถ  มีความรู้มากมายหลายปริญญาเพียงใดก็ตาม  ก็มักจะไปไม่รอด 
เข้าทำนอง  "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" 

          พื้นฐานที่ว่านี้คือ "ความกตัญญูกตเวที "
          กตัญญู คือ ความตระหนักในคุณความดี  ของคนอื่นหรือสิ่งอื่นที่มีต่อตน
                      กตเวที คือ  การตอบแทนบุณคุณ  มิใช่เพียงกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตอบ
หรือให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งตอบ  แต่รวมถึงการประกาศให้คนอื่นรู้ว่า  คนๆนั้น สิ่งนั้นๆ   มีบุญคุณต่อตนอย่างไรด้วย

          ขอบเขตของกตัญญูกตเวที  จึงมิใช่อยู่แค่ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้น รวมถึงสัตย์และสิ่งของด้วย 
ชาวนาเลี้ยงวัวหรือควายไว้ไถนา  ตระหนักในคุณค่าของมันที่ช่วยไถนาให้ข้าวกิน  เอาใจใส่เลี้ยงดูมันอย่างดี 
ไม่ใช้แรงงานมันเกินขอบเขต อย่างนี้เรียกว่า  เขามีกตัญญูกตเวทีต่อสัตว์เลี้ยง

          ธรรมชาติแวดล้อม  เช่น แม่น้ำลำธาร  ภูเขาลำเนาป่า  ล้วนมีคุณประโยชน์ต่อมวลมนุษย์   
ผู้ที่รู้และตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ พยายามอนุกรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหาย  ก็ชื่อว่า  มีความกตัญญูกตเวที
ต่อสิ่งแวดล้อม  คนที่มีความกตัญญูกตเวทีที่ในใจ   ย่อมคิดเสมอว่า  ตนจะให้อะไรแก่ประเทศชาติแก่สังคม
มากกว่าจะคิดว่าตนจะได้อะไรบ้าง  เพราะถือว่าตนเกิดมาเพื่อใช้หนี้โลก  ทางเดียวที่จะบรรเทาหนี้ได้ คือ
ต้องพยายามทำประโยชน์แก่สังคมให้มากที่สุด  ลองคิดดูเถิด  ถ้าบ้านไหน เมืองไหน
มีคนเช่นนี้มากๆ บ้านเมืองนั้นจะน่าอยู่เพียงใด

เริ่มจากน้อยไปหามาก  เกิดเป็นคนควรพยายามเรื่อยไป

          ความพยายาม  มิได้หมายความว่า  ทำอะไรหามรุ่งหามค่ำโดยไม่รู้จักพักผ่อน  คนที่เรียนหนังสือ 
อ่านหรือท่องหนังสือตั้งแต่เช้ายันดึก  ไม่กิน ไม่นอน อย่างนี้เรียกว่า "หักโหม" มิใช่พยายาม 
ถ้าชืนทำอย่างนี้ไม่เกินสี่ห้าวัน อาจเกิดความเครียดเป็นโรคประสาทได้  ความพยายามนั้น  ไม่ต้องทำมาก
ไม่ต้องหักโหม  ทำทีละน้อยๆ  แต่ทำบ่อยๆอย่างต่อเนื่อง
          คนจีนที่ข้ามน้ำข้ามทะเล  หอบเสื่อผืนหมอนใบมาทำมาหากินที่เมืองไทย  เขามีความพยายาม 
ขยันทำมาหากิน เริ่มทำงานตั้งแต่เป็นกุลีรับจ้างแบกหาม  ด้วยความขยันขันแข็งเกิบหอมรอมริบไว้ทีละเล็กละน้อย 
ไม่ควารกินก็ไม่กิน  ไม่ควรซื้อก็ไม่ซื้อ  เมื่อมีเงินจำนวนหนึ่งแล้วก็เซ้งห้องแถวหนึ่งหน้องขายของเล็กๆน้อยๆ
ค่อยๆขยับขยายทีละนิดๆ จากหนึ่งห้องมาเป็นสองห้องสามห้อง  จนกระทั่งเป็นตึก  เป็นบริษัทโรงงานใหญ่โตกว้างขวา

          ทั้งหมดนี้ เป็นตัวอย่างของความพยายาม
          ต่างจากคนไทยส่วนมาก  เมื่อคิดจะค้าขายก็เริ่มสร้างตึกรามใหญ่โต  ทำพิธีเปิดร้านอย่างเอิกเกริก 
ดำเนินกิจการไปไม่ทันเท่าไร  ก็ต้องเลิก 
          เพราะอะไร? เพราะไม่มีความพยายาม  ไม่คิดเริ่มทำทีละนิดๆจากเล็กไปหาใหญ่  พอคิดจะค้าขาย
ก็หวังรวยภายในเดือนสองเดือน

          โปรดระลึกเสมอว่า  เงินจำนวนแสนจำนวนล้านก็ต้องเริ่มนับจากหนึ่งบาท  อยากจะตั้งเนื้อตั้งตัวได้ 
และมีฐานะมั่นคงในภายหน้า  ก็ต้องเริ่มตั้งแต่จำนวนน้อยๆค่อยสะสมเก็บออมด้วยความพยายามไม่ท้อถอย


จากหนังสือ จุดประกาย ของผู้เขียน เสฐียรพงษ์  วรรณปก
จุดประกายชีวิต - อ.เสฐียรพงษ์  วรรณปก