ผู้เขียน หัวข้อ: คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก - สมเด็จพระญาณสังวรฯ  (อ่าน 2330 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช


ที่จริงโทษที่ได้รับในนรก น่าจะเป็นโทษที่เกิดจากการทำบาป
ที่หนักหนารุนแรง ไม่ควรเป็นโทษที่เกิดจากเพียงการพูดไม่จริง


น่าจะมีหลายคนคิดเช่นนี้ แต่ถ้าคิดให้ดี คิดให้ลึก คิดให้รอบ
ก็จะได้ความเข้าใจที่ชัดเจน ว่าการพูดไม่จริงมีโทษหนักหนา
เพียงไรก็ได้ ถึงตกนรกก็ได้ พระพุทธศาสนสุภาษิต
ที่กล่าวว่า “คนพูดไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก” เป็นไปได้แน่นอน
อยู่ที่ว่าความไม่จริง ที่เกิดจากผู้พูด จะหนักหนาอันควรแก่การ
เกิดผลเป็นโทษ ถึงนรกหรือไม่ ผลย่อมเป็นไปตามเหตุทุกกรณี
ไม่มีที่เหตุดีจะให้ผลไม่ดี และไม่มีเหตุไม่ดีที่จะให้ผลดี การพูดก็เช่นกัน

การพูดเป็นเหตุดี ก็ให้ผลดี
ผู้พูดจริง ย่อมเข้าถึงสวรรค์ได้
ผู้พูดไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรกได้

ตามพระพุทธศาสนสุภาษิต  ที่อัญเชิญมานั่นเอง

ท่านผู้พูดธัมมะอย่างถูกต้อง ก็น่าจะเป็นที่เข้าใจกัน เชื่อมั่นกันว่า
ท่านย่อมเป็นผู้เข้าถึงสวรรค์ และพาผู้ได้ยินได้ฟังด้วยความสนใจ
ให้เข้าถึงสวรรค์ได้ หรือแม้เข้าถึงเมืองพระนิพพานก็ย่อมได้
สำคัญ ที่ธัมมะที่ท่านนำมาพูดให้ได้ยินได้ฟังกันเป็นความถูกต้อง
ตามที่สมเด็จพระ บรมศาสดาทรงแสดงไว้เป็นพระพุทธศาสนา
เพียงใดหรือไม่ และผู้ได้ยินได้ฟังปฏิบัติตามเพียงใดหรือไม่

ทั้งผู้พูด และผู้ฟัง ธัมมะมีความตรงกันอย่างหนึ่ง คือ
ธัมมะที่ได้พูดหรือได้ฟังนั้น ผู้พูดก็ตาม ผู้ฟังก็ตาม
ต้องเข้าใจถูกต้อง และต้องปฏิบัติให้ถูกให้จริง
จึงจะเกิดผล คือเข้าถึงสวรรค์ก็ได้
เข้าถึงเมืองพระนิพพานก็ได้

การพูดสำคัญจริงๆ เมื่อนึกถึงที่กล่าวมา ถ้าเป็นการพูดจริง
เป็นธัมมะจริง แม้ผู้พูดจะยังไม่ถึงกับปฏิบัติได้จริง ตามคำ
ที่นำไปพูด แต่ถ้าพูดได้ตรงตามความจริง จะเป็นเพียงท่องจำมา
ก็ย่อมยังประโยชน์ให้เกิดได้ ไม่มากก็น้อย

ผู้พูดจึงเป็นผู้มีบุญมีกุศล ในระดับความตั้งใจ ที่เป็นบุญเป็นกุศล
ที่มุ่งเผยแผ่พระพุทธธรรม มุ่งให้ผู้ได้ยินได้ฟังได้มีความรู้
ความเข้าใจในพระพุทธธรรม ที่นำออกพูดให้ใครๆ
ทั้งหลายได้ยินได้ฟังได้รับรู้ด้วย

การพูดธัมมะสอนธัมมะในพระพุทธศาสนามีคุณได้ ก็มีโทษได้
เช่น เดียวกับการพูดเรื่องทั้งหลาย ที่มีได้ทั้งคุณ มีได้ทั้งโทษ
คำพูดหรือวาจาของเราผู้เป็นมนุษย์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ควรที่จะให้ความสำคัญแก่วาจาของตนและวาจาของผู้อื่นทั้งหลายด้วย

คืออย่าสักแต่ว่าฟังแล้วก็เชื่อ หรือฟังแล้วก็ไม่เชื่อ หรือสักแต่ว่า
อยากพูดอะไรแล้วก็พูดออกไป จะเกิดผลดีผลร้ายแก่ผู้ใดอย่างไร
ไม่คำนึงถึง พูดจริงก็เหมือนพูดไม่จริง คือที่อาจเข้าถึงนรกได้
การพูดมีโทษหนักหนาเพียงไรก็ได้ มีคุณหนักหนาเพียงไรก็ได้
เหตุก็เพราะการพูด สามารถเป็นมือนำคุณหรือโทษไปสู่ผู้ใดผู้หนึ่ง
ได้ไปสู่หมู่คณะใหญ่โตเพียงไร ก็ได้

พระพุทธภาษิตสำคัญยิ่งองค์หนึ่ง
มีว่า“ริษยาพาโลกให้ฉิบหาย”

ริษยาจะไม่สามารถพาโลกให้ฉิบหาย ได้เลย แม้ไม่มีมือคือคำพูด
คือวาจาเข้าไปช่วย ความริษยาที่ไม่มีมือคือวาจา คือการแสดงออก
ย่อมไม่อาจทำลายโลกได้ ไม่อาจทำโลกให้ฉิบหายได้ อย่างมาก
อาจทำตนให้เร่าร้อนในจิตใจ ไร้ความสงบสุขได้เท่านั้น นับว่ายังดี
โทษของความริษยายังไม่รุนแรงเต็มที่
คือยังไม่อาจทำโลก ให้ฉิบหายได้นั่นเอง

แต่ยากนักที่จะไม่ให้ความริษยาทีเกิดแล้ว ไม่มีมือส่งออกไป
ทำความฉิบหายให้แก่โลก ยากนักจริงๆ จะ มีหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจ
ว่าความริษยาเกิดในใจผู้ใดแล้วจะมีขอบเขตอยู่ภายใน
จิตใจผู้นั้นเท่านั้น จะไม่มีมือนำความริษยาที่เกิดแล้ว
ให้ออกพ้นจากใจ ไปทำความฉิบหายให้เกิดขึ้น
มากน้อยหนักเบาตามกำลังของความริษยาในใจ


ที่มา
แสงส่องใจ วันคล้ายวันประสูติ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๐
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ที่มา เว็บธรรมจักร