ผู้เขียน หัวข้อ: ขอเชิญฟังเสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่๑ - ๒๙ โดย พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์  (อ่าน 17187 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



พุทธคาถาที่ ๑๖

สุโข วิเวโก ตุฏฺฐสฺส
สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต
อพฺยาปชฺชํ สุขํ โลเก
ปาณภูเตสุ สญฺญโม ฯ
... ขุ. ธ. ๒๕/๕๑/๘๖
วิเวกเป็นสุขของผู้ยินดีที่ได้สดับธรรม
พิจารณาเห็นอยู่ ความไม่เบียดเบียนกัน
หมั่นสำรวมในสัตว์ทั้งหลายเป็นสุขในโลก.
ความราบเรียบเงียบสงบแสนสงัด
คนยินดีสัมผัสสุขหนักหนา
ได้ฟังธรรมซาบซึ้งตรึงอุรา
พิจารณาเห็นอยู่รู้ความจริง
ความไม่เบียดเบียนกันห้ำหั่นฆ่า
สำรวมกายวาจาในทุกสิ่ง
โลกนี้ร่มเย็นนักน่าพักพิง
อยู่เนานิ่งสงบสุขทุกคืนวัน ฯ


แม้ธรรมจะมิใช่ “ยาย้อมใจ” ก็ตาม แต่ท่านก็ถือเป็น “ยาวิเศษ” ขนานเอก เรียกว่า “ธรรมะโอสถ” สามารถเยียวยาได้ทั้งกายและใจ ระงับ “โรคกาย” “โรคจิต” โรคกายที่เรื้อรังจะทุเลาลง โรคจิตที่รุ่มร้อนจะสงบลง เมื่อปฏิบัติธรรมจนถึงระดับหนึ่ง ความจริง โรคทางกายไม่น่ากลัวเท่ากับโรคทางจิต โรคติดเชื้อทางกายไม่น่ากลัวเท่ากับโรคติดเชื้อทางจิต “โรคติดเชื้อโลภ โกรธ หลง” น่ากลัวอย่างยิ่ง มันมักกำเริบอยู่เรื่อยๆ เภสัชกรจะจ่ายยาขนานไหนก็ไม่สามารถระงับ ซ้ำร้ายมันยังลุกลามไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น ไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่า คนที่ฉกชิงวิ่งราวลักขโมยของคนอื่น เพราะเป็นโรคติดเชื้อโลภ คนที่เบียดเบียนทำร้ายคนอื่น เพราะเป็นโรคติดเชื้อโกรธ คนที่ลุ่มหลงเล่นการพนัน เสพยาเสพติด เพราะเป็นโรคติดเชื้อหลง ดูสิ “โรคจิต” แพร่ระบาดทั่วโลก โลกจะร่มเย็น สังคมจะสงบสุขได้อย่างไร เราคงต้องหันมาทบทวนธรรมกันใหม่ เริ่มด้วยการฟังธรรมและน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อระงับโรคร้ายนี้ มิฉะนั้น โลกจะวุ่นวาย สังคมจะเดือดร้อนอยู่ตลอด ฝนตกหนักครั้นขาดเม็ด กบอึ่งอ่างจับกลุ่มก่อหวอดร้องส่งเสียงดัง เพียงข้ามคืนพวกมันก็เงียบ ต่างจากคนลองได้รวมกลุ่มก่อหวอดก็สร้างความวุ่นวายไม่รู้เลิก จงอยู่เป็นสุขๆเถิด อย่าเบียดเบียนกันและกันเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:13:10 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด




พุทธคาถาที่ ๑๗

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ
สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ
... ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๔/๖๓
ให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง
รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง
ยินดีในธรรมชนะความยินดีทั้งปวง
ความสิ้นตัณหาชนะทุกข์ทั้งปวง.
ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งหมด
เฉพาะรสพระธรรมยิ่งฉ่ำหวาน
ชนะรสทั้งปวงชื่นดวงมาน
ตลอดกาลอย่าเปรียบเทียบอะไร
ความยินดีในธรรมชำนะนี่
ความยินดีทั้งหลายหายสงสัย
สิ้นตัณหาพาชนะเหนืออื่นใด
ทุกข์น้อยใหญ่ทั้งปวงหลุดร่วงลา ฯ

เราให้อาหารเป็นทานแก่ชายคนหนึ่ง เขาก็นำไปรับประทานจนอิ่มหนำ อาหารทำให้อิ่มท้องก็จริง แต่ไม่สามารถพลิกเปลี่ยนอะไรเลย หากชายคนนั้นเป็นคนโฉดก็ยังโฉดชั่วอยู่เหมือนเดิม ต่างจากการให้ธรรมเป็นทาน สามารถพลิกเปลี่ยนชะตาชีวิต จากคนชั่วเปลี่ยนกลับมาเป็นคนดี ยกตัวอย่างองคุลิมาลได้ยินพระดำรัสที่พระพุทธเจ้าตรัสประทานว่า “เราหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด” พุทธดำรัสสั้นๆ นั้นถึงกับพลิกเปลี่ยนองคุลิมาล จากเดิมที่ตกอยู่ในมุมมืดก็ออกมายืนอยู่ในมุมสว่างทันที มองเห็นชัยชนะของธรรมหรือยังว่าน่าอัศจรรย์เพียงใด ธรรมนั้นล้ำค่ายิ่งกว่าอัญมณีเพชรพลอยทั้งสิ้น ผู้สามารถก้าวขึ้นไป “สวมมงกุฎธรรม” ก็กลายเป็น “พระธรรมราชา” ยิ่งใหญ่อยู่เหนือโลกทั้งสาม ทว่าคนส่วนมากมองไม่เห็นความสำคัญของธรรม ทั้งนี้ อาจเพราะธรรมเชื่องช้า คลานต้วมเตี้ยมเหมือนเต่า ไม่เห็นผลทันตา ต่างจากอธรรมมันช่างปราดเปรียวว่องไว ดูสิ การทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้ร่ำรวยเห็นผลทันตา คนหย่อนในธรรมมองไม่เห็นชัยชนะของธรรมก็หันหน้าเข้าหาอธรรม ยกฝ่ายอธรรมขึ้นเป็นใหญ่ ปล่อยให้ครองพื้นที่ ส่วนผู้หนักในธรรมย่อมไม่ยอมเสียพื้นที่ให้แก่อธรรมเลยสักนิด แม้สายน้ำฝ่ายอธรรมจะเชี่ยวกราก เพราะรู้ว่า “ตาชั่งธรรมเที่ยงตรง” “ธรรมะย่อมชนะอธรรม”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:14:24 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด




พุทธคาถาที่ ๑๘

สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ
... เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ตสฺมา น หึเส ปรํ อตฺตกาโม ฯ
สํ. ส. ๑๕/๓๔๘/๑๐๙

ค้นหาด้วยจิตตลอดทิศทั้งหมด
ก็ไม่พบใครๆ ซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน
สัตว์เหล่าอื่นก็รักตนมากเหมือนกัน
ฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น.
ฃเสาะสืบค้นสิ่งใดทั่วใต้หล้า
รักยิ่งกว่าตัวตนพบหนไหน
ตนรักตัวของตัวยิ่งกว่าใคร
หาสิ่งใดมาเปรียบเทียบไม่มี
หมู่สัตว์ต่างรักตัวกลัวตายสิ้น
ห่วงชีวินอยู่มิวายหาหน่ายหนี
ย่อมรักตัวกว่าใครใครในปฐพี
รู้อย่างนี้อย่าบีฑาเข่นฆ่ากัน ฯ

ตั้งแต่แรกเกิด “หัวใจ” ก็ติดมาพร้อมกับร่างกายเราทุกคน หัวใจทุกดวงล้วนสูบฉีดเลือดเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย เลือดของคนอาจจะแตกต่างกัน บางคนเลือดร้อน บางคนเลือดเย็น แต่เลือดที่ไหลเวียนทั่วร่างกายทุกคนเหมือนกัน นั่นคือ “เลือดรักตน” ซึ่งถูกสูบฉีดแรงกว่าเลือดทั้งหมด กล่าวกันว่าความผูกพันทางสายเลือดตัดกันไม่ขาด แต่ก็เกิด “สงครามสายเลือด” เปิดศึกรบกันถึงกับเข่นฆ่า สงครามสายเลือดเกิดขึ้นได้ ทว่าสงครามเลือดรักตนเกิดขึ้นไม่ได้ เอ๊ะ ถ้าว่าอย่างนั้นทำไมเกิดกรณีฆ่าตัวตายล่ะ เรื่องนี้มองให้ดี การฆ่าตัวตายมิได้เกิดเพราะความโลภต้องการแย่งชิงมรดกมาครอบครองเหมือนสงครามสายเลือด หากแต่เกิดเพราะความรักตน คนฆ่าตัวตายคือคนที่อดทนต่อความบีบคั้นของทุกข์ไม่ไหว อดกลั้นต่อปัญหาต่างๆ ที่มารุมเร้าไม่ไหว เขาไม่อยากเห็นตนต้องทนทุกข์ทรมาน ด้วยความรักตนจึงเห็นแก่ตัว “ตัดช่องน้อยแต่พอตัว” หนีเอาตัวรอด ตัวเรามองเห็นเลือดรักตนไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายตน แล้วมองเห็นเลือดรักตนไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายคนอื่น สัตว์อื่นๆ บ้างหรือเปล่า เราไม่อยากให้ใครกรีดเอาเลือดรักตนไปฉันใด คนอื่น สัตว์อื่นๆ ก็ไม่อยากให้ใครกรีดเอาเลือดรักตนไปฉันนั้นเหมือนกัน รู้ทั้งรู้ ยังเที่ยวเบียดเบียนคนอื่น บีฑาเข่นฆ่าสัตว์อื่นๆ อยู่รึ คนใจร้าย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:15:35 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถา ๒๐


โย ทณฺเฑน วิหึสติ
... อตฺตโน สุขเมสาโน
เปจฺจ โส น ลภเต สุขํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๐/๓๒


ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน
แต่กลับเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย
ซึ่งใคร่ความสุขด้วยอาชญา
ผู้นั้นละจากโลกนี้ไปย่อมไม่ได้ความสุข

เสาะหาสุขเพื่อตนคนนั้นเล่า
แต่กลับเฝ้าเบียดเบียนสัตว์กำจัดเสีย
ด้วยอาชญากระทำเหยียบย่ำเยีย
ทุกข์นัวเนียแน่นอนต้องร้อนรน
เสาะหาสุขทุกข์เกิดแก่สัตว์อื่น
จะแช่มชื่นอย่างไรเพราะใจหม่น
ละโลกนี้จากไปแสนไกลคน
ทุกข์ย่อมท้นท่วมทับอยู่ทรมาน ฯ

ความสุขสะอาดปราศจากการเบียดเบียนควรเกิดแก่มวลมนุษย์ ทว่าทำไมความสุขโหดร้ายละเลงด้วยเลือดจากการประหัตประหารเข่นฆ่าจึงเกิดขึ้น ไม่น่าเชื่อว่า ความสุขประเภทนี้ก็เกิดกับโลกสีน้ำเงินใบนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้วในยุคล่าอาณานิคม ฝ่ายที่พร้อมด้วยศัตราอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ยกขบวนทัพมาข่มขู่บุกเข้าโจมตีฝ่ายที่ไร้ศัตราอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งมีเพียงหอก ดาบ ปืนไฟ ปืนแก๊ปอยู่ในมือ จะสู้รบปรบมืออย่างไรไหว เมื่อปืนกลรัวกระหน่ำยิง ต้องยอมพ่ายแพ้ศิโรราบ ฝ่ายที่ทรงแสนยานุภาพหมุน “กงล้ออาชญา” ออกไปบดขยี้ฝ่ายที่อ่อนแอกว่า เพื่อแผ่ขยายอาณา ได้สร้างบาดแผลที่แสนเจ็บปวดรวดร้าว นี่หรือคือชัยชนะ คือความสุข มันคือชัยชนะป่าเถื่อน คือความสุขของโจรชั่วร้ายใช่หรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้หน้าประวัติศาสตร์ของยุคล่าอาณานิคมจะปิดลงแล้ว แต่มันก็ติดเชื้อลุกลามมาถึงยุคปัจจุบัน การแสวงหาความสุขประเภทนี้ยังคงเกิดขึ้น “ความสุขสะใจ” จากการก่อหายนะให้แก่ศัตรูคู่แค้น “ความสุขรุนแรง” จากการก่อการร้าย สร้างภัยพิบัติให้แก่ฝ่ายตรงข้าม ใครก็ตามที่กำลังเล่นอยู่กับสุขร้อนประเภทนี้จงระวังไว้ ถึงเวลามันย้อนศรตีกลับจะกลายเป็น “สุกเกรียมไหม้” ตามแผดเผาให้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสในโลกนี้ และโดยเฉพาะในโลกหน้า คือ “โลกนรก”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:17:22 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด




เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๑


ปรทุกฺขูปธาเนน
โย อตฺตโน สุขมิจฺฉติ
เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ
... เวรา โส น ปริมุจฺจติ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๑/๕๓


ผู้ใดปรารถนาความสุขเพื่อตน
ด้วยการเข้าไปตั้งความทุกข์ไว้ในผู้อื่น
ผู้นั้นเป็นคนระคนเกี่ยวข้องกับเวร
ในที่สุดก็หนีไม่พ้นเวร.

ปรารถนาความสุขทุกถ้วนหน้า
คนในหล้ารักสุขเกลียดทุกข์แน่
หากรักสุขเหตุไฉนไม่เหลียวแล
หยิบยื่นแต่ความทุกข์หาสุขใจ
ผู้ให้ทุกข์มากล้นแก่คนอื่น
จะขมขื่นเวรข้องมองเห็นไหม
มิอาจนำพาตนผ่านพ้นภัย
สุดท้ายไซร้เวรสนองต้องรับกรรม ฯ


“ความสุข” คือความรู้สึกสบายเสวยส่วนตนที่ทุกคนล้วนต้องการ แม้จะเป็นความรู้สึกสบายเสวยส่วนตนไม่เกี่ยวกับคนอื่น แต่กระนั้นความสุขก็ถือเป็น “สมบัติกลางทางสังคม” ซึ่งควรเฉลี่ยให้ทั่วถึงกัน คิดดูสิว่า ถ้าเราทุกคนเห็นแก่ตัวตักตวงเอาความสุขแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่คำนึงถึงคนอื่น สังคมจะเกิดความเดือดร้อนเพียงใด เปรียบเหมือนความร่ำรวย คนคนหนึ่งเปิดช่องทางสร้างความร่ำรวยให้แก่ตน และเฉพาะพรรคพวกตน ปิดช่องทางคนอื่นๆ เสียหมด ก็เกิดภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” กลายเป็นว่าเป็นความสุขบนความเดือดร้อนของคนอื่น เป็นความร่ำรวยบนความยากจนของคนทั้งหลาย สำหรับเรื่องความสุขนี้ต้องระมัดระวัง เราไปเอารัดเอาเปรียบฉกฉวยมาจากคนอื่นหรือเปล่า ไปกดขี่ข่มเหงรังแกใครหรือไม่ และโดยเฉพาะความสุขที่เกิดจากการทำร้าย สร้างความเจ็บปวดขมขื่นให้แก่คนอื่น ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าลืมว่า ประทับตราอะไรก็ไม่ติดตรึงยาวนานเท่ากับ “ประทับตราความเจ็บปวด” คนที่ถูกประทับตราความเจ็บปวดจะไม่คิดพยาบาทอาฆาตหรือ “รอยแค้นไม่ลบเลือน” คนที่ก้าวขึ้นไปครอง “มรดกสุข” โดยเหยียบย่ำคนอื่น คิดหรือว่ายืนยาว ไม่ช้าก็ถูกฉุดกระชากลากลง เมื่อตกลงถึงพื้น รู้ใช่ไหมจะเกิดอะไรขึ้น รับรองได้ซึ้งกับวันพิเศษ “สหบาทา”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:18:45 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถาที่ ๒๒

อตฺตนา โจทยตฺตานํ
ปฏิมํเสตมตฺตนา
... โส อตฺตคุตฺโต สติมา
สุขํ ภิกฺขุ วิหาหิสิ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๓๔/๖๖


จงเตือนตนด้วยตนเอง
จงสงวนตนด้วยตนเอง
ภิกษุเอ๋ย เธอนั้นคุ้มครองตน
มีสติระลึกรู้จักอยู่เป็นสุข.


จงเตือนตัวของตนให้พ้นผิด
ตนเตือนจิตด้วยตนผลสนอง
สงวนตนไว้งามตามครรลอง
หมั่นคุ้มครองตนเถิดเกิดผลดี
ภิกษุเอ๋ย เธอนั้นหมั่นระลึก
ธรรมจงตรึกประจักษ์เป็นสักขี
เมื่อผ่านพ้นผองภัยปลอดไพรี
จะเปรมปรีดิ์อภิรมย์อยู่ร่มเย็น


ภัยธรรมชาติ “สึนามิ” เกิดขึ้นครั้งใดก็คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก แต่ก่อนมันจะคร่าชีวิต หากเราได้รับแจ้ง “สัญญาณเตือนภัย” ล่วงหน้า และรีบขึ้นสู่ที่สูงก็รอดปลอดภัย ทว่าภัยธรรมชาติซึ่งถือเป็น “ภัยภายนอก” นั้น นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง ไม่เหมือน “ภัยภายใน” คือความชั่วร้ายจากโลภ โกรธ หลง มักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ภัยภายในนี้น่ากลัวยิ่งกว่าภัยภายนอก ภัยภายนอกเรายังมองเห็นตัวตนหลบหนีทัน แต่ภัยภายในมองไม่เห็นตัวตนเลย มิหนำซ้ำมันยังซ่อนเร้นแอบเล่นซ่อนหาโจมตี อย่างไรก็ตาม ภัยร้ายภายในก็ไม่ถึงกับปราศจากสัญญาณทีเดียว หากเราอบรมสติกันสักหน่อยก็พอจะรู้เท่าทัน และเอาตัวรอด ความสำคัญจึงอยู่ที่สติ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนผู้รู้คอยตักเตือน นอกจากความสำคัญจะอยู่ที่สติแล้ว ยังอยู่ที่ความ “สำรวมตน” “คุ้มครองตน” ด้วย โดยดึงตัวออกห่าง เมื่อรู้จักสำรวมตนคุ้มครองตนก็จะปลอดภัยจากภัยร้าย เหมือนสตรีรู้จัก “รักนวลสงวนนาง” ปลอดภัยจากการกล้ำกรายของบุรุษ เรามักจะได้รับการ “เตือนสติ” จากผู้ใหญ่ แต่ตัวเรากลับไม่ทำให้ “สติเตือนตน” โดยการอบรมสติ สร้าง “ปุ่มสติ” ภัยร้ายภายในเกิดขึ้นครั้งใด ก็ไม่ได้ยินสัญญาณเตือนจากปุ่มสติ ต้องถูกมันคุกคามอยู่ร่ำไป อยากรอดพ้นจากภัยร้ายภายในไหม สร้าง “ปุ่มสติ” สิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:21:06 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



เสียงธรรมจากพระโอษฐ์ พุทธคาถา ๒๓


อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
โก หิ นาโถ ปโร สิยา...
อตฺตนา หิ สุทนฺเตน
นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๖



ตนแลเป็นที่พึ่งของตน
คนอื่นไหนเล่าจะพึงเป็นที่พึ่งได้
จริงทีเดียวตนที่ฝึกดีแล้ว
ได้ที่พึ่งที่ได้ยาก.
ตนพึ่งตนนั่นแลจริงแท้นัก
ตนนั้นรักตนแท้แน่นอนกว่า
คนอื่นใดไหนเล่าเขาจะมา
ให้พึ่งพาพำนักอยู่พักพิง
ตนฝึกตนนั่นแลแน่ที่สุด
ไม่ยื้อยุดกับใครในทุกสิ่ง
ได้ที่หนึ่งพึ่งตนเห็นผลจริง
ได้เพริศพริ้งเพราะตนฝึกฝนดี ฯ



สังคมแห่งการพึ่งพาถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จัดเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานกรุณา ช่วยเหลือเกื้อกูล จริงอยู่ สังคมแบบนี้เป็นสังคมที่อบอุ่นน่าอยู่น่าอาศัย (ไม่แล้งน้ำใจ) ทว่าสมาชิกสังคมแต่ละคนก็ควรร่วมกันสร้าง “วัฒนธรรมการพึ่งตน” “วัฒนธรรมการฝึกตน” ด้วย โดยยืนอยู่บนลำแข้งของตน พัฒนาศักยภาพเพิ่มสมรรถนะ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมมากยิ่งขึ้น มิใช่รู้ว่าพึ่งพากันได้แล้ว ก็คอย “ยืมจมูกเขาหายใจ” อะไรก็รอแต่คนอื่นมาทำให้ไม่รู้จักทำเอง กลายเป็นคน“น่าส่ายหน้า” คนเราพึ่งพาอาศัยกันได้ แต่มิใช่ทุกที่ทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่ละคนต้องช่วยตัวเองให้รอดวิกฤติ เพราะภาระเฉพาะหน้านั้นคือ“ตน” มิใช่ “คนอื่น” ยกตัวอย่างสถานการณ์เรือล่มผู้คนพากันลอยคออยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร ขณะนั้นใครช่วยใครไม่ได้ แต่ละคนต้องช่วยตนเอง สถานการณ์อย่างนี้ เกาะอะไรก็ไม่สู้ “เกาะตนเอง” คนที่ไม่ทำตนให้เป็นเกาะ (อตฺตทีปา) ด้วยการฝึกตนให้เข้มแข็งมาก่อน ก็ยากจะรอดชีวิต จมหายไปก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึง อย่างไรก็ตาม “ตนแลเป็นที่พึ่งของตน” ยังคงความจริงอยู่ทุกยุคสมัย รู้ใช่ไหมว่า นี้คือ “พระวจนะศักดิ์สิทธิ์” และศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เมื่อวันนั้นตัวเราโดดเดี่ยว หันหน้าพึ่งใครไม่ได้เลย




---------------------------------------------------------------------------------------------------




พุทธคาถา ๒๔

อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน
พหุนาปิ น หาปเย
อตฺตทตฺถมภิญฺญาย ...
สทตฺถปสุโต สิยา ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๗


ไม่ควรยังประโยชน์ตนให้เสื่อม
เพราะประโยชน์คนอื่นแม้มาก
รู้จักประโยชน์ตนแล้ว
ก็ควรขวนขวายเฉพาะประโยชน์ตน.
ประโยชน์ตนรักษาอย่าให้เสื่อม
ไม่ต้องเอื้อมประโยชน์ใดของใครเขา
แม้มากมายเพียงใดก็ไม่เอา
ประโยชน์เรานั้นแท้ดีแน่นอน
เมื่อรู้จักประโยชน์ตนหมั่นขวนขวาย
จงมุ่งหมายกระทำตามคำสอน
อย่าหลีกรี้หลบเลี่ยงเล่นเกี่ยงงอน
ควรรีบร้อนเร่งทำสำเร็จเร็ว ฯ


ประโยชน์ตนประโยชน์คนอื่นล้วนเป็นเรื่องที่เราควรตระหนัก ทว่าถึงเวลาเลือกจริงๆ ประโยชน์ตนก็ต้องมาก่อน (ท่านเรียงไว้ลำดับแรก) เรื่องประโยชน์ตนนี้น่าพิจารณา มิใช่ท่านสอนให้เราเห็นแก่ตัวโดยไม่สนใจประโยชน์คนอื่นว่าจะเป็นอย่างไร หากแต่สอนให้เรารู้จักประโยชน์ที่สำเร็จเพราะตน เรียกว่า “ประโยชน์เฉพาะตน” หรือ “ประโยชน์ปัจจัตตัง” ซึ่งอาศัยตนทำเท่านั้น คนอื่นช่วยทำไม่ได้ ยกตัวอย่างการบรรลุธรรมถือเป็นเรื่องความเพียรเฉพาะตัว คนอื่นช่วยเพียรไม่ได้ หากผู้ปฏิบัติพากเพียรกระทั่งรู้ว่า “Today is my day.” วันนี้ฟ้าสว่างทางเปิดให้แก่เรา ท่านถึงกับบอกว่าประโยชน์คนอื่นจะสำคัญเพียงใดก็ไม่ต้องสนใจ เพราะหากฟ้ามืดทางปิด ประโยชน์เฉพาะตนซึ่งยอดเยี่ยมนี้จะหลุดลอยทันที ยากจะย้อนกลับคืน ไม่ต้องเอ่ยถึงขั้นบรรลุธรรม แม้แต่ขั้นสามัญธรรมดา เช่น เรียนหนังสือ ดูหนังสือ ก็เป็นเรื่องเฉพาะตนต้องเรียนเองดูเอง คนอื่นช่วยไม่ได้ อนึ่ง เรื่องประโยชน์ตนนี้ท่านสอนให้เรารู้จักจุดที่เหมาะสมของตน เพื่อ “ขีดวงจำกัดตน” รู้ “สงวนสิทธิ์ส่วนบุคคล” ไม่ “ก้าวล่วงล้ำเส้นใคร” ขวนขวายเฉพาะในกรอบขอบข่ายตน เหมือนนักกรีฑาวิ่งเฉพาะในลู่วิ่งตน ประโยชน์ตนอยู่ตรงหน้ารีบสางให้เสร็จนำเข้าสู่เส้นชัยโดยเร็ว ช่วงนี้สำคัญนัก ขอพักไม่พูดถึงเรื่องน้ำใจได้ไหม


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:24:41 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



พุทธคาถาที่ ๒๕

อตฺตานเมว ปฐมํ
ปฏิรูเป นิเวสเย
อถญฺญมนุสาเสยฺย ...
น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๖


ควรยังตนนั่นแหละ
ให้ตั้งอยู่ในคุณสมควรก่อน
ต่อมาจึงค่อยพร่ำสอนคนอื่น
บัณฑิตไม่ควรเศร้าหมอง.
ควรทำตัวของตนให้พ้นผิด
ตั้งในกิจดีหนอพอเหมาะสม
ให้คนอื่นชื่นชิดคิดชื่นชม
เป็นปฐมทีเดียวเพื่อเหนี่ยวนำ
หากทำตนเศร้าหมองมิผ่องใส
หาระวังระไวไถลถลำ
สั่งสอนใครไหนเล่าเขาจะจำ
คงต้องช้ำเพราะตนนั้นหม่นมัว ฯ


ความประพฤติส่วนตัวขณะไม่ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เราก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวเฉพาะบุคคล มองผ่านไม่สนใจหยิบยกขึ้นมาตั้งเป็นประเด็น แต่ครั้นปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเมื่อไร ทางด้านใดด้านหนึ่ง โดยเฉพาะด้าน “การสอนคน” “การนำคน” ซึ่งอยู่ในฐานะ “ครู” หรือ “นายก” ความประพฤติส่วนตัวจะถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งเป็นประเด็นทันที หากมันส่อเค้าไปในทางเสื่อมเสีย จึงถือเป็นเรื่องสำคัญทีเดียวที่ผู้คิดจะก้าวขึ้นไปอยู่ในฐานะ “ครู” ทำหน้าที่สอน หรือ “นายก” ทำหน้าที่นำมวลชน ต้องสำรวจตนเองเสียก่อนว่า “จุดด่างดำ” ติดอยู่ตามตัวมากน้อยขนาดไหน หากถึงกับเลอะเปรอะเปื้อน แม้แต่ตนเองก็ยังรับไม่ได้ คิดหรือว่าคนอื่นจะรับได้ เมื่อถูก “สอบสวนความประพฤติ” นำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน คงรู้สิว่า ทางรอดริบหรี่เต็มที ใครๆก็ไม่อยากเห็น “ธงเปื้อนคูถ” พลิ้วสะบัดอยู่บนยอดเสา มันต้องถูกชักลงแน่นอน ความจริง คำสอนที่ดีหรือแนวทางที่ดีๆ เราก็ไม่อยากปฏิเสธ แต่เราต้องการ “แบบอย่างที่ดี” มากกว่า ทั้งนี้ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กระทำตาม คนเราลองไม่ศรัทธาเลื่อมใสผู้สอนเสียแล้ว ประตูใจก็ปิดทันที แม้คำสอนนั้นจะดีเพียงใดก็กระดอนกลับหมด บัดนี้รู้แล้วใช่ไหมว่า “ตนเปื้อนโคลนตม” ต้องล้างให้สะอาดก่อน อย่าอาสาไปล้างให้คนอื่น เขาเบือนหน้าหนีอยู่มองไม่เห็นรึ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:26:54 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



พุทธคถา ๒๖


อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ...
ยถญฺญมนุสาสติ
สุทนฺโต วต ทเมถ
อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๖


หากทำตนให้เหมือนอย่างที่สั่งสอนคนอื่น
คนนั้นชื่อว่าฝึกตนเป็นคนฝึกดีแล้ว
ทราบว่าตนแลฝึกได้ยาก.
จะสั่งสอนใครใครอย่างไรเล่า
แต่ตัวเราสิมองเห็นเป็นไฉน
ทำเหมือนตนสั่งสอนก่อนปะไร
เพราะหากไม่ทำตามก็ทรามลง
ตนฝึกตนคนอื่นชมชื่นนัก
ควรตระหนักฝึกไว้มิให้หลง
ตนนั่นแหละฝึกยากหากปล่อยปลง
รู้แล้วจงฝึกฝนตนจริงจริง ฯ

 
“ยถาวาที ตถาการี พูดอย่างไรทำอย่างนั้น” คือถ้อยคำแสดงถึงความจริงจังหนักแน่น ผู้ที่ยึดถือถ้อยคำนี้เป็นคติธรรมประจำใจจะได้รับความเชื่อถือจากประชาชน เมื่อถึงคราวเลือกให้ทำหน้าที่สำคัญก็ได้รับเลือกก่อน เพราะเชื่อว่า “แนวทางพรางลวง” “นโยบายเพ้อฝัน” จะไม่เกิดขึ้น เขารับผิดชอบคำพูด แนวทางที่ออกจากปากเขาย่อมนำไปสู่การกระทำสำเร็จ คนเราควรตระหนักเรื่องนี้กันให้มาก จะพูดหรือรับปากใคร ควรพิจารณาก่อนว่า ตนทำได้จริงหรือเปล่า มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนเหลาะแหละ ได้ชื่อว่า “เด็กเลี้ยงแกะ” ไป อนึ่ง เรื่องนี้ ท่านบอกผ่านมายังพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ คือ “คุณครู” ผู้สอนเด็กว่า ควรทำตัวเป็นตัวอย่าง มิใช่คนรับจ้างสอนศีลธรรม คิดดูสิ ขณะคุณครูสอนเด็กห้ามมิให้ดื่มสุรา ชี้โทษอย่างนั้นอย่างนี้ แต่กลิ่นสุราจากตัวคุณครูกลับโชยมาเตะจมูกเด็ก คำสอนกับการกระทำเดินสวนทางกัน เด็กจะยอมเชื่อหรือ จะแก้ตัวว่า “อย่าเอาอย่างตามที่ฉันทำ จงเชื่อตามคำที่ฉันสอน” มันดูกระไร อยากให้เด็กดีต้องทำดีให้เด็กดู อย่าลืม “หนึ่งตัวอย่างดีกว่าพันคำสอน” อย่างไรก็ตาม ต้องย้อนกลับมาที่ตัวเรา เราต้องฝึกทำตามคำที่ตนสอนให้ดีเสียก่อน เมื่อฝึกทำตามจนมั่นใจว่าตนเป็นตัวอย่างดีได้แล้ว จึงค่อยไปสอนคนอื่น ประเดี๋ยวจะถูกตำหนิว่า “พูดดีแต่ทำไม่ได้”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:28:11 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



พุทธคาถาที่ ๒๗

สุกรานิ อสาธูนิ ...
อตฺตโน อหิตานิ จ
ยํ เว หิตญฺจ สาธุญฺจ
ตํ เว ปรมทุกฺกรํ ฯ
ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๗


กรรมไม่ดีไม่เป็นประโยชน์
กรรมนั้นทำได้ง่าย
ส่วนกรรมใดดีเป็นประโยชน์
กรรมนั้นกลับทำได้ยากยิ่ง.
กรรมดูมัวหม่นไหม้ไร้ประโยชน์
ก่อเกิดโทษเศร้าหมองตนมองเห็น
ช่างทำง่ายดายนักไม่ยากเย็น
เพราะมันเป็นกรรมชั่วยั่วยุคน
ส่วนกรรมดูดีเลิศไม่เกิดโทษ
มองเห็นเป็นประโยชน์โสตถิผล
กลับยิ่งทำลำบากยากเหลือทน
เพราะต้องหมั่นฝึกฝนฝืนตนทำ ฯ


กรรมดีกรรมชั่วนั้นแยกออกจากกัน เหมือนคนหนึ่งสวมชุดขาว อีกคนหนึ่งสวมชุดดำ เดินขึ้นเวทีไปยืนอยู่คนละมุม ไม่ร่วมสังฆกรรม “เกลือไม่อาจหวาน น้ำตาลไม่อาจเค็ม” น้ำตาลให้รสหวาน เกลือให้รสเค็มฉันใด กรรมดีก็ให้ผลสุขเย็น กรรมชั่วก็ให้ผลทุกข์ร้อนฉันนั้น รู้ทั้งรู้ แต่ทำไมคนเราชอบทำกรรมชั่วมากกว่ากรรมดี อาจเพราะผลกรรมดีกรรมชั่วซึ่งเปรียบเป็นรสชาติแตกต่างกัน กรรมดีออกรสชาติจืดชืดเหมือนแกงจืด กรรมชั่วออกรสชาติเผ็ดร้อนเหมือนต้มยำ คนส่วนมากจึงชอบต้มยำมากกว่าแกงจืด เคยมองเห็นกันบ้างไหม “ความชั่วเสน่ห์แรง” มันโปรยเสน่ห์เมื่อไร คนจะหลงเสน่ห์มันทันที ลองได้ทำกรรมชั่วครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องตามมาด้วยครั้งสองครั้งสามแน่นอน ระวังเถอะ จะถูกมันประทับ “ตราบาป” เป็น “รอยชั่ว” ที่ไม่ลบเลือน ความจริง จะโทษว่ามันเสน่ห์แรงเสียทีเดียวก็ไม่ถูก ต้องโทษจิตใจของคนเรามากกว่า จิตใจคนเรายังเป็นปุถุชนพอกหนาด้วยกิเลสอยู่ การทำกรรมชั่วสอดคล้องกับความต้องการของกิเลส ส่วนการทำกรรมดีเดินสวนทางกับกิเลส เหมือนพายเรือทวนน้ำ กรรมชั่วจึงทำได้ง่าย กรรมดีจึงทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม แม้กรรมดีจะทำแสนยากก็ต้องฝืนใจทำ เพราะให้ผลคือความสุข ชอบสบายพายเรือตามน้ำ มันพาไหลลิ่วลงทะเลนรก ไม่เห็นรึ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:29:40 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


พุทธคาถา ๒๙

นตฺถิ โลเก รโห นาม
ปาปกมฺมํ ปกุพฺพโต...
อตฺตา เต ปุริส ชานาติ
สจฺจํ วา ยทิ วา มุสา ฯ
อง. ติ. ๒๐/๔๗๙/๑๘๙


ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก
สำหรับผู้ทำบาปกรรม
นี่พ่อหนุ่ม จริงหรือเท็จ
ตัวเธอเองรู้ดี.
ชื่อว่าความลับไม่มีในโลก
ความโสโครกกรรมชั่วที่มัวหมอง
ซุกซ่อนเร้นอย่างไรมิใฝ่ปอง
ตนนั้นต้องรู้แน่อยู่แก่ใจ
จะจริงเท็จอย่างไรคนไม่ทราบ
แต่เป็นบาปตนรู้อยู่ใช่ไหม
รีบปิดบังอำพรางทิ้งวางไว
สุดท้ายไซร้กรรมชั่วเผยตัวเอง ฯ


ของสิ่งหนึ่งถูกซุกซ่อนอยู่ในซอกหลืบปกปิดมิดชิด ผู้คนพากันค้นหาสักเท่าไรก็ไม่เจอ ใครๆ ไม่รู้ว่ามันซุกซ่อนอยู่ตรงไหน แต่คนคนหนึ่งย่อมรู้และรู้เป็นอย่างดี นั่นคือคนแอบนำมันไปซ่อน เปรียบเหมือนกรรมที่คนเรากระทำโดยเฉพาะกรรรมชั่ว จะทำในที่ลับหูลับตาเพียงใด ปิดบังอำพรางซ่อนเร้น ใครๆ ไม่รู้ไม่เห็น แต่คนที่รู้เห็นและรู้เห็นเป็นอย่างดีก็คือคนทำ ความจริงหนีความจริงไม่พ้น ความเท็จก็หนีความเท็จไม่พ้น สักวันหนึ่งทองเทียมจะเปิดเผยตัวมันเอง มิใช่กาลเวลามาช่วยเปิดเผย ตัวมันเองนั่นแหละที่ทนหลอกสายตาผู้คนไม่ไหว เฉกเช่นกัน คนที่กระทำกรรมชั่ว แม้จะปกปิดซ่อนเร้นเพียงใด ในที่สุดก็ต้องสารภาพผิด เพราะทนกำ “เผือกร้อน” ต่อไปไม่ไหว และแล้วกรรมชั่วก็เปิดเผยตัวมันเอง รู้หรือเปล่า “ความชั่วมันชอบโชว์” มันหลบอยู่หลังเวทีได้ไม่นาน ต้องออกมาเดินฉุยฉาย เราทำความดีมิให้ใครเห็น “ปิดทองหลังพระ” ได้ แต่จะทำความชั่วมิให้ใครเห็นไม่ได้ “กองคูถหน้ากุฏิพระ” แม้จะกลบปิดมิดชิดเพียงใด กลิ่นเหม็นก็โชยออกมา ขึ้นชื่อว่า“โทษ” จะกดเหยียบไว้อย่างไรก็เอาไม่อยู่มันย่อมเล็ดลอดออกมา จะทำกรรมชั่วแล้วปิดเป็นความลับ คิดผิดชัดๆ แม้คนอื่นไม่รู้ แต่ตัวเองนั่นแหละรู้ กรรมชั่วปิดเป็นความลับรับรองไม่รอด เพราะถ้าไม่เปิดเผยอกมันจะแตกตาย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2014, 02:31:55 pm โดย ยาใจ »