ผู้เขียน หัวข้อ: ความประมาทหนทางสู่ความตาย - หลวงพ่อลี ธมฺมธโร  (อ่าน 2000 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
ความประมาทหนทางสู่ความตาย - หลวงพ่อลี ธมฺมธโร

ออกพรรษาในปี ๒๔๗๔ หลวงพ่อลีมีจิตผ่องใสเบิกบานเต็มที่
การเข้าโมกธรรมอย่างเต็มที่ในพรรษาที่ผ่านมา
คือ ธรรมอันเป็นเครื่องหลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย
ทำให้เบาสบายตลอดวันคืน

หลวงพ่อลี ได้กราบลาพระอุปัชฌาย์จากวัดสระปทุม
ออกธุดงค์ ผ่านจังหวัดอยุธยา สระบุรี ลพบุรี อำเภอท่าตะโก
และบึงบอระเพ็ด เพื่อไปโปรดพี่ชายและเพื่อนฝูงเมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส

ในระหว่างที่อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ได้ออกไปพักอยู่ในป่า
ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๒๐ เส้น วันหนึ่งได้ยินเสียงช้างป่ากับช้างบ้าน
ที่ตกมันร้องเสียงดัง ชาวบ้านที่แวะเวียนมากราบนมัสการ
บอกให้ทราบว่าช้างทั้งสองกำลังต่อสู้กัน ช้างทั้งคู่สู้กันหลายครั้ง
นานถึง ๓ วัน ช้างป่าสู้ไม่ได้บาดเจ็บและหมดแรงตายไปในที่สุด
ส่วนช้างบ้านตกมันไม่เป็นไร

แต่ช้างผู้ชนะ กลับยิ่งเพิ่มความบ้าคลั่งขนาดหนักพลุกพล่าน อาละวาดดุร้าย
จนควาญช้างผู้เลี้ยงเอาไม่อยู่ เอางาไล่ทิ่มแทงผู้คนรอบบริเวณนั้น
ขุนจบฯ เจ้าของช้างเห็นเหตุการณ์ไม่ดีเช่นนั้นจึงนิมนต์หลวงพ่อลี
เข้าไปพักในบ้านเสียก่อน จนกว่าอาการตกมันของช้างจะหายเป็นปกติ

หลวงพ่อลีปฏิเสธคำขอเช่นนั้น แม้จะมีอาการหวาดหวั่นต่อภัยที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่ท่านเชื่อในอำนาจเมตตาแห่งอิทธิพุทธะ

คืนนั้น...ขณะที่เจริญภาวนาสำรวจภาวนาจิตของตนเอง
ถึงความกลัวช้างตกมันทำร้าย และได้วิเคราะห์แล้วว่า
สิ่งที่ตนกลัวก็คือ "กลัวตาย"

จิตได้ถามอีกว่า "แล้วทำไมจะต้องกลัวตาย?"

ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงสืบเสาะ หาที่มาของความกลัวตาย
จึงได้ความว่า...ความตายนั้น เป็นของน่ากลัวสำหรับมนุษย์และสัตว์
สำหรับสัตว์ เมื่อกลัวแล้วก็ได้แต่วิ่งหนีอะไร ที่มันนึกว่าจะทำให้มันตายได้
มันก็หลบไปชั่วครั้งชั่วคราว ไปจนกว่ามันจะตายจริง !

แต่สำหรับมนุษย์นั้น มีปัญหารู้ได้ว่า ตัวเองนั้นจะต้องตายแน่
ถึงจะไปทางไหน ก็ต้องตายจนได้ในวันหนึ่งวันใด แต่ก็ไม่อยากตาย
อยากมีชีวิตอยู่ไปนาน ๆ ถึงจะเจ็บไข้พิการอย่างไร ก็ยังขอให้มีชีวิตเอาไว้ !!

ดังนั้นหากมีวิธีใดที่ยืดอายุได้ก็จะรีบทำ แม้กระทั่งหาพระหาเจ้าช่วยก็ต้องเอา

คนทั่วไปคิดถึงเรื่องความตายเป็นของน่ากลัวเพราะอะไรนั้นหรือ ?

ก็เพราะความหวงและห่วงชีวิตนี้ประการหนึ่ง
ด้วยความไม่รู้ว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไรอีกประการหนึ่ง

และประการสุดท้าย คือ คนไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน !

เพราะตอนนี้ชีวิตอยู่ทั้งบุญและบาปที่ทำไว้นั้นจะติดตามไปหรือไม่ ?

ด้วยเหตุนี้คนจึงกลัวความตายกันอย่างมาก !

ภาวะจิตของหลวงพ่อลียังคิดต่อไปอีกว่า
เกิดก็ทุกข์ ตายก็ทุกข์..แล้วจะไปคิดถึงเรื่องความตายทำไมให้เสียเวลา...

เมื่อตายแล้วยังมีที่ไป ก็แปลว่าตายแล้วก็ต้องไปเกิดอีก เมื่อเกิดอีกที
ก็ต้องทุกข์อีก
"สู้มานั่งคิดว่า ทำอย่างไรตายแล้วจะไม่เกิดไม่ดีกว่าหรือ ?!"

ใช่แล้ว...พุทธศาสนามีคำตอบ คือ นิพพาน เป็นสถานที่ไม่มีทุกข์
เพราะไม่เกิดอีก เป็นการดับสูญโดยสิ้นเชิง

เมื่อหลวงพ่อลีคิดได้เช่นนี้ ความกลัวตายจึงมลายหายไปสิ้น
หายใจเข้าก็ตาย หายใจออกก็ตาย หลวงพ่อจึงมอง เห็นความตาย
เหมือนสายฟ้าแลบ เกิดขึ้นแล้วหายไปชั่วพริบตา

รุ่งขึ้น...เวลาบ่าย ๆ ช้างตกมันเชือกนั้นตะเวนมาหยุด ห่างที่หลวงพ่อปักกลด
เพียง ๒๐ วา ท่านก็มิได้ตระหนักกลัว แต่อย่างใด กลับแผ่เมตตาจิตให้มัน
เจ้าช้างตกมันเชือกนั้นจ้องมาทางท่านเป็นเวลาเกือบ ๑๐ นาที
แล้วมันก็หันหลังกลับเดินเข้าป่า

เช้าวันต่อมามีญาติโยมที่ต่าง ๆ ทราบข่าวว่าช้างตกมัน ไม่สามารถทำอะไร
หลวงพ่อลีได้ พากันมากราบนมัสการท่าน เพื่อขอของดีไปป้องกันตัวกันมากมาย

หลวงพ่อกล่าวว่า "ของดีของอาตมานั้น คือ ความเมตตา"

เมื่อมาถึงพระอุปัชฌาย์(หนู) ได้มอบหน้าที่งาน แทนพระใบฎีกาบุญรอด
พร้อมกันนั้นได้เรียนพระธรรมตรี และเรียนกรรมฐานอีก
จึงมีภาระยุ่งยากหลายอย่าง อาการของจิตจึงมีอาการเสื่อมคลายไปบ้างบางเวลา
จึงต้องใช้กรรมฐานข่มจิตมิให้วอกแวกออกไปนอกลู่นอกทาง

ในพรรษานี้พระอุปัชฌาย์ ได้เรียกให้ไปอยู่กุฏิใหม่กับท่านซึ่งเป็นกุฏิหลังใหญ่
ที่ท่านผู้หญิงตลับ ภริยาเจ้าพระยายมราช (ปั้นสุข) เป็นผู้สร้างถวาย
โดยช่วยท่านแต่งโน่นแต่งนี่ ส่วนงานที่เคยทำพระอุปัชฌาย์ได้มอบหมาย
ให้พระรูปอื่นทำแทนทำให้เบาใจไปได้ในบางเวลา

ช่วงนี้หลวงพ่อลี ได้ตรวจจิตของตนเอง รู้สึกว่าเลื่อมใสในทางปฏิบัติ
คือ จิตจะหันไปทางโลกเสียบ้าง ได้คิดต่อสู้อยู่จนตลอดพรรษา
จู่ ๆ วันหนึ่งได้เกิดความคิดในใจว่า
ถ้าเราอยู่ในพระนคร (กรุงเทพ)นี้ เราคงต้องสึกแน่
ถ้าเราจะไม่สึกเราต้องออกจากพระนครไปอยู่ป่าครั้นตกลางคืน
ฝันเห็นพระอาจารย์หลายท่านมากล่าวตักเตือนอยู่บ่อย ๆ

ช่วงนี้กองทัพกิเลส เข้ารบกวนจิตใจท่านหลายอย่าง
และหลวงพ่อพยายามต่อสู้อย่างเต็มที่
ความอัศจรรย์ได้เกิดขึ้นเป็นข้อเตือนใจ
ให้ท่านได้อยู่ในสมณเพศต่อไป

ครั้งแรก

ขณะที่ออกบิณฑบาตในตรอกวัดสระปทุม พอเดินไปถึงหน้าบ้านที่เขาจะใส่บาตร
เกิดรู้สึกปวดหนักจนแทบไม่ไหวจะเดินออกไปรับบิณฑบาตก็เดินไม่ได้ ก้าวขาไม่ออก
พยายามอดกลั้นขยับขาเดินได้ทีละคืบไปถึงป่ากฐินข้าง รีบวางบาตรลอดรั้วเข้าป่า

เมื่อทำธุระเสร็จออกจากป่าอุ้มบาตรออกมาบิณฑบาตต่อไป
วันนั้นได้ข้าวไม่พอฉัน กลับถึงวัดจึงเตือนตนเองว่า
"มัวแต่คิดเรื่องไร้สาระมิหาแก่นสารในธรรม ใครจะมาใส่บาตรให้ฉัน"

ครั้งที่สอง

ออกบิณฑบาตแต่เช้า เดินข้ามสะพานหัวช้างวกเข้าถนนเพชรบุรี
ข้าวแม้แต่ทัพทีเดียวก็ไม่ลงบาตร บังเอิญมองเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง
เห็นยายแก่ไว้ผมยาวมวย คว้าไม้กวาดตีหัวตาแป๊ะ
ส่วนตาแป๊ะคว้ามวยผมถีบหลังยายแก่

จึงได้ข้อธรรมว่า "หากสึกออกไปเป็นฆราวาสมีครอบครัว
ตัวเราโดนอย่างนี้ จะทำอย่างไรกัน คงบ้านแตกสาแหรกขาดแน่"

เมื่อหลวงพ่อกำหนดพิจารณาเห็นเช่นนั้น
เกิดความเบื่อหน่าย สังเวชสลด ในชีวิตฆราวาสออกไปโดยลำดับ

ครั้งที่สาม

วันนั้นเป็นวันเทศกาลได้ออกบิณฑบาตแต่เช้ามืด
เดินไประหว่างตลาดประตูน้ำสระปทุม แล้ววกกลับมาทางหลังวัด
บริเวณนั้นมีคอกม้า มีถนนดินเวลาฝนตกถนนลื่นมาก
ในบาตรมีข้าวเต็ม ในจิตคิดไปถึงเรื่องอื่น ๆ จนเผลอตัว

หลวงพ่อได้ก้าวลื่นถลาล้มลงไปในบ่อข้างถนนหัวเข่าทั้งสอง
จมลงไปอยู่ในโคลน ข้าวในบาตรหกหมดเกลี้ยง
เนื้อตัวเลอะเทอะไปด้วยโคลน จึงรีบกลับวัดทันที
 
ท่านนึกตรึกตรองบอกว่า หากจิตยังโลดโผน แล่นไปอย่างนี้
ไม่มีจุดหมายเพราะขาดสติ จนการทำให้เกิดการประมาทเลินเล่อ
เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น...เป็นเพราะสติตัวเดียวแท้ ๆ

ครั้งที่สี่

ออกบิณฑบาตเช่นเคย เดินไปถึง วังพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าธานีนิวัตร
ซึ่งพระองค์ท่าน ใส่บาตรประจำวัน แก่พระทั่ว ๆ ไป
วันนั้นมีญาติโยมมาตั้งโต๊ะใส่บาตรอยู่ตรงข้าง จึงเดินไปรับบาตร
ญาติโยมคนนั้นเสียก่อน พอรับเสร็จแล้วหันกลับไปยังหน้าวัง

พอดีมีเมล์ขาวนายเลิศวิ่งมาอย่างรวดเร็ว เฉียดศีรษะห่างหนึ่งคืบ
คนโดยสารบนรถพากันร้องโวยวายกันใหญ่
ตนเองก็ยืนตะลึงอยู่เป็นเวลาหลายอึดใจ

กลับถึงวัดสติก็ร้องบอกเตือนว่า
"นี่เป็นอีกคราหนึ่งที่เราขาดสติและประมาท"

คืนนั้น...ท่านจึงได้ปฏิบัติภาวนาพิจารณาจิตของตนเองที่บกพร่อง
จึงเห็นว่า...คนที่นับถือศาสนาพุทธอยู่ทุกวันนี้ ดูออกจะแสวงหา
สิ่งต่าง ๆ จากศาสนาพุทธ ไม่ตรงกันเป็นต้นว่า
แสวงหาความสงบบ้าง แสวงหาฤทธิ์อำนาจ
ที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติบ้าง

ตลอดจนถึงแสวงหาความอยู่ยงคงกระพันเมื่อมีสิ่งเหล่านี้
ก็ปฏิบัติธรรมะต่างกัน โดยบรรลุให้ถึงความประสงค์

แต่ความจริงที่แท้แล้ว ธรรมทุกอย่าง การปฏิบัติทุกอย่างย่อมนำไปสู่สติ
คือ ความไม่ประมาทอย่างเดียวกันทั้งนั้น

หากคนทั้งหลายที่นับถือศาสนาพุทธ เข้าใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ในความจริงข้อนี้ การปฏิบัติศาสนาพุทธก็จะอยู่ในร่องรอยมากขึ้น
ไม่แตกออกไปเป็นลัทธิต่าง ๆ อย่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน
และผู้ปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ จะได้รับประโยชน์มาก...

คือ...จะมีสติ หรืออยู่ในความไม่ประมาท
อันเป็นอมฤตธรรมที่พิสูจน์ได้และถูกต้องที่สุด

ความประมาทหนทางสู่ความตาย - หลวงพ่อลี ธมฺมธโร
ที่มา  dhamma-gateway