ผู้เขียน หัวข้อ: ทาน ศีล ภาวนา - พระภูริทัตโต (หลวงปู่มั่น)  (อ่าน 3458 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
ทาน  ศีล  ภาวนา
พระภูริทัตโต  (หลวงปู่มั่น)


ทาน
ทานคือเครื่องแสดงน้ำใจของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง   ผู้มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ผู้อาภัพ 
ด้วยการให้ทานเสียสละแบ่งปันมากน้อยตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่   จะเป็น
วัตถุทาน  ธรรมทาน หรือวิทยาทานแขนงต่างๆก็ตาม   ที่ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยมิหวังค่า
ตอบแทนใดๆ  นอกจากกุศลคือความดีที่เกิดจากทานนั้น   ซึ่งจะเป็นสิ่งตอบแทนให้เจ้าของทาน
ได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น  ตลอดอภัยทานที่ควรให้แก่กัน  ในเวลาอีกฝ่ายผิดพลาดหรือล่วงเกิน

 คนมีทานหรือคนที่เด่นในการให้ทานย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชน  ผู้เช่นนี้มนุษย์
และสัตว์ตลอดเทวดาก็เคารพรัก   จะตกทิศใดแดนใดย่อมไม่อดอยากขาดแคลนหากมีสิ่งหรือ
ผู้อุปถัมภ์จนได้ไม่อับจนทนทุกข์

แม้ในแดนมนุษย์เรานี้ก็พอเห็นได้อย่างเต็มตารู้ได้อย่างเต็มใจว่า   ผู้มีทานเป็นเครื่องประดับตัว
ย่อมเป็นคนไม่ล้าสมัยในสังคม   และบุคคลทุกชั้นไม่มีใครรังเกียจ
 
อำนาจทาน  ทำให้ผู้มีใจบริจาคเกิดความเคยชินต่อนิสัยจนกลายเป็นผู้มีฤทธิ์  บันดาลไม่ให้อดอยากในภพที่เกิด กำเนิดที่อยู่นั้นๆ    ฉะนั้นทานและคนที่มีใจเป็นนักให้ทานเสียสละ   จึงเป็นผู้ค้ำจุนโลก
ให้เฟื่องฟูตลอดไป  โลกที่มีการสงเคราะห์กันอยู่ ยังจัดเป็นโลกที่มีความหมายตลอดไป

ทานจึงเป็นสาระสำคัญสำหรับตัวและโลกทั่วๆไป  ผู้มีทานย่อมเป็นผู้อบอุ่นและหนุนโลกให้
ชุ่มเย็น ไม่เป็นบุคคลและโลกที่แห้งแล้งแข่งกับทุกข์ตลอดไป

ศีล
ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเมตตาสั่งสอนฆราวาสให้รู้คุณของศีล  และรู้โทษของความไม่มีศีล
ว่าศีลคือรั้วกั้นความเบียดเบียน และทำลายร่างกายและจิตใจของกันและกัน   ศีลคือพืชแห่งความดี
อันยอดเยี่ยมที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ไม่ปล่อยให้สูญหายไปเสีย  เพราะมนุษย์ที่ไม่มีศีลเป็นรั้วกั้น
และเป็นเครื่องประดับตัว   ก็คือกองเพลิงแห่งมนุษย์เราดีๆนี่เอง

การเบียดเบียนทำลายกันย่อมเป็นไปทุกย่อมหญ้า และทั่วโลกดินแดน  ไม่มีเกาะมีดอนพอ
จะเอาศีรษะซุกนอนให้ปลอดภัย    แม้โลกจะเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์บนท้องฟ้า   
แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์เป็นไหนๆ  โลกจะไม่มีที่ปลงใจได้เลย 
ถ้ายังมัวคิดว่าวัตถุมีค่ามากกว่าศีลธรรม

เพราะศีลธรรมเป็นสมบัติของจอมมนุษย์คือพระพุทธเจ้า  ผู้ค้นพบและนำมาประดับโลกที่กำลังมืดมัว
กลัวทุกข์  พอให้สว่างไสวร่มเย็นควรให้อาศัยได้บ้างด้วยอำนาจศีลธรรมเป็นเครื่องปัดเป่ากำจัด
ศีลจึงเป็นเหมือนยาปราบโรคทั้งโรคระบาดและโรคเรื้อรัง  อย่างน้อยก็พอให้คนไข้ที่สุมด้วยกิเลส
กินอยู่หลับนอนได้บ้าง  ไม่ถูกบีบคั้นด้วยโรคที่เกิดแล้วไม่ยอมหายนี้ตลอดไป  มากกว่านั้นโรคนี้
ก็หายขาดอยู่สบาย

คำว่าศีลแท้จริงเป็นไปด้วยความมีสติ  รู้สิ่งที่ควรหรือไม่ควร  ระวังการระบายออกทางทวารทั้งสาม  คอยบังคับกาย  วาจา  ใจ ให้เป็นไปในขอบเขตของศีลที่เป็นสภาพปกติ  ไม่คะนองกาย  วาจา  ใจ

อานิสงส์ของการรักษาศีล ๕

๑.ทำให้อายุยืนปราศจากโรคภัยเบียดเบียน
๒.ทรัพย์สมบัติที่อยู่ในความปกครอง  มีความปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย
๓.ระหว่าง ลูก  หลาน  สามี  ภรรยา  อยู่ด้วยกันผาสุก  ไม่มีผู้คอยล่วงล้ำกล้ำกราย 
ต่างครองอยู่ด้วยความเป็นสุข
๔.พูดอะไรมีผู้เคารพเชื่อถือ  คำพูดมีเสน่ห์เป็นที่จับใจไพเราะด้วยสัตย์ด้วยศีล
๕.เป็นผู้มีสติปัญญาดีเฉลียวฉลาด



ภาวนา
ภาวนาคือการอบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรงต่อเหตุผล  อรรถธรรมรู้จักวิธีปฏิบัติต่อตนเองและ
สิ่งทั้งหลาย  ไม่ให้จิตผาดโผนโลดแล่นแบบไม่มีฝั่งมีฝา  ยึดการภาวนาเป็นรั้วกั้นความคิดฟุ้ง
ของใจให้อยู่ในเหตุผล   อันจะเป็นหนทางแห่งความสงบสุขใจที่ยังมิได้รับการอบรมจากภาวนา

ใจควรได้รับรู้ในเรื่องของตัวเองเสียบ้าง  จะเป็นผู้ควรแก่การงานทั้งหลาย  ทั้งส่วนหยาบส่วน
ละเอียด ทั้งส่วนเล็กส่วนใหญ่  ทั้งภายในและภายนอก  ผู้มีภาวนาเป็นหลักใจจะทำอะไรชอบ
ใช้ความคิดอ่านเสมอ   ไม่ค่อยเอาตัวเข้าไปเสี่ยงต่อการกระทำที่ไม่แน่ใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ตนและผู้เกี่ยวข้องตลอดส่วนรวม

การภาวนาจึงเป็นงานเพื่อผลในปัจจุบันและอนาคต  ไม่เสียประโยชน์ทั้งสองทาง   ประโยชน์
สำคัญคือประโยชน์เฉพาะหน้าที่เรียกว่า “ทิฎฐธรรมมิกัตถประโยชน์  การทำงานทุกชนิดที่ทำ
ด้วยใจของผู้ภาวนาจะสำเร็จลงด้วยความเรียบร้อย  ขณะที่ทำก็ไม่ทำแบบขอไปที  แต่ทำ
ด้วยความใคร่ครวญและเล็งถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากงานเมื่อสำเร็จลงไปแล้ว

ทาน  ศีล  ภาวนา
พระภูริทัตโต (หลวงปู่มั่น)
จดจารึกโดย พระธรรมวิสุทธิมงคล (พระญาณสัมปันโน บัว)