ผู้เขียน หัวข้อ: ไม่ว่าจะสูงอายุเท่าไร ก็ยังทำกำไรให้ชีวิตนี้ได้มากมาย - สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  (อ่าน 2615 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด





                                               ไม่ว่าจะสูงอายุเท่าไร

                  ก็ยังทำกำไรให้ชีวิตนี้ได้มากมาย
   



             บางที บางท่านคิดว่า เราเป็นผู้สูงอายุ ก็คือมีอายุเหลือน้อยแล้ว พอคิดอย่างนี้ ก็เลยทำให้จิตใจสลดหดหู่ ไม่สบายใจ ยิ่งบางคนนึกรำพึงความหลังว่า ชีวิตเราที่ผ่านมา ไม่ได้อะไรเป็นแก่นสารเลย อีกไม่นาน อีกประเดี๋ยว เราก็จะไปจากโลกนี้แล้วหมดกัน ไม่มีโอกาสเหลือให้แล้ว ชีวิตของเรานี้ล้มเหลว เกิดมาเสียเปล่า...อะไรทำนองนี้

          แต่ทางพระ ท่านไม่ได้ว่าอย่างนั้น ในธรรมอันเป็นความจริงแท้นั้น เมื่อยังเป็นคน ยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครหมดโอกาส ไม่ว่าจะมองที่เวลาในระยะสั้น หรือระยะยาว

          พูดถึงระยะสั้น ถ้าจับเอาที่วันหนึ่งๆ ก็มีธรรมภาษิตสอนไว้ให้รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ว่า "เวลาแต่ละวัน อย่าให้ผ่าน ไปเปล่า ไม่มากก็น้อย ต้องให้ได้อะไรบ้าง” (อโมฆํ ทิวสํ กยิรา,อปฺเปน พหุเกน วา, ขุ.เถร.๒๖/๓๕๙/๓๓๕)

          ที่ว่า “ได้” นั้นอาจจะคิดต่างกันไปหลายอย่าง หลายคนคิดถึงได้เงินทอง บางคนว่าได้งาน บางคนว่าได้เล่าเรียน ได้อ่านหนังสือ ได้ปัญญา บางคนว่าได้ช่วยงานคุณพ่อ ได้รับใช้คุณแม่ บางคนว่าได้ช่วยเหลือคนอื่น ได้ทำประโยชน์ ฯลฯ เอาละเป็นอันว่าได้ทั้งนั้น และก็ดีทั้งนั้น

          แล้วก็อย่าลืมการได้ทางจิตใจด้วย เช่นว่า ได้ความสดชื่นผ่องใส ได้ความอิ่มใจ ใจได้เบิกบาน ได้ความสงบ ได้ความสุข ได้คิดดีๆ ได้คิดทำความดี ได้คิดช่วยเหลือคนอื่น ได้มีใจเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีฉันทะที่จะทำประโยชน์หรือทำการสร้างสรรค์โน่นนี่ ฯลฯ

           ถึงเวลากลางคืน ตอนลงนอน คิดว่านี่คือจะหมดวันแล้วก็มานึกทบทวนว่า วันนี้ได้อะไรบ้าง ถ้าได้ ก็ดีไป ดีใจได้

           แต่บางทีบางคนบางคืน นึกทบทวนแล้ว วันนี้ทั้งวัน ไม่ได้อะไรเลย ชักจะรู้สึกเสียใจ แล้วใจก็ขุ่นมัวหม่นหมอง ถ้าอย่างนี้ก็จะหมดวันหลับไปโดยไม่ได้อะไรเลย เป็นวันที่เสียเปล่า แถมยังซ้ำเติมตัวเองด้วยการมีจิตใจเศร้าหมองขุ่นมัวเป็นทุกข์ในขณะสิ้นวันติดไปกับใจที่หลับอีกด้วย เลยเป็นวันที่สูญเสียจริงๆ

           ที่จริง ไม่ควรต้องสูญเสียอย่างนั้น เอาละ เมื่อหมดวัน ในเวลาที่ลงนอนกลางคืน ก่อนหลับ ถ้านึกดูแล้ว ทั้งวันนั้นไม่ได้อะไรเลย นั่นก็คิดแก้ไขทำวันพรุ่งนี้ ให้ดี ว่ากันใหม่ แต่วันนี้เอง ก็มิใช่หมดโอกาส
           
           แท้จริงนั้น โอกาสยังเป็นของเราจนถึงขณะสุดท้ายที่จะหลับ เราก็จะทำเวลาจนถึงสุดท้ายที่จะหลับนั่นแหละ ให้เป็นเวลาแห่งการได้ และเป็นการได้อย่างประเสริฐ อาจจะดีกว่าที่ได้หรือเกินคุ้มกับที่เสียไปในวันนั้นทั้งหมดด้วย นั่นคือสลัดละความคิดไม่ดี หยุดความไม่สบายใจ ตัดความหวนละห้อยทิ้งไปทำจิตใจให้เบิกบานผ่องใสมีความสุข

            ถ้าทำใจเองไม่ได้ ก็นึกถึงอะไรที่ดีๆ อาจเป็นพุทธวจนะคติธรรม คำสวดมนต์ แม้กระทั่งสติที่อยู่กับลมหายใจของตัวเองจนหลับไปกับใจที่ยิ้มด้วยความสุขผ่องใส

            นี้เป็นการได้อย่างประเสริฐ ที่ดีเลิศ ซึ่งเราสามารถจะได้และควรทำให้ได้ทุกวัน ควรตั้งเป็นหลักของใจไว้ที่เดียวว่าจะให้ได้อย่างนี้ โดยใช้คำอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนท่านนกุลผู้เฒ่าว่า เราศึกษา คือฝึกทำใจให้หลับไปพร้อมด้วยจิตที่ผ่องใสเป็นสุข

            ทำอย่างนี้ทุกคืน ก็คือได้ปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันอย่างเป็นประจำ ซึ่งทำได้ในห้องนอนและทุกที่ เป็นการศึกษาชั้นสูง เป็นการฝึกสติ เจริญสมาธิ ต่อไปจิตก็จะชินเป็นลักษณะอาการของมันอย่างนั้น เป็นส่วนสำคัญของชีวิตที่ดี ถึงจะเป็นผู้เฒ่าชรา ก็ยังมีเวลาทำกำไรอย่างนี้ได้อีกมากมาย










ที่มา : จากหนังสือเรื่อง " ถ้าสูงอายุเป็นก็น่าเป็นผู้สูงอายุ " หน้า ๒๑ -  ๒๓

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2017, 05:49:10 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด





                                                                                  ไม่แก่เกินเรียน

                                แถมได้เรียนเรื่องยอดประโยชน์
   
 



          คนไทยมีคำชาวบ้านพูดได้ง่ายๆ สบายๆ ว่า “ไม่แก่เกินเรียน” เป็นคำเตือนใจที่ดี เข้ากับหลักที่พระสอนไว้ว่า คนเรานี้ต้องเรียนต้องศึกษา จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ จึงเป็นอเสขะ คือมีคุณสมบัตินั้นๆ เป็นอย่างนั้น ทำได้อย่างนั้นเป็นปกติแล้ว จึงไม่ต้องฝึกให้เป็นให้ทำได้อย่างนั้นอีก แต่ถ้ายังไม่เป็นอเสขะ ถึงจะบวชมานานเกิน ๑๐๐ พรรษาก็ยังต้องเรียนต้องศึกษา

          ชีวิตจึงคู่กับการศึกษา ทำชีวิตให้เป็นการศึกษา ที่ว่าศึกษา คือเรียนรู้เรียนทำ ฝึกให้การเป็นการทำอย่างนั้นได้กลายเป็นชีวิตของเราเอง ดังนั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องเรียนต้องฝึกตัวเรื่อยไป และถ้ารู้จักฝึก รู้จักเรียน ฝึกเป็น เรียนเป็น ก็จะมีความสุขจากการฝึกจากการเรียนนั่นแหละ

          คหบดีท่านหนึ่ง กับภรรยาคู่ชีวิตของท่าน ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า และรักพระพุทธเจ้ามาก อยู่มา ท่านชรามากขึ้นวันหนึ่ง เมื่อมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้กราบทูลว่า ท่านแก่เฒ่าแล้วร่างกายก็ป่วยกระเสาะกระแสะ เจ็บออดๆ แอดๆ ไม่มีโอกาสที่จะมาเฝ้าพระพุทธเจ้าและเหล่าพระภิกษุผู้เป็นที่เจริญใจได้อย่างสม่ำเสมอ จึงขอให้พระพุทธเจ้าตรัสสอนประทานพระโอวาทแก่ท่าน

          ลำพังความแก่เฒ่าก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ติดขัด มีความยากลำบากอยู่แล้ว จึงเรียกว่าเป็นโรคอย่างหนึ่ง คือโรคชรา แล้วที่นี้ พอโรคชรามา โรคต่างๆ อีกมากมายหลายอย่าง ก็มักเข้ามาซ้ำเติมหนักลงไปอีก

          พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทสั้นๆ มีความตอนสำคัญให้ท่านศึกษาว่า ถึงแม้กายของเราจะป่วย แต่ใจเราจะไม่ป่วยไปด้วย

          ที่ท่านว่าให้ศึกษานั้น มิใช่แค่ให้คอยนึกไว้ หรือให้หมั่นเตือนสติบอกตัวเองว่า “ถึงกายจะป่วย แต่ใจไม่ป่วย” อะไรทำนองนี้เท่านั้น อันนั้นเป็นขั้นต้น หมั่นนึกหมั่นบอกตัวเองไว้ เอาสั้นๆ ว่า “กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย” นี่ขั้นต้น แต่ในขั้นเอาจริง ที่ว่าศึกษานั้น  หมายถึงฝึกจิตพัฒนาใจของเรา จนกลายเป็นจิตใจที่สบายตลอดเวลา ไม่ป่วยเลย

          ใจที่สบาย หรือจิตที่ไม่ป่วย ดูได้จากอาการหรือภาวะจิตที่เป็นผลของการพัฒนาจิตใจ เรียกว่า ธรรมสร้างสมาธิ ซึ่งเกิดตามกันมา อย่าง คือ

๑.   ปราโมทย์ ความร่าเริง สดใส ชื่นใจ เบิกบาน

๒.   ปีติ        ความปลาบปลื้ม อิ่มใจ

๓.   ปัสสัทธิ    ความผ่อนคลาย เรียบรื่น   สงบเย็น ไม่เครียด

ข้อปัสสัทธินี้ เป็นภาวะที่โยงระหว่างกายกับใจ คือ ถ้าเกิดความเครียด ก็จะเครียดทั้งกายและใจ เป็นการดำเนินชีวิตผิด ถ้าเครียดบ่อย ก็มีหวังแก่เร็วแน่ๆ แต่ถ้าเกิดปัสสัทธิ ก็จะมีความผ่อนคลายทั้งกายและใจ เหมือนได้พักผ่อนอยู่ตลอดเวลา
 
๔.   สุข    ความฉ่ำชื่นรื่นใจ เป็นภาวะที่ใจคล่องโล่งโปร่งสบาย ไม่มีอะไรกดดันบีบคั้น พอมีความสุข ใจไม่ต้องดิ้น ไม่กระวนกระวาย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย ก็เปิดโอกาสให้จิตเป็นสมาธิ

๕.    สมาธิ
  ภาวะที่จิตมั่นแน่ว อยู่ตัว เข้าที่ ไม่มีอะไรรบกวนได้ จะคิด จะพิจารณา จะทำอะไร ใจก็อยู่กับเรื่องนั้น ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวกหวั่นไหว ใจใส สงบ มีกำลัง อยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ

๕ ข้อนี้ ตรวจสอบตัวเองได้ อย่างน้อยข้อแรกคือปราโมทย์ สดชื่น ร่าเริง เบิกบานใจ ขอให้มีเป็นพื้นใจไว้เลย จะได้เข้าหลักที่ตรัสว่า “ตโต ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ” (แต่นั้นเธอผู้มากด้วยปราโมทย์ จักทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป,ขุ.ธ.๒๕/๓๕/๖๖)










ที่มา : จากหนังสือเรื่อง " ถ้าสูงอายุเป็นก็น่าเป็นผู้สูงอายุ " หน้า ๗ - ๙

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 30, 2017, 06:12:30 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




                                                                             ไม่ใช่วาระสุดท้าย

                                        แต่เป็นวาระที่ได้สูงสุด
   



                  ว่าไปว่ามา กลายเป็นยืดยาว ชักจะเกินกว่าที่ควร ถึงทีที่จะต้องลัดตัดให้สั้น

          บอกแล้วว่า ในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะมองในช่วงยาวตลอดทั้งชีวิต หรือในช่วงสั้นของเวลาแต่ละวันๆ ไม่มีใครหมดโอกาสแม้กระทั่งถึงขณะสุดท้ายของวันนั้นๆ หรือของชีวิตนั้น สำหรับช่วงสั้นของแต่ละวัน ได้พูดไปแล้ว

          ทีนี้ ในช่วงยาวตลอดทั้งชีวิต ทางธรรมบอกให้ว่า แม้แต่ในขณะสุดท้ายของชีวิตนั้น ทุกคนก็ไม่หมดโอกาสที่จะได้ประโยชน์อย่างสูงสุด หรือทำให้ชีวิตได้สิ่งที่ดีที่สุด

          บางคนนึกเสียใจว่าตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมาของชีวิตนี้ เรามีชีวิตที่ไร้ค่า ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์เลย หรือ ตลอดชีวิตนั้น มีแต่ความล้มเหลว เอาละ การรู้สำนึกนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อสำนึกแล้ว ก็สลัดมันออกไป กลับใจเป็นดี แล้วก็สามารถพลิกผันเวลาส่วนท้าย หรือแม้แต่วาระสุดท้าย จนถึงขณะสุดท้ายของชีวิตให้มีการได้ที่ดีที่สุด

          ชีวิตนี้ ว่ากันถึงความจริงในที่สุด ก็เป็นเรื่องของเวลาแค่ขณะหนึ่งๆ ที่จะสืบต่อไป หรือจะพลิกผันก็ได้ การศึกษาที่ถึงปัญญาซึ่งส่องสว่างทั่วโล่งตลอด สามารถเปลี่ยนพลิกจิตที่เป็นแกนของชีวิตจากดำเป็นใส จากทุกข์เป็นสุข ได้ฉับพลัน จึงได้บอกว่าไม่มีการหมดโอกาสของชีวิต แม้ถึงขณะสุดท้าย

          แม้แต่พลิกผันความผิดพลาดในขณะที่หวุดหวิดกัน ก็ยังได้ ดังที่ในพุทธกาล มีพระสาวกบางท่านเกิดความทุกข์มากถึงกับฆ่าตัวตาย เช่น องค์หนึ่งเป็นโรคร้าย เจ็บปวดมีทุกขเวทนามาก การพัฒนาทางจิตที่ได้ไว้สูงๆ ก็เสื่อมหายไปเพราะความเจ็บป่วยนั้น จึงท้อแท้ใจยิ่งนักจนลงมือฆ่าตัวตาย เอามีดโกนมาเชือดคอตัวเอง ซึ่งเป็นวาระที่จิตใจฟั่นเฟือนหมองมัวไป ไม่ดี คือพลาดไปเสียแล้ว

          แต่ตอนจวนมรณะนั่นเอง เพราะได้ฝึกได้ศึกษาฝึกจิตเจริญปัญญามามาก สติมี ปัญญามา ถึงขั้นสว่างมองเห็นสัจธรรมพลิกสถานการณ์ทำให้จิตหลุดพ้นเป็นอิสระในวาระสุดท้ายนั้น

          บางท่านเจ็บป่วยมาก และก็ไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่ในขณะที่จะมรณะ ปัญญาพัฒนาถึงภาวะที่พลิกผันจิตอย่างที่ว่ากลายเป็นสุขสว่างสดใสได้ลุถึงบรมธรรมในวาระสุดท้ายนั้น

          ผู้ลุถึงประโยชน์สุขอย่างสูงสุดในวาระสุดท้ายนี้ เมื่อพูดเชิงเทียบขั้น กลายเป็นว่าขึ้นไปเหนือกว่าคนที่เรียกว่าประสบความสำเร็จในชีวิต  ที่ได้ร่ำรวยมีทรัพย์มหาศาล หรือมียศตำแหน่งมีอำนาจยิ่งใหญ่ อันนั้นในภาษาพระเรียกว่าเป็นระดับทิฏฐธัมมิกัตถ์ (ประโยชน์ที่ตามองเห็น) และเหนือกว่าแม้แต่การได้ไปสวรรค์ เหนือว่าสุขของเทวดา และแม้แต่พระพรหม ซึ่งเป็นระดับสัมปรายิกัตถ์ (ประโยชน์อย่างล้ำเลยตาเห็น) ส่วนอันนี้เป็นประโยชน์สูงสุด ที่เรียกว่าปรมัตถ์

           เป็นอันว่าไม่สิ้นโอกาส แม้จนขณะสุดท้ายของชีวิต

            ทีนี้ สำหรับผู้สูงอายุนี้ ส่วนมากก็ยังห่างไกลขณะสุดท้ายที่ว่านั้น จึงยังมีโอกาสอีกมากมาย ก็น่าจะทำช่วงเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่นี้ ให้เป็นเวลาที่ดีเลิศประเสริฐสุดของชีวิต เฉพาะอย่างยิ่งเป็นเวลาของประโยชน์สุขในระดับของจิตใจและปัญญา ด้วยการศึกษา ฝึกจิตใจ และพัฒนาปัญญา

            มองในแง่บวก พอมาเป็นผู้สูงอายุนี้ กลายเป็นว่าพ้นจากความวุ่นวายด้านบำเรอกาย หมดเรื่องทางสังคม และวางภาระการงานอะไรต่างๆ แล้ว มีเวลามากขึ้น หรือมากทีเดียว ในการที่จะศึกษาพัฒนาด้านจิตและด้านปัญญา

            ถ้าจัดเป็นทำเป็น คือจัดการกับจิตใจของตนนี่แหละให้ว่างโล่งขึ้น เอาเวลามาให้แก่ธรรมแก่ปัญญามากๆ ก็จะมีการพัฒนาในระดับของการเข้าถึงประโยชน์สุขอย่างสูงสุดได้อย่างดี










ที่มา : จากหนังสือเรื่อง " ถ้าสูงอายุเป็นก็น่าเป็นผู้สูงอายุ " หน้า ๒๓ - ๒๕

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 01, 2017, 09:27:43 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




                                 อย่างน้อยก็ได้จตุรพิธพร:

                    อายุ วรรณะ สุขะ พละ
   



              การศึกษาพัฒนาจิตใจพัฒนาปัญญา เพื่อได้เพื่อถึงประโยชน์สุขสูงสุดของชีวิต มีโอกาสพูดทิ้งไว้แค่นี้ คือได้แค่ฝากไว้ให้เป็นทางที่เลือกได้แล้วจะดีถึงที่สุดของชีวิต แต่อย่างน้อยก็พูดได้สบายใจได้ว่า ยังมีชีวิตอยู่ ก็ศึกษาเรื่อยไป ถ้าไม่หยุดพัฒนาธรรมพัฒนาปัญญา จะไม่เสียอะไร แต่จะได้อีกมาก

           ที่ว่าจะได้อีกนั้น ขอยกตัวอย่างที่ง่ายๆ คือจะได้รับพรที่สร้างให้แก่ตัวเอง อย่างที่ชอบพูดกันนักว่าจตุรพิธพร – พร ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ (อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ)

           ข้อแรก คือ อายุ คราวนี้จะได้เป็นผู้ “สูงอายุ” ในความหมายเดิมแท้ ที่ถูกต้อง

           ในความหมายที่แท้นั้น “สูงอายุ” ที่ท่านให้ความหมายว่ามีอายุมากนั้น ไม่ใช่แปลว่าแก่เฒ่า หรือชราเลย เพราะอะไรเพราะว่า “อายุ”  นี้ เป็นคำภาษาบาลี แปลว่า พลังสืบต่อหล่อเลี้ยงชีวิต ซึ่งเป็นของดี ถ้าไม่ดี จะให้เป็นพรได้อย่างไร

           เราบอกว่า พร ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ก็ต้องเป็นของดีทั้งนั้น วรรณะ สุขะ พละนั้น รู้กันชัดว่าดีแน่ อายุอยู่ในชุดนี้ก็ต้องดีเช่นกัน แต่คนไทย พอบอกว่า “มีอายุ" ก็นึกว่าคือแก่ ชราจะหมดแรง แต่คำเดิมในภาษาบาลี อายุ คือพลังสืบต่อหล่อเลี้ยงชีวิต อย่างที่ว่าเมื่อกี้

           ดังนั้น ที่ว่ามีอายุ คือมีพลังสืบต่อชีวิต จึงเป็นของดี และจึงเป็นพรอย่างหนึ่ง ยิ่งบอกว่า “สูงอายุ” คือมีอายุมาก ก็หมายความว่ามีพลังที่ว่านั้นมาก ก็ยิ่งดีใหญ่

           ถึงตอนนี้ ต้องรีบรวบรัด เพราะยืดยาวนักแล้ว เพื่อให้เข้าใจไม่ยากนัก ขอเล่าเรื่องที่พอรู้กันว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์จะดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป คือตลอดชั่วอายุของคนยุคนี้ หมายความว่าเต็ม ๑๐๐ ปี ก็ได้ แต่เวลานั้น พุทธบริษัททั้ง ๔ มีคุณสมบัติพร้อมดีพอที่จะดำรงพระศาสนาได้ พระองค์จึงทรงปลงพระชนมายุสังขาร คือดำรงพระชนม์อยู่เพียง ๘๐ พรรษา

           ทีนี้ ที่ตรัสว่าจะดำรงพระชนม์อยู่ให้ครบ ๑๐๐ ปี ก็ได้นั้นก็ได้ทรงอธิบายไว้ด้วยว่า จะทรงพระชนม์อยู่ได้ด้วยการเจริญ อิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

           ถ้าพูดอย่างชาวบ้าน ก็คือ มีใจใฝ่ปรารถนาจะทำงานดีงามสร้างสรรค์ที่คิดหมายให้สำเร็จเป็นประโยชน์ (ฉันทะ) เพียรพยายามทำงานนั้นให้ก้าวหน้าไป (วิริยะ) ใจอยู่กับงานนั้นมุ่งจดจ่อจริงจังในการที่จะทำให้สำเร็จ (จิตตะ) ใช้ปัญญาไตร่ตรองตรวจตราจัดวิธีดำเนินการให้ลุล่วงถึงจุดหมาย (วิมังสา)

            ผู้สูงอายุที่ชอบทำงานที่ดีโดยมีใจรัก แม้แต่งานอดิเรกอย่างทำสวนดอกไม้ นี่คือมีฉันทะ แล้วก็มีวิริยะ เพียรขยันหมั่นทำ มีจิตตะ เอาใจใส่จริงจังคอยดูแลไม่ทิ้ง แล้วก็มีวิมังสาติดตามตรวจสอบผลคิดค้นหาทางแก้ปัญหาตลอดจนทดลอง วิธีการต่างๆ ที่จะพัฒนาหรือทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น แค่นี้ก็มีหวังว่าจะได้ยึดอายุให้ยืนยาวอยู่ไปได้อีกนาน

            ทีนี้ ยิ่งเป็นงานที่เป็นเรื่องเนื้อตัวของชีวิตเอง คือการศึกษา เพื่อพัฒนาจิต พัฒนาปัญญาที่ว่านั้น ก็ยิ่งตรงเป้าหมาย

            ก็เอาอิทธิบาท ๔ มาใช้ดำเนินการศึกษาพัฒนาจิตพัฒนาปัญญาที่ว่านี้ ก็จะมี “อายุ” คือมีพลังสืบต่อหล่อเลี้ยงชีวิตโดยมีพลังอายุนี้อย่างสูง (สูงอายุ) คือมีอายุมาก หมายความว่า มีพลังสืบต่อหล่อเลี้ยงชีวิตนี้มาก

            เป็นอันว่า ได้พรข้อที่ ๑ คือ อายุ

            พอมีพลังอายุดี พร้อมด้วยจิตใจที่ผ่องใส สบาย อิ่มอก อิ่มใจ เป็นต้น ก็จะสำแดงพลังนั้นออกมาให้ปรากฎเป็นความมี ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีสง่าราศี ที่เรียกว่าวรรณะ เป็นพรข้อที่ ๒

            เมื่อมีพรข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ คือ อายุ และวรรณะแล้วก็มองเห็นได้ไม่ยากว่า พรข้อที่ ๓ คือ สุขะ – ความสุข และข้อที่ ๔ คือ พละ – ความมีเรี่ยวแรงกำลัง มีสุขภาพดี ก็จะมีมาด้วยเป็นอันว่ามีพรครบ ๔ อย่าง เป็นจตุรพิธพร ดังที่ว่าข้างต้น

            เป็นอันว่า ผู้สูงอายุที่ว่านั้น มีชีวิตดีงาม พร้อมด้วยจตุรพิธพร ทั้ง อายุ วรรณะ สุขะ และพละ

            แค่นี้ก็น่าจะพอใจได้ไม่น้อย









ที่มา : จากหนังสือเรื่อง " ถ้าสูงอายุเป็นก็น่าเป็นผู้สูงอายุ " หน้า ๒๖ - ๒๘

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2017, 02:14:07 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด




                                      สูงอายุ คือได้ ไม่ใช่เสียอายุ   




            อย่างที่ได้รับรู้กันว่า สังคมทั่วหล้ากำลังก้าวหน้าพากันไปเป็นสังคมผู้สูงอายุ ว่าเฉพาะประเทศไทยก็ได้เจริญพัฒนามาเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว

            เมื่อสังคมมีผู้สูงอายุเป็นคนจำนวนใหญ่ ผู้สูงอายุก็มีความสำคัญต่อความเป็นไปทั้งในทางเจริญและในทางเสื่อมของสัมคมประเทศชาติมากขึ้น และสังคมก็ควรต้องเอาใจใส่ต่อความเป็นอยู่เป็นไปของผู้สูงอายุมากขึ้นด้วย ดังที่ได้พูดมาไม่น้อยในที่นี้ ซึ่งอาจถือว่าเป็นการมองในแง่ดี แต่ที่จริงน่าจะเป็นการพูดในแง่ของการที่จะทำให้ดี

            ถึงจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ สังคมก็มิใช่เป็นสังคมของคนสูงอายุ สังคมมีคนต่างรุ่น ต่างวัย อยู่ร่วมกัน ทั้งคนสูงอายุ และคนวัยอื่นๆ โดยอาจจำแนกเป็น ผู้สูงอายุ ผู้เจริญวัย และผู้อ่อนวัย หรือ คนวัยต้น คนวัยกลาง และคนสูงอายุ ทุกคนทุกรุ่นมารวมกันเป็นสังคมนี้ ก็จึงต้องเอาใจใส่คำนึงถึงทุกคน

            ตรงนี้ ขอแทรกเรื่องนอกนิดหน่อย เป็นข้อน่าแปลกใจ จะว่าน่าขำก็ได้ คือเรื่องความเพี้ยนของภาษา

            เมื่อกี้พูดถึงคำว่า “อายุ” ได้บอกว่าในภาษาบาลีที่เป็นคำเดิม “อายุ” หมายถึงพลังสืบต่อหล่อเลี้ยงชีวิต (บางคัมภีร์บอกสั้นๆ แค่ว่า อายุ แปลว่า ชีวิต) อายุจึงเป็นพรอย่างหนึ่งที่สำคัญ อยู่ในจตุรพิธพร เราจึงขอให้คนนั้นคนนี้ มีอายุ มีวรรณะ มีสุขะ มีพละ

            ดังนั้น “สูงอายุ” ที่เราแปลว่ามีอายุมาก จึงควรหมายความว่ามีพลังชีวิตมาก แต่ในภาษาไทยกลับตรงข้าม ที่ว่าสูงอายุ มีอายุมาก กลายเป็นว่าแก่ เฒ่า จะหมดแรง ชีวิตหมดกำลัง

            คราวนี้มีเพิ่มอีกคำหนึ่ง คือ “วัย” เมื่อพูดว่าเจริญวัย ในภาษาไทยหมายความว่าเจริญเติบโตขึ้น แต่ในภาษาบาลีที่เป็นคำเดิม วัย คือ “วย” หมายถึงความเสื่อม ความโทรมที่จะไปสู่ความสิ้นสลาย ดังนั้น เจริญวัย เจริญโดยวัย จึงแปลว่าเป็นผู้ใหญ่ แก่ เฒ่า บางครั้ง ที่ว่า “สูงอายุ” ก็มีบางคนพูดว่า “สูงวัย”

            ตามภาษาเดิม เจริญอายุ หมายถึงเพิ่มพลังสืบต่อชีวิตให้อยู่ได้ยืนยาว เวลานี้ จึงเกิดมีความนิยมเรียกการทำบุญวันเกิดว่า อายุวัฒนมงคล (=มงคลเจริญอายุ, มงคลเพิ่มอายุ)

            ส่วน เจริญวัย เจริญโดยวัย เป็น วัยวุฒิ (ภาษาบาลีว่า วโยวุฑฺฒิ) ได้แก่ความเจริญโดยวัย ความเป็นผู้ใหญ่โดยความเสื่อมสลาย เสื่อมเพิ่มขึ้น คือเป็นผู้แก่ ผู้เฒ่า

            “วัย” มีการใช้ในความหมายที่ซ้อนลงไปอีกชั้นหนึ่งด้วยคือ เมื่อถือว่าอายุ เป็นเวลาทั้งหมดที่มีชีวิตอยู่ได้ ก็เอาเวลาทั้งหมดของชีวิต ที่มีความเจริญเติบโตแล้วเสื่อมลงไป ตั้งแต่เกิดไปจนสิ้นสลายคือตาย มาจัดแบ่งเป็นช่วงๆ หรือเป็นระยะๆ คือเป็นขั้นตอนของการคืบเคลื่อนสู่ความดับสลาย และเรียกแต่ละช่วง แต่ละระยะว่า “วัย” เช่นเป็น ปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย วัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยชรา จึงมีวัยที่ใช้ในความหมายดีๆ เช่น วัยงาม ถึงวัย ถึงพร้อมด้วยวัย

            เรื่องของถ้อยคำที่เพี้ยนเปลี่ยนความหมาย หรือใช้กันผิดพลาดสับสนนี้ เมื่อรู้ผิด เข้าใจผิดตามกันไปทั่ว จนกลายเป็นความหมายสามัญลงตัว อยู่ตัวแล้ว แม้แต่ท่านผู้รู้ เช่นผู้ทำพจนานุกรม แม้จะรู้อยู่ว่าไม่ถูกต้องแท้จริง บางครั้งก็ต้องยกให้ยอมรับ เป็นการถือตามโลกนิรุตติ

            เมื่อรู้ทันความเพี้ยนของภาษาแล้ว ก็ไม่ต้องไปหลงตามใคร ไม่ว่าในขณะนั้นๆ เขาจะใช้คำนั้นในความหมายเดิมหรือในความหมายที่เพี้ยน เราก็จับได้ไล่ทันทั้งนั้น

            ที่นี้ เมื่อจะพูดเอาสาระ ก็มาพูดกันตามความหมายเดิมที่เป็นหลัก คือแปล “อายุ” ว่า พลังสืบต่อหล่อเลี้ยงชีวิต หรือให้สั้นว่า พลังชีวิต ใครมีอายุมาก คือมีพลังชีวิตมาก ก็จะมีชีวิตอยู่ได้นาน อย่างที่คนไทยเรียกว่ามีอายุยืน

            เมื่อกี้ได้บอกไปแล้วถึงหลักใหญ่ที่จะใช้ยืดอายุ ทำให้อายุยืน คืออิทธิบาท ๔ ซึ่งเป็นพลังชีวิตขั้นลึก คือเป็นพลังที่หล่อเลี้ยงอยู่ในใจ เริ่มด้วยมีอะไรดีๆ ที่ใจใฝ่รักโดยมีฉันทะอยากจะทำ แค่นี้ใจก็ไม่แห้งไม่เหี่ยว แล้วยังมีวิริยะ จิตตะ วิมังสา มารับมาเสริมเติมแรงเร่งให้เดินหน้าต่อๆ ไป พลังชีวิตจึงเข้มแข็งแรงมาก นั่นคืออายุยืนยาวออกไป อย่างที่พูดไปแล้ว

            ที่นี้ นอกจากพลังชีวิตลงลึกเป็นแกนใจชุดใหญ่นั้นแล้วยังมีหลักธรรมที่ช่วยให้อายุยืนอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของความเป็นอยู่หรือการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน จะเรียกว่าข้อปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสุขภาพก็ได้ ชื่อเดิมว่า หลักอายุสส์ (การปฏิบัติที่เกื้อหนุนอายุ, อายุวัฒนวิธี, องฺ.ปญฺจก.๒๒/๑๒๕/๑๖๓) มี ข้อ คือ
๑.   ทำอะไรๆ ตั้งแต่กินอาหาร อยู่ในสิ่งแวดล้อม ดำเนินอิริยาบถ ยืนเดินนั่งนอน ก็ให้เป็น สัปปายะ คือให้สบายเกื้อกูลหนุนเอื้อแก่ชีวิต ดีต่อสุขภาพ ให้ผ่อนคลาย ไม่เครียด (สัปปายการี)
๒.   ใน สัปปายะ ก็รู้จักประมาณ (สัปปาเย มัตตัญญู)
๓.   กินของที่ย่อยได้สลายแปรไปหมด เช่น กินของที่ย่อยง่าย หรือเคี้ยวให้แหลกละเอียด (ปริณตโภชี)
๔.   รู้จักจัดรู้จักใช้เวลาให้เหมาะ ทำถูกเวลา ทำเป็นเวลา ทำให้พอหรือควรแก่เวลา เช่น นอนเป็นเวลา พอเวลา (กาลจารี)
๕.   รู้จักถือพรหมจรรย์ มีการควบคุมกามารมณ์เว้นเมถุนตามควร เช่น ถึงวันพระ ก็รักษาอุโบสถ (พรหมจารี)
(อายุวัฒนวิธี มีอีกชุดหนึ่ง เปลี่ยนข้อ ๔ เป็น ถือศีลรักษาวินัย (สีลวา) และข้อ ๕ มีกัลยาณมิตร)

          เมื่อกี้ได้พูดถึงคำว่า “วัยวุฒิ” ก็ทำให้มีเรื่องต้องพูดอีกยาวหน่อย และก็เกี่ยวข้องกับวิธีทำให้มีอายุยืนด้วย

“วุฒ” (“วุทฺธ” ก็ได้, บาลีคำเดิม=วุฑฺฒ, วุทฺธ) แปลว่า เจริญแล้ว แก่ ผู้ใหญ่ (นิยมใช้ในรูปภาวนามเป็น “วุฒิ”) คำนี้ก็สำคัญ เราได้ยินคำสวดให้พรของพระบ่อยมากหรือเป็นประจำทีเดียวว่า

อภิวาทนสีลิสฺส       นิจฺจํ วุฑฺฒาปจายิโน
จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ.
(ขุ.ธ.๒๕/๑๘/๒๙)
แปลว่า:  ธรรม ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีการอภิวาทเป็นปกติ ผู้เคารพนับถือวุฒชน (ผู้เจริญ ผู้แก่ ผู้ใหญ่ ผู้มีวุฒิ) เป็นนิตย์
           
           ที่นี้ “วุฒ” คือ ผู้เจริญ ผู้แก่ ผู้ใหญ่ นั้น ตามที่รู้กันทั่วไปก็มี ๓ พวก คือ ชาติวุฒ – ผู้ใหญ่โดยชาติตระกูล วัยวุฒ – ผู้ใหญ่โดยวัย และ คุณวุฒ – ผู้ใหญ่โดยคุณความดี

           แต่ในคัมภีร์สำคัญแห่งหนึ่ง (สุตฺต.อ.๒/๑๔๗) ท่านแยกละเอียดว่า “วุฒ” มี ๔ คือปัญญาวุฒ – แก่ใหญ่เจริญโดยปัญญา คุณวุฒ – แก่ใหญ่เจริญโดยคุณสมบัติ โดยคุณความดี ชาติวุฒ – แก่ใหญ่เจริญโดยชาติตระกูล และ วัยวุฒ – แก่ใหญ่เจริญโดยวัยทั้งนี้ คือ ปัญญาวุฒ เป็นอันดับ ๑

ที่ท่านแนะนำบอกว่า ผู้เคารพนับถือผู้วุฒ จะเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละนั้น คัมภีร์ที่แยก ๔ วุฒ บอกว่าหมายถึงเคารพนับถือผู้วุฒโดยปัญญาและคุณความดี (แก่ใหญ่เจริญด้วยปัญญาและคุณความดี)

           ส่วนอีก ๓ คัมภีร์ที่แยก ๓ วุฒ บอกว่าหมายถึงเคารพนับถือผู้วัยวุฒ  ที่พร้อมด้วยคุณความดี คือผู้สูงอายุสูงวัยที่มีคุณความดีมาก (คุณสมฺปนฺโน วโยวุฑฺโฒ)

           ทำไมการเคารพนับถือวุฒหรือวุทธชน ผู้มีคุณความดีมีปัญญา จึงทำให้มีพลังชีวิตดี มีอายุยืนได้ คำตรัสนี้เป็นการแนะนำบอกกล่าวในวงกว้าง เป็นเชิงวิถีชิวิตหรือวัฒนธรรม

           การเคารพนับถือนั้นมากับใจที่ยอมรับ หรือมองเห็นคุณค่าแล้วเสื่อมใส ทำให้อยากเข้าใกล้ ไปหา ยินดีรับฟัง พร้อมจะศึกษาเหมือนเชิญหรือเปิดโอกาสให้บอกเล่าแนะนำและเหลียวแลกัน ทำให้ได้เรียนรู้ และรอดภัย แม้แต่คนไม่ฉลาด เรียนรู้ไม่เป็น แค่ได้เลียนแบบ ได้ตามอย่าง ก็ช่วยได้ดำเนินชีวิตถูกต้อง เป็นอยู่ดีได้พูดสั้นๆ ก็คือได้อยู่ในชุมชนในสังคมในวัฒนธรรมที่มีการเกาะกุมสังสรรค์เสวนาอันให้พากันพัฒนาในกุศล จึงทำให้ได้อายุ โดยมีชีวิตมั่นคงสุขสวัสดี และนี่ก็เป็นคุณค่าของผู้สูงอายุต่อสังคม

            เมื่อเจริญอายุแล้ว วรรณะ  สุขะ พละ ก็ตามต่อมาได้









ที่มา : จากหนังสือเรื่อง " ถ้าสูงอายุเป็นก็น่าเป็นผู้สูงอายุ " หน้า ๒๙ - ๓๓

โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 26, 2017, 06:34:58 am โดย ยาใจ »