การยุติผลกรรมข้ามภพข้ามชาติ... พระศรีญาณโสภณ
ทุกชีวิตล้วนมีภัย ภัยของชีวิตอาจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที
ภัยที่เกิดจากภายนอก ไม่ร้ายแรงเท่ากับภัยภายใน
ภัยที่ผู้อื่นสร้างขึ้น กระทบเราน้อยกว่าภัยที่เราสร้างขึ้นเอง
บางคนทำผิดแล้ว กลับมานั่นเสียใจในภายหลัง
ภัยทั้งหลายล้วนเป็นยาพิษ ที่ปลิดชีวิตจิตใจเราได้ทั้งสิ้น
ไทยเรามีประเพณีอย่างหนึ่ง คือ เมื่อจุดธูปขอขมาศพก็จะขออโหสิกรรมต่อกัน
คือ...อย่าได้มีเวรต่อกันในภพหน้า ให้ทุกอย่างจบลงที่ภพชาตินี้
แม้ศัตรูคู่อาฆาตก็ต้องอโหสิกรรมต่อกัน
การแสดงอภัยทาน เป็นการชำระใจ แม้จะดูพูดง่าย แต่ก็ทำได้ยาก หากไม่ฝึกทำ
จนเป็นปกติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและอยากทำให้ได้ ขอให้เรามาพิจาณาเหตุผล
ถึงความต่อเนื่องของผลกรรมที่มีผลข้ามภพข้ามชาติว่าให้ผลเผ็ดร้อนเพียงใด
และยังเป็นผลที่เราหนีไม่ได้อีกด้วย
เราต้องถามตนเองก่อนว่า เราต้องการยุติการเผล็ดผลของกรรมกับคน ๆ นั้นเพียงภพนี้
หรือต้องการจะพบเขา จะเจอเขาอีกต่อไป
เราต้องการจะยุติปัญหาเหล่านี้เพียงภพชาตินี้ หรือต้องการลากยาวไปถึงภพชาติข้างหน้า
เรามีสิทธิเสรีในตัวเรา
บางคน รักมาก หลงมาก เพราะเขาดีมาก ก็ปรารถนาให้พบกันทุกภพทุกชาติ
บางคนก็อธิษฐานไม่ขอร่วมเดินทาง แต่ก็ไม่ยกโทษในที่สุดผลของการไม่ยกโทษ
คือ...ไม่ยอมให้อภัย ก็เหมือนการผูกสิ่งที่เราไม่ชอบไว้ที่เอวตนเองตลอดเวลา
การให้อภัย จะทำให้เราสามารถยุติปัญหาต่าง ๆ ได้ เหมือนคนล้างแก้วน้ำสะอาด
ทำให้เหมาะสมที่จะรองรับน้ำบริสุทธิ์ทีเทลงไปใหม่
เหมือนการโยนของที่เราไม่ชอบทิ้งเสีย โดยไม่ต้องเสียดาย
การให้อภัย คือการแสดงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อภัยทานเวลาจะให้ ไม่ต้องไปขอใคร
ไม่เหมือนใครมาขอเงินเรา เราต้องควักกระเป๋าให้ แต่ให้อภัย
เราไม่ต้องหาจากไหน และไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย
ใครจะคิดอย่างไรไม่ใช่ประเด็น แต่สำหรับเราผู้แสดงออกว่า
เราให้อภัยในเรื่องนี้ต่อบุคคลผู้นี้แล้ว นั่นเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะสิ่งนั้นจะถูกบรรจุลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์คือจิตของเราทันที
การผูกอาฆาต ความพยาบาท ความอิจฉา โกรธ เกลียด ความคิดแก้แค้น
ทิฐิมานะ เป็นต้น เป็นเสมือนเชื้อไวรัส อภัยทานคือเครื่องมือแอนตี้ไวรัส
ส่วนจิตของเรา เหมือนคอมพิวเตอร์
ในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ อาจจะดูเหมือนยาว แต่มีใครบอกได้ว่าเราจะอยู่ได้ปลอดภัย
ถึงวันไหน เราต้องการความทรงจำที่เลวร้าย หรือต้องการความทรงจำที่ดีในชีวิต
ความคิดเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก สุขหรือทุกข์ของมนุษย์อยู่ที่วิธีคิด
คิดเป็นก็พ้นทุกข์ คิดไม่เป็น แม้แต่เรื่องมิใช่เรื่อง ก็อาจเกิดเรื่องได้
มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง เป็นเรื่องที่มีอุทาหรณ์และคติน่าคดมาก
เกี่ยวกับเรื่องของคนที่ไม่ยอมให้อภัยใคร
และเป็นคนผูกโกรธ ผูกเกลียด ผูกอาฆาต มองเห็นคนอื่นเป็นศัตรูคู่ต่อสู้ตลอดเวลา
กระทั่งวันหนึ่งตายไปพร้อมกับจิตใจที่ขุ่นมัวและผูกอาฆาต
ท่านเล่าว่า เขาอธิษฐานไปเกิดเป็นลูกของศัตรู เพื่อจะได้ทำร้ายจิตใจอย่างใกล้ชิด
แนบเนียนที่สุด จะได้เผาผลาญคนนั้นให้ถึงที่สุด ให้ทุกข์ที่สุด ให้สาละวนอยู่กับ
เรื่องทุกข์ตลอดเวลา เขาเป็นลูกเกเรผลาญทรัพย์ ทำลายวงศ์ตระกูล
นำความทุกข์เดือดร้อนเข้าบ้านทุกวัน
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเป็นหลักใจว่า คนที่ตายขณะจิตเศร้าหมอง
ย่อมไปสู่อบาย แม้คนพวกนี้ จะไม่เชื่องเรื่องอบาย เรื่องนรกที่เป็นภพภูมิ
แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงนรกคือ...ความเร่าร้อนรุนแรงที่คุกรุ่นภายในใจ
ในขณะยังมีชีวิตอยู่ ส่วนคนที่ตาย ขณะจิตผ่องใส จะไปสู่สวรรค์
คือสภาพที่ใจปลอดโปรงโล่งเบาก็จะมีแก่ผู้นั้น
สิ่งที่น่าคิดก็คือ ข้าพเจ้าทราบจากนักปราชญ์บัณฑิตโบราณ ท่านพูดเอาไว้ว่า
การที่เราโกรธใคร เราไม่ให้อภัยเขา หรือเราไม่ไปขออโหสิกรรม
ความโกรธนั้นจะเป็นกรรมหนักติดตัว
คือ...ติดใจเราไปยาวนานข้ามภพข้ามชาติ แปลว่า...
ไม่ว่าเราจะไปเกิดภพใดชาติใด กรรมนั้นก็จะตามไปไม่สิ้นสุด.
พระศรีญาณโสภณ วัดพระรามเก้า กรุงเทพ ฯ