ผู้เขียน หัวข้อ: “ไม่ฝึกก็เสื่อม” -พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)  (อ่าน 303 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



พระอยู่ในอริยวงศ์
ที่เรียกว่าเป็นผู้มีความสันโดษ
มีความพอใจกับผ้าจีวร
กับอาหารบิณฑบาต กับที่อยู่อาศัย
ตามที่ญาติโยมถวาย และข้อที่ ๔ น่าสนใจ
เป็นผู้ที่มีความสุข มีความพอใจในการลดกิเลส

การละกิเลส การบำเพ็ญกุศล
แน่นอนว่าทุกคนต้องการความสุข
แต่มันอยู่ที่ว่า เราฉลาดพอไหม
ที่จะได้รับความสุขจากสิ่งที่ดี
คือเหมือนกับเป็นการเปลี่ยนกระแส

ทุกคนต้องการความสุข
มันก็อยู่ที่ว่า เราจะหาความสุขจากไหน

หากพระมีความสุขในการเป็นสมณะ
มีความสุขในการเห็นกิเลสอ่อนลง ๆ
มีความสุขในการเห็นคุณธรรมเพิ่มขึ้น ๆ
มีความภาคภูมิใจในการสร้างประโยชน์ตน
แล้วก็คอยที่จะมีโอกาสสร้างประโยชน์ส่วนรวม

ตัวเองก็มีความสุข
สามารถให้ความสุขกับคนอื่นได้มากขึ้น

หากนี่คือจุดที่เรารู้สึกภูมิใจในชีวิต
มีความสุขในการเป็นผู้ที่เจริญ
ตามรอยของพระอรหันต์ทั้งหลาย
เป็นผู้ที่มีส่วนในการสืบต่ออายุ
ของบรมพุทธศาสนา

การจะหาความสุขจากที่อื่น
มีโอกาสน้อยลงมาก
แต่ไม่ว่าจะเป็นพระเป็นโยม

สมาธิช่วยได้มากที่สุด

ก็เป็นที่รู้กันว่า
ในการถกเถียงกันเรื่องสมาธิ
มันจะมีเรื่องสมถะ วิปัสสนา
เป็นนั้นเป็นนี่ ถกกันไปถกกันมา

แต่ที่อาตมาว่าชัดเจนมากว่า
สิ่งที่จะระงับหรือลดความต้องการ
ในกามในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสมากที่สุดคือสมาธิ

ถึงจะใช้วิปัสสนาดูเกิดดับดูอะไร
มันก็ดีมาก ควรจะทำ

แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนความรู้สึก
ของเราต่อสิ่งที่เคยให้ความสุข
ความเพลินกับเราอย่างเห็นได้ชัดเลยคือสมาธิ

เมื่อจิตเราเป็นสมาธิ
ความสุขจะเป็นอาการเป็นปกติ
คือไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการเสพ
หรือการสัมผัส

แต่เป็นความสุขที่เป็นเอกลักษณ์
เป็นธรรมชาติของจิตที่ไม่มีกิเลสชั่วคราว

หากเป็นการบรรลุธรรม

มันก็เป็นถาวรเลย

แต่ถึงจะยังไม่ถึงขั้นนั้น

หากฝึกสมาธิเป็นที่พึ่ง
เราก็รู้ว่า ความรู้สึกกระวนกระวาย
ความรู้สึกขาดอะไรสักอย่าง
ความรู้สึกว่าต้องการสิ่งตื่นเต้น
ต้องการอะไรสักอย่าง จะหายไป

จิตใจจะมั่นคงเพราะมีที่พึ่ง

เรื่องนี้ไม่ต้องบวชเป็นพระหรอก

โยมก็ทำได้

เพียงแต่ว่าเห็นความสำคัญ
แล้วแบ่งเวลาในแต่ละวัน
รู้จักจัดลำดับความสำคัญ
ของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตให้ดีกว่านี้หน่อย

เรื่องของการทำสมาธิ
หาเวลาไม่ยากนักหรอก


แต่เพราะยังไม่ศรัทธา
ยังไม่เห็นความสำคัญ
ยังไม่เห็นความจำเป็น จึงไม่ค่อยมีเวลา


“ไม่ฝึกก็เสื่อม”
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘

กราบมุทิตาสักการะ
๖๘ ปีแห่งชาตกาล
พระพรหมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)

๗ มกราคม ๒๕๖๙




✿ ✿ ✿ ✿-----------------------------------------✿ ✿ ✿ ✿

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2026, 07:36:59 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ในการมองความสุข
โดยจัดลำดับจากต่ำถึงสูง
เครื่องตัดสินในเรื่องนี้ criteria
ก็คือ จำนวนเงื่อนไข หมายความว่า
หากความสุขของเราขึ้นอยู่เงื่อนไข
เช่น สิ่งแวดล้อมต้องตรงเป๊ะ
อย่างนี้ ๆ ๆ ๆ เป็นอย่างอื่นไม่ได้
ทุกคนต้องให้ความสำคัญกับเรา
ให้ความรักกับเรา ให้ความเคารพกับเรา
ต้อง appreciate เรา คือมีเงื่อนไขมาก

ความสุขที่ต้องการจะเปราะบางเหลือเกิน

แค่ ข้อหรือ ข้อ
ใน ๑๐ ข้อขาดไป
ความสุขก็หายไป
คือไม่ใช่ว่าไม่มีความสุข
แต่มันเป็นความสุขที่ไว้ใจไม่ได้
เอาเป็นที่พึ่งก็ไม่ได้

แต่หากเราฝึกตนแล้ว
ความสุขจากการให้ทาน
หรือการทำคุณงามความดี
เสียสละเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

เงื่อนไขมันน้อยลงไปมาก
สิ่งที่จะกระทบกระเทือนที่จะทำให้
ความสุขนั้นหายไปหรือน้อยลงไป
แทบจะไม่มี หรือมีน้อยมาก

คืออาจจะยังมีอยู่
เพราะเรายังมีอัตตาตัวตนอยู่บ้าง
ยังมีความรู้สึกในเจ้าของชีวิตอยู่บ้าง
เช่น เราทำด้วยการเสียสละ
ไม่หวังอะไรเลย
แต่มีคนกล่าวหาว่าอยากดัง
อยากให้คนรู้จัก กล่าวสิ่งที่ไม่จริง
หากเราทำดี แล้วติดดี
คือ ไม่ใช่แค่ทำดีอย่างเดียว
แต่ต้องการให้คนอื่นยอมรับ
ชื่นชม appreciate ด้วย

อันนี้ก็คือจุดอ่อน
ของคนทำความดีในเบื้องต้น

แต่หากทำความดีเพื่อความดี
มีจิตเบิกบานกับตัวความดี
คนอื่นจะมองอย่างไร
ก็เรื่องของเขา มันไม่ได้มีผลต่อจิตใจ

หากเป็นความสุขสูงสุด
มันเกิดจากธรรมชาติของจิต
คือจิตที่มีความรู้ มีวิชชา
กิเลสเกิดขึ้นไม่ได้
มันก็มีความสุขเป็นปกติ
เพราะสิ่งที่จะทำให้ความสุขหายไม่มี


“ทำได้และควรทำ”
โดย พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ
วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๘

กราบมุทิตาสักการะ
๖๘ ปีแห่งชาตกาล
พระพรหมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)

๗ มกราคม ๒๕๖๙



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 12, 2026, 07:40:14 am โดย ยาใจ »