ผู้เขียน หัวข้อ: ❁ กุศลฉันทะ ❁ - พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ. (พระอาจารย์ชยสาโร)  (อ่าน 548 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ในการกระทำทุกอย่าง
เราต้องการกำลังใจ แรงดลบันดาลใจ
สิ่งท้าทายก็คือทำอย่างไร
เราจึงจะมีกุศลฉันทะในใจ และไม่มีตัณหา

การกล่าวว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า
หรือธรรมะของพระพุทธเจ้า ห้ามไม่ให้อยาก
อยากเมื่อไหร่ทุกข์เมื่อนั้นก็ไม่จริงทีเดียว


คือเราต้องมีเงื่อนไขว่า
อยากเป็นตัณหาเมื่อไหร่
ก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น
อยากแบบฉันทะก็ไม่ใช่ทุกข์
ไม่มีทุกข์ในเวลานั้น


ข้อสังเกต ข้อแรกคือ
ความสัมพันธ์ระหว่างตัณหา กับอวิชชา
ความสัมพันธ์ระหว่างกุศลฉันทะกับวิชชา

ข้อสังเกตที่ ๒ คือ
ในการที่เราจะดูตัวเองว่านี้เป็นตัณหา
หรือเป็นฉันทะกันแน่ ตัวการของความไม่นิ่ง
ความฟุ้งซ่าน ดูความไม่ละอาย
ไม่เกรงกลัวต่อบาป
อันนั้นหมายถึงว่าเวลาเราขาดหิริโอตัปปะ
จะไม่อยากคิดว่าถูกหรือผิด
ไม่อยากคิดว่าผลกระทบ
หรือผลที่จะตามมาจะเป็นอย่างไร

เราไม่อยากจะคิดเลย
แต่ว่าจะต้องทำ ต้องเอา


แต่ข้อที่แตกต่างที่สำคัญที่สุด
หรือจะเป็นข้อสังเกตที่ง่ายที่สุดคือ
สิ่งที่ต้องการ


ตัณหาต้องการผลของงาน
โดยเฉพาะความสุข
หรือสิ่งที่จะเป็นเงื่อนไขของความสุข
เช่น เงิน เป็นต้น

ส่วนฉันทะต้องการตัวงาน
ต้องการตัวการกระทำให้ดีที่สุด
เท่าที่จะเป็นได้ ต้องการขัดเกลา
ต้องการงานให้มันมีคุณภาพ

แต่ในความแตกต่างนี้
จะเป็นข้อที่ต้องพิจารณาบ่อยๆ
แล้วเมื่อเราพิจารณาบ่อยๆ

จะเห็นด้วยว่าฉันทะ หรือกุศลฉันทะ
กับตัณหาไม่ได้อยู่คนละขั้วกัน

คือที่จริงมันมีสลับกันไป สลับกันมา

หมายความว่าบางครั้ง
เราก็ทำงานด้วยฉันทะ
แต่พอขาดสติ ตัณหาจะครอบงำ

แต่ถ้ารู้ตัวขึ้นมา ตั้งสติ ขึ้นมาใหม่
ตัณหาก็กลับมาเป็นฉันทะได้

และบางคนอาจจะทำด้วยความคิดผิด
ด้วยความอยากได้ อยากมี อยากเป็น
ไม่มีฉันทะอยู่ในตัวงาน

อยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นหลัก

แต่เมื่อลงมือทำแล้วเปลี่ยนว่า
โอ้..เป็นสิ่งที่ดี ดีจริงๆ
แล้วก็จะเกิดความภาคภูมิใจ
เกิดความต้องการ ในคุณภาพของงาน

ถ้าทำงานหรือเรียนหนังสือด้วยตัณหา
ก็คือการหวังความสุขในอนาคต
มองข้ามความสุขในปัจจุบัน
คือทำงานทำอย่างไรก็ได้
ขอให้ได้เงินเดือน
ขอให้ได้สิ่งที่อยากได้ ก็แล้วแต่

คือเราไม่ให้เกียรติ
ไม่ให้ความเคารพตัวการกระทำ
เพราะถือว่าตัวการกระทำ
ก็เป็นแค่เงื่อนไขเพื่อจะได้
สิ่งที่อยากได้ในอนาคต



การที่คนเราคอยให้ตัณหาเป็นตัวกำหนดงาน

ตัณหาเป็นแรงดลบันดาลใจ
แรงผลักดันจิตใจนั้น
ก็เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาทุจริตในทุกองค์กร

แต่เมื่อเราสามารปลูกฝังฉันทะให้เกิดขึ้น

เรามุ่งต่อตัวงาน คุณภาพของงาน
ไม่ใช่เราไม่สนใจในผลของงานเลย
เราก็ต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน
อย่างน้อยเราจะวัดตัวงานว่าใช้ได้ไหม

ก็ต้องโยงไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้บ้าง

แต่ถ้าแบ่งเวลาอาจจะบอกว่า
ให้ความสำคัญกับปัจจุบันกับตัวงาน
กับคุณภาพของงาน ๘๐ %
ให้ความสำคัญกับเป้าหมายของงาน ๒๐ %

คล้ายๆ อย่างนั้น
เมื่อมีความตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด
มีความต้องการจะคอยขัดเกลาคุณภาพของงาน
เราจะขยันขึ้นมาทันที แล้วจิตจะมีความสุขกับงาน



“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)





✿ ✿ ✿----------------------✿ ✿ ✿---------------------✿ ✿ ✿

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Kanlayanatam

https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 05:54:23 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



  ในการเรียนหนังสือของอาตมา
สิ่งที่ทำให้มีฉันทะในการเรียนมากที่สุด
คือการเห็นฉันทะของคุณครู


  ในการปลูกฝังฉันทะในจิตใจของเรา
ผู้เป็นครูเป็นอาจารย์
และในจิตใจของนักเรียน
ถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง
ของการศึกษาพุทธปัญญา
พุทธปัญญาเราจะดูอะไรคือเหตุ
เป็นปัจจัยในการศึกษาเล่าเรียนอย่างได้ผลดี
และทำอย่างไรเราจึงจะได้พัฒนา
เหตุปัจจัยเหล่านั้นให้ได้

พระพุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่ากิจกรรมทุกอย่าง
จะประสบความสำเร็จในเมื่อมีฉันทะเป็นฐาน



  ​ในการเรียนหนังสือของอาตมา
สิ่งที่ทำให้มีฉันทะในการเรียนมากที่สุด
คือการเห็นฉันทะของคุณครู
ความกระตือรือร้นของการรักวิชาของตน
ความเพียรพยายามที่จะถ่ายทอดวิชา
อย่างจริงใจ อย่างไม่ท้อแท้ ต่ออุปสรรค

ความสุขในการสื่อวิชาที่ตนรักให้กับลูกศิษย์

  เมื่อเราได้สัมผัส เราได้เห็น
ทำให้เราได้มีกำลังใจมาก
คือในจิตใจของเด็กๆ เมื่อเห็นผู้ใหญ่
และผู้เป็นอาจารย์รักขนาดนี้ ชอบขนาดนี้
กระตือรือร้นขนาดนี้ มันก็ต้องเป็นอะไรที่มันดีแน่ๆ

  เป็นความคิดง่ายๆ ของเด็ก
ผู้ใหญ่ให้ความสำคัญกับสิ่งไหน
สิ่งนั้นก็ต้องสำคัญ
เราเป็นผู้แสดงโลก
ครูเป็นผู้แสดงโลกให้กับลูกศิษย์เหมือนกัน
โลกในที่นี้หมายถึงสิ่งที่สมควรศึกษา
สิ่งที่สมควรค้นคว้า เป็นต้น


“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2023, 05:55:15 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ในการปลูกฝังฉันทะ
กุศลฉันทะในจิตใจของลูกศิษย์
 ข้อแรก คือต้องปลูกฝังในตัวเราเอง
ในการปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ นั้น

แนวคิดวิธีการที่ง่ายที่สุด ตรงที่สุด
และก็ได้ผลชัดที่สุด คือการพิจารณา
ในหลัก คุณ และโทษ เท่านั้นเอง
 อย่างเราพิจารณา เราคิดทบทวน
 เราใคร่ครวญ ปัญหาที่เกิดขึ้น
 ในเมื่อเราขาดฉันทะในหน้าที่ของเรา


คือฉันทะต้องการในทุกๆ หน้าที่ในชีวิตเรา
หน้าที่ที่เป็นลูก หน้าที่เป็นภรรยา
หน้าที่เป็นแม่ หน้าที่เป็นครู
หน้าที่เป็นเจ้านาย หน้าที่เป็นลูกน้อง

แล้วแต่ แต่ถ้าขาดฉันทะเมื่อไหร่
 มันก็จะเกิดเบื่อหน่ายได้ เกิดขี้เกียจ
 เกิดรู้สึกอึดอัด รู้สึกหนักใจ
และหน้าที่กลายเป็นภาระไป
และในการพินิจพิจารณานั้น
เราถือว่าอะไรคือโทษของการขาดฉันทะ
 ก็ทำหน้าที่นั้นไม่ดี ไม่สม่ำเสมอ


เพราะกิเลสจะครอบงำ
โดยเฉพาะเมื่อขาดฉันทะ
ตัณหาก็จะวิ่งเข้ามาครอบงำเลย
ถ้าไม่ได้ทำด้วยฉันทะ
ทำหน้าที่ด้วยความรักในหน้าที่
ความภาคภูมิใจในหน้าที่
ตัณหาอยากได้อะไรสักอย่าง
ก็จะสอดแทรกเข้ามา
เมื่อไม่ได้สิ่งที่อยากได้ก็น้อยใจ
 ถ้าได้สิ่งที่อยากได้ก็เหลิง มันอันตราย

ถ้าเราทำหน้าที่ต่างๆ
 ในการคำนึงถึงว่าถ้าขาดสติ
แล้วมันจะเป็นปัญหาอย่างโน่น อย่างนี้
ที่จะทำให้เราระมัดระวังมากขึ้น
 ซึ่งในการพิจารณาโทษ หรือทุกข์
ของการขาดกุศลฉันทะ
 และดูจากชีวิตของเราด้วย
ชีวิตของคนรอบข้าง ชีวิตของคนในสังคม
ยิ่งในการถ่ายทอด ในการสอนลูกศิษย์
เราทุกคนควรจะเก็บนิทาน
 เก็บเรื่องราวจากโซเชียลมีเดีย จากหนังสือพิมพ์
จากแหล่งต่างๆ ก็เป็นการขยายความ
เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับลูกศิษย์

“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:27:29 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


คำถาม : กราบเรียนถามท่านอาจารย์
ศิษย์เป็นคนใจร้อน ขี้หงุดหงิดแต่พยายาม
แสดงออกว่าใจเย็น เวลาเจอสิ่งที่ไม่พอใจ
ไม่ถูกใจ ข้างในใจร้อนมาก ทำอย่างไร
ให้ตนเองบรรเทาความเป็นคนเจ้าอารมณ์ ค่ะ

คำตอบ : ก็ต่อจากที่ได้บรรยายวันนี้
พอสมควรว่าตามปัญญาต้องพิจารณา
ให้เห็นปัญหาในชีวิตที่เคยเกิดขึ้น
ก็เพราะนิสัยอย่างนี้ และปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้
และความทุกข์ที่เกิดขึ้นและอันตรายในอนาคต

เพราะถ้าเราไม่แก้ตรงนี้ยิ่งปล่อยนี้ยิ่งแก้ยาก

นิสัย ใจคอ ต่างๆ นั้นส่วนมาก
ถ้าอายุ ๓๐ ปี เกิน ๓๐ แก้ยากแล้วนะ

ถ้าอายุยังไม่ถึง ๓๐ แต่ก็ต้องรีบฉวยโอกาส
ไม่ใช่ว่าเกิน ๓๐ แล้วจะไม่มีทาง แต่มันจะยากขึ้นๆ

ในการแสดงออกก็ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่เสแสร้ง
พยายามทำหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
ทั้งๆ ที่จิตใจก็ตรงกันข้าม

แต่ทุกครั้งที่เราหงุดหงิดรำคาญ
ไม่พอใจอะไรต่างๆ แล้วเราแสดงออก
การที่เราแสดงออกนั้นเป็นการเติมเชื้อ
ของอารมณ์นั้นเป็นการตอบสนอง


เป็นการบำรุงอารมณ์นั้นให้เกิดขึ้นบ่อยๆ

ขั้นแรกในการระงับอารมณ์นี้
คืออย่าให้มันบานกลายเป็น
กายกรรม วจีกรรม ให้มันเป็นแค่มโนกรรม

คือเป็นแต่ในจิตใจอย่างเดียว
อย่างไรก็ตามก็ควรจะรับทราบด้วยว่า
บางครั้งเราหงุดหงิดรำคาญ เราไม่แสดงออก
เราพยายามทำท่าว่าไม่มีความรู้สึก

แต่จริงๆ มันจะรั่วออกไปโดยเราไม่รู้ตัว
บางครั้งเราก็ปลอบใจตัวเอง ภูมิใจตัวเองว่า
ไม่แสดงออกคนอื่นไม่รู้ แต่จริงๆ เขารู้สึกเหมือนกัน

ข้อแรกนี้เพื่อเป็นการปลอดภัยของเราด้วย

แต่ความปลอดภัยของคนอื่น
แต่จิตใจนี่โกรธแค้น
หรือว่าหงุดหงิดรำคาญอะไรเป็นต้น
อย่าพึ่งแสดงออกทางกาย ทางวาจา
เพราะกิเลสตัวนั้น ก็ตัดกายกรรม วจีกรรม
เหลือแต่มโนกรรม มโนกรรมก็ต้องไปบำรุง
ต้องไปพัฒนาคุณธรรมที่ตรงกันข้าม
ที่เป็นปฏิปักษ์ของกิเลสตัวนี้
เช่นความอดทน เช่นสติ เช่นเมตตา เป็นต้น
พอจิตใจของเรามันตกร่อง
ของความไม่พอใจต่างๆ มานานแล้ว


ต้องสร้างช่องทางใหม่
ต้องเปลี่ยนความเคยชิน ของจิตใจใหม่
ซึ่งต้องใช้เวลา แต่ถ้าเราฝึกสติ
ก็ฝึกความอดทน ฝึกเมตตา เวลาผ่านไป
จะมีวันใดวันหนึ่ง ซึ่งเจอสิ่งที่ไม่พอใจ
สิ่งที่ไม่ถูกใจ แทนที่จิตใจจะตกร่องเดิม
มันก็เกิดตอบสนองด้วยเมตตา
ด้วยการปล่อยวาง

แต่เราจะอัศจรรย์ใจ
ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร
มันก็คือพลังของคุณธรรม ถึงจุดสุกงอม
ซึ่งมันอยู่เหนือสิ่งที่เป็นอกุศลได้

ทีนี้เรื่องกิเลสที่อยู่ฝ่ายโทสะ
เช่นความหงุดหงิดรำคาญ เป็นต้นนั้น
เราต้องพิจารณาด้วยปัญญาว่าเบื้องหลัง
หรือว่าสาเหตุของมันก็คือตัณหานั่นเอง

คืออยากได้อะไรสักอย่าง
แล้วก็ไม่ได้สิ่งที่อยากได้

คนเราก็มีนิสัยอย่างนี้ตั้งแต่เด็กเลย
ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ ร้องไห้เลย อาละวาดเลย

และพ่อแม่เอาใจก็กลายเป็นนิสัยใจคอ
เจอสิ่งที่ไม่ชอบ พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ
จิตจะแย่เลย ทนไม่ได้ เป็นเรื่องใหญ่


ถ้าเราฝึกด้วยสติ ด้วยความอดทน
เจอสิ่งที่ไม่ชอบ มันก็รู้สึกอยู่เหมือนกัน
แต่ว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องธรรมดา
พลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ
เอ้อ..เป็นเรื่องธรรมดา
การเลี้ยงลูก กับการให้ข้อคิดกับคุณพ่อคุณแม่
ก็คือปล่อยให้เด็กทำอะไรตามใจ
เมื่อเด็กใช้น้ำตาเป็นเครื่องแบลคเมล์ ก็ระวังนะ
เพราะว่าเด็กจะเกิดนิสัยไม่ดีติดตัวตลอดทั้งชีวิต


“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:31:08 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


ขอแค่วันละห้านาทีก็พอ

คำถาม : ปัญหาของศิษย์คือภาวนาบ้าง
ตอนไม่ยุ่ง งานไม่เยอะ
ถ้ายุ่งมากๆ ก็ไม่ได้ทำเลย
อยากจะทำได้สม่ำเสมอทำอย่างไร
ให้เราชนะใจตัวเอง มีการปฏิบัติที่สม่ำเสมอ
ในการเจริญสติหรือฟังธรรมะเจ้าค่ะ

คำตอบ : ในการปฏิบัติคือต้องยอมรับว่า
เราจะไม่เห็นผลทุกวัน เราจะไม่เห็นผลทันตาเห็น
คือลุกขึ้นจากการนั่งสมาธิ โอ้โห สุดยอด ดีขึ้นทุกวัน

เหมือนเดินขึ้นบันไดไปสู่สวรรค์
แต่สิ่งที่จะช่วยได้คือการบันทึกอารมณ์
ในแต่ละวันเพื่อเราจะได้เห็นว่า
การนั่งสมาธิมันมีผลดีต่อชีวิตอย่างไรบ้าง

และในช่วงที่เราไม่นั่งมันเกิดปัญหาอะไรมั่ง
เช่นในเรื่องของการตั้งสติ ในชีวิตประจำวัน
ในเรื่องความอดทน เรื่องความใจเย็น
เรื่องความรอบคอบ เรื่องความเมตตา


อาตมาเชื่อว่าถ้าดูให้ดี
จะเห็นว่าถ้าทำความเพียรอย่างสม่ำเสมอ
ต่อเนื่องวันละเล็ก วันละน้อย
เราจะเห็นหลายอย่างดีขึ้นไม่ใช่ว่า
น้ำเอาไปล้างมือ ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บ อะไรอย่างนี้
แต่จะค่อยๆ ดีขึ้น และงานทุกอย่างก็เหมือนกัน
หลักการสำคัญก็คือความสม่ำเสมอต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำสมาธิ
หรือการทำการบ้าน



และการเตรียมงาน บางครั้ง
จะใช้เวลาเป็นชั่วโมงไม่ไหวแล้ว
เราก็เลื่อนไว้ก่อนๆ เมื่อเลื่อนไว้ก่อน
เวลาที่ยังเหลืออยู่น้อยเต็มที่
จึงทำแล้วรู้สึกกดดันด้วยเวลา และเครียด


ดังนั้นการบริหารเวลา
การมีวินัยในการใช้เวลาเป็นสำคัญ
แต่มีเคล็ดลับอยู่ว่า ถ้ารู้สึกมีงานต้องทำ
จะเป็นงานอะไรก็แล้วแต่

จะเป็นทางโลก ทางธรรม
ซึ่งจะต้องใช้เวลา ให้ทำ นาที
อาจจะทำไม่ถึงชั่วโมงมันไม่ไหวแล้ว

แต่ทำ ๕ นาที หลายๆ ครั้ง
จะสังเกตว่าพ้น ๕ นาทีแรกอยู่ได้เลย
บางครั้งอาจจะไม่ใช่ ๕ นาทีก็เต็มที่ ก็ไม่เป็นไร

แต่ส่วนมากความรู้สึกฝืนความรู้สึกไม่อยาก
อันนั้นถ้าผ่าน ๕ นาที อย่างมาก ๒-๓ นาที ๕ นาที
มันก็จะหายไป มันก็เป็นก้าวแรกที่มันยาก
,ถ้าพ้นก้าวแรกแล้วอะไรๆ มันจะง่ายขึ้น

ฉะนั้นงานทุกอย่างจึงมีสังเกตผลดีที่เกิดขึ้น
ก็อาจจะต้องบันทึกประสบการณ์
สักระยะหนึ่งสักเดือนหนึ่ง
หรือช่วงเข้าพรรษาตลอดทั้งพรรษา

แล้วก็พยายามว่าแม้แต่บางวัน
ที่ไม่อยากทำก็อย่าให้ขาดเลย
ทำนิดเดียวก็ยังพอ ๒ -๓ นาทีก็ยังโอเค
อย่าให้มันขาดทีเดียว ทำให้ต่อเนื่องไว้



“กุศลฉันทะ”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 19, 2023, 05:36:15 am โดย ยาใจ »