น้ำใจธรรม.เนต
Please
login
or
register
.
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
เพียงแค่ติดตั้ง - SMF!
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
บทความธรรม
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
● ธรรมะรายวัน - หลวงพ่ออำนาจ โอภาโส
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
หน้า: [
1
]
ผู้เขียน
หัวข้อ: ● ธรรมะรายวัน - หลวงพ่ออำนาจ โอภาโส (อ่าน 423 ครั้ง)
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
● ธรรมะรายวัน - หลวงพ่ออำนาจ โอภาโส
«
เมื่อ:
กรกฎาคม 14, 2023, 05:36:46 am »
หลวงพ่ออำนาจ โอภาโส :
ธรรมะรายวัน 13-07-66
✿
ไม่เคยมีคนจังหวัดนครสวรรค์ ฝันเห็นสวรรค์แบบเยอรมัน
ทุกคนมักฝัน เห็นเรื่องราวจากผลึกชีวิต ที่หล่อหลอม
แต่ฝันเหมือนกันเรื่องรูป เสียง รสสัมผัสกายที่น่าดมดอม
เรื่องที่แวดล้อมตกผลึก เป็นความนึกฝันทุกราตรีที่หลับไป
✿
คนเกิดที่ประเทศเยอรมัน ก็ฝันเรื่องคนที่แวดล้อม
คนนั้นชื่อ
Tom
นิสัยไม่ดี คนนี้ชื่อ
Kitty
น่ารักดีสวยสดใส
คนเกิดที่เกาหลี ฝันดีฝันร้ายเหมือนกัน แต่เปลี่ยนชื่อต่างภาษาไป
สุขทุกข์ทางใจ เกิดจากความคิดฝันเหมือนกัน ในความต่าง
✿
คนส่วนใหญ่
จึงหลงคิดเหมือนฝัน จากเรื่องราวที่แวดล้อม
หล่อหลอม ให้เชื่อในความคิด ว่ามีตัวตนที่ถูก ตัวตนที่ผิดบ้าง
คิดฝันกลางวันด้วยมานะทิฏฐิ ไปคนละทิศ คนละทาง
แม้ชื่อคนที่คิดจะแตกต่าง แต่สร้างมาจากเรื่องไม่จริงเหมือนกัน
✿
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่ง
จึงแสดงให้เกิดสุขทุกข์ภายในได้ ในวัฏสงสาร
การเข้าใจตามคำตรัสนี้ ย่อมทำให้เกิดปัญญาญาณ
ไม่หลั่งสารพิษจากการคิดร้าย ให้เกิดทุกข์ต่อกายใจ
✿
สุขทุกข์เวทนา
จึงเป็นปัญหาใหญ่ของทุกชีวิต
โดยไม่รู้ว่าไม่มีตัวตนในความคิด พ่นพิษใส่จิตด้วยคิดร้าย
คิดด้วยราคะ ปฏิฆะ ทิฐิมานะ ลังเลสงสัย
คิดดีคิดร้าย เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา สุขทุกข์เวทนาจึงปรวนแปร
✿
นิยามของการมีสติ คือหลงคิดสร้างเรื่องไม่จริง แล้วรู้ว่าหลง
เช่นหลงคิดเรื่องร้ายของคนชื่อแจ๋ว แล้วรู้สึกตัวว่ากำลังหลงแน่
เห็นทุกข์จากความคิด ที่ทำให้จิตปกติ เกิดอารมณ์ที่ปรวนแปร
เคมีร้ายกำลังแพร่ พิษใส่สมอง ทำร้ายตน อย่างไม่สมควร
✿
นิยามของการมีสติคือเห็นจิต คิดจากความจำที่แวดล้อม
หล่อหลอมความคุ้นชิน มองคนอื่นผ่านผลึกจากอดีตเหมือนลมหวล
อดีตเก่าๆที่เคยชินอย่างใด จึงเกิดความคิดใหม่ในมุมเก่ารบกวน
หากใคร่ครวญให้รอบคอบ มีสติออกจากความคิดที่ไม่จริง
✿
การมีสติเห็นจิตนำความคิดปรุงแต่งของคนอื่น มาคิดต่อเรื่อง
มีสติเห็นเรื่องที่กำลังคิดไม่ตัวตนอยู่จริง ไม่ถูก
ขันธ์๕
เข้าสิง
มีความสุขที่ประณีต จากสติปัญญาที่เห็นความจริง
ทิ้งความยึดมั่นในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ย่อมนิพพาน
……………..
✿
ดูก่อนอานนท์ !
ในบรรดาสมณพราหมณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมทั้งสี่พวกนั้น: สมณพราหณ์ ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเอง; แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้; สมณพราหณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้, แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้; สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใดย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอาด้วยตนเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย, แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศัยผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้; ถึงแม้สมณพราหมณ์ที่กล่าวสอนเรื่องกรรมพวกใด ย่อมบัญญัติสุขและทุกข์ ว่าไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้ ก็ตาม, แม้สุขและทุกข์ที่พวกเขาบัญญัตินั้น ก็ยังต้องอาศั ผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดมีได้ อยู่นั่นเอง.
✿
ดูก่อนอานนท์ !
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั่นเทียว ธรรมชาติทางฝ่ายจิตย่อมปรุงแต่งให้เกิดกายสังขาร (อำนาจที่ทำให้เกิดการเป็นไปทางกาย ) ซึ่งเป็นปัจจัยให้สุขและทุกข์อันเป็นภายในเกิดขึ้น, โดยตนเองบ้าง;โดยอาศัยการกระตุ้นจากผู้อื่นบ้าง;โดยรู้สึกตัวอยู่บ้าง; โดยไม่รู้สึกตัวอยู่บ้าง;
(นิทาน. สํ. ๑๖/๔๖/๘๒)
✿
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมไม่สำคัญ ซึ่งจักษุ ย่อมไม่สำคัญในจักษุ ย่อมไม่สำคัญแต่จักษุ ย่อมไม่สำคัญว่า จักษุของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งรูป ในรูป แต่รูปว่า รูปของเรา ย่อมไม่ สำคัญซึ่งจักษุวิญญาณ ในจักษุวิญญาณ แต่จักษุวิญญาณว่า จักษุวิญญาณ ของเรา ย่อมไม่สำคัญจักษุสัมผัส ในจักษุสัมผัส แต่จักษุสัมผัสว่า จักษุสัมผัสของเรา ย่อมไม่สำคัญสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ในเวทนานั้น แต่เวทนานั้นว่า เวทนานั้นเป็นของเรา ฯลฯ
✿
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะสิ่งใดที่ตนสำคัญไว้ เป็นที่ให้สำคัญ เป็นแดนให้สำคัญ เป็นเหตุให้สำคัญว่าเป็นของเรา สิ่งนั้นล้วนเปลี่ยนแปลงออกไปจากที่สำคัญนั้น คือ สัตว์ในภพก็มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น สัตว์โลกย่อมเพลิดเพลิน เฉพาะภพเท่านั้น ฯลฯ
✿
ย่อมไม่สำคัญซึ่งใจ ย่อมไม่สำคัญในใจ ย่อมไม่สำคัญว่าใจของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งธรรมารมณ์ในธรรมารมณ์
แต่ธรรมารมณ์ ว่าธรรมารมณ์ ของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนวิญญาณ ในมโนวิญญาณ แต่มโนวิญญาณ ว่า มโนวิญญาณของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งมโนสัมผัส ในมโนสัมผัส แต่มโนสัมผัส ว่า มโนสัมผัสของเรา ย่อมไม่สำคัญซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่สำคัญในเวทนานั้น ไม่สำคัญโดยความเป็นเวทนานั้นว่าเป็นของเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลนั้น ย่อมไม่สำคัญซึ่งขันธ์ ธาตุและอายตนะ ในขันธ์ ธาตุและอายตนะ แต่ขันธ์ธาตุและอายตนะ ว่า ขันธ์ ธาตุและอายตนะเป็นของเรา
✿
บุคคลรู้ไม่สำคัญ อยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ถือมั่นอะไร ๆ ในโลก
เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว
ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตนทีเดียว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ได้ทำ เสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้
(๒๘/๔๖/๓๔)
….เจริญพร
ติดตามธรรมะรายวันได้ที่
===>
Facebook
ธรรมะจากพระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส
===>
https://web.facebook.com/AmnartOpaso
✿ ✿ ✿ ✿------------------------------
✿ ✿ ✿ ✿
------------------------------✿ ✿ ✿ ✿
ขอบคุณข้อมูลจาก Facebook
ธรรมะจากพระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส
https://web.facebook.com/AmnartOpaso
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 14, 2023, 06:01:27 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
พิมพ์
หน้า: [
1
]
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
บทความธรรม
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
● ธรรมะรายวัน - หลวงพ่ออำนาจ โอภาโส