ผู้เขียน หัวข้อ: *รวมบทความธรรมะที่น่าสนใจ* - พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)  (อ่าน 12525 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


“พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

เรื่อง "สมาธิมีประโยชน์มากมาย ต้องใช้ให้คุ้มและให้ครบ"

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเสด็จหลีกไปจากสำนักของท่านอาฬารดาบสและอุททกดาบส ทั้งที่ได้สมาธิถึงสมาบัติสูงสุด ก็เพราะไม่ใช่วิธีปฏิบัติที่สมบูรณ์

แต่พระองค์ก็มิได้ทรงละทิ้งสมาธิ พระองค์ทรงใช้สมาธิเป็นบาทคือ เป็นเครื่องช่วยหนุนธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติสูงขึ้นไปให้ทำงานได้ผลดีเพราะสภาพจิตที่เป็นสมาธินั้นมีลักษณะที่เป็นคุณสมบัติสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะ
๑. ทำให้จิตมีกำลัง
๒. ทำให้จิตใส
๓. ทำให้จิตสงบ
ข้อที่ ๓ นี้ทำให้คนติดมากคือ ทำให้จิตสงบแล้วก็สุข แล้วก็เลยติดเพลิน เลยกลายเป็นกล่อมไป

คุณสมบัติของจิตที่เป็นสมาธินี้ ขอขยายความหน่อยว่า

๑. ทำให้จิตมีพลัง

ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า เหมือนสายธารที่ไหลลงจากภูเขา ซึ่งปิดช่องทางที่น้ำจะแยกกระจายออกไปหมดแล้ว ไหลลงไปทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงมาก (องฺ.ปญฺจก.๒๒/๕๑)

ถ้าจะทำในขณะนี้ ก็เหมือนกับคนขึ้นไปบนยอดเขา เอาน้ำขึ้นไปด้วยถังใหญ่ถังหนึ่ง พอถึงยอดเนินเขาแล้วก็สาดน้ำโครมลงไปอย่างไม่มีทิศทาง น้ำกระจายทั้งถังหายเงียบหมด ไม่เกิดอะไรขึ้น

ที่นี้เอาใหม่ แบกน้ำถังเท่ากันขึ้นไป แต่คราวนี้เทน้ำถังเท่ากันนั้นลงในร่องในรางหรือในท่อ น้ำไหลไปทางเดียว ก็มีกำลังมากสามารถพัดพาสิ่งที่ขวางหน้า เช่นกิ่งไม้ไปได้ เหมือนกับจิตที่เป็นสมาธิซึ่งแน่วแน่ พุ่งไปทางเดียว ก็มีกำลังมาก

นี้เป็นคุณสมบัติของจิตที่เป็นสมาธิประการที่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก อย่างพวกนักบวชนอกพุทธศาสนาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ชอบเอาจิตที่เป็นสมาธิไปใช้พัฒนาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่เป็นด้านพลังจิต

๒. ทำให้จิตใส

ถ้าเราเอาภาชนะตักน้ำจากบ่อจากสระหรือหลุมน้ำข้างทางที่ขุ่น มีฝุ่นละอองมีดินละลายปนอยู่ข้นคลั่ก มองไม่เห็นอะไรเลย เอาไปตั้งไว้ในที่นิ่งสนิทไม่มีลมพัดไหว และที่นั้นก็มั่นคงไม่หวั่นไหวตั้งอยู่ไม่นาน ตะกอนก็ตกก้นหมด น้ำก็ใสแจ๋ว มีอะไรในน้ำก็มองเห็นชัดเจน

เปรียบเหมือนกับจิตของเรา ที่ฟุ้งซ่านพล่านอยู่ด้วยอารมณ์ต่างๆ มากมาย เรื่องราวอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้นวุ่นวาย บังกันไปบังกันมา มองอะไรไม่ชัดเจน แต่พอเราทำจิตให้เป็นสมาธิ เหลืออารมณ์เดียวที่ต้องการ อารมณ์อื่นตกตะกอนนอนนิ่งหมด จิตก็ใสไม่มีอะไรบัง เราก็มองเห็นสิ่งนั้นชัดเจน

ฉะนั้น จิตที่เป็นสมาธิจึงเอื้อต่อปัญญา ทำให้มองเห็นตามเป็นจริง ดังพุทธพจน์ที่ว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิจะรู้เข้าใจตามเป็นจริง (สํ.ข.๑๗/๒๗; สํ.สฬ.๑๘/๑๔๗; สํ.ม.๑๙/๑๖๕๔; องฺ.เอกาทสก.๒๔/๒๐๙)

แต่ไม่ใช่ว่าเกิดสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาเองนะ หลายคนเข้าใจผิด ถ้าอย่างนั้น อาฬารดาบสและอุททกดาบส ก็รู้แจ้งสัจจธรรมหมดสิเพราะท่านได้สมาธิสูงลึกซึ้งถึงอรูปฌาน ถ้าเข้าใจว่าได้สมาธิแล้วจะเกิดปัญญาเอง ก็ไม่ถูก

จิตที่เป็นสมาธิ เปรียบเหมือนน้ำที่ใส ปัญญาเหมือนนัยน์ตาเมื่อน้ำใส นัยน์ตาก็มองเห็นสิ่งทั้งหลายในน้ำได้ชัด แต่ถึงแม้ว่าน้ำใสแต่ตาไม่มีหรือไม่มอง ก็ไม่เห็นอยู่นั่นเอง

พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาไว้ ขอยกพุทธพจน์มาให้ดูเอง ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำ ที่ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวเลย คนตาดียืนอยู่บนฝั่ง ก็จะเห็นได้ แม้ซึ่งหอยโข่ง หอยกาบ แม้ซึ่งก้อนหิน ก้อนกรวด แม้ซึ่งฝูงปลา ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ก็ตาม กำลังหยุดอยู่ก็ตาม ในห้วงน้ำนั้น นั่นเพราะเหตุไร? ก็เพราะน้ำไม่ขุ่น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัว ก็จักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ตน จักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ผู้อื่นจักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จักประจักษ์แจ้งได้ซึ่งคุณวิเศษล้ำมนุษย์สามัญ กล่าวคือญาณทัสสนะ ที่สามารถทำให้เป็นอริยชน...”
(องฺ.เอก. ๒๗/๔๐)

อนึ่ง จิตที่เป็นสมาธิเอื้อต่อการเกิดปัญญา ไม่ใช่ควาหมายความว่าทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาเอง ปัญญาเกิดจากสมาธิได้นั้น เพราะเรามีเรื่องที่คิดพิจารณาหรือมองอยู่แล้ว เราพยายามมองเพ่งพินิจมัน แต่อารมณ์ต่างๆ มันมาบังกัน อารมณ์นั้นบังอารมณ์นี้ ก็เลยไม่เห็นชัดสักที แต่พอจิตเป็นสมาธิ อารมณ์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องว่างหายไป เหลือแต่สิ่งที่ต้องการมอง นี่คือจิตใส เรามองอยู่ก็จึงเห็นสิ่งนั้นชัดเจน

จะเห็นว่า บางครั้งเราคิดปัญหาบางอย่างอยู่นาน ยังไม่ได้คำตอบ จนเปลี่ยนไปทำอะไรอื่นๆ ต่อมาขณะที่กำลังว่างๆ นั่งสงบในที่บรรยากาศดี บางทีคำตอบในเรื่องนี้ก็ผุดโพลงขึ้นมา นี่เพราะจิตที่คิดอยู่สงบแน่วแน่ลง ก็ใสกระจ่างแจ่มแจ้งขึ้นมานั่นเอง

๓. ทำให้จิตสงบ

ข้อนี้ชัดอยู่แล้ว จิตที่เป็นสมาธินั้นตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่ต้องการ เป็นจิตที่อยู่ตัว ลงตัว เข้าที่ สมดุลไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ว้าวุ่น ไม่พล่าน ไม่ขุ่นมัว ไม่เดือดร้อน ไม่มีอะไรกวน ก็ย่อมสงบ และมีความสุข ตอนนี้ถ้าจะพักผ่อน ก็พักผ่อนได้เต็มที่ และถ้าจะติดเพลินก็อยู่ตอนนี้ จึงว่าต้องระวังจะเป็นตัวกล่อม

ประโยชน์ที่ต้องการของสมาธิอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จิตนั้นก็เป็น “กัมมนีย์” คือเหมาะแก่งาน ใช้งานได้ดี มีประสิทธิภาพ แล้วแต่จะเอาไปใช้อะไร

แต่งานสำคัญที่ต้องการในพระพุทธศาสนา ก็คือ งานทางปัญญาเพราะจะบรรลุจุดหมายของพระพุทธศาสนาด้วยปัญญา แต่ปัญญาจะทำงานได้ดี จะมองเห็นชัดเจน ก็ต้องอาศัยจิตที่เป็นสมาธิผ่องใส

ถ้าเราใช้จิตสมาธิเพื่อประโยชน์ทางปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา คุณสมบัติทั้งสามด้านของจิตสมาธิก็มาเสริมกันเอง ให้ทำงานได้ผลเต็มที่ คือ ลักษณะด้านที่ ๒ เป็นหลัก

หมายความว่า จิตที่ใสเป็นสมาธิ เอื้อต่อการใช้ปัญญา และเอื้อต่อการมองเห็นด้วยปัญญา แล้วลักษณะที่ ๑ มาช่วย ทำให้จิตนั้นมีกำลังอีก การใช้ปัญญาในจิตที่มีกำลังด้วยก็ยิ่งชัดเจนและเดินหน้า แล้วยังมีลักษณะที่ ๓ ความสงบช่วยด้วย โดยไม่มีอะไรกวน ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้สั่นให้ไหวมายั่วมาล่อออกไป การใช้ปัญญาก็ยิ่งได้ผล

ดังนั้น ลักษณะของสมาธิ ๓ อย่างนี้ จะต้องใช้ให้ถูกต้อง เมื่อใดรู้ธรรมแจ้งจบแล้ว การใช้ประโยชน์ก็มาอยู่ที่ลักษณะที่ ๓ มาก เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสมาธิในแง่ที่สองที่จะต้องพัฒนาปัญญา เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว

เมื่อพระองค์เสด็จไปบำเพ็ญพุทธกิจมาเสร็จแล้ว ก็ทรงพักผ่อนด้วยการเข้าฌาน ดังที่เรียกว่าเป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร แปลว่า ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ สำหรับพักผ่อน เป็นการใช้สมาธิในความหมายที่ ๓ แต่พระพุทธเจ้าทรงหลุดพ้นจากกิเลสหมดแล้ว จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทรงติดเพลินสมาธินั้น และไม่มีทางที่จะทรงประมาท

สำหรับพวกเราทั่วไป ยังต้องระวัง ถ้าติดเพลิน ใช้สมาธิเป็นตัวกล่อม ก็จะกลายเป็นเครื่องฉุดดึงตัวเองไว้ ทำให้ไม่สามารถบรรลุธรรมขัดขวางต่อการพัฒนา จึงได้บอกแต่ต้นว่า ตัวกล่อมนี้ ข้อเสียของมันก็คือ มันทำให้หยุดการพัฒนา มันทำให้เราหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไป

ดังนั้น ชาวพุทธหยุดไม่ได้ ต้องก้าวต่อไป โดยใช้สมาธิเป็นตัวเอื้อ ช่วยเกื้อหนุนให้เดินหน้าไปในไตรสิกขา

ขอย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของการกล่อมด้วยการอ้อนวอนเทพเจ้า คนจำนวนมากกล่อมใจตัวเองด้วยเรื่องนี้ จนกระทั่งศาสนาที่มองเห็นว่า มนุษย์จะหลงจมอยู่ด้วยความหวังพึ่ง ไม่พัฒนาต่อไป ก็ต้องใช้อุบายที่จะทำให้มนุษย์เหล่านั้นหรือศาสนิกของตนต้องเพียรพยายามเอาเอง ไม่ใช่รอคอยเทพเจ้าช่วยแล้วมัวนั่งงอมืองอเท้าอยู่อย่างเดียว ก็เลยต้องจำกัดการช่วยว่าจะช่วยอีกนานหลายพันปีข้างหน้า หรือไม่รู้ว่าเมื่อไร ตอนนี้ให้ดิ้นรนช่วยตัวเองไปก่อน หรือบอกว่าพระเจ้าจะช่วยเฉพาะคนที่ช่วยตัวเอง เป็นต้น แล้วแต่วิธีการของศาสนานั้นๆ

แต่ในพุทธศาสนานี้ ท่านไม่ให้มัวหวังผลอ้อนวอนนอนรอคอยการดลบันดาลอย่างนั้นเลย เพราะสอนหลักให้ทำการด้วยความเพียรซึ่งมีฐานอยู่ในหลักสิกขา ที่มีสาระว่าให้ฝึกฝนพัฒนาตนอยู่ตลอดเวลาอย่างจริงจังไม่ประมาท เพื่อทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ มีชีวิตที่ปลอดโปร่งโล่งเบา และมีความสุขที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง


ที่มา : จากหนังสือจาริกบุญ จารึกธรรม
โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 21, 2012, 04:57:47 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เรื่อง "ใช้เวลาสักนิด กับเรื่องภวังคจิต"


เมื่อพูดถึงภวังค์คือ ภวังคจิต ก็ควรทราบเป็นพื้นไว้บ้าง เพราะในภาษาไทยก็มีการพูดถึงบ่อยเหมือนกัน และบางทีก็เข้าใจกันเพี้ยนไปหรือไม่ก็คลุมเครือ จึงขอเติมเรื่องนี้แทรกไว้

ที่จริง จิตของเราเกิดดับต่อเนื่องไปและสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลาถึงเราจะไม่รู้ตัว มันก็เป็นอย่างนั้น จะเรียกว่ามันทำงานหรือทำหน้าที่ของมันตลอดเวลาก็ได้
จิตที่ทำงานคือสืบต่อไปในระดับที่ไม่รู้ตัวนั้น เป็นส่วนหลักหรือส่วนใหญ่ของชีวิตของเรา จะเรียกว่าเป็นจิตยืนพื้นก็ได้ มีคำเรียกเฉพาะว่า ภวังคจิต แปลว่า จิตที่เป็นองค์แห่งภพ

ที่ว่า จิตในระดับที่ไม่รู้ตัวนี้ทำงานอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นสำนวนพูด จะต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เป็นการทำงานรู้เข้าใจคิดนึกในกระบวนการรับรู้อย่างที่ว่ากันทั่วไป แต่เป็นการทำงานในความหมายว่าเป็นการเกิดดับสืบต่อกันตามธรรมดาของมัน

เมื่อพูดในแง่ทั่วๆ ไป ให้รู้สึกเป็นตัวตนน้อยลง แทนที่จะใช้คำว่า ภวังคจิต ท่านใช้คำว่าการสืบต่อของจิต ที่เป็นไปไม่ขาดสาย (ในช่วงที่ไม่อยู่ในกระบวนการรับรู้) เรียกเป็นคำศัพท์ว่า “จิตตสันดาน” (แต่คำนี้ในภาษาไทยเราก็นำใช้ในความหมายที่เพี้ยนไปอีก หนีไม่พ้นปัญหา)

ข้อสำคัญ ภวังค์จิต ที่ว่านั้น เป็นจิตส่วนวิบาก เมื่อมันสืบต่อกันไป ก็คือการสืบทอดผลรวมแห่งกรรมของเราต่อเนื่องไปนั่นเอง เราจึงพูดให้เข้าใจกันง่ายขึ้นเป็นภาษารูปธรรมว่า กรรมของเราสั่งสมสืบมาในภวังคจิตนี้ ที่สืบต่ออยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย

เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตนี้ พูดได้ยาก เพราะเมื่อจะให้คนทั่วไปเข้าใจ ก็ต้องใช้ถ้อยคำเชิงรูปธรรม หรือสำนวนภาษาเหมือนอย่างเป็นตัวเป็นตน ซึ่งก็จะชวนให้เกิดความเข้าใจเกินเลยสภาวะไป อันเป็นความเข้าใจผิดไปอีกด้านหนึ่ง จึงถือว่าพูดกันพอให้เห็นเค้าเรื่องเท่านั้น

ภวังคจิต แปลว่า จิตที่เป็นองค์แห่งภพ (ถ้าใช้ศัพท์เชิงปฏิจจสมุปบาท เพื่อช่วยให้ชัดขึ้น ก็พูดว่าจิตที่เป็นเป็นองค์แห่งอุปปัตติภพ) ซึ่งเกิดดับสืบต่อกันไปตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบชีวิตของเรา คือตลอดชีวิต (พูดเป็นคำศัพท์ว่า ต่อจากปฏิสนธิ จนถึงจุติ) พูดเป็นภาษารูปธรรมหรือภาษาตัวตนว่า เป็นจิตยืนพื้น ใกล้กับคำที่ท่านใช้ว่าเป็น “ปกติจิต”

ภวังคจิตนี้ เป็นจิตที่เป็นวิบาก เมื่อมันเกิดดับสืบต่ออยู่ตลอดชีวิตของเรา จึงเท่ากับเป็นผลรวมแห่งกรรมทั้งหมดของเรา พูดเป็นภาษารูปธรรมหรือภาษาตัวตนว่า เป็นที่เก็บสะสมผลกรรมของเรา หรือทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตของเรา หรือเป็นที่ประมวลผลแห่งการแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในตัวเรา เท่าที่ทำได้และได้ทำมาทั้งหมดในชีวิต

พูดเชิงอนาคตว่า ภวังคจิต เป็นแหล่งแห่งศักยภาพ หรือเป็นศักยภาพที่แต่ละคนมีอยู่

ภวังคจิต เป็นชื่อที่ใช้เรียกในแง่การสืบต่อของชีวิต แต่ถ้าพูดในแง่การทำงานในกระบวนการรับรู้ตามปกตินี้ ก็เรียกว่า มโน คือ มนายตนะ หรือมโนทวาร นั่นเอง

ในฐานะเป็นมโน หรือเป็นมโนทวารนั้น มันเป็นที่เกิดหรือที่ปรากฏของมโนวิญญาณ ที่ทำงานในระดับแห่งวิถีจิต

อนึ่ง ในฐานะแห่งจิตที่เป็นวิบาก ภวังคจิตจึงเป็นกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว คือไม่เป็นกุศลและไม่เป็นอกุศล เป็นจิตในภาวะที่กิเลสไม่ได้มาแสดงบทบาท แม้จะมีคุณสมบัติตามที่ประมวลผลเป็นวิบากไว้ ก็เป็นจิตตามสภาวะของมัน คือไม่มีตัวแปลกปลอมภายนอกมายุ่มย่าม

ดังนั้น ท่านจึงว่า ภวังคจิตนี่แหละ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจิตเป็นประภัสสร คือสะอาดผ่องใส หมายความว่า จิตโดยสภาวะ คือตามภาวะของมันเอง เป็นอย่างนั้น แต่มันมัวหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา

ก็เพราะธรรมชาติของจิตเป็นอย่างนั้น คือกิเลสมิใช่เป็นเนื้อเป็นตัวของมัน การชำระจิตด้วยการกำจัดกิเลสให้หมดไป จึงเป็นไปได้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า (ยกมาให้ดูพอเห็นรูปเค้า)
ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิลิฏฐนฺติ... จิตฺตภาวนา อตฺถีติ วทามีติฯ
ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส แต่จิตนั้นแล เศร้าหมองด้วยอุปกิเลสที่จรมา...
ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผ่องใส และจิตนั้นแล หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา. อริยสาวกผู้ได้เรียนสดับแล้ว ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า อริยสาวกผู้ได้เรียนสดับแล้วย่อมมีการเจริญพัฒนาจิต (จิตตภาวนา) (องฺ.เอก.๒๐/๕๐-๕๓)

เปรียบได้กับน้ำ ถึงจะขุ่นมัวสกปรกเพียงใด เราก็สามารถชำระให้ใสสะอาดได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ขุ่นมัวนั้นเป็นของแปลกปลอม หมายความว่า น้ำนั้นโดยสภาวะของมันเอง ก็คือน้ำ ไม่ใช่เป็นของสกปรกนั้นพูดง่ายๆ ว่า เมื่อน้ำสกปรก ถึงจะเน่าเหม็นอย่างไร ถ้าคนมีปัญญา ก็หาทางทำน้ำนั้นให้สะอาดได้

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเทียบจิตกับน้ำ ก็เป็นการเทียบได้ในแง่หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เหมือนกันทีเดียว เพราะถึงอย่างไร ก็เป็นสภาวะต่างอย่างกัน ถึงจะเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่อันเดียวกัน เฉพาะอย่างยิ่งเป็นนามธรรมกับรูปธรรม การเปรียบเทียบบางทีก็ต้องเทียบกับอันโน้นอันนี้ทีละแง่

ขอเทียบให้ฟังอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะในแง่ศักยภาพ ลองดูเมล็ดพืช เช่นเม็ดมะม่วง เราเอาเม็ดมะม่วงเม็ดหนึ่งไปปลูก จากมะม่วงเม็ดนั้น ต่อมามีต้นมะม่วงงอกขึ้นมาและเจริญงอกงาม มีกิ่ง ก้าน ใบ ดอก และผล ซึ่งทั้งหมดก็มาจากมะม่วงเม็ดเดียวนั้น

จึงเหมือนกับว่ากิ่ง ก้าน ใบ ดอก และผลมะม่วงทั้งหมด มีพร้อมอยู่ในมะม่วงเม็ดเดียวนั้นแล้ว แต่ขณะที่มันเป็นเม็ดมะม่วงนั้น เราชี้บอกได้ไหมว่า ตรงไหนเป็นกิ่ง ตรงไหนเป็นก้าน-ใบ-ดอก-ผล ตลอดจนลักษณะเฉพาะของมันที่สะสมมาแม้แต่ที่เริ่มแปลกพันธุ์ ก็บอกไม่ได้นี่คือที่ใช้คำว่าศักยภาพ

เรื่องภวังค์จิต ที่ว่าเป็นผลรวมวิบากของเรา เมื่อเทียบในแง่หนึ่ง ก็พึงเข้าใจทำนองนี้

 
ที่มา : จากหนังสือจาริกบุญ จารึกธรรม
โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 21, 2012, 05:05:24 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เรื่อง “สันโดษ” ต้องรับใช้ “ไม่สันโดษ”

ถ้ามีคนมาถามว่า พระพุทธเจ้าสอนให้สันโดษใช่ไหม? ใครตอบว่า “ใช่” ก็ต้องว่าตอบผิด ถ้าให้คะแนน ก็คือศูนย์ หรือกรุณาที่สุด ก็ให้ ๕๐%

ทำไมเป็นอย่างนั้น นี่แหละที่ต้องให้รอบคอบ ขอบอกสั้นๆ ว่าต้องแยกแยะออกไปให้ชัดว่า พระพุทธเจ้าสอนให้สันโดษในเรื่องไหนหรือให้ไม่สันโดษในเรื่องไหน ไม่ใช่ตอบโผงผางลงไปแง่เดียว เลยผิด!

แล้วจะตอบอย่างไร จึงจะถูก ก็แยกแยะออกไปสิว่า

-พระพุทธเจ้าสอนให้สันโดษในสิ่งเสพ หรือในวัตถุบำเรอความสุข

-แต่ พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่สันโดษในกุศลธรรม หรือพูดให้คนยุคนี้เข้าใจง่ายขึ้นว่า ให้ไม่สันโดษในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม

เพื่อรวบรัด ก็ยกคำตรัสของพระพุทธเจ้ามาให้ดูกันเลย เอาข้อหลัง คือ “ไม่สันโดษในกุศลธรรม” ก่อน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ที่พระองค์ตรัสรู้นั้น
ภิกษุทั้งหลาย เรารู้ซึ้งถึงคุณธรรม ๒ ประการคือ

๑. ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย
๒. ความเป็นผู้ไม่ระย่อในการบำเพ็ญเพียร

หมายความว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะไม่สันโดษ (ในกุศลธรรม)
*ต้องเน้นว่า* ในสิ่งที่ดีงาม ในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์แล้ว ท่านไม่ยอมให้สันโดษเป็นอันขาด ถ้าเป็นกุศลธรรมแล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยให้สันโดษเลย (ถ้าสันโดษในกุศลธรรม ก็คือประมาทนั่นเอง)

เป็นอันว่า หลักความไม่สันโดษ (ในกุศลธรรม) นั้น ชัดเจนแล้ว ที่นี้ก็มาดู “สันโดษ” บ้าง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ (ตรัสแก่พระภิกษุ) ในหลักที่เรียกว่า อริยวงศ์ ๔ (เช่น องฺ.จตุกฺก.๒๑/๒๘/๓๕) ว่า

๑. ภิกษุสันโดษในจีวร ตามมีตามได้
๒. ภิกษุสันโดษในบิณฑบาต ตามมีตามได้
๓. ภิกษุสันโดษในเสนาสนะ ตามมีตามได้
๔. ภิกษุเป็นผู้ยินดีในปหานะและภาวนา

(ข้อ ๔ หมายความว่า พอใจ ใส่ใจ เพียรพยายาม ในปหานะ คือ การละอกุศล และในภาวนา คือการเจริญกุศล เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ)

จะเห็นว่า พระพุทธเจ้า ทรงสอนให้พระภิกษุสันโดษในวัตถุสิ่งเสพบริโภค (จีวร-เครื่องนุ่มห่ม บิณฑบาต-อาหาร เสนาสนะ-ที่อยู่อาศัย) สันโดษมา ๓ ข้อ พอถึงข้อที่ ๔ เปลี่ยนเป็นว่า ให้เอาใจใส่เพียรพยายามละอกุศลและเจริญกุศล เพื่อจุดหมายคือจะได้บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ

ข้อที่ ๔ นี้ ก็คือข้อที่ให้ไม่สันโดษในกุศลธรรมนั่นเอง
เพราะฉะนั้น หลักอริยวงศ์ ๔ นี้ จึงบอกอะไรๆ หลายอย่าง
ความไม่สันโดษ (ในกุศลธรรม) เป็นหลักใหญ่อยู่ในขั้นปฏิบัติการที่จะให้บรรลุจุดหมาย
ความสันโดษ (ในสิ่งเสพ) เป็นข้อปฏิบัติขั้นบุพภาพของความไม่สันโดษ (ในกุศลธรรม) นั้น

หมายความว่า ความสันโดษในวัตถุ เป็นการเตรียมชีวิตความเป็นอยู่ในเอื้อให้พร้อมที่จะเดินหน้าก้าวไปกับความไม่สันโดษในกุศลธรรม

พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความสันโดษในวัตถุเป็นธรรมย่อย ที่มาสนองงาน มารองรับ หรือมารับใช้ความไม่สันโดษในกุศลธรรม

ถามว่า สันโดษใน ๓ ข้อแรก สัมพันธ์กับสิ่งที่จะทำในข้อ ๔ อย่างไรหรือถามสั้นๆ ว่าทำไมจึงสันโดษ

ก็ตอบว่า เพราะว่า สันโดษเป็นตัวออมหรือช่วยสงวนเวลา-แรงงาน-ความคิดไว้ ถ้าภิกษุไม่สันโดษในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คือไม่สันโดษในวัตถุเสพ มัวยุ่งกับการหาอาหารอร่อยๆ ฉัน มัววุ่นวายอยู่กับการหาสิ่งของเครื่องใช้ฟุ่มเฟือย มัวหมกมุ่นกับวัตถุบำเรอความสุข

๑. เวลาก็หมดไป กับการหาการเสพสิ่งเหล่านี้
๒. แรงงานก็หมดไป เพราะมัววุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้
๓. ความคิดก็หมดไป กับการครุ่นคิดหาทางให้ได้สิ่งเหล่านี้มาเสพเลยไม่เป็นอันได้เพียรพยายามเจริญสิกขาทำหน้าที่

แต่เมื่อภิกษุสันโดษในปัจจัย ๔ เวลาก็เหลืออยู่ แรงงานก็เหลืออยู่ความคิดก็เหลืออยู่ ก็เอาเวลา แรงงาน และความคิดนั้นมาระดมทำกิจหน้าที่ของตน ดังนั้น ทั้งสันโดษและไม่สันโดษ จึงมาออกผลที่ความเพียร

นอกจากนั้นยังใจสงบ สบาย ไม่ห่วง ไม่พะวักพะวง ในเรื่องวัตถุหันไปมุ่งหน้าทำกิจหน้าที่และสร้างสรรค์ความดีต่างๆ ได้อย่างแน่วแน่เต็มที่โดยมีความสุขด้วย ตอนนี้สันโดษก็มีผลครบตลอดตามวัตถุประสงค์

คฤหัสถ์ก็เช่นกัน ถ้าญาติโยมไปมัววุ่นวายอยู่กับการแสวงสิ่งเสพบำรุงบำเรอหาความสุขส่วนตัว ก็จะหมดเวลา หมดเรี่ยวแรง หมดความคิดไปกับเรื่องเหล่านั้น จนไม่เป็นอันปฏิบัติหน้าที่หรือทำงานสร้างสรรค์หน้าที่งานการสร้างสรรค์ที่พึงทำ ก็ไม่เป็นอันทำ อย่างน้อยก็ย่อหย่อน

การทำความดี ทำประโยชน์สูงส่ง จนแม้กระทั่งบรรลุโพธิญาณเป็นไปไม่ได้ ถ้ามัวสันโดษในกุศลธรรม โดยไม่สันโดษในวัตถุเสพ


จากหนังสือ มองธรรมถูกทาง มีสุขทุกที่
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 21, 2012, 05:15:30 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เรื่อง อนิจจัง! ปลงได้ แต่ระวังจะกลายเป็นประมาท

คนไทยชอบเอาอนิจจัง มาใช้ปลง เพื่อให้ใจผ่อนสบายคลายโศกหรือหายทุกข์ เรียกกันว่า “ปลงอนิจจัง”

อะไรแตกหัก สูญสลาย พลัดพรากจากไป ก็ว่า “อนิจจัง!” แล้วปล่อยวางได้ ผ่านไป

การใช้อนิจจังอย่างนั้น เป็นเรื่องของการรู้เท่าทันความจริง ที่ทำให้สละละลดความยึดติดถือมั่นลงไปได้ จึงผ่อนคลายบรรเทาทุกข์โศก

การรู้เท่าทันและความสบายใจหายทุกข์ได้นั้นดีแน่ แต่ก็ต้องระวังไว้อย่างยิ่งทีเดียวว่า ถ้าสบายใจแล้วก็ปล่อยอะไรๆ ไปเรื่อยๆ สิ่งที่ควรแก้ไขจัดทำ ก็ไม่กระตือรือร้นขวนขวาย ถ้าอย่างนี้ก็จะกลายเป็นการปฏิบัติผิดธรรมข้อใหญ่ ที่เป็นหลักสำคัญอย่างยิ่ง

ถ้าบอกว่าปฏิบัติธรรม ก็เป็นการปฏิบัติครึ่งๆ กลางๆ และไม่เกิดจากความเข้าใจจริงด้วย ได้แค่ถือหรือทำตามๆ กันมา น่าจะได้ไม่คุ้มเสีย

บ้านเมืองจะล่มจมพังพินาศ ก็บอกว่า อนิจจัง! เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เจริญแล้วก็เสื่อม เสื่อมแล้วก็เจริญ เป็นธรรมดา

ว่าอย่างนี้ คือ “ปลง” แล้วไม่ยึดติดถือมั่น หายเครียด ก็ดีเหมือนกัน ใจสบาย แล้วก็ไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไร เรียกว่า “ปล่อยวาง”

“ปลง” และ “ปล่อยวาง” อย่างนี้ ทำท่าว่ามีหลัก ก็คือหลักรู้เท่าทันธรรมดาแล้วไม่ยึดติดถือมั่นนั่นแหละ

แต่อีกด้านหนึ่ง ไม่ได้มองว่าผิดหลักใหญ่ที่ถือว่าสำคัญยิ่งคืออะไร

ลองดูพุทธพจน์ต่อไปนี้

สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา,

เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม

ท่อนที่ ๑. ตรัสถึงความเป็นอนิจจัง คือบอกแจ้งความจริงของธรรมดาที่ว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ในที่สุดก็ต้องดับสิ้น

ท่อนที่ ๒. ทรงเตือนให้ไม่ประมาท คือทรงสอนแนะนำการปฏิบัติของเราว่า ให้บำเพ็ญความไม่ประมาท

ที่ตรัสว่า “จบยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม” ก็คือให้มีความไม่ประมาทอย่างพร้อมบริบูรณ์ หรือเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างเต็มที่

พุทธพจน์ทั้งสองท่อนนั้นโยงกัน คือ เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้ เราจะมัวนิ่งนอนใจทำเฉยอยู่ไม่ได้ จึงต้องไม่ประมาท

พุทธพจน์นี้เป็นปัจฉิมวาจา คือพระดำรัสสุดท้าย เหมือนเป็นคำฝากฝังสั่งเสีย ชาวพุทธจะต้องถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ต้องปฏิบัติให้ได้และให้เข้มข้นแข็งขันจริงจัง
เพราะฉะนั้น เห็นอนิจจัง ปลงได้ แต่ต้องไม่ประมาทด้วย


จากหนังสือ มองธรรมถูกทาง มีสุขทุกที่
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 21, 2012, 05:08:04 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



เรื่อง ระวัง! ยึดมั่น ในความไม่ยึดมั่น

บางคนไปฟังพระเทศน์ว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้ว มันเปลี่ยนแปลงไป เราก็จะเกิดความทุกข์บีบคั้นจิตใจ ฟังแล้วก็ชอบใจ เห็นว่าเป็นความจริงอย่างนั้น และคิดว่าจะต้องเอาไปปฏิบัติ

บอกว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรแล้ว

กลับไปบ้านก็ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรทั้งนั้น บอกว่า ฉันไม่ยึดมั่นถือมั่น ไปๆ มาๆ ก็ทำนองว่า ลูกก็ไม่ใช่ของเรา ภรรยาก็ไม่ใช่ของเรา เงินทอง บ้านช่อง ก็ไม่ใช่ของเรา ฯลฯ

บอกว่าไม่ยึดมั่น แต่เจอความยึดมั่นอย่างหนักเข้าไปแล้ว โดยไม่รู้ตัว นี่ก็คือ “ความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น” เพราะว่าความไม่ยึดมั่นที่เขาอ้างนั้น เกิดจากสัญญา (ข้อที่กำหนดหมายจำไว้) ซึ่งรับเอามาถือตามแล้วก็ยึดมั่นว่าฉันจะไม่ยึดมั่น เท่านั้นเอง

คนที่เอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้ แล้วไม่ทำอะไร ไม่เอาอะไรแล้วก็บอกว่าฉันไม่ยึดมั่นนั้น เขาไม่รู้ตัวว่าเขาทำไปตามความไม่ยึดมั่นที่เอามายึดไว้ คือเป็นเพียงความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่นนั้น เป็นความยึดมั่นซ้อนเข้าไปอีก แถมยังตกลงไปในความประมาทอีกด้วย

ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้นเป็นไปเองด้วยปัญญา ไม่ต้องเอาความไม่ยึดมั่นขึ้นมายึดไว้

ถ้า “ไม่ยึดมั่น” เป็นอย่างว่าเมื่อกี้ ก็จะเจอพวกไม่ยึดมั่นแปลกๆ อีกเยอะ

อีกรายหนึ่งบอกว่า หลวงพ่อของเขามีคนอุปฐากมากมาย มีหญิงสาวคอยดูแลนวดให้ด้วย ท่านเป็นพระอริยะ ท่านหมดกิเลสแล้ว ท่านจะทำอะไรก็ได้ เพราะท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น ญาติโยมหลายท่านฟังแล้วว่าน่าจะจริงนะ เพราะพระอรหันต์ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นถือมั่น จะไปเอาอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งไม่จริงแท้แน่นอน เป็นของสมมติ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ที่นี้อีกพวกหนึ่งก็บอกว่า อะไรๆ ก็เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน คนก็เป็นเพียงขันธ์ ๕ มาประกอบกันเข้า ไม่มีอะไรจะพึงยึดถือ ไม่มีนาย ก. ไม่มีนาง ข. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จะฆ่าจะฟันใครก็ไม่บาป

กรณีเหล่านี้ เป็นตัวอย่างของการที่ผู้มีกิเลสยกเอาสภาวธรรมขึ้นมาเป็นข้ออ้าง สำหรับการกระทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นของตน

อย่างในกรณีหลังนี้ ถ้าไม่มีความยึดมั่นในคนที่จะถูกฆ่า ถ้าไม่มีเจตนายึดมั่นที่เจาะจงมุ่งร้ายต่อเป้าของการกระทำ จะมีการยกศัสตราวุธขึ้นฟันแทงพุ่งเข้าใส่ได้อย่างไร อันนี้เป็นการกระทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นอย่างรุนแรงเลยทีเดียว

ความไม่ยึดมั่นที่แท้นั้น เกิดจากปัญญาที่รู้ความจริง อย่างพระอรหันต์ที่ท่านไม่ยึดมั่นนั้น ท่านมีจิตใจเป็นอิสระ แต่ในการดำเนินชีวิตทั่วไป ที่เรียกว่าอยู่ในโลกอยู่ในสังคม ท่านว่าไปตามความจริงของสมมติ และปฏิบัติไปตามเหตุตามผล

สำหรับปุถุชน ความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นได้แค่เครื่องฝึกตนเท่านั้น เพราะความไม่ยึดมั่นของปุถุชนที่เอามาปฏิบัตินั้น ไม่ใช่ความไม่ยึดมั่นที่แท้จริง มันเป็นเพียงความไม่ยึดมั่นที่รับมาด้วยสัญญา ไม่ใช่เกิดจากปัญญา คือเอาตัวความไม่ยึดมั่นนี้มาจับยึดเข้าไว้อีกทีหนึ่ง จึงเป็นความยึดมั่นในความไม่ยึดมั่น ถ้าเป็นปุถุชน ก็ทำได้แค่นี้ หรือแค่ฝึก

ดังนั้น สำหรับคนทั่วไป ถ้าจะไม่ยึดมั่น จึงต้องระวัง ถ้าจะให้ค่อนข้างปลอดภัย ก็ตระหนักใจว่า “เราฝึกตนในความไม่ยึดมั่น”


จากหนังสือ มองธรรมถูกทาง มีสุขทุกที่
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 21, 2012, 05:10:09 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด


“พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

เรื่อง “อย่าทิ้งความคิดปรุงแต่งเสียทันที ถ้าปรุงแต่งดี ได้ถึงฌานสมาบัติอย่างสูง”


ยังมีการกล่อมอีกอย่างหนึ่ง ที่ชาวพุทธต้องระวัง ชาวพุทธปฏิบัติธรรมไป บางทีก็มากล่อมตัวเองด้วยธรรมที่ลึกซึ้งลงไปอีก คือสมาธิ

สมาธินั้น เป็นองค์ธรรมแกนของสมถะ หรือเป็นตัวสมถะนั่นเอง ยังเป็นธรรมระดับปรุงแต่ง

พระพุทธเจ้าไม่ห้ามในการปรุงแต่ง ปรุงแต่งเป็น ก็ดีเป็นประโยชน์ มนุษย์เราอยู่ด้วยการปรุงแต่งมาก แต่ว่าให้ปรุงแต่งให้ดี

ได้พูดแล้วว่า การคิดมีสองอย่าง คือ การคิดปรุงแต่ง กับการคิดเชิงปัญญา เช่น สืบสาวหาเหตุปัจจัย

การคิดแบบปรุงแต่งนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเสียอย่างเดียว ที่ดีก็มี คือการคิดปรุงแต่งกุศลขึ้นมา

ยกหลักมาว่ากัน ความคิดปรุงแต่ง ท่านเรียกว่า อภิสังขาร ซึ่งมี ๓ อย่าง ปรุงแต่งไม่ดี เป็นบาป ก็เป็นอปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งดี ก็เป็นปุญญาภิสังขาร เหนือขึ้นไปอีก ปรุงแต่งสูงสุด ก็เป็นอาเนญชาภิสังขาร

การคิดปรุงแต่งที่เป็นตัวร้าย ท่านเรียกเป็นภาษาพระว่า อปุญญาภิสังขาร คือปรุงแต่งความคิดและสภาพจิตที่ไม่ดี รวมทั้งปรุงแต่งใจให้เป็นทุกข์ บีบคั้นใจตัวเอง ปรุงแต่งความโลภ ความโกรธ เช่น เห็นอารมณ์ที่ไม่สบายตาแล้วเกิดความชัง เกิดความยินร้าย เกิดความไม่สบายใจ เก็บเอาสิ่งโน้นถ้อยคำคนนี้มาปรุงแต่ง ทำให้ใจตัวเองมีความทุกข์ ปรุงแต่งความกลุ้ม ความกังวลอะไรต่างๆ เหล่านี้ เรียกว่าปรุงแต่งอกุศล เป็นอปุญญาภิสังขาร

ส่วนการปรุงแต่งดี ปรุงแต่งเป็นบุญ ปรุงแต่งเป็นความสุข ทำให้เกิดกุศล ทำให้สร้างสรรค์ ทำให้ความดีงามเจริญเพิ่มพูน ทำให้ใจสบาย สดชื่นผ่องใส อย่างที่โยมเดินทางบุญจาริกมา ได้เห็นได้ฟังแล้วคิดไปในทางกุศล มีศรัทาแรงขึ้น เกิดปิติปลาบปลื้ม เป็นต้นนี้ ท่านเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร

มนุษย์เราที่อยู่ในระดับของปุถุชน หนีไม่พ้นการปรุงแต่ง เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปติเตียนการปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง ให้ปรุงแต่งดีเถอะปรุงแต่งเป็นบุญเป็นกุศล ทำใจให้มีสุข ปรุงแต่งใจให้สบาย ปรุงแต่งความดีท่านไม่ว่า ท่านเรียกว่าเป็นปุญญาภิสังขาร

แม้กระทั่งเจริญสมาธิได้ฌาน ก็เป็นปุญญาภิสังขาร ยังปรุงแต่งดีอยู่นั่นแหละ จนกระทั่งถึงอรูปฌานก็ก้าวไปอีกขึ้นหนึ่ง เป็นอาเนญชาภิสังขาร เป็นการปรุงแต่งที่ประณีตขึ้นไป ก็ยังไม่พ้นการปรุงแต่งอยู่นั่นเอง

เพราะฉะนั้น สมาธิที่เราบำเพ็ญกันนี่ อย่าว่าแต่สมาธิธรรมดาเล็กน้อยเลย แม้แต่สมาธิสูงเยี่ยมยอดขนาดอรูปฌาน ได้สมาบัติสมบูรณ์แล้ว ก็ยังเป็นการปรุงแต่งอยู่ คือเป็นอาเนญชาภิสังขาร

การปรุงแต่งอย่างนี้ ก็ทำให้จิตพัฒนาไปถึงขั้นสูง แต่ก็ต้องระวัง ต้องมีสติอยู่เสมอ มิฉะนั้นมันก็จะเป็นการกล่อม

สมาธินั้น ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่ปรุงแต่ง ก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องกล่อมจิตใจได้ เพราะฉะนั้น คนที่บำเพ็ญปฏับัติได้สมาธิแล้วก็อาจจะเพลินกับสมาธิ

พอได้สมาธิเข้าก็สบาย ติดเพลินแล้ว มีปัญหาอะไรต่ออะไรเกิดขึ้น ก็มานั่งสมาธิแล้วใจสบาย หายทุกข์หายร้อน ลืมปัญหา มีความสุขเพลิดเพลินในความสุขนั้น นี่ก็กล่อมเหมือนกัน คือกล่อมด้วยสมาธิเป็นแบบพวกโยคีฤษีดาบสก่อนพุทธกาล ได้ฌานสมาบัติแล้วก็เข้าสมาธิเล่นฌานกีฬาอยู่ในป่า ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร พระพุทธเจ้าไม่เห็นด้วย

ก่อนที่พระพุทธเจ้าอุบัติ เขาได้สมาธิกันสูงแล้ว โยคีในอินเดียนี่เราก็ได้เรียนในพุทธประวัติมาแล้ว เช่น อาฬารดาบส กาลามโคตร ได้อรูปฌานจนถึงขั้นอากิญจัญญายตนะ ท่านอุททกดาบส รวมบุตร ยิ่งได้สูงกว่านั้น คือได้อรูปฌานถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ จบสมาบัติ ๘ เลย

พระพุทธเจ้าไปเรียนกับดาบสจนจบความรู้ของเขา และบำเพ็ญฌานได้ครบหมด จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ร่วมสำนัก พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าไม่ใช่ทาง ก็เสด็จหลีกไป

เราอย่าไปมัวเพลินว่า สมาธินี่ดีนะ สุขสงบดีเหลือเกิน ดีนั้นดีแน่ แต่ต้องใช้ให้ถูก ถ้าใช่ไม่เป็น สมาธิที่สุขสงบนั้นก็จะเป็นแค่สิ่งกล่อมที่เราใช้หนีปัญหาหลบทุกข์ แต่ไม่แก้ปัญหา ไม่ดับทุกข์ กิเลสไม่หมดไปปัญหาไม่หมดไป ทุกข์ก็ไม่หมดไป ตราบใดอยู่ในสมาธิก็สบายไป ก็เลยเพลินอยู่แค่นั้น ข้างนอกก็ไม่แก้ปัญหา ข้างในก็ไม่เดินหน้าสู่อธิปัญญานั่นคือเอาสมาธิเป็นสิ่งกล่อม คือกล่อมใจตัวเองด้วย(ความสุขสงบของ) สมาธิ สบาย แต่ตกอยู่ในความประมาท

เพราะฉะนั้น ในทางธรรมท่านจึงเตือนไว้ ว่าธรรมทั้งหลายนั้นต้องรู้จักพิจารณา ต้องใช้โดยแยบคาย ไม่ใช้ในทางที่จะเกิดโทษ ไม่ทำให้กุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล

สมาธิ นั้นเข้ากันได้กับ โกสัชชะ คือความเกียจคร้าน แม้ว่าตัวมันเองเป็นกุศล และเป็นกุศลที่สำคัญมาก แต่มันก็เป็นปัจจัยแก่อกุศลได้อย่างที่ท่านเตือนไว้ให้ระวังว่า ถ้าสมาธิแรง แต่ความเพียรอ่อน ความเกียจคร้านก็จะครอบงำ เพราะสมาธิเป็นพวกเดียวกับความเกียจคร้าน(สมาธิสฺส โกสชฺชปกฺขตฺตา – เช่น ที่.อ.๒/๔๐๓;วิสุทธิ.๑/๑๖๕; ฯลฯ)

ที่ว่าโกสัชชะเข้าครอบงำ ก็คือตอนที่สุขสงบ สบาย ก็ติด เพลินเรื่อยเฉื่อย อะไรที่ควรจะทำก็ปล่อยไว้ก่อน ปัญหาที่ค้างอยู่ก็ทิ้งไว้ไม่แก้กิจหน้าที่โดยเฉพาะการเจริญไตรสิกขา ก็ไม่เร่งรัดดำเนินไป กลายเป็นขี้เกียจ นี่คือกล่อมให้เพลินสบาย เพราะฉะนั้นกิเลสไม่หมด ทุกข์ไม่หมดและพัฒนาไม่ไป

พระพุทธเจ้าจึงตรัสหลัก อินทรียสมตากำกับไว้ คือให้ปรับอินทรีย์ให้สม่ำเสมอสมดุลกัน ให้วิริยะคือความเพียรควบคู่ไปด้วยกันกับ สมาธินั้น เช่นเดียวกับที่ต้องให้ศรัทธามีปัญญามาคู่กัน โดยมีสติคอยดูแลตรวจตราไม่ให้เผลอไม่ให้พลาด ไม่ให้ล้ำไม่ให้ล้ำเกินกัน (วินย.๕/๒;องฺ.ปญฺจก.๒๒/๓๒๖)

ขอย้ำเป็นการทบทวนอีกครั้งว่า สิ่งกล่อมนั้นไม่ใช่ว่าจะร้ายอย่างเดียว ถ้าใช้เป็น และรู้จักประมาณ ไม่ติดหลง ก็เป็นประโยชน์ได้ในระดับหนึ่ง

แต่สิ่งกล่อมระดับต่ำ คือสุรา ยาเสพติด และการพนัน ควรงดเว้นโดยสิ้นเชิง

สิ่งกล่อมบางอย่าง เช่นยากล่อมประสาท บางครั้งก็ยังจำเป็นต้องใช้ เช่น คนเป็นโรคนอนไม่หลับ อาจต้องใช้ยานอนหลับช่วย เพื่อแก้ไขให้พ้นปัญหาเฉพาะหน้า แต่เมื่อใช้ชั่วระยะหนึ่งให้หายอาการนั้นแล้วก็ควรจะผ่านไป ไม่ควรจะให้ต้องอยู่ด้วยยานอนหลับตลอดไป คือไม่ให้กลายเป็นติด

ระหว่างสิ่งกล่อมอย่างหยาบ กับสิ่งกล่อมอย่างประณีต การใช้สิ่งกล่อมอย่างประณีตย่อมดีกว่า เช่น เมื่อนอนไม่หลับ ถ้าใช้สมาธิทำให้หลับได้ ย่อมดีกว่าใช้ยานอนหลับ เพราะมีโทษน้อยกว่า และเป็นอิสระด้วยความสามารถของตัว

ประโยชน์ของสิ่งกล่อมโดยทั่วไปคือ ช่วยให้ได้พัก ช่วยให้สดชื่นสงบลงได้ สบาย มีความสุข หลีกปัญหา หลบทุกข์ไปได้ชั่วคราว ใช้เป็นเครื่องระงับความเร่าร้อนกระวนกระวาย ความระโหยโรยแรง หรือโทรมจากความเครียดฟุ้งซ่านหวาดหวั่นเป็นต้น เป็นเครื่องเตรียมตัวให้กระชุ่มกระชวย มีแรงมีกำลังขึ้น และพร้อมที่จะลุกขึ้นเดินหน้าต่อไป

ข้อเสียของสิ่งกล่อมแม้แต่อย่างประณีตที่สุด ก็คือ ถ้าติด ถ้าหลงเพลิน ก็จะอยู่ด้วยสิ่งกล่อม กลายเป็นตกอยู่ในความประมาท แล้วก็กลายเป็นขัดขวางการพัฒนาตัวเอง และสะสมหมักหมมปัญหา นำมาซึ่งความเสื่อมทั้งแก่ชีวิตและสังคม เป็นผู้ไม่ได้ประโยชน์แท้จริงที่พึงได้จากพระพุทธศาสนา

รวมแล้ว สิ่งที่คนเอามาใช้เป็นสิ่งกล่อมทั้งหมดนั้น อาจจะจัดกลุ่มจัดพวกได้คร่าวๆ ทำนองนี้คือ

พวกที่ ๑ สุรา ยาเสพติด การพนัน เป็นสิ่งกล่อมร้าย ที่ไม่เพียงทำให้ประมาท แต่พาชีวิตและสังคมให้อ่อนแอเสียคุณภาพ ยิ่งเสื่อมทรุดลงไปพร้อมนั้นก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือล่อเหยื่อเอาเปรียบหรือทำลายเพื่อนมนุษย์ หรือชาติประเทศที่ถือเป็นคู่แข่งหรือเป็นศัตรู

พวกที่ ๒ กีฬา การบันเทิง
- เป็นสิ่งกล่อมเสี่ยง ถ้าใช้ไม่ถูก-ไม่เป็น อาจทำให้ลุ่มหลงมัวเมา หมกมุ่น ติดเพลิน ประมาท
บ่อยครั้ง และบ่อยขึ้น ที่สิ่งเหล่านี้ถูกใช้ ทั้งในแง่ที่พ่วงไปด้วยกันกับ พวกที่ ๑ และในแง่เป็นสื่อของพวกที่ ๑ นั้น เฉพาะอย่างยิ่งในการพนัน รวมทั้งในการล่าเหยื่อและหาผลประโยชน์
แต่ถ้าใช้ถูก-ใช้เป็น ก็เป็นที่พัก ที่ผ่อนคลาย ทำให้หายเครียดตลอดจนเป็นเครื่องบริหารกาย บริหารสมอง และฝึกนิสัยเช่น ความมีใจนักกีฬา และการรู้จักควบคุมตนเอง (แต่ดูเหมือนมีการใช้ในทางที่ทำให้เกิดผลตรงข้ามมากขึ้น)

พวกที่ ๓ ศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี
- เป็น สิ่งกล่อมเสี่ยง ถ้าใช้ไม่ถูก-ไม่เป็น อาจทำให้ลุ่มหลงมัวเมาหมกมุ่น ติดเพลิน ประมาท แม้กระทั่งชักพาไปในทางตกต่ำหรือปลุกเร้าในทางชั่วร้ายทำให้รุนแรง และอาจใช้ในความหมายอย่างพวกที่ ๒
แต่ถ้าใช้ถูก-ใช้เป็น ก็เป็นที่พัก ที่ผ่อนคลาย ทำให้หายเครียด หายกลุ้ม หายท้อถอย สงบ สดชื่น ช่วยให้พร้อมที่จะก้าวต่อไป

- เป็นสิ่งกล่อมเกลา ศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี ที่ประณีต งดงาม สร้างสรรค์ สามารถกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ดีงาม งดงาม และกระตุ้นเตือน ปลุกเร้า โน้มนำให้ก้าวไปในการสร้างสรรค์พัฒนาทั้งวัฒนธรรม จิตใจ ปัญญา และสังคม

พวกที่ ๔ ไสยศาสตร์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อำนาจดลบันดาล

- เป็นสิ่งกล่อมเสี่ยง ช่วยให้เกิดกำลังใจ เข้มแข็ง แกล้วกล้า แม้แต่ถึงขั้นฮึกเหิม หรือเกิดความหวัง เป็นที่พึ่งแก่ผู้ไม่มีทางออกหรือหมดทางไปอย่างอื่น
แต่มักทำให้มัวโอ้เอ้ รอคอย พึ่งพา อยู่ด้วยความหวัง งอมือ งอเท้า ประมาท ขาดการดิ้นรนขวนขวาย อ่อนแอหรือติดจม

พวกที่ ๕ สมาธิ
- เป็นสิ่งกล่อมเสี่ยง ถ้าใช้ไม่ถูก-ไม่เป็น แม้จะมีโทษไม่ร้ายแรง
แต่อาจทำให้ติดเพลิน เฉื่อยชา ประมาท
แต่ถ้าใช้ถูก-ใช้เป็น ก็เป็นที่พัก ที่ผ่อนคลาย ทำให้หายเครียด หายทุกข์ สุข สงบ สดชื่น มีกำลังที่จะก้าวต่อไป
- เป็นสิ่งกล่อมเกลา ทำจิตใจให้สงบ อ่อนโยน ดีงาม งดงาม เข้มแข็ง มั่นคง เป็นแกนของการพัฒนาจิตใจ
- เป็นบาทฐานแห่งโพธิ ถ้าใช้ถูกต้องแท้จริง จะทำให้จิตใส สงบ มีพลัง พร้อมที่จะใช้งานในการพัฒนาชีวิต แม้แต่ในขั้นสูงสุดแห่ง

การพัฒนาปัญญาให้เป็นโพธิญาณ
อีกอย่างหนึ่ง อาจถือเอาผลการใช้เป็นเครื่องตัดสินดังนี้
ก) อย่างต่ำสุด ทำให้สูญเสียเสื่อมโทรม เช่น แก่ทรัพย์สิน แก่สุขภาพ แก่ครอบครัว แก่สังคม มีอาชญากรรมเป็นต้น
ข) อย่างต่ำ เกิดความลุ่มหลง มัวเมา ติดเพลิน ประมาท
ค) อย่างกลาง เกิดภาวะพึ่งพาหรือขึ้นต่อมัน
ง) อย่างสูง เป็นเครื่องเกื้อหนุนให้เกิดความดีงามและความเจริญงอกงาม

ข้อที่ควรยอมรับได้จริง คือ ง) อย่างเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อย่างมีคุณค่า เป็นประโยชน์ พูดสั้นๆ ว่า ทำให้อกุศลธรรมลดน้อยลงและทำให้กุศลธรรมเพิ่มพูนขึ้น

เพื่อช่วยให้พ้นจากข้อเสียของสิ่งเหล่านี้ และได้แต่คุณประโยชน์ให้มากที่สุด จึงมีหลักในการฝึกฝนพัฒนาชีวิต ที่รับช่วงกันให้ก้าวสู่ขั้นสูงขึ้นไป

เริ่มด้วยผู้ปฏิบัติในระดับศีล ๕ คือชาวบ้านพุทธทั่วไป สามารถงดเว้นสิ่งกล่อมพวกที่ ๑ (สุรา ยาเสพติด การพนัน) ได้ทั้งหมด และใช้สิ่งกล่อมพวกที่ ๒-๓ คือ กีฬา การบันเทิง ดนตรี และศิลปะ เป็นต้น ในแง่ที่จะเป็นสิ่งกล่อมเกลา เพื่อส่งเสริมความดีงาม และในทางที่เป็นการสร้างสรรค์ ได้อย่างเต็มที่

ก้าวต่อไป ผู้ปฏิบัติในระดับศีล ๘ จะหันไปสู่ความมีชีวิตที่เป็นอิสระ ซึ่งเน้นการพัฒนาด้านจิตใจและปัญญามากขึ้น โดยฝึกตนให้ลดการพึ่งพาสิ่งเสพบริโภคและวัตถุบำรุงบำเรอความสุข สามารถมากขึ้นๆ ที่จะเป็นอยู่ดีได้ง่าย และมีความสุขอยู่ในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาหรือเที่ยววิ่งหา

 
ที่มา : หนังสือจาริกบุญ จารึกธรรม
โดย พระพรพมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 21, 2012, 05:14:51 pm โดย ยาใจ »