ผู้เขียน หัวข้อ: ✿ สมาธิ กับแนวทางปฏิบัติ ✿ - พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)  (อ่าน 718 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



การปฏิบัติเจริญสมาธิ เจริญปัญญา
... ถ้าเน้นเรื่องสมาธิก่อนก็ใช้การกำหนด
หรือการจดจ่ออยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

เพราะสมาธิก็คือจิตที่อยู่ในอารมณ์เดียว
พอสมาธิมากขึ้น จิตก็จะไม่ไหลวอกแวก
ไปในอารมณ์อื่น เพราะฉะนั้น
การเน้นสมาธิก่อนก็จะกำหนดจดจ่อ
อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง


เช่น การกำหนดอยู่กับลมหายใจเข้าออก
เฉพาะกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
เมื่อจิตอยู่กับลมได้ ก็เกิดสมาธิ
หรือเพ่งอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของกาย
ก็ทำให้จิตมีสมาธิได้


แต่ถ้าไม่ได้เน้นเรื่องสมาธิก่อน
ก็ระลึกรู้ในสภาวะต่างๆ
ดูสภาวะรูปนามต่างๆ ได้
โดยเฉพาะบางท่านที่เมื่อเพ่งอยู่
ในอารมณ์เดียว อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
ก็มักจะเคร่งเครียด เคร่งตึง แน่นหน้าอก
หรืออาการต่างๆ ซึ่งก็ไม่เหมาะ
ที่จะไปเน้นในการจดจ่อ จดจ้องเพื่อทำสมาธิ


หากใช้การระลึกรู้สภาวะต่างๆ
ทั่วๆ ไป จิตก็จะไม่เพ่ง

​…

จริงอยู่ สมาธิอาจจะไม่มาก ไม่แน่น
แต่ก็มาได้ดีทางสติสัมปชัญญะ
ความรู้สึกตัว รู้ตัวทั่วพร้อมในสภาวะต่างๆ
เช่น เวลาที่เราอยู่ในสถานที่ไม่เงียบ
มีเสียงรถ เสียงคน เสียงก่อสร้าง
ถ้าเราไปเน้นเรื่องสมาธิ
เมื่อมีเสียงดังจิตก็จะหลุดลงมา
แล้วอาจจะทำให้เกิดความโกรธ
ความขัดเคืองใจ ทำให้เสียสมาธิ



แต่ถ้ามีการฝึกเจริญทางสติปัญญา
เจริญทางวิปัสสนา
ก็สามารถที่จะระลึกรู้อยู่กับเสียง
อยู่กับสิ่งกระทบสัมผัสทางหู
ทางตา ทางกาย ต่างๆ
เพราะเราไม่ได้เน้นเรื่องสมาธิ
แต่มาใช้การระลึกรู้เท่าทันต่อสภาวะต่างๆ
เช่น เสียงดังมากระทบหู ได้ยินเกิดขึ้น
จิตก็ไหวตัวจากกำหนดอยู่ภายใน
ขึ้นมารับรู้ …ก็จะเห็นธรรมชาติของจิต



ธรรมชาติของชีวิต
ที่มันเป็นของมันอย่างนี้
เสียงกระทบหู ได้ยิน ก็ดับไป
จิตไหวตัว ก็ดับไป
เป็นเหตุเป็นผล
เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอยู่
ซึ่งเป็นทางปัญญา เป็นทางวิปัสสนา
ได้เห็นธรรมชาติของชีวิตว่าเป็นอย่างนี้



ฉะนั้น ถ้าอยู่กับเสียง มีเสียงดัง
ก็ใช้เจริญทางวิปัสสนา ระลึกรู้สึกตัว
พิจารณาเห็นสภาวะต่างๆ
ไม่ต้องไปเน้นเรื่องสมาธิ
แต่คราวใดสถานที่มันเงียบ
…มันนิ่ง …ก็ทำสมาธิได้




“สมาธิกับแนวทางปฏิบัติ”
พระราชภาวนาวชิรญาณ
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี



✿ ✿ ✿----------------- ✿ ✿ ✿------------------✿ ✿ ✿

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/profile.php?id=100064859643754

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 08, 2025, 08:37:02 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



การต่อยอดจากสมาธิขึ้นมาสู่ทางวิปัสสนา
 ก็จะต้องใส่ใจที่ตัวสภาวะที่เป็นจริง
ในขณะนั้นๆ ว่าสิ่งที่เป็นจริงขณะนั้นมีอะไรบ้าง
 ความว่างไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง
 ขณะที่รู้สึกว่ามันว่าง ใครเป็นผู้รู้สึก
 นั่นก็คือ “จิต” เป็นสิ่งที่มีจริง

ความรู้สึกขณะที่ว่าง รู้สึกว่าว่าง
ใครเป็นผู้รู้ว่าง ก็คือ “จิต” มีจิตอยู่ขณะนั้น
​ถ้าจะเจริญมาทางปัญญา ทางวิปัสสนา
ก็ต้องใส่ใจที่”จิต”ขณะนั้น จะเป็นปรมัตถธรรม
เป็นสิ่งที่เป็นจริง ไม่ได้ใส่ใจที่ความว่าง
 ใส่ใจที่ “ผู้รู้” ที่รู้สึก


  ถ้าใส่ใจมาถูกก็จะกลายเป็นการระลึกรู้
สภาวะปรมัตถธรรม มีสติรู้เท่าทันต่อจิต
ในขณะนั้น กลายเป็น “จิตรู้จิต” ขึ้นมา
จิตผู้รู้ ดูจิตผู้รู้ ขึ้นมา
ทำอย่างไรจิตจึงจะเจอจิต จึงจะรู้จิต
มันอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน

ถ้ามัวตามหา ค้นหา
ก็จะเลยจากตำแหน่ง ต้องหยุด หยุดหา
หยุดดู หยุดรู้ พอหยุดดู หยุดรู้ ก็เจอจิต
หรือฝึกให้จิตรู้สึกตัวขึ้นมา


จิตมีความรู้สึกตัว จิตก็จะรู้ตัวจิต
ถ้าจิตไปมีอารมณ์เป็นความว่าง
มีอารมณ์เป็นนิมิต พอจิตรู้สึกตัว
มันก็จะกลับมารู้ตัว ก็จะทิ้งจากความว่าง
ทิ้งจากนิมิต มารู้ตัวจิต ก็จะเข้าทางวิปัสสนา
เพราะเป็นการรู้ปรมัตถ์
เป็นการต่อยอดจากสมาธิขึ้นสู่วิปัสสนาได้




“สมาธิ กับแนวทางปฏิบัติ”
พระราชภาวนาวชิรญาณ
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2024, 05:47:35 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ฝึกการให้รู้สึกตัวขึ้น
แม้จะไม่ใช่อยู่ในสมาธิก็รู้สึกตัวได้
แม้จะยืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่
คู้ เหยียด เคลื่อนไหวอยู่ ทำอยู่
พูดอยู่ คิดอยู่ ฟังอยู่ มองดูอยู่
ก็สามารถที่จะรู้สึกตัว กลับมารู้สึกตัวได้

ในชีวิตประจำวัน
ที่จะต้องฝึกหัดการรู้สึกตัวขึ้นมา
พอจิตรู้สึกตัว จิตก็จะรู้ตัวของจิต
และรู้กายได้ด้วย กายรู้ง่ายกว่าด้วย

เรื่องการรู้สึกตัวนี้ฝึกบ่อย ๆ เข้าก็เป็น

ดังนั้น คนที่ชอบเผลอ
จิตใจเลื่อนลอย ก็หัดรู้สึกตัวบ่อย ๆ
มันจะกลับคืนมา มามีสติอยู่กับเนื้อกับตัว

จิตที่มันไหลออกไป ส่งจิต
เผลอ จิตไหลออกไปข้างนอก
ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอรู้สึกตัว
ก็จะกลับคืนมาเอง
ไม่ต้องไปดึง ไปบังคับจิต

พอรู้สึกตัวมันก็จะกลับมาในตัว

เหมือนเจ้าของบ้านนั่งเหม่อลอย
นั่งคิดใจลอยไปไหน ๆ ไม่รู้ตัว
คิดถึงคนนั้นคนนี้

แต่ถ้าเจ้าของบ้านรู้สึกตัว
ก็จะทิ้งอารมณ์ภายนอก กลับมารู้ตัว

จิตก็เหมือนกัน
ขณะที่มันลอยไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้
ฟุ้งซ่านไป ถ้ารู้สึกตัวขึ้นมา
มันก็จะทิ้งอารมณ์ต่าง ๆ กลับมารู้ตัว

กลับมาเจอจิต จิตรู้จิตขึ้นมา
​เวลาที่จิตรู้ได้ ไม่ใช่จะตายตัว
ว่ารู้แล้วจะรู้ตลอด ไม่ใช่อย่างนั้น

เพราะทุกอย่างเกิด-ดับ

รู้สึกตัวได้มันก็ดับไป
ถ้าไม่รู้สึกตัวอีกก็ใจลอยอีก
เผลออีก คิดไปอีก ก็รู้สึกตัวใหม่
ซึ่งก็ต้องประกอบด้วยความเพียร
ต้องมีความเพียร
เพียรระลึก เพียรรู้สึกตัวอยู่เรื่อย ๆ


เมื่อระลึกรู้สึกตัวเป็นแล้ว
ก็ยังต้องประกอบด้วยความปล่อยวาง
บางคนรู้สึกตัวเป็น รู้สึกตัว ๆ หนักเข้า
ก็เคร่งตึง สมองตึง ตื่นตัวมาก ตึงตัวมาก

เพราะฉะนั้น ก็ต้องประกอบขึ้นมา
อีกส่วนหนึ่งก็คือ การรู้ปล่อยวาง
รู้สึกตัวแล้วปล่อยวาง รู้สึกตัวพร้อมปล่อยวาง
​การปล่อยวาง การละวาง การปล่อย

ใจก็จะเบา เบิกบานด้วย ตื่นรู้ด้วย
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทำให้จิตตื่นรู้ขึ้นมาเรื่อย ๆ

การปล่อยวางก็ทำให้จิตเบา
เบิกบานขึ้นมาด้วย

ดังนั้น ถ้าทำตรงนี้เป็น
มันก็เหมือนคลุมระบบ ระบบชีวิต
ระบบการทำงานของจิต การรับรู้อารมณ์
อยู่ในสายตา อยู่ในการดูแลได้หมด

คลุมได้ รู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็น
เท่ากับเข้าถึงการปฏิบัติวิปัสสนา
ที่จะทำให้มันสมบูรณ์ คือทั้งรู้ ทั้งละ
ผสมกลมกลืนกันไป

รู้ตรงต่อสภาวะที่กำลังปรากฎด้วย
วางเฉย ปล่อยวางอยู่ด้วย
พิจารณาสังเกตอยู่ด้วย

เป็นไปพร้อมมูลหมด
และมีการปล่อย ละ วาง
มันก็ได้ส่วน ไม่เพ่ง ไม่เคร่งตึง


การรู้สึกตัวก็ทำให้ไม่เผลอ
การปล่อยวางก็ทำให้ผ่อนคลาย
แล้วก็พิจารณาสังเกตความเป็นจริงอย่างนั้น
​…

เราฝึกตรงนี้ให้เป็น
ก็จะเอาไปใช้กับชีวิตประจำวัน
แม้แต่ขณะนี้ ขณะลืมตาอยู่ขณะนี้
ขณะฟังอยู่ขณะนี้

ถ้าเป็นผู้เจริญสติรู้สึกตัวเป็น
ก็จะรู้ตัวได้ มีสติระลึกรู้สึกตัวได้
แม้ตาก็มองอยู่ เห็นอยู่
ตาเนื้อก็มองเห็นข้างนอก
แต่ก็มีตาใน ตาใจที่จะรับรู้ภายใน
รู้สึกตัว รู้ระบบของกายที่มีความรู้สึก
ระบบของจิตใจ วิถีจิตที่เป็นไป
แล้วปล่อยวางอยู่ด้วย


ฟังอยู่ก็รู้สึกตัวได้ในการฟัง


คนที่ฟังแล้วไม่รู้สึกตัว
ก็จะไปตามสิ่งที่ฟังทั้งหมด
ก็ได้อย่างเดียว คือรู้เรื่องรู้ราวในสิ่งที่ฟัง
ได้ความเข้าใจในสิ่งที่ฟัง แต่ขาดความรู้ตัว

ก็จะไม่รู้สภาวะในกายใจ
ได้อย่างแต่เสียอย่าง


เพราะฉะนั้น ถ้าฟังไป ก็ฟังอยู่
แล้วก็รู้สึกตัวไป ระลึกไป สลับๆ กันไป
ฟังก็ยังรู้เรื่องแต่ก็รู้ในกาย ในใจด้วย

นี่คือ การที่จะนำไปใช้กับชีวิตจริง
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
ซึ่งไม่ได้หลับตา ลืมตาอยู่ ฟังอยู่
ได้ยินอยู่ คุยอยู่ ระลึกรู้สึกตัวไปได้
​…

การมี การฝึก จะมาคู่กับกาย
อาศัยกายเพื่อไปรู้ใจ

คนใหม่ๆ บางครั้งก็ต้องอาศัยสิ่งหนึ่ง
เพื่อรู้สิ่งหนึ่งเป็นข้อเปรียบเทียบ
รู้ไปตรงๆ ที่จิต ยังดูไม่เป็น ดูไม่ออก
ก็ต้องอาศัยอารมณ์เปรียบเทียบ
อาศัยกายเพื่อรู้ใจ

เช่น เวลากายเคลื่อนไหว
ก็รู้กายที่เคลื่อนไหว
แต่สังเกตว่ามีใจรู้อยู่ด้วย
กายที่เคลื่อนไหวกับใจที่รู้เคลื่อนไหว
มันคนละอย่างกัน

เคลื่อนไหวอยู่ที่ไหน อยู่ที่กาย
แล้ว “รู้” นั้น รู้อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจ

รู้เคลื่อนไหว ไม่ใช่เคลื่อนไหว
แต่ไปรู้เคลื่อนไหว

หรือเวลาเรามอง มองพระพุทธรูป
มองนาฬิกา มองไฟ

“การมอง” กับ “พระพุทธรูป”
ไม่ใช่อันเดียวกัน

มองดวงไฟ “ดวงไฟ” กับ “การมอง”
มันคนละอย่างกัน

“เคลื่อนไหว” กับ “รู้เคลื่อนไหว”
ก็คนละอย่างกัน

“เคลื่อนไหว”นั้นเป็นรูป
แต่ “รู้เคลื่อนไหว” เป็นนาม เป็นจิต


มันมีสภาวะอยู่ ๒ ด้าน
เคลื่อนไหว กับ รู้
ถ้าเจริญสติให้ได้ ๒ อย่าง ก็จะรู้ได้


รู้ทั้งเคลื่อนไหว รู้ทั้งใจที่รู้ในขณะนั้น ๆ

เวลากายเคลื่อนไหว
ก็รู้สึกได้ว่าเคลื่อนไหว
ขณะเดียวกันก็รู้ใจที่รู้ด้วย

กายไหว ใจรู้ กำหนดดูทั้งรู้ทั้งไหว

รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้ใจที่รับรู้

บางท่านจำคำสอนแค่นี้
ก็สามารถไปปฏิบัติ
ในชีวิตจริงประจำวันได้

คำสอนย่อ ๆ
“ รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจที่รับรู้ “


แต่ก็ไม่ใช่เพียงท่องเท่านั้น
มันรู้สึก มันเห็น มันรับรู้ได้จริง
ว่าสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหว

สิ่งหนึ่งรู้ สิ่งหนึ่งรู้ สิ่งหนึ่งเคลื่อนไหว
เห็นเคลื่อนไหว กับเห็นใจที่รู้นั้น
คนละอย่างกัน อาศัยสิ่งหนึ่ง
คืออาศัยกาย เพื่อไปรู้สิ่งหนึ่งคือใจ




“สมาธิ กับแนวทางปฏิบัติ”
พระราชภาวนาวชิรญาณ
หลวงพ่อสุรศักดิ์



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2024, 05:45:51 pm โดย ยาใจ »