ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะหลับสบาย - โดย ท่าน ว.วชิระเมธี  (อ่าน 4373 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
ธรรมะหลับสบาย - โดย ท่าน ว.วชิระเมธี
« เมื่อ: มิถุนายน 21, 2011, 08:36:50 am »
ธรรมะหลับสบาย
ข้อคิดสลัดตัวโกรธ จากชีวิตและเตียงนอน
โดย ว.วชิระเมธี

รากแก้วของความโกรธ

ปราณ

          ครูขอบใจมากสำหรับจดหมายที่ส่งตรงมาจากลอนดอนตามที่เคยสัญญาเอาไว้ ตอนนี้เมืองไทยของเราอากาศกำลังอยู่ในช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดี ครูเองก็กำลังง่วนอยู่กับการเขียนตำราและนำภาวนาบ้างในบางวัน ซึ่งเท่าที่ครูสังเกตดูสองสามปีมานี้มีคนรุ่นใหม่หันมาสนใจการบำเพ็ญจิตภาวนาเพิ่มขึ้น เอาไว้วันหลังมีโอกาสเหมาะ ๆ  ครูจะขยายความเรื่องนี้ให้ฟังอีกที

          วันวานมีลูกศิษย์ของครูคนหนึ่งโทรศัพท์ทางไกลมาหาครู เท่าที่ฟังจากปลายสาย ครูรู้ว่าเขากำลังทุกข์มาก ประโยคแรกที่เขาขอร้องกับครูก็คือเขาขอให้ครูช่วยทำให้หายโกรธด้วย เธอเชื่อไหมว่า คนที่เป็นนายคนไม่น้อยกว่าห้าสิบคนในบริษัทแห่งหนึ่ง สำเร็จการศึกษามาจากเมืองนอก บริหารธุรกิจนับร้อยล้าน แต่ไม่สามารถบริหาร “อารมณ์โกรธ”  ของตนเองได้

          คนอย่างนี้ควรจะเรียกว่า ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวดี

          อย่างไรก็ตาม ครูได้เตือนให้เขาสงบจิตใจและฟังครู เขาทำตามอย่างว่าง่าย เพราะคบหากับครูมานานแล้ว ครูบอกให้เขาชูมือของตัวเองขึ้นมาแล้วลองพินิจดูว่า นิ้วแต่ละนิ้วนั้นสั้นยาวเท่ากันหรือเปล่า ครูบอกเขาว่าถ้าเธออยากให้นิ้วโป้งยาวกว่านิ้วกลาง อยากให้นิ้วนางยาวเท่านิ้วชี้ เธอก็จะทุกข์ทันที เขาถามว่าทำไม ครูตอบว่า เพราะความอยากที่สวนทางกับธรรมชาติของความเป็นจริงเช่นนั้น  ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้เลย

          เมื่อความอยาก เดินสวนทางกับความเป็นจริง มีหรือที่เธอจะไม่ทุกข์

          เธอคงเริ่มสงสัยว่า แล้วนิ้วทั้งห้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ครูจะขยายความให้ทราบอยู่เดี๋ยวนี้แหละ เพราะต้นตอแห่งความโกรธของลูกศิษย์ของครูคนนั้น มาจากการที่ลูกน้องของเขาคนหนึ่ง
ทำงานชิ้นสำคัญไม่เสร็จ ตรงตามเวลาที่เขากำหนดเอาไว้ เมื่อลูกน้องมารายงานให้ทราบว่า งานไม่เสร็จตามเป้าหมายจึงเกิดการ “เทศน์นอกธรรมาสน์” กันขึ้น

          เมื่อต่างฝ่ายต่างก็แรงเข้าหากัน เพราะถือว่าต่างก็มีดีด้วยกันทั้งคู่ อหังการ/ฉันแน่)สุดท้ายลูกน้องคนนั้นซึ่งเป็นคนสำคัญของบริษัท เป็นฝ่ายหมดความอดทนก่อน เขาจึงประกาศขอลาออกและให้สัตย์สาบานว่าจะไม่มาเหยียบที่บริษัทนั้นอีก ซ้ำยังท้าทายด้วยว่า ถ้าขาดเขาเสียคนหนึ่ง บริษัทจะไปไม่รอด เพียงเท่านี้แหละเธอเอ๋ย ลูกศิษย์ของครูซึ่งเป็นผู้บริหารโกรธจนตัวสั่นที่ถูกท้าทาย แต่พอลูกน้องเดินลับสายตาออกไปแล้ว ความเสียใจอย่างลึกซึ้งก็เคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ความโกรธ คราวนี้ไม่โกรธลูกน้องแล้ว แต่เป็นการโกรธตัวเอง ที่ไม่รู้จักหักห้ามใจตนจ นทำให้คนของตัวเอง ซึ่งคบหาพึ่งพากันมานาน ต้องมาเลิกร้างห่างเหินกันไปอย่างไม่ไยดี

          เธอลองคิดดูสิว่า หากเธอเป็นนายคนแล้วเสียลูกน้องมือดีไปแบบกู่ไม่กลับอีกแล้ว เธอจะโกรธตัวเองไหม จะเสียใจไหม หากเป็นครู  ครูก็คงเสียใจไม่น้อย

           แต่ที่ครูเสียใจไม่ใช่เพราะเสียดายเขา แต่เสียใจที่ครูปล่อยให้เขากับครู เกิดความบาดหมางระหว่างกันขึ้นมาจนได้

          ครูถือคติว่า เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่ง ไม่ควรโกรธหรือเป็นศัตรูกับใคร  และไม่ควรสร้างเงื่อนไขให้ใครต้องมาเป็นศัตรูกับเรา คนจีนเขาสอนลูกหลานกันมานานหลายชั่วคนแล้วว่า
 
     “มีมิตร ๕๐๐ คนยังน้อยไป   มีศัตรู ๑ คนก็นับว่ามาเกินพอ”

          คนเรากว่าจะคบกัน เรียนรู้กัน เชื่อใจกัน  และร่วมมือร่วมใจกันลงหลักปักฐานทำงานอะไรสักอย่างหนึ่งจนเติบโตมาด้วยกัน ทั้งความสัมพันธ์และความสำเร็จทางธุรกิจ  ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันนานเหลือเกิน แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีก็กลับมาแตกคอกันเอง กลายเป็นน้ำแยกสายไผ่แยกกอ เพียงเพราะตกเป็นทาสของความโกรธชั่ววูบเดียว

          เรื่องอย่างนี้เป็นใครก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปเราได้ค้นพบว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด  ความเสียใจซึ่งมันควรจะจบไปแล้วในอดีตก็จะวกกลับมาทำร้ายเราซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่ครั้งกี่หน    เพราะเหตุนี้เอง  ครูถึงได้บอกว่า เกิดมาเป็นคนกับเขาชาติหนึ่งแล้ว อย่าได้เป็นศัตรูกับใครเขาเลย    เพราะไม่เพียงแต่เราจะเจ็บปวดจากการทำร้ายของศัตรูเท่านั้น หากเราเองยังจะต้องเจ็บปวดเพราะการทำร้ายตัวเองด้วย  “ความทรงจำอันเลวร้าย”   ที่แทรกตัวอยู่ในจิตใจสำนึกของเราเองอีกต่างหาก

          ครูบอกเขาว่า นิ้วทั้งห้าของคนเรานั้นสั้นยาวไม่เท่ากันฉันใด คนทุกคนต่างก็มีศักยภาพทางสติปัญญาไม่เท่ากันฉันนั้น ก่อนที่เราจะดุใครหรือโกรธใคร ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง เพื่อน คนรัก หรือลูกศิษย์ของเราก็ตาม จึงควรถามตัวเองก่อนว่า เราใช้เขาให้สอดคล้องกับศักยภาพอันแท้จริงของเขาหรือไม่  เพียงไร  Put the right man on the right job)หากเราคิดเช่นนี้ทุกครั้งก่อนที่จะดุหรือตำหนิคนอื่น เราจะพบว่าแท้ที่จริงแล้ว คนที่ควรตำหนิมากที่สุดก็คือตัวของเรานั่นเอง เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้ครูนึกถึงกวีนิพนธ์บทหนึ่งว่า

         เมื่อพูดไปเขาไม่รู้กลับขู่เขา                  ว่าโง่เง่างมเงอะเซอะนักหนา
          ตัวของตัวทำไมไม่โกรธา                      ว่าพูดจาให้เขาไม่เข้าใจ


          เมื่อครูพูดมาถึงตอนนี้ ครูสังเกตเห็นว่าเสียงของคู่สนทนาค่อยแจ่มใสขึ้น และสุดท้ายเขาก็สามารถหัวเราะเยาะความโง่เขลาของตัวเองได้อย่างอาจหาญ เขาสัญญากับครูว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก และครูเองก็ดีใจที่วันรุ่งขึ้นเขาโทรศัพท์มาบอกครูว่า เขา “เคลียร์” ทุกอย่างให้จบลงด้วยดีแล้ว ครูถามเขาว่าทำได้อย่างไร

       “ขอโทษครับ  ผมผิดเอง”

          คือคำตอบที่เขาใช้กับลูกน้องคนสำคัญของตัวเอง และด้วยถ้อยคำง่าย ๆ เพียงไม่กี่คำนี้เอง    ฟ้าหลังฝนก็กลับมาสดใสเหมือนเดิม

          ปราณ  เธอคงงงมากสินะว่า คำว่า “ขอโทษครับ  ผมผิดเอง”  มีปาฏิหาริย์มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ

          ตามหลักทางจิตวิทยาเธอก็คงรู้ดีว่า มนุษย์ทุกคนล้วนอยากให้คนอื่นมองเห็นตนว่าเป็นคนสำคัญและต่างก็มี  “ปม”  ด้วยกันทั้งนั้น มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ภูมิหลังของใครของมัน คนบางคนก็มีปมอยากเด่น บางคนก็มีปมด้อยที่อยากปกปิด บางคนก็มีปมที่อยากชดเชยให้กับตัวเอง แต่ปมทั้งหมดนั้น พระพุทธเจ้าของเราทรงใช้คำสั้น ๆ เรียกมันว่า  “ตัวกู”  และเรื่อง  “ของกู”  เท่านั้นเอง

          โดยเฉพาะเรื่อง  “ตัวกู”  นั้นสำคัญยิ่งกว่า “ของกู”  อีกหลายเท่าตัวทีเดียว เพราะถ้าไม่มี  “ตัวกู”  ความรู้สึกว่า  “ของกู”  ก็ไม่เกิดตามมา

          ที่ลูกน้องระดับ  “มืออาชีพ”  ของเขารีบหายโกรธเจ้านายทันทีหลังจากที่ได้ยินคำว่า  “ขอโทษครับ  ผมผิดเอง”  นั้น    ก็เป็นเพราะเขาซึ่งเป็นผู้ฟังอยู่รู้สึกว่า  “ตัวกู”  ของเขาไม่ผิด    ตัวกูของเจ้านายต่างหากที่ผิด    เมื่อผลักความรู้สึกผิดออกไปจากอกของตัวเองเสียได้และมีคนมารับช่วงเป็นเจ้าของความผิดแทนตัวกูของเขาก็เป็นไทและพ้นจากความผิด     ส่วนการที่เจ้านายขอให้เขากลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่งนั้น    ก็เป็นเพราะผู้ฟังรู้สึกว่าตัวกูของเขาได้รับการเชิดชูให้ลอยเด่นขึ้นมา    โดยผู้ที่ยกให้ลอยนั้นเป็นเจ้านายของเขาเสียด้วย   เขาจึงยอม

          เรื่องนี้ฟังดูก็เหมือนง่าย แต่ความจริงมันยากมากทีเดียวที่จะทำให้เป็นจริงในทางปฏิบัติ    เพราะคงจะมีคนที่เป็นนายคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ยอมลด  “ตัวกู”  ของตัวเองให้อยู่ต่ำกว่า  “ตัวกู”  ของลูกน้อง

          ตรงนี้แหละที่ครูถือว่าเป็นเคล็ดลับของการบริหารตัวกูละ

          ถ้าเธอเข้าใจเรื่อง  “ตัวกู”  ทั้งของตนและของคนอื่น   เธอก็ควรจะรู้ว่าถ้าเธออยากอยู่กับคนทั้งโลกอย่างมีความสุขก็จงถือคติ

๑.อย่าดูหมิ่นตัวกูของใคร
๒.อย่าอวดตัวกูข่มใคร  เพราะจะทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างตัวกู
๓.อย่าขโมยตัวกูของใครมาเป็นตัวกูของตัวเอง (อันเดียวกับขโมยลิขสิทธิ์นั่นเอง)
๔.อย่ามีตัวกูแทรกอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก


          คนเราทุกคนรักตัวกูยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด   ที่โกรธ  เกลียด  ชิงชัง  ทำลายล้างกันอย่างมโหฬารอยู่ทุกวันนี้   ล้วนมีที่มาจากเจ้า  “ตัวกู”  นี้ทั้งนั้น    เจ้าตัวกูนี้ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะกำจัดมัน    บางมีมันก็ขยายตัวจนกลายเป็นตัวกูระดับประเทศหรือระดับโลก  อย่างตัวกูของประเทศสหรัฐอเมริกา  เป็นต้น ซึ่งใคร ๆ แตะไม่ได้เลย

          ตัวกูจึงเป็นรากฐานที่ตั้งที่เกิดของความโกรธทุกระดับชั้น ตั้งแต่ความโกรธของปัจเจกชนไปจนถึงความโกรธของคนทั้งประเทศและของโลก ถ้าเราหมดตัวกูได้เมื่อไร  ก็หมดความโกรธ  หมดปัญหา และหมดทุกข์  เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ผู้หมดตัวกูแล้ว ท่านถึงไม่เคยต่อล้อต่อเถียงหรือโกรธกับใครเขาทั้งโลกเลยยังไงล่ะ

ครูเอง


คัดลอกจาก
คุณกอบ  เว็บลานธรรม