ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352822 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #225 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2016, 10:34:17 am »



เคยสังเกตไหมว่าสิ่งที่ให้ความสุขแก่เรา ก็สามารถทำให้เราทุกข์ได้เช่นกัน

รถยนต์คันใหม่ทำให้เราปลื้มเปรมไปได้ทั้งวัน แต่ก็ทำให้เราอดกังวลไม่ได้เวลาจอดทิ้งไว้ในที่เปลี่ยว หรือถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับหากมันถูกขโมยไป

ไม่ว่าลูก หรือ คนรัก ล้วนนำความสุขอย่างล้นหลามมาให้แก่เรา แต่ก็สามารถทำให้เราเป็นทุกข์ย่ำแย่ได้หากเขาไม่เป็นไปตามใจเรา

คนที่ภาคภูมิใจในทรวดทรงของตน ไม่ช้าไม่นานก็ต้องระทมทุกข์เพราะสิ่งเดียวกัน ถึงวันนั้นทรวดทรงอาจแปรเปลี่ยนไป หาไม่มันก็กลายเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายขึ้นมา

ใครที่ปลื้มปีติกับชื่อเสียงของตน ก็มักเป็นทุกข์เพราะความเด่นดังของตนเช่นกัน อย่างน้อยเวลาจะควงกับใครก็ต้องระวังว่าจะมีคนเห็นหรือมายุ่มย่าม

สุขกับทุกข์เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน มันสามารถพลิกกลับไปกลับมาได้

ด้วยเหตุนี้เวลาจะมีความสุขกับอะไรหรือใครก็ตาม อย่าเพลินกับความสุขจนท่วมท้นใจ หรือหมดเนื้อหมดตัวไปกับอารมณ์เหล่านั้น ควรเผื่อใจไว้รับมือกับความผันผวนปรวนแปรที่ไม่ถูกใจเรา วันนี้ทุกอย่างเป็นไปตามใจหวัง แต่พรุ่งนี้อาจกลายเป็นตรงกันข้าม

พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 17, 2016, 02:46:21 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #226 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2016, 10:38:27 am »



Saranwalai Pitikunpongsuk Cherry - ปุจฉา อยากถามหลวงพ่อค่ะว่า อะไรคือแก่นของธรรมะ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - ขึ้นอยู่กับว่าคุณนิยาม “แก่นของธรรมะ”ว่าอย่างไร

ถ้าหมายถึงสาระสำคัญของธรรมะ หรือคำสอนที่สรุปใจความของพุทธศาสนาได้ดีที่สุด คำตอบก็คือ“การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตของตนให้ขาวรอบ”

จะตอบว่า อริยสัจ ๔ ก็ได้

ถ้าหมายถึงคำสอนที่ลึกซึ้งที่สุด คำตอบก็คือ คำสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาท

ถ้าหมายถึงหลักธรรมที่ทำให้พ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง คำตอบก็คือ คำสอนที่ว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2016, 10:40:19 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #227 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 29, 2016, 10:42:18 am »



ทำบุญเพื่อลดกิเลส

ความเป็นห่วงว่าจะได้บุญหรือไม่ต่างหาก ที่ทำให้ใจเศร้าหมอง บุญย่อมลดลงตามส่วน หรือทำบุญแล้วอยากได้อานิสงส์มาก ๆ บุญก็น้อยลงไปด้วย เพราะใจนั้นมีกิเลสเจือปน ตรงข้าม หากทำบุญแล้ว มุ่งประโยชน์แก่ผู้รับ ไม่ปรารถนาหรือคาดหวังประโยชน์ที่จะเกิดแก่ตนเลย คือทำบุญด้วยใจปล่อยวางอย่างแท้จริง กลับจะได้บุญมาก

ใครที่ทำบุญแล้วอยากได้โน่นได้นี่ หรือเป็นนั่นเป็นนี่ พึงพิจารณคำสอนของพระสารีบุตรที่ว่า

“บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้ทานเพราะเห็นแก่อุปธิสุข(โลกียสุข) ย่อมไม่ให้ทานเพื่อภพใหม่ แต่ บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทานเพื่อกำจัดกิเลส เพื่อไม่ก่อภพต่อไป”


พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2016, 10:45:39 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #228 เมื่อ: มีนาคม 01, 2016, 02:53:43 pm »



เมื่อมีความทุกข์ใจ ผู้คนมักมองว่าสาเหตุอยู่ที่คนอื่นหรือสิ่งอื่น เช่น ดินฟ้าอากาศแปรปรวน เศรษฐกิจผันผวน หนี้สินท่วมตัว หรือโรคร้ายถึงตาย แต่แท้จริงแล้วตัวการสำคัญอยู่ที่ใจเรา ซึ่งยึดติดถือมั่นปรุงแต่งในทางร้าย หรือมองเห็นแต่แง่ลบ หมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรือ พะวงกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

หากวางใจให้ถูก ทุกข์ใจก็จะคลายลง แม้ปัญหาภายนอกจะยังอยู่ แต่ใจก็ไม่กลัดกลุ้มอีกต่อไป กลับมีเรี่ยวแรงที่จะแก้ไขตามกำลังที่มี

ชีวิตมีทางออกเสมอหากกลับมามองที่ใจเรา อย่าเสียเวลากล่าวโทษคนอื่นหรือก่นด่าชะตากรรม แต่หันมาใคร่ครวญด้วยสติปัญญา ไม่ช้าทางออกย่อมปรากฏ แต่เมื่อพบแล้วสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือก้าวเดิน หากไม่เดินหรือไม่ลงมือปฏิบัติ ก็มิอาจออกจากทุกข์ได้


พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 01, 2016, 02:57:02 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #229 เมื่อ: มีนาคม 09, 2016, 01:17:47 pm »



คนมักจะคิดว่าเงินซื้อความสุขได้ แต่เงินทำได้อย่างมากแค่เช่าความสุข หมายความว่าได้มาชั่วคราวแล้วก็ต้องคืนไป มีความสุขประเดี๋ยวประด๋าวแล้วความสุขก็หายไป

เคยมีคนทำวิจัย เรื่อง ความรู้สึกของคนที่ถูกลอตเตอรีในอเมริกา...เขาสัมภาษณ์คนประมาณพันคน อีกหนึ่งปีต่อมาก็ไปสัมภาษณ์เรื่องความสุข ผลการวิจัยคือ ประมาณ 90% ความสุขของคนที่ถูกรางวัลมีอายุ 6 เดือน แล้วความสุขก็ลดลง อาจจะเป็นเพราะว่าเริ่มชินชากับความสะดวกสบายที่ได้รับ ตอนที่ยังไม่มีบ้านติดแอร์ พอติดแอร์แล้วก็มีความสุข ผ่านไปสองสามเดือนก็เฉยๆ แล้ว

อยากได้ห้องน้ำทองคำ อ่างอาบน้ำทองคำ คุณดิ้นรนหาเงินมาเพื่อจะให้ได้ห้องน้ำทองคำ อ่างอาบน้ำทองคำ คุณดีใจอยู่สี่ห้าเดือนก็รู้สึกเฉย ๆ แล้วคุณก็ต้องดิ้นรนใหม่อีกใช่ไหม?


พระไพศาล วิสาโล

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #230 เมื่อ: มีนาคม 09, 2016, 01:21:48 pm »



✦ Ake Han ปุจฉา - กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ ผมรบกวนสอบถามครับว่าในพระพุทธศาสนา มีสอนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารเวลาไว้ไหมครับ ได้กล่าวไว้ว่าอย่างไรครับ ผมกำลังศึกษาเรื่องการบริหารเวลา เพื่อรวบรวมในการเขียนบทความครับ จึงขอรบกวนพระอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

✦ พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - เท่าที่อ่านมา อาตมายังไม่พบว่าในพระไตรปิฎกมีพูดถึงเรื่องบริหารเวลา คงเป็นเพราะการบริหารเวลาเป็นแนวคิดของคนสมัยใหม่ ที่เวลากลายเป็นเงินเป็นทอง เนื่องจากมีกิจมากมายจนทำไม่ทัน

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับเวลาก็คือ การอยู่กับปัจจุบัน กล่าวคือ อย่ามัวอาลัยอดีต หรือกังวลกับอนาคต แต่ควรเร่งทำกิจปัจจุบันให้ดีที่สุด ทั้งนี้โดยตระหนักว่าชีวิตนั้นไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่แน่นอน จึงควรทำสิ่งดีที่สุดเสียแต่บัดนี้ ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

การอยู่กับปัจจุบัน ยังหมายถึงการมีสติตามรู้สิ่งที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งตามทันสิ่งที่รับรู้เกี่ยวข้องในขณะนั้น ๆ ปัจจุบันในความหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่เวลา แต่หมายถึงสิ่งที่กำลังทำหรือรับรู้อยู่ในขณะนั้น ๆ


ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #231 เมื่อ: มีนาคม 09, 2016, 01:24:33 pm »



ตามกิเลส >> ต้านกิเลส >> รู้ทันกิเลส

การปฏิบัติในพุทธศาสนาจึงเริ่มต้นด้วยการ "ต้านกิเลส" ไม่ใช่ "ตามกิเลส" เริ่มตั้งแต่ทาน การให้ทานเป็นการต้านกิเลสโดยตรงเลย ปกติคนเราย่อมมีความหวงแหนเงินทอง อยากเก็บสะสมให้มาก ไม่อยากแบ่งปัน พระพุทธศาสนาจึงสอนเรื่องการให้ทาน เพื่อทำให้กิเลสส่วนที่เป็นความตระหนี่บรรเทาเบาบาง เป็นการทวนกระแสกิเลส

อยากย้ำว่า เราไม่ได้ให้ทานเพียงเพราะว่าเรามีจิตเมตตาเท่านั้น แม้จะไม่มีจิตเมตตาเลย แต่รู้อยู่ว่ามีกิเลส มีความโลภ มีความเห็นแก่ตัวอยู่ ผู้ฉลาดย่อมพยายามสละออกไป ด้วยการให้ทาน การให้ทานคือการต้านกิเลสฝ่ายโลภะโดยตรง

แต่ว่าระยะหลังเราให้ทานกันไม่ถูกต้อง คือให้ทานแล้วกลับเพิ่มพูนกิเลส เช่น บริจาคหรือทำบุญ ๑๐ บาท ก็ขอให้ถูกล็อตเตอรี่เป็นล้าน ให้ทานแต่ละอย่าง ทำบุญแต่ละอย่างก็หวังรวย หวังมั่งมี อันนี้ไม่ใช่เป็นการต้านกิเลสแต่กลายเป็นตามกิเลส การทำบุญอย่างนี้จะได้ผลน้อย การให้ทานแบบนี้จะไม่ช่วยทำให้จิตใจโปร่งเบา เพราะว่าเป็นการพอกพูนกิเลส แต่ถ้าทำอย่างถูกต้องแล้ว คือให้เพื่อช่วยเหลือเขาจริง ๆ ไม่หวังประโยชน์เข้าตัว ก็จะช่วยบรรเทาอำนาจของกิเลสทีละน้อย ๆ

นอกจากทานแล้ว ศีลก็เหมือนกัน โดยเฉพาะศีล ๕ ชัดเจนมาก เป็นการต้านกิเลสส่วนที่เป็นโลภะ โทสะ โมหะ โทสะ คือ ความโกรธ อยากจะทำร้าย อยากจะเบียดเบียน อยากจะเอาชีวิตเขา ก็มีศีลข้อที่ ๑ มาคอยกั้นเอาไว้

ส่วนศีลข้อที่ ๒ ก็เป็นการต้านโลภะ คือ ความอยากขโมย อยากช่วงชิงทรัพย์สินของเขา

ศีลข้อที่ ๓ ก็เหมือนกัน เป็นการต้านราคะ คือความอยากจะแย่งชิงคนรักของเขา หรือลูกสาวของเขา

ศีลข้อที่ ๔ ต้านโทสะที่อยากทำร้ายเขาด้วยการโกหกพูดเท็จ

ศีลข้อที่ ๕ ต้านโมหะคือความหลงอันเกิดจากการเสพสุรายาเมา

ศีล ๘ หรือศีล ๑๐ ก็มีจุดหมายทำนองเดียวกันคือเพื่อต้านกิเลส ได้แก่ความอยากเสพความสุขทางกาม เช่น การกินอาหารปรนเปรอตน การประดับประดาด้วยเครื่องหอม เสพสิ่งบันเทิงเริงรมย์ การละเล่นสนุกสนาน หรือการเพลินในการนอน เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นการต้านกิเลสทั้งนั้น

จากศีลแล้วก็มาถึงภาวนา ภาวนามี ๒ ส่วน เรียกว่า สมถภาวนา กับวิปัสสนาภาวนา หรือว่าสมถกรรมฐานกับวิปัสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานยังเป็นการต้านกิเลสอยู่ แต่เป็นการต้านที่แยบคายกว่า เช่น

เมื่อมีโทสะก็เอาเมตตา หรือกรุณามาบรรเทาความโกรธ เวลาเราโกรธ จิตใจจะร้อนรุ่ม แต่พอเราตั้งจิตปรารถนาดี หรือแผ่เมตตาให้เขา ใจก็จะเยือกเย็น เหมือนกับว่าเอาน้ำมาดับไฟ

หรือเวลาเกิดตัณหา ราคะขึ้นมา วิธีการแบบสมถะก็คือ พิจารณาอสุภกรรมฐาน นึกถึงซากศพหรือความไม่งามของร่างกาย ก็จะทำให้ราคะฝ่อลง เพราะเจอธรรมะคู่ปรปักษ์ ราคะต้องเจอกับอสุภะ นี้ก็เป็นการต้านกิเลสแบบหนึ่ง เป็นการทวนกิเลส จะเรียกว่าเป็นการ “ย้อนศรกิเลส” ก็ได้

เวลาหลงใหล มัวเมา เพลิดเพลินในความสุข ก็นึกถึงความตาย คือพิจารณามรณสติ ทำให้เกิดความสังเวช เกิดความตื่นตระหนก หรือเกิดความกลัวขึ้นมา ทำให้ความหลงใหลเพลิดเพลิน

ในความสุขฝ่อลง ถ้าจิตฟุ้งซ่านล่ะ ก็ใช้วิธีบังคับหรือ กำหนดจิตให้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น ลมหายใจบ้าง ท้องพองยุบบ้าง ความฟุ้งซ่านก็สงบลงไปได้ ทั้งหมดนี้เรียกรวม ๆ ว่าเป็นการต้านกิเลสเหมือนกัน แต่ว่าเป็นการต้านด้วยการบังคับควบคุมจิต ไม่ใช่การบังคับควบคุมกายหรือวาจา เหมือนกับทานและศีล

แต่ถามว่าเท่านี้พอไหม แทนที่จะตามกิเลส ก็ต้านกิเลส แค่นี้ยังไม่พอนะ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมี วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่การต้านกิเลส แต่เปลี่ยนมาเป็นการ "รู้ทันกิเลส" ตรงนี้คนที่ถนัดกับการต้านกิเลส อาจรู้สึกว่าทำยาก เพราะว่าถูกฝึกมาให้ต้านกิเลสอย่างเดียว โดยเฉพาะคนที่ใฝ่ธรรมะ เราถูกสอนมาว่าต้องต้านกิเลสอย่างเดียว ทานก็ดี ศีลก็ดี หรือการกดข่มอารมณ์ ที่เป็นอกุศล ล้วนเป็นไปเพื่อต้านกิเลสทั้งนั้น

ดังนั้นพอมาทำวิปัสสนา หรือเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นบาทฐานของวิปัสสนา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้านกิเลส เวลามีความโกรธ ความหงุดหงิดเกิดขึ้น หรือแค่ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ก็จะเข้าไปจัดการกับมัน ด้วยการกดข่ม เวลามีนิวรณ์เกิดขึ้น เช่น ความง่วงเหงา หาวนอน (ถีนมิทธะ) ความฟุ้งซ่าน (อุธัจจกุกกุจจะ) ความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) ความปรุงแต่งทางกาม (กามฉันทะ) หรือความหงุดหงิดขุ่นเคืองใจ (พยาบาท) นักปฏิบัติจะมองว่านิวรณ์เหล่านี้เป็นกิเลสที่จะต้องกด ต้องข่ม ต้องจัดการ แต่ใช้วิธีนี้อย่างเดียวไม่พอแล้ว จะตามกิเลสก็ไม่ใช่ จะต้านกิเลสตะพึดตะพือก็ไม่ถูก โดยเฉพาะในขั้นของการบำเพ็ญทางจิต ที่เรียกว่า วิปัสสนา หรือสติปัฏฐาน ถึงขั้นนี้ ต้องยกระดับมาสู่การรู้กิเลสหรือรู้ทันกิเลสแทน อันนี้จะเรียกว่าเป็นทางสายกลางก็ได้

พอปฏิบัติมาถึงจุดหนึ่ง ตามกิเลสก็สุดโต่ง ต้านกิเลสก็สุดโต่ง ถ้ามาถึงขั้นเป็นวิปัสสนาแล้ว เราจะต้องยกจิตมาสู่ทางสายกลาง คือรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับใจ รู้ความเปลี่ยนแปลงของใจ ที่จริงก็รวมไปถึงกายด้วย ไม่ว่าทุกขเวทนาหรือสุขเวทนาก็ตาม

พอมาถึงขั้นที่เป็นการเจริญสติ หรือวิปัสนาแล้ว จะไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง ในขั้นสมถกรรมฐาน เรายังเอาเมตตามาข่มโทสะ เอาอสุภะมาข่มราคะ แต่พอถึงจุดที่เป็นการเจริญสติปัฏฐาน เพื่อเป็นบาทฐานสู่วิปัสสนา เราต้องเปลี่ยนวิธีการ คือหันมาเรียนรู้ที่จะดูใจของตนอย่างเป็นกลาง อะไรเกิดขึ้นก็สักแต่ว่ารู้ ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน รู้เฉย ๆ โกรธก็รู้ ดีใจก็รู้ ชอบก็รู้ ชังก็รู้ ยินดีก็รู้ ยินร้ายก็รู้ ตรงนี้ดูเหมือนง่าย เพราะว่าไม่ต้องทำอะไรนอกจากรู้ แต่ว่าความเคยชินเดิม ๆ ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะเผลอใช้วิธีการเดิม ๆ ก็คือไปกด ไปข่ม ไปต้านกิเลส


พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 09, 2016, 01:28:52 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #232 เมื่อ: มีนาคม 11, 2016, 12:42:09 pm »



สังคมสมัยใหม่นั้นเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและความวุ่นวาย ความสงบกลายจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนเสาะแสวงหามากขึ้น ทุกวันนี้ใครต่อใครพากันดั้นด้นไปยังสถานที่ที่สงบสงัด เสียเงินเท่าไรก็ไม่ว่าขอได้อยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรสักระยะหนึ่ง ความสงบจึงมีค่าดั่งทองคำ แต่บ่อยครั้งแม้พาตนมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ แวดล้อมด้วยความสงบสงัดแล้ว แต่ใจหาได้สงบตามด้วยไม่ เพราะครุ่นคิดวิตกกังวลต่าง ๆสารพัด หลายคนได้ตระหนักว่า ความสงบภายนอกนั้นเอื้อให้ใจสงบก็จริง แต่ก็ไม่เสมอไป ใช่แต่เท่านั้น ภายนอกไม่ว่าสงบเพียงใด ก็ไร้ความหมายหากใจไม่สงบไปด้วย

แม้สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลอย่างมากต่อใจเรา แต่จะพบความสงบใจได้ก็ไม่จำเป็นต้องหนีไปอยู่ป่าหรือเข้าวัด แทนที่จะสอดส่ายแสวงหาสถานที่เงียบสงบ ลองกลับมาดูใจเรา สังเกตอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน นี้คือจุดเริ่มต้นของการสัมผัสความสงบกลางใจเรา เมื่อใดก็ตามที่รู้จักใจของเราดีพอ จะพบว่าความว้าวุ่นฟุ้งซ่านหรือร้อนรนในใจนั้น ไม่ได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม หากอยู่ที่ความยึดอยากอันเกิดจากอำนาจของความหลง แค่ลืมตัว ใจก็เป็นทุกข์ได้ทันที ถ้าอยากให้ใจสงบ เพียงแค่มีความรู้สึกตัว รู้จักปล่อยวาง หรือมองเป็นเห็นถูก ความว้าวุ่นหนักใจก็เลือนหายไปได้ไม่ยาก


พระไพศาล วิสาโล

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 11, 2016, 12:47:58 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #233 เมื่อ: มีนาคม 18, 2016, 04:12:35 pm »



พระพุทธเจ้าตรัสว่าเงินมันก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของคฤหัสถ์ แต่ว่าท่าทีของคฤหัสถ์ต่อเงิน ซึ่งรวมถึงชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่

ข้อแรก ต้องได้มาโดยชอบธรรม ไม่ใช่โกง ไม่ใช่เหยียบย่ำคนอื่น ได้มาโดยชอบธรรม ต้องเป็นสัมมาอาชีพ

ข้อสอง ต้องรู้จักใช้ หรือใช้เลี้ยงตนให้มีความสุข ไม่ใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าก็ตำหนินะ คนที่หาเงินมาเยอะๆ แต่ไม่ใช้

คือ จะต้องใช้เลี้ยงตนให้มีความสุข และเลี้ยงคนในครอบครัว บริษัท บริวาร รวมทั้งทำประโยชน์แก่สาธารณะ เช่น เลี้ยงบำรุงสมณะชีพราหมณ์ซึ่งหมายถึงบุคคลสาธารณะที่ทำประโยชน์ให้กับจิตใจผู้คน

ข้อสาม ต้องไม่ยึดติด หรือตกเป็นทาสของเงิน คือ แม้จะหามาโดยชอบธรรม และรู้จักใช้รวมทั้งรู้จักเก็บยังไม่พอ ต้องไม่ให้ใจตกไปเป็นทาสของมันด้วย เพราะถ้าเป็นทาสของมันเราจะทุกข์ เช่น หาเงินมาได้เยอะแยะ แต่พอเงินหายเราทุกข์ เรากินไม่ได้นอนไม่หลับ รถถูกขโมยไปเราเครียดจนป่วย อย่างนี้พระพุทธเจ้าตำหนิว่ากำลังทำตัวเป็นทาสของสิ่งเสพหรือวัตถุ

พระพุทธเจ้าไม่ปฏิเสธ แต่ว่าเราต้องเป็นนายมัน เงินเป็นบ่าวที่ดีแต่เป็นนายที่เลว เป็นนายที่เลวหมายความว่า เราทำทุกอย่างเพื่อมัน เรายอมทำชั่วเพื่อมัน เรายอมหักหลังเพื่อนเพื่อมัน เรายอมทะเลาะหรือว่าโกงเพื่อนเพื่อมัน เรายอมคอรัปชันเพื่อมัน นี่แสดงว่าเราตกเป็นทาสของมันแล้ว...ม้นจะเป็นบ่าวที่ดีเมื่อจิตใจเราเป็นอิสระต่อมัน เช่นนั้นเราจะใช้มัน แต่ถ้าเราเป็นทาสมัน มันจะใช้เรา


พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2016, 04:18:00 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #234 เมื่อ: มีนาคม 18, 2016, 04:26:00 pm »
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2016, 04:47:28 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #235 เมื่อ: มีนาคม 18, 2016, 04:53:50 pm »



บุญที่มีอานิสงส์มาก

“ชีวิตที่ไม่รู้จักให้คือชีวิตที่หม่นหมองไร้สุข

ความสุขที่แท้มิได้เกิดจากการเสพหรือ

การมีมาก ๆ แต่อยู่ที่การสละออกไป

เริ่มจากสละวัตถุสิ่งของ ไปจนถึง

สละความยึดติดถือมั่นในตัวตน

สละได้มากเท่าใด ก็ช่วยให้เราอยู่ในโลกนี้

อย่างผาสุกมากเท่านั้น อีกทั้งยังทำให้

เราจากโลกนี้ไปได้อย่างสงบสุขด้วย”



พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook  วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/surinrukid
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 18, 2016, 07:36:20 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #236 เมื่อ: มีนาคม 22, 2016, 03:34:51 pm »



ทำบุญเพื่อลดกิเลส

ความเป็นห่วงว่าจะได้บุญหรือไม่ต่างหาก

ที่ทำให้ใจเศร้าหมอง บุญย่อมลด

ลงตามส่วน หรือทำบุญแล้วอยากได้

อานิสงส์มาก ๆ บุญก็น้อยลงไปด้วย

เพราะใจนั้นมีกิเลสเจือปน ตรงข้าม

หากทำบุญแล้ว มุ่งประโยชน์แก่ผู้รับ

ไม่ปรารถนาหรือคาดหวังประโยชน์

ปล่อยวางอย่างแท้จริง กลับจะได้บุญมาก

พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/surinrukid
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2016, 03:43:21 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #237 เมื่อ: มีนาคม 22, 2016, 03:40:44 pm »



สุขอย่างยิ่งคือความสงบ

เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

เพิ่งบรรยายหลังทำวัตรเช้าที่วัดป่าสุคะโต

ดาวน์โหลด => https://archive.org/details/Visalo2016

-----------------------------------------------

ทำหนึ่งได้สอง

“เรากินอาหารอย่างมีสติ รู้ทันความคิด
ปล่อยวางความคิด และใจมันเพลิน
กับรสชาติอาหารก็รู้ไม่เข้าไปเป็นผู้เพลิน
ใจมันไม่ชอบ ก็ให้รู้ให้เห็นความไม่ชอบนั้น”
ธรรมะสั้นๆก่อนอาหารเช้า

จากหลวงพ่อไพศาล วิสาโล

ดาวน์โหลด => https://archive.org/details/Salanar2016

--------------------------------------------


เห็นประโยชน์จากสรรพสิ่ง

“อะไรเกิดขึ้นกับเราถ้าเราวางใจถูก
เราไม่ทุกข์ อะไรก็ตามถ้าเกิดขึ้นกับเรา
ถ้าเราวางใจถูกมองเป็น มันมีประโยชน์
ที่จะให้เราเก็บเกี่ยวได้มากมายให้เราตั้งหลัก
อันนี้ให้ได้ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา
ล้วนเป็นอุปกรณ์สอนธรรมให้เราทั้งสิ้น”
เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล
เพิ่งบรรยายหลังทำวัตรเช้าที่วัดป่าสุคะโต

ดาวน์โหลด => https://archive.org/details/Visalo2016

---------------------------------------------------

อย่าคิดว่าชาติหน้าจะมาหลังวันพรุ่งนี้
เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล
บรรยายหลังทำวัตรเย็นที่วัดป่าสุคะโต
พูดถึงความประมาทและความตายที่คาดไม่ถึง

ดาวน์โหลด => https://archive.org/details/Visalo2016

------------------------------------------------------

ธรรมะเป็นสิ่งใกล้ตัว

“ธรรมะในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ เป็นเรื่องเข้าใจยากและไกลตัว สาเหตุสำคัญก็เพราะธรรมะที่เผยแพร่กันนั้นมักเต็มไปด้วยศัพท์บาลี อีกทั้งเป็นนามธรรมและไม่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนสมัยนี้ แต่ความจริงแล้วธรรมะไม่ใช่เรื่องยาก อีกทั้งเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง
ตราบใดที่ความทุกข์สามารถเกิดกับเราได้ทุกขณะ อีกทั้งความแก่ ความเจ็บ และความตาย ยังตามติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา ตราบนั้นธรรมะก็มีความสำคัญกับเราทุกลมหายใจ เพราะธรรมะเท่านั้นที่ช่วยให้เราก้าวข้ามความทุกข์และเผชิญความผันผวนปรวนแปรของชีวิตได้ด้วยใจสงบ”


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/surinrukid
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2016, 03:49:07 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #238 เมื่อ: มีนาคม 25, 2016, 04:54:23 am »



ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วหวังเพียงแค่มีชีวิตที่ยืนยาวเท่านั้น หากยังปรารถนาที่จะได้รับประโยชน์สุขจากชีวิตนี้ด้วย ในทัศนะของคนทั่วไป ประโยชน์สุขที่พึงได้นั้นย่อมได้แก่ การมีทรัพย์สินเงินทอง สุขภาพ สถานภาพ รวมถึง การมีครอบครัวดี อย่างไรก็ตามในทัศนะของพุทธศาสนา นั่นเป็นแค่ประโยชน์เบื้องต้น (ทิฏฐธัมมิกัตถะ)

เราทุกคนมีศักยภาพที่จะเข้าถึงประโยชน์สุขที่ประเสริฐกว่านั้น (สัมปรายิกัตถะ) ซึ่งเป็นที่มาแห่งความสุขทางใจ ได้แก่ความเจริญงอกงามทางธรรม อันเกิดจากการสร้างบุญกุศลเป็นนิจ

เหนือขึ้นไปกว่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ)ที่พึงได้จากชีวิตนี้ก็คือ การเป็นอิสระจากกองทุกข์ทั้งปวง เพราะมีปัญญารู้ชัดในสัจธรรม จนไม่มีความยึดติดถือมั่นในสิ่งใด

แม้ผู้คนในยุคนี้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่วิสัยทัศน์เกี่ยวกับชีวิตกลับหดสั้นลง หวังเพียงแค่ประโยชน์สุขเฉพาะหน้า เวลาเกือบทั้งชีวิตจึงหมดไปกับการทำมาหาเงินและการแสวงหาความสะดวกสบายทางวัตถุหรือความเพลิดเพลินทางโลก ซึ่งให้ความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ตามมาด้วยความทุกข์ทางใจ อาทิ ความเครียด ความวิตกกังวล ความรุ่มร้อนเพราะอยากได้ไม่หยุดหย่อน มิหนำซ้ำเมื่อต้องพบกับความพลัดพรากสูญเสีย หรือความแก่ ความเจ็บ และความตาย อันเป็นธรรมดาโลก สิ่งต่าง ๆ ที่สะสมพอกพูนมาไม่ว่าเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ ก็มิอาจช่วยให้จิตใจคลายทุกข์ได้เลย

พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 25, 2016, 05:02:24 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #239 เมื่อ: มีนาคม 30, 2016, 04:47:58 pm »