น้ำใจธรรม.เนต
Please
login
or
register
.
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
เพียงแค่ติดตั้ง - SMF!
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
คติธรรม-คำกลอน
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
หน้า:
1
...
28
29
[
30
]
31
32
...
55
ผู้เขียน
หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล (อ่าน 352930 ครั้ง)
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #435 เมื่อ:
พฤษภาคม 02, 2017, 07:41:06 pm »
“เวลาเรารู้สึกไม่ชอบอะไรสักอย่าง
ปัญหาจริง ๆ อาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งนั้น
แต่เป็นความรู้สึกไม่ชอบของเรา
ต่างหาก พูดอีกอย่างก็คือ
สิ่งนั้นไม่ได้สร้างปัญหาหรือ
ก่อความทุกข์ให้เรามากเท่า
กับความรู้สึกไม่พอใจมัน”
พระไพศาล วิสาโล
*---------------------------------------------------*
ทุกข์เพราะความคิด
“คนเรามักทุกข์เพราะความคิดของตน
หากไม่รู้จักทักท้วงหรือไตร่ตรอง
ความคิดของตนเสียบ้าง ก็จะเป็นทุกข์
ไม่หยุดหย่อน เหตุการณ์ในอดีตนั้นแม้
จะเลวร้ายเพียงใด ก็ทำร้ายเราได้ไม่มาก
เท่ากับความคิดติดลบของเราเอง”
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
สุขปัจจุบัน
“มีแต่คนที่อยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น
จึงจะรู้สึกตื่นและมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง
เป็นคุณภาพที่ต่างจากคนซึ่งฝันถึงความสุข
ในอนาคต ใช้ชีวิตราวคนหลงละเมอ
ปัจจุบันคือเวลาประเสริฐสุด เพราะเป็น
โอกาสเดียวเท่านั้นที่เราสามารถทำสิ่งดีงาม
ให้เกิดขึ้นได้ ถ้าต้องการความสำเร็จ
ก็ต้องลงมือทำเสียแต่บัดนี้ ถ้าต้องการ
ความสุข ก็ต้องรู้จักเป็นสุขเสียแต่ตอนนี้”
พระไพศาล วิสาโล
*-----------------------------------------*
อย่าด่วนสรุป
“อย่าด่วนสรุป และถึงแม้ว่าเราจะมีความคิดหรือสรุปล่วงหน้าแล้วก็ให้รู้จักทักท้วงความคิดเหล่านั้นบ้าง อย่าเชื่อความคิดของตัวเองไปเสียหมด ให้ตระหนักว่ามันเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ความจริง ความจริงอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้ ถ้าเราเผื่อใจ หรือทักท้วงความคิดของตัวเองบ้าง ก็จะช่วยให้เราไม่เผลอทำอะไรผิดพลาด จนเกิดความเสียหายขึ้นมา นอกจากจะช่วยไม่ให้เราสร้างความทุกข์หรือความขัดแย้งให้กับคนอื่นแล้ว ก็ยังป้องกันไม่ให้เราเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจในภายหลัง”
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
สุขจากการทำความดี
“การทำความดีนั้นบ่อยครั้งหมายถึงการเสียสละ
เช่น เสียสละเงินทอง เวลา หรือแรงงาน แต่ก็ทำ
ให้เกิดความอิ่มเอมใจเมื่อเห็นผู้ทุกข์ได้รับความสุข
อีกทั้งยังช่วยให้อัตตาของเราเบาบางลง อัตตายิ่งเบาบางมากเท่าไร เราก็ยิ่งมีความสุขได้ง่ายเท่านั้น
เพราะเพียงแค่เห็นผู้อื่นเป็นสุข เราก็สุขแล้ว โดยไม่จำต้องไปดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาครอบครอง การทำความดีจึงเป็นเสมือนกุญแจ ที่เปิดประตูให้ใจได้สัมผัสกับความสุขภายใน ซึ่งประเสริฐและประณีตกว่าความสุขจากวัตถุ”
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2017, 03:24:12 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #436 เมื่อ:
พฤษภาคม 05, 2017, 06:49:04 am »
สำหรับพุทธศาสนาชีวิตที่สูงส่งคือชีวิตที่กอปรด้วยปัญญาและกรุณา ปัญญาคือความรู้ความเข้าใจความจริงของชีวิตจะเป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรของโลกได้ ส่วนกรุณาคือความรักความปรารถนาดีต่อสรรพชีวิต โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง และไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน อุดมคติดังกล่าวมักถ่ายทอดผ่านพระพุทธรูปซึ่งเป็นตัวแทนของบุคคลที่พัฒนาตนจนถึงอุตมภาวะอย่างเต็มศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์
วิหารอานันทะในเมืองพุกาม ประเทศพม่า เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่ที่มีอายุนานนับพันปี หนึ่งในสององค์นั้นนักท่องเที่ยวชาวไทยเรียกว่า “พระยิ้ม-บึ้ง” เนื่องจากหากมองไกลจะเห็นพระพักตร์แย้มยิ้ม แต่ถ้าเดินเข้าไปใกล้ ๆ จะพบว่ารอยยิ้มแปรเปลี่ยนไป ตามสายตาของคนส่วนใหญ่ ภาพที่เห็นคือพระพักตร์ที่ “บึ้ง”
แท้จริงหากมองอย่างพินิจ พระพักตร์ที่มองจากมุมใกล้นั้น หามีอาการบึ้งไม่ หากเป็นพระพักตร์ที่สงบต่างหาก จะถูกต้องกว่าหากเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “พระยิ้ม-สงบ” เหตุใดพระพุทธรูปองค์เดียวจึงมีสองลักษณะเมื่อมองจากต่างมุม คำตอบน่าจะเป็นเพราะช่างโบราณนั้นประสงค์ที่จะแสดงพุทธคุณสองประการอันเป็นอุดมคติของมนุษย์ ได้แก่ พระกรุณาคุณ และพระปัญญาคุณ
พระกรุณาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่แย้มยิ้ม เปี่ยมด้วยความรักต่อสรรพชีวิต ใครที่รอนแรมจากที่ไกลเมื่อได้เห็นย่อมรู้สึกอบอุ่นใจ ใครที่มีความทุกข์ใจ ย่อมมีความหวังว่าจะได้รับการปกปักรักษาจากพระองค์
ส่วนพระปัญญาคุณนั้นแสดงออกด้วยพระพักตร์ที่สงบนิ่งเมื่อมองจากมุมใกล้ เป็นอาการของผู้รู้แจ้งความเป็นไปของโลก จึงไม่หวั่นไหวในสุขหรือทุกข์ โลกธรรมไม่ว่าบวกหรือลบจึงไม่สามารถทำอะไรพระองค์ได้
ผู้ใดที่พินิจพระพุทธรูปพระองค์นี้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ ย่อมตระหนักชัดว่า สิ่งที่พึงยึดถือเป็นอุดมคติของชีวิตนี้ก็คือการบ่มเพาะปัญญาและกรุณาให้เจริญมั่นคงในใจ เพราะเราจะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อมีปัญญารู้แจ้งความจริงของชีวิตว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงไม่ยึดติดในโลกหรือสังขารทั้งปวง และเมื่อพ้นทุกข์ ละวางตัวตน ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัวทั้งปวง จึงมีจิตกรุณาต่อสรรพสัตว์ไม่มีที่สุดประมาณ ปรารถนาช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์
พระไพศาล วิสาโล
ภาพจาก
http://bit.ly/29D6KBV
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 21, 2017, 02:24:53 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #437 เมื่อ:
พฤษภาคม 16, 2017, 04:33:09 pm »
ปุจฉา :
ความสำคัญของวันวิสาขบูชาและพระพุทธศาสนาในประเทศไทยวันนี้ ที่พุทธบริษัทควรจะได้ประโยชน์สูงสุด และในวิถีบรรพชิตกว่า ๓๐ พรรษาของพระอาจารย์ ได้รับประโยชน์อันสูงสุดจากพระพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง
วิสัชนา :
วันวิสาขบูชาเป็นวันแห่งการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธองค์ ในด้านหนึ่งวันนี้เตือนใจให้เราระลึกถึงความจริงของชีวิตที่ไม่มีใครหนีพ้น นั่นคือความไม่เที่ยง เมื่อเกิดแล้วก็ต้องตาย แต่ในเวลาเดียวกันก็ชี้ชวนให้เราตระหนักถึง อุดมคติของชีวิตที่ทุกคนควรทำให้เป็นจริง การตรัสรู้ของพระองค์เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ที่มีอยู่ในเราทุกคน นั่นคือความสามารถที่จะลุถึงอิสรภาพจากความทุกข์ทั้งปวง การอยู่อย่างไร้ทุกข์คือประโยชน์สูงสุดที่ชาวพุทธควรจะได้รับจากพระพุทธศาสนา
คำสอนของพระพุทธองค์ช่วยให้อาตมาเห็นชัดว่าอุดมคติหรือจุดหมายสูงสุดของชีวิต คือจิตที่สงบเย็น ไร้ทุกข์ ควบคู่กับการบำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ซึ่งสรุปด้วยคำสองคำของท่านอาจารย์พุทธทาส คือ
“สงบเย็น และเป็นประโยชน์”
คำสอนของพระองค์ยังทำให้อาตมาเห็นวิธีการเพื่อบรรลุถึงอุดมคติดังกล่าว นั่นคือ การฝึกจิตรักษาใจมิให้ความคิดและอารมณ์ปรุงแต่งทั้งหลายมารบกวนรังควานหรือสร้างทุกข์ให้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดหรือเจออะไรมากระทบก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นก็คือการเปิดใจและใคร่ครวญชีวิตจนเห็นความจริงว่า เต็มไปด้วยความผันผวนปรวนแปรและไม่แน่นอน มิอาจยึดติดถือมั่นหรือคาดหวังให้เป็นดั่งใจได้ รวมทั้งเห็นโทษของการหลงติดในตัวตน การเห็นความจริงดังกล่าวช่วยให้อารมณ์ปรุงแต่งต่าง ๆ รบกวนจิตใจน้อยลง และอยู่กับอนิฏฐารมณ์หรือเหตุร้ายฝ่ายลบต่าง ๆ ได้ด้วยใจที่สงบขึ้น
ในอีกด้านหนึ่งก็ช่วยให้ความเห็นแก่ตัวลดน้อยลง และเกื้อกูลผู้อื่นได้มากขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาของอาตมายังชี้ว่า การช่วยเหลือผู้อื่นนั้น เป็นประโยชน์แก่ตนเองด้วย กล่าวคือ ช่วยขัดเกลาจิตใจ ให้ยึดติดในตัวตนน้อยลง นึกถึงคนอื่นมากขึ้น และอดทนต่อสิ่งที่มากระทบได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรค ความยากลำบาก คำนินทา อีกทั้งยังฝึกให้รู้เท่าทันสิ่งล่อเร้าเย้ายวน เช่น คำสรรเสริญ หรือลาภสักการะทั้งหลาย
หากไม่ได้รู้จักและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ชีวิตของอาตมาคงเต็มไปด้วยความรุ่มร้อน ขึ้นลงไปตามกระแสโลก และถูกสิ่งต่าง ๆ รอบตัวรุมเร้าหรือบงการจิตใจ จนหาความสุขสงบเย็นได้ยาก
หมายเหตุ
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล มีอายุครบ ๖๐ ปี
เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม (วิสาขบูชา) ที่ผ่านมา
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2017, 04:41:32 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #438 เมื่อ:
พฤษภาคม 16, 2017, 04:41:11 pm »
พุทธศาสนาเป็นมากกว่าสิ่งปลอบประโลมใจ
ผู้คนเข้าวัดหรือนับถือพุทธศาสนาด้วยเหตุผลที่หลากหลาย แต่เหตุผลหลักย่อมได้แก่การแสวงหาสิ่งปลอบประโลมใจหรือให้ความหวังแก่ชีวิต หลายคนเข้าวัดเพื่อหวังว่าบุญกุศลจะช่วยเสริมสร้างสิริมงคลหรือปัดเป่าอันตราย บ้างก็มาสะเดาะเคราะห์เพราะหวังว่าโรคร้าย หนี้สิน และเคราะห์กรรมทั้งปวงจะมลายไป ประสบแต่ความมั่งมีศรีสุข ได้รับความสำเร็จ
ส่วนคนที่สูญเสียคนรัก ก็หวังว่าทานที่ถวายแก่สงฆ์จะช่วยให้ผู้ล่วงลับไปสู่สุคติ ไม่เพียงการมาวัดจะช่วยคลายความเศร้าโศกเท่านั้น หากยังช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดที่เคยทำไม่ดีกับคนรัก ด้วยการทำบุญอุทิศให้แก่เขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คนรัก หรือลูกในท้อง
คนจำนวนไม่น้อยมาวัดเพราะปรารถนาน้ำมนต์และวัตถุมงคลเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ ด้วยความเชื่อว่าได้มาแล้วจะแคล้วคลาดจากอันตราย ประสบความสุขความเจริญ มีหลายคนที่ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ แต่แค่มาวัด ได้กราบพระพุทธรูป เห็นพระพักตร์อันสงบอิ่มเอบ ความร้อนใจก็บรรเทาลง เกิดกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไป
กล่าวได้ว่าหน้าที่หลักประการหนึ่งของพุทธศาสนาในสังคมไทยก็คือ การให้ความหวังและกำลังใจ รวมทั้งช่วยให้สบายใจ นี้คือแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้ผู้คนเข้าหาวัดและนับถือพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามพุทธศาสนายังมีบทบาทหลักอีกประการหนึ่ง ที่มิอาจมองข้ามได้เลย นั่นคือ การกระตุก เขย่า และกระทุ้งจิตใจของผู้คน เพื่อให้พ้นจากความหลงและความประมาทด้วย
ในขณะที่พุทธศาสนาให้ความหวังแก่เราว่า เมื่อทำความดี หมั่นสร้างบุญกุศล ก็จะประสบความสุขความเจริญ อีกด้านหนึ่งพุทธศาสนาก็เตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ความสุขความเจริญนั้นไม่เที่ยง ลาภและยศนั้นมีแล้วก็หมด มาแล้วก็ไป ความมั่งมี อำนาจ และความสำเร็จ แม้ให้ความสุขแก่เราก็จริง แต่ก็เจือไปด้วยทุกข์ ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจหากยึดติดถือมั่น เราจึงไม่ควรยึดเป็นสรณะ
ในขณะที่น้ำมนต์และวัตถุมงคลที่ได้จากวัดให้ความหวังว่าเราจะหายป่วยหายไข้ อีกด้านหนึ่งพุทธศาสนาก็ย้ำว่า เราทุกคนหนีความแก่ ความเจ็บ และความตายไม่พ้น ชีวิตที่ผาสุก ร่ำรวย พรั่งพร้อมด้วยวัตถุ ในที่สุดก็จะต้องจบสิ้น มีมากมายเท่าไรก็เอาไปไม่ได้เลยแม้แต่สลึงเดียว ใช่แต่เท่านั้นขณะที่ชีวิตยังไม่สิ้น เรายังต้องพบกับความพลัดพรากสูญเสีย ไม่ว่าคนรักของรัก ล้วนอยู่กับเราเพียงชั่วคราวเท่านั้น
พุทธศาสนาไม่เพียงแต่บอกเราว่า ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง หากยังย้ำอีกว่า ทุกอย่างล้วนเป็นทุกข์ คือนอกจากจะไม่คงทน ต้องเสื่อมดับไปแล้ว ยังบีบคั้นแก่ผู้ยึดถือ เป็นเสมือนของร้อนหรือคบไฟที่กำไว้ได้ไม่นานก็ต้องรีบปล่อย ใช่แต่เท่านั้นความทุกข์ยังอยู่กับเราตลอดเวลาและรอเราอยู่ข้างหน้าด้วย “เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้ที่มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว” คือข้อความตอนหนึ่งในบทสวดทำวัตรเช้าที่ชาวพุทธจำนวนมากคุ้นเคย
นี้คือคำสอนของพุทธศาสนาที่ตีแผ่ความจริงให้เราตระหนัก แต่เป็นความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากฟัง เพราะสั่นคลอนความรู้สึกของผู้คนที่ปรารถนาจะให้ชีวิตนี้ยั่งยืน เต็มไปด้วยความสุข อยากให้ของรักคนรักอยู่กับเราไปตลอดชั่วฟ้าดินสลาย ความจริงดังกล่าวเป็นสิ่งที่เสียดแทงหรือสั่นคลอนความรู้สึกของผู้คน จนไม่อยากได้ยิน
ยิ่งกว่านั้นพุทธศาสนายังย้ำเตือนว่า ไม่มีอะไรที่ยึดมั่นเป็นตัวเราของเราได้เลย แม้แต่ตัวเราหรือ “ตัวกู” ก็ไม่มีจริง เพราะทุกอย่างเป็นอนัตตาทั้งนั้น ไม่ว่าใครก็ตามเพียงแค่ได้ยินว่า ตัวกู ไม่เที่ยง ต้องตาย ก็ไม่สบายใจแล้ว ยิ่งพระมาบอกว่า ตัวกู ไม่มีจริง เป็นแค่มายาภาพ ก็ยิ่งรับไม่ได้
อย่างไรก็ตามการบอกและย้ำเตือนความจริงเหล่านี้คือหน้าที่สำคัญที่สุดของพุทธศาสนา เพราะช่วยเตือนใจไม่ให้เพลิดเพลินในความสุขอันเป็นของชั่วคราว หรือติดยึดในยศ ทรัพย์ อำนาจ จนกลายเป็นทาสของมัน และพร้อมที่จะทำชั่วเพื่อมัน จนแม้ยอมตายเพื่อมัน
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2017, 07:12:39 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #439 เมื่อ:
พฤษภาคม 16, 2017, 04:46:13 pm »
ปุจฉา :
หนูอยากทราบว่าเวลาทำบุญต่าง ๆเสร็จแล้ว ควรจะอธิษฐานว่าอย่างไรจึงจะถูกต้อง หรือว่าไม่ต้องอธิษฐานคะ เพราะจะได้ไม่โลภ
พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา :
คุณสามารถตั้งจิตอธิษฐานได้หลายอย่าง คนส่วนใหญ่มักขอให้ความสุขอย่างโลก ๆ (โลกียสุข) บังเกิดแก่ตนเอง เช่น ร่ำรวย มีโชคลาภ ฯลฯ อย่างไรก็ตามการอธิษฐานดังกล่าวยังเจือด้วยกิเลส จะดีกว่าหากตั้งจิตอธิษฐานให้แก่ผู้อื่น เช่น อุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้มีพระคุณที่ล่วงลับ หรือถ้าจะขอให้อานิสงส์บังเกิดแก่ตนเอง ก็ขอให้เป็นประโยชน์ทางธรรม เช่น มีความเพียรในการปฏิบัติธรรม จนกิเลสเบาบาง หรือเกิดปัญญาเห็นธรรมจนพ้นจากทุกข์
คนแต่ก่อนจะอธิษฐานสั้น ๆ โดยมุ่งปรมัตถธรรม นั่นคือ
“นิพพานะ ปัจจโย เหตุ”
แปลว่า ขอให้เป็นปัจจัยไปสู่พระนิพพาน เป็นคำอธิษฐานที่สั้น กระชับ แต่เข้าถึงแก่นของพุทธศาสนา และตรงกับคำสอนของพระสารีบุตรที่ว่า “บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้ทานเพราะเห็นแก่อุปธิสุข(โลกียสุข) ย่อมไม่ให้ทานเพื่อภพใหม่ แต่ บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทานเพื่อกำจัดกิเลส เพื่อไม่ก่อภพต่อไป”
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 16, 2017, 04:49:11 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #440 เมื่อ:
พฤษภาคม 25, 2017, 07:08:14 am »
ความสุขนั้นบ่อยครั้งมารออยู่ข้างหน้าแล้ว
แต่ผู้คนกลับปล่อยให้มันผ่านเลยไป
เพราะมัวจดจ่ออยู่กับจุดเล็ก ๆ ที่เป็นลบ
แค่ไม่กี่จุดเท่านั้น หากมองข้ามมันไปบ้าง
ความสุขก็จะมานั่งในใจเราทันที
พระไพศาล วิสาโล
* -------------------------------------------------------- *
อยู่กับกิเลสอย่างมีสติ
“เพียงแค่หมั่นดูใจของตนอยู่เสมอ ทำอะไรใจก็อยู่กับสิ่งนั้น ใจลอยไปไหน ก็รู้ แล้วกลับมาอยู่กับสิ่งนั้น ทำบ่อย ๆ สติก็จะว่องไวปราดเปรียว ช่วยคุ้มกันใจ ไม่ให้อารมณ์ใด ๆ ครอบงำ เพียงเท่านี้ ความสงบเย็น โปร่งโล่งเบาสบาย จะกลายเป็นเรื่องง่าย แม้รอบตัววุ่นวายเพียงใดก็ตาม”
* -------------------------------------------------------- *
ใช้”สมอง”จนลืม “หัวใจ”
อารมณ์ความรู้สึกนั้นเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราอย่างยิ่ง เกิดขึ้นเมื่อใดใจก็น่าจะรับรู้ได้ทันที แต่นับวันผู้คนที่ไม่รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อถูกถามว่า “คุณรู้สึกอย่างไรขณะนี้” หรือ “เมื่อกี้รู้สึกอย่างไร” หลายคนกลับตอบไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร บางคนเอาความคิดในหัวของตนมาตอบ นั่นเป็นเพราะทุกวันนี้ผู้คนเหินห่างแปลกแยกกับตัวเองมาก เนื่องจากหมกมุ่นอยู่กับสิ่งภายนอกมากเกินไป เช่น งานการ เงินทอง จนละเลยความรู้สึกของตน หาไม่ก็ใช้ “สมอง”มากเกินไป จนลืมใช้ “หัวใจ”ของตน
พระไพศาล วิสาโล
* -------------------------------------------------------- *
เตรียมตัวเตรียมใจเพื่อให้รู้จักตัวเอง
เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล
บรรยายหลังทำวัตรเย็นที่วัดป่าสุคะโต
ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด
===>
https://archive.org/details/PhraPaisalVisalo2560
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2017, 07:52:57 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #441 เมื่อ:
มิถุนายน 07, 2017, 07:45:56 am »
"ทนแบกต่อไปถ้าไร้สติ"
อดทนอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีสติเข้ามาด้วย เพราะถ้ามีสติมันไม่ต้องทน มันเห็นแล้วมันก็ปล่อยได้ ทนนี่คือยังแบกอยู่ เหมือนเราแบกของหนักเอาไว้ เราแบกของหนักเราต้องทน เหมือนนักยกน้ำหนักต้องใช้ความอดทนมาก เวลาแบกน้ำหนัก จนกว่าจะถึงเวลา 5 วินาทีถึงจะค่อยปล่อย
แต่ว่าเราไม่ต้องทนก็ได้ หากเรามีสติ เพราะเราจะรู้ว่าไปแบกทำไม?
ถ้าเราแบกเราก็ต้องใช้ความทน แต่ถ้าเราปล่อย เราวาง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทน และเราปล่อยวางได้ เพราะเรามีสติ แต่ที่เราไปแบกเพราะเราไม่มีสติ เราก็เลยไปแบกเอาไว้ มันก็เลยต้องใช้ความทนเข้ามาช่วยประคองเอาไว้
แต่ถ้าปล่อย ถ้าวางเมื่อไร มันก็ไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทน เพราะมันเบาสบายอยู่แล้ว
นี่คือความต่างระหว่างการใช้ความอดทนหรือขันติ กับการมีสติ อดทนเพราะต้องแบก แต่ว่าสตินี้ไม่แบก มันปล่อย เพราะไม่เผลอ
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2017, 07:51:51 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #442 เมื่อ:
มิถุนายน 07, 2017, 07:49:49 am »
ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณีคนหนึ่งร่ำรวยมาก ชื่อว่า
เวเทหิกา
นางมีความสุขมาก จิตใจนิ่งสงบ เธอคิดว่าเป็นเพราะตัวเองปฏิบัติธรรมดี พูดอวดคนนั้นคนนี้ทำนองว่าฉันเก่ง นางทาสีคนหนึ่งได้ยิน วันหนึ่งจึงอยากทดสอบนาง แกล้งนอนตื่นสาย ไม่ลุกมาตักน้ำให้นางเวเทหิกาล้างหน้า พอนางเวเทหิการู้เข้าก็ไม่พอใจ ด่าว่านางทาสีคนนั้นด้วยความโกรธ นางทาสีจึงได้โอกาสบอกให้นางเวเทหิการู้ว่า ที่เธอเป็นสุขและใจสงบได้นั้น ไม่ใช่เพราะปฏิบัติธรรมดี แต่เป็นเพราะทุกอย่างรอบตัวเธอราบรื่นหรือถูกใจเธอต่างหาก แต่พอมีอะไรไม่ถูกใจ ไม่สมหวัง ก็ขุ่นมัวขึ้นมาทันที
การที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราจะเป็นไปอย่างราบรื่นตามใจหวังตลอดเวลานั้นเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย แม้แต่อยู่วัดก็อาจเจอสิ่งขัดใจ ทำให้ว้าวุ่นใจ มีหลายคนไม่อยากรับผิดชอบงานในวัด อยากอยู่ในกุฏิเฉย ๆ เพราะกลัวว่าถ้าทำงานแล้วใจจะไม่สงบ ความคิดแบบนี้ทำให้กลายเป็นคนไม่รับผิดชอบ ไม่เอื้อเฟื้อต่อส่วนรวม และที่สำคัญคือกลายเป็นคนจิตใจอ่อนแอ เพราะเจออะไรมากระทบนิดหน่อยจิตใจก็เป็นทุกข์แล้ว ใครก็ตามที่พยายามหนีไปอยู่ในที่ที่สงบสงัด ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เพื่อจะได้มีความสงบสุข พึงตระหนักว่าความสงบสุขแบบนั้นเป็นสิ่งที่เปราะบางมาก เพราะอะไรมากระทบก็ไม่ได้ ถ้าพึ่งพาสิ่งแวดล้อมที่สงบอย่างเดียว จะผิดหวังเพราะของแบบนี้ไม่จิรัง ไม่ยั่งยืน มันเป็นของชั่วคราว
เราต้องเรียนรู้ที่จะเข้าถึงความสงบแบบไม่ต้องอิงอาศัยสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องอาศัยคนอื่นมาปรนนิบัติให้ถูกใจเรา
เราต้องเรียนรู้ที่จะหาความสงบได้ด้วยตัวเอง ความสงบแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการฝึกใจ ด้วยการปฏิบัติธรรม เจริญสติ ฝึกสมาธิภาวนา
ไม่เช่นนั้นความสุขหรือความสงบที่เกิดขึ้นกับเรา ก็จะหลุดลอยไปจากเราได้ง่าย ๆ เพียงแค่มีคนมาพูดกระทบ ตำหนิ หรือแม้แต่ท้วงติง จิตใจเราก็รุ่มร้อนแล้ว ถ้าไม่อยากให้จิตใจเรารุ่มร้อนหรือวุ่นวายง่าย ๆ ก็ต้องฝึกใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ๆ มีการวางจิตวางใจที่ถูกต้อง ถ้าเราฝึกจิตฝึกใจจนมั่นคง รู้จักวางใจให้ถูก เราก็จะพบกับความสงบได้ในทุกที่ ทุกสถานการณ์ แม้แต่เวลาเจ็บป่วยก็ยังพบกับความสงบใจได้ ใครพูดอะไรมาใจก็ไม่กระเพื่อม รู้จักปล่อยวางได้ หรือว่าเจอสิ่งไม่สมหวัง งานล้มเหลว ใจก็ไม่ทุกข์
อาจารย์ของอาตมา หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ท่านทำงานเยอะตั้งแต่ยังหนุ่ม ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการสอนธรรมเท่านั้น ท่านยังทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน การช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก การอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่านทำมาเป็นเวลาหลายสิบปี เคยมีคนถามว่างานที่ท่านทำนั้นสำเร็จหรือไม่ ท่านก็มักจะตอบว่า “
งานที่หลวงพ่อทำล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ แต่ถึงแม้งานล้มเหลว แต่หลวงพ่อไม่ล้มเหลว"
คือแม้งานของท่านล้มเหลว แต่ท่านก็ยังสงบเย็นอยู่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเข้าถึงความสงบที่ใจ เพราะว่าได้ฝึกจิตฝึกใจมาจนกระทั่งวางใจถูก เมื่อวางใจถูก มีอะไรมากระทบใจก็สงบได้
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2017, 07:57:49 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #443 เมื่อ:
มิถุนายน 08, 2017, 02:46:06 pm »
อย่าให้อัตตาครองใจ
“เพียงแค่เปิดใจฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ คำท้วงติง ก็ช่วยได้มาก เพราะเวลาเจอคำท้วงติง อัตตาจะไม่ยอม มันจะฮึดฮัดขัดขืน เมื่อไรก็ตามที่เรารู้ว่ามันฮึดฮัดขัดขืน แทนที่จะเดือดร้อนกับมัน ควรสมน้ำหน้ามัน ถือว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นการทรมานอัตตาให้กร่างน้อยลง มันจะได้สงบเสงี่ยมเจียมตัวมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่ทรมานมันบ้าง ไม่ฝึกให้มันอยู่เป็นที่เป็นทางบ้าง มันก็จะยกหูชูหาง แล้วมาครอบงำเรา ทำให้เป็นทุกข์อยู่ร่ำไป “
พระไพศาล วิสาโล
*---------------------------------------------------*
ช้าลงสักนิด ชีวิตเป็นสุข
"ความสุขที่คนเราได้มาโดยไม่ต้องลงทุนขวนขวาย แสวงหาจากภายนอก มักเป็นความสุขลึก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในจากการปล่อยวางบางสิ่งบางอย่างลง"
ไม่ต้องปล่อยวางอะไรมาก แค่วางงานที่ผ่านไปแล้วหรือยังมาไม่ถึง ให้ออกไปจากใจ แล้วใส่ใจอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่เฉพาะหน้า แม้สิ่งที่กำลังทำอยู่ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งสำคัญ เช่น กินข้าว อาบน้ำ ถูฟัน แต่หากทำสิ่งนั้นให้ช้าลง ไม่ต้องรนหรือรีบทำให้เสร็จไว ๆ เพื่อทำอย่างอื่นต่อ จะช่วยให้จิตใจเราผ่อนคลายขึ้น และส่งผลให้ชีวิตเราช้าลง มีเวลาใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง เพียงเท่านี้ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีก็จะตามมามากมาย ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
สุขใจเมื่อช่วยผู้อื่น
ต้นไม้ไม่เคยลังเลที่จะทิ้งกิ่งใบเพื่อเป็นปุ๋ยแก่แผ่นดิน ทั้งนี้ก็เพราะต้นไม้สำนึกในบุญคุณของผืนดินที่เคยให้ปุ๋ยหล่อเลี้ยงแต่ครั้งยังเป็นต้นกล้า ต้นไม้ยังมีความสุขที่คายน้ำคืนสู่ฟ้า เพื่อขอบคุณที่ฟ้าได้โปรยฝนให้แก่ต้นไม้จนเติบใหญ่
วันนี้ต้นกล้าในใจเราอาจกำลังอัดแน่นด้วยความปรารถนาที่จะตอบแทนโลกและช่วยเหลือผู้คนอยู่ก็ได้ อย่าเฉยเมยความปรารถนาดังกล่าว อย่าปล่อยให้โอกาสดังกล่าวผ่านเลยไป ลองลุกขึ้นมาช่วยเหลือผู้อื่น เกื้อกูลส่วนรวม แล้วใจเราจะเบ่งบานด้วยความสุข
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
เริ่มต้นใหม่
คนเรานั้นไม่ว่าทำความผิดพลาด
อะไรลงไป ก็สามารถเริ่มต้นใหม่
ได้เสมออย่ามัวครุ่นคิดอยู่กับ
ความผิดพลาดในอดีตใจจะ
พลอยเศร้าหมองและหนักอึ้ง
จนไม่มีเรี่ยวแรงในการทำความดี
หากวางมันลง จิตใจจะโปร่งเบา
และกลับมีพลังในการทำความดี
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
ช่างมัน..ไม่เป็นไร
"ปัญหาไม่ได้มีไว้กลุ้ม
ปัญหามีไว้แก้ ก็ขอให้
ตั้งหน้าตั้งตาแก้ ตั้งหน้า
ตั้งตาจัดการกับมัน
การปฎิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน
เวลาเกิดอะไรขึ้นที่ไม่น่าพอใจ
ก็ให้ท่องคาถาว่า
"ช่างมัน"ไม่เป็นไร"
มันเครียดก็ไม่เป็นไร
มันหงุดหงิดก็ไม่เป็นไร
อันนี้จะทำให้เรา.....
ยิ้มรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจได้"
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
อยู่ที่ใจ
“ถ้าเราไปคาดหวังว่าจะต้องเจอ
แต่สิ่งดีๆเนี่ยมันเป็นความเพ้อฝัน
แม้จะมีอำนาจวาสนายิ่งใหญ่แค่ไหนนะ
มันก็ต้องเจอความผิดหวังเป็นธรรมดา
แต่ว่าถ้าใจเราดีเสียแล้ว
ใจเราฉลาดเสียแล้ว
ใจเราเป็นกุศลเสียแล้วเนี่ย
เจอสิ่งที่แย่เราก็ไม่ทุกข์ได้”
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
อย่าลืมมองตนเอง
เป็นเพราะลืมมองตน ผู้คนจึงมัก
สร้างปัญหาหรือมีส่วนทำให้
ปัญหาลุกลามขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้นเมื่อใดที่คิดจะแก้ปัญหา
ควรหันมาสำรวจตนเองก่อนที่
จะเรียกร้องหรือจัดการคนอื่น
แม้แต่การช่วยคนอื่นก็เช่นกัน
เพียงแค่ดูแลตนเองให้ดี
ก็สามารถช่วยคนอื่นได้มาก
ภาษิตของพระพุทธเจ้าที่ว่า
“เมื่อรักษาตน ก็เท่ากับรักษาผู้อื่น(ด้วย)”
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
ยิ้มสร้างกำลังใจ
“เมื่องานล้มเหลว ควรหรือไม่
ที่จะปล่อยให้ใจล้มเหลวด้วย
งานล้มแต่อย่าให้ใจล้ม
ระหว่างคนที่หัวฟัดหัวเหวี่ยง
เมื่องานล้มเหลวกับคนที่ยิ้มได้
เมื่อพบกับความล้มเหลว
คนไหนที่เป็นสุขและฉลาดกว่ากัน”
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
อย่าให้”ตัวกู”ออกหน้า
”คำพูดใด ๆ ก็ตาม แม้เป็นคำด่าว่า
ก็ไม่ทำให้เราเจ็บปวดได้เลย
หากไม่ชูตัวกูขึ้นมารับคำด่านั้น
หรือปล่อยให้ตัวกูออกโรง
เพียงแค่รู้สึกว่า “กูถูกด่า”
เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ที่จะสร้างความทุกข์แก่เรา
ในทางตรงข้ามหากเราเอาสติ
หรือปัญญานำหน้า เมื่อถูกคน
ทักท้วงต่อว่า ก็หันมาพิจารณาว่า
ที่เขาพูดนั้นจริงไหมถูกต้องไหม
มีประโยชน์ไหม ทำอย่างนี้
นอกจากจะไม่ทุกข์แล้ว
ยังได้ประโยชน์อีกด้วย”
พระไพศาล วิสาโล
*--------------------------------------------*
คุณค่าของเวลา
ถ้าเราไม่ต้องตาย วันแต่ละวัน เวลาแต่ละวินาที ก็จะดูไม่มีค่า เหมือนกับเด็กวัยรุ่นที่ไม่เห็นค่าของเวลา ตรงกันข้ามกับคนป่วยหนักหรือเป็นมะเร็ง ส่วนใหญ่จะเห็นค่าของวันเวลาที่เหลืออยู่ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเช้าวันใหม่ แค่นี้เขาก็มีความสุขแล้วที่วันนี้ยังไม่ตาย ยังมีเวลาที่จะได้ทำสิ่งที่อยากทำ ความรู้สึกแบบนี้จะไม่มีกับวัยรุ่นหรือแม้แต่คนทั่วไปเพราะเขาคิดว่ายังมี เวลาเหลือเฟือในโลกนี้
ความสุขจะหาได้ง่ายขึ้นมาก ถ้าเราตระหนักว่าเราต้องตายไม่ช้าก็เร็ว มีบางคนที่ทุกเย็นเมื่อได้เห็นหน้าลูก หน้าสามีภรรยา แค่นี้เขาก็มีความสุข และขอบคุณชีวิต ในขณะที่หลายคนกลับมีความสุขยากเหลือเกิน ต้องการโน่น ต้องการนี่ ตัวเองมีอยู่แล้วก็ไม่พอ ก็เพราะเขาลืมว่าสักวันหนึ่งเขาต้องตาย ไม่ว่าจะได้อะไรมาก สักวันหนึ่งก็ต้องสูญเสียมันไป
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 08, 2017, 03:42:33 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #444 เมื่อ:
มิถุนายน 15, 2017, 07:13:46 am »
"ทนแบกต่อไปถ้าไร้สติ"
อดทนอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีสติเข้ามาด้วย เพราะถ้ามีสติมันไม่ต้องทน มันเห็นแล้วมันก็ปล่อยได้ ทนนี่คือยังแบกอยู่ เหมือนเราแบกของหนักเอาไว้ เราแบกของหนักเราต้องทน เหมือนนักยกน้ำหนักต้องใช้ความอดทนมาก เวลาแบกน้ำหนัก จนกว่าจะถึงเวลา 5 วินาทีถึงจะค่อยปล่อย
แต่ว่าเราไม่ต้องทนก็ได้ หากเรามีสติ เพราะเราจะรู้ว่าไปแบกทำไม?
ถ้าเราแบกเราก็ต้องใช้ความทน แต่ถ้าเราปล่อย เราวาง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทน และเราปล่อยวางได้ เพราะเรามีสติ แต่ที่เราไปแบกเพราะเราไม่มีสติ เราก็เลยไปแบกเอาไว้ มันก็เลยต้องใช้ความทนเข้ามาช่วยประคองเอาไว้
แต่ถ้าปล่อย ถ้าวางเมื่อไร มันก็ไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทน เพราะมันเบาสบายอยู่แล้ว นี่คือความต่างระหว่างการใช้ความอดทนหรือขันติ กับการมีสติ อดทนเพราะต้องแบก แต่ว่าสตินี้ไม่แบก มันปล่อย เพราะไม่เผลอ
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2017, 07:15:34 am โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #445 เมื่อ:
มิถุนายน 15, 2017, 07:19:16 am »
ทุกข์หรือสุขอยู่ที่การวางใจ
“ความทุกข์ในใจ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่ามีสิ่งแย่ ๆ เกิดขึ้นกับเรา แต่อยู่ที่ว่าเรารู้สึกกับมันอย่างไร ถ้าเรารู้สึกลบ เราก็เป็นทุกข์ ถ้าเราไม่รู้สึกลบ ใจเราก็เป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นเสียงดัง แดดร้อน อากาศหนาว คำต่อว่าด่าทอ ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ถ้าเรายอมรับได้ ความทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ใจก็เป็นปกติ แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ข้างหน้าเราคือความตาย ใจก็ยังสงบเย็นได้”
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #446 เมื่อ:
มิถุนายน 21, 2017, 02:10:08 pm »
อย่าเห็นแก่ตัว
“ความเห็นแก่ตัวหรือความยึดติดในตัวตน คนที่คิดถึงแต่ตนเอง จิตใจจะคับแคบ และมีความสุขได้ยาก ต่อเมื่อนึกถึงผู้อื่นอยู่เสมอ จิตใจจึงจะขยายใหญ่ และมีความสุขได้ง่ายขึ้น เพราะเห็นความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องเล็กลง ยิ่งให้ก็ยิ่งมีความสุข ทำให้เห็นชัดว่า ความสุขมิได้เกิดจากการมีการเสพเท่านั้น ที่ประเสริฐและยั่งยืนกว่านั้นคือความสุขที่เกิดจากการให้และการเกื้อกูลผู้อื่น”
พระไพศาล วิสาโล
*---------------------------------------------------*
“การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”
ท่านอาจารย์พุทธทาสย้ำเสมอว่า
“การทำงานคือการปฏิบัติธรรม”
ไม่ว่าจะทำอาชีพการงาน หรือทำกิจวัตรประจำวัน ก็สามารถเป็นโอกาสปฏิบัติธรรมหรือฝึกฝนจิตใจได้เสมอ เช่น ฝึกให้มีสติรู้ตัวอยู่เสมอ หรือลดละความเห็นแก่ตัว บ่มเพาะเมตตากรุณา รวมทั้งเสริมสร้างมโนธรรมให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การปล่อยวางจากความยึดติดถือมั่นในตัวตน หากปล่อยวางสิ่งติดยึดได้มากและลึกเท่าใด โพธิจิตซึ่งอยู่แกนกลางของใจก็จะงอกงามและเปล่งประกายสุกสว่างมากเท่านั้น ทำให้ชีวิตปลอดโปร่งสงบเย็นอย่างยิ่ง
พระไพศาล วิสาโล
ที่มา :
Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 21, 2017, 02:20:01 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #447 เมื่อ:
มิถุนายน 21, 2017, 02:22:18 pm »
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #448 เมื่อ:
มิถุนายน 21, 2017, 02:24:30 pm »
เมื่อประมาณ ๔๐-๕๐ ปีมาแล้ว
มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งขับเครื่องบินใบพัด แล้วเกิดอุบัติเหตุเครื่องตกบนเทือกเขาแอนดิส ในทวีปอเมริกาใต้ เทือกเขานี้สูงมาก มีแต่หิมะทั้งนั้น เครื่องตกลงมาพังยับเยิน แต่ตัวเขาไม่ตาย ต้องกระเสือกกระสน เดินฝ่าหิมะไปขอความช่วยเหลือจากผู้คน แต่เทือกเขานั้นกว้างใหญ่มาก เดินฝ่าหิมะ ๓ วันก็ยังไม่เห็นวี่แววของผู้คน อากาศก็หนาวเหน็บ จนกระทั่งเขาหมดแรง แต่เขารู้ว่าถ้าล้มฟุบตรงนั้นก็จะลุกขึ้นมาไม่ได้อีกเลย เขาจึงพยายามลุกขึ้นมาเดินต่อ เดินลุยหิมะไปได้สักพักก็หมดแรง
ตอนนั้นเขาคิดว่าต้องตายแน่นอน
จึงร่ำลาลูกเมียและเตรียมตัวตาย แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าตายตรงนั้นคงไม่มีใครพบศพเขา เมียก็จะลำบาก เพราะประเทศฝรั่งเศส ถ้าไม่พบศพ ต้องใช้เวลาถึง ๔ ปี ศาลจึงจะประกาศว่าเป็นบุคคลสูญหาย บริษัทประกันภัยถึงจะจ่ายเงินให้เมียหรือทายาท เขาจึงคิดว่าจะตายตรงนั้นไม่ได้ แล้วเขาเหลือบไปมองเห็นหินก้อนหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากหิมะ อยู่ห่างประมาณ ๑๐๐ เมตร เขาคิดว่าถ้าทิ้งร่างกายไว้บนหินก้อนนั้น คงมีโอกาสที่คนอื่นจะมาพบศพเขาได้ เขาจึงรวบรวมเรี่ยวแรง เดินกระเสือกกระสนไปจนถึงหินก้อนนั้น แต่ปรากฏเขาไม่ได้หยุดแค่ตรงหินก้อนนั้น เขายังมีแรงเดินต่อไปอีก ๑๐๐ กิโลเมตร จนกระทั่งไปถึงหมู่บ้าน แล้วมีคนช่วยชีวิตเขาไว้ได้
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มาก
คนซึ่งไม่มีเรี่ยวแรง กำลังจะตายอยู่แล้ว แต่สุดท้าย ด้วยความรักเมีย ด้วยความห่วงลูก อยากให้ลูกเมียได้รับเงินประกันชีวิต จะได้ไม่ต้องลำบาก ทำให้เขามีเรี่ยวแรง ทีแรกคิดว่าเดินไปอีก ๑๐๐ เมตรก็แย่แล้ว แต่ก็กัดฟันเดินด้วยความรักเมีย ด้วยความห่วงลูก สุดท้ายกลับมีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาอีก จนกระทั่งสามารถเดินไปได้ไกลกว่าเดิมหลายเท่า เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ใจของคนเรามีพลังมาก และสิ่งหนึ่งที่เป็นพลังให้กับคนเราได้คือความรัก ความห่วงใย
คนเรานั้นมีทั้งพลังบวกและพลังลบในตัว พลังลบ ได้แก่ ความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท พลังบวก
ได้แก่ ความเมตตากรุณา ความรัก ความห่วงใย ทำให้เราสามารถที่จะทำในสิ่งที่ยามปกติทำได้ยาก
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 22, 2017, 04:53:37 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
ยาใจ
Administrator
Hero Member
กระทู้: 15628
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
«
ตอบ #449 เมื่อ:
มิถุนายน 22, 2017, 04:54:35 pm »
มีคุณลุงคนหนึ่ง
เป็นคนที่ธัมมะธัมโมมาก ชอบชักชวนเพื่อน ๆ ไปทำบุญ ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เพื่อสร้างโบสถ์ สร้างวิหารให้แก่วัดในชนบท ยิ่งอยู่ในถิ่นทุรกันดารมากเท่าไร แกก็ยิ่งใส่ใจมากเท่านั้น ทำอย่างนี้ติดต่อมานานนับสิบปี วันหนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง แล้วมะเร็งก็ลุกลามเร็วมาก จนกระทั่งแกอยู่ในระยะสุดท้าย
เมื่อใกล้ตาย แกมีอาการกระสับกระส่าย ลูกหลานเห็นว่าแกเป็นคนธัมมะธัมโม ถ้าได้ฟังเทปธรรมะ ฟังพระสวดมนต์คงจะสงบ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผล แกยังมีอาการกระสับกระส่ายเหมือนเดิม ลูกหลานแปลกใจว่าทำไมคนธัมมะธัมโมฟังเทปธรรมะ ฟังพระสวดมนต์แล้วยังไม่สงบ
จนกระทั่งเพื่อนสนิทของลุงคนนี้มาถึง พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนก็ไปพูดกับคนไข้ว่า “โบสถ์ที่ยังสร้างไม่เสร็จไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันสร้างให้เสร็จ” พูดจบคนไข้ก็สงบ หายกระสับกระส่ายทันที แสดงว่าคำพูดนี้โดนใจแก ที่แกกระสับกระส่ายคงเป็นเพราะมีห่วงว่ายังสร้างโบสถ์ไม่เสร็จ จึงยังตายไม่ได้ ใจต่อต้านความตาย แต่พอได้ยินเพื่อนพูดแบบนี้ ก็สบายใจ และปล่อยวางได้ ในที่สุดก็ตายอย่างสงบ ไม่มีอาการทุรนทุราย กระสับกระส่าย
เรื่องนี้เตือนใจว่า
การทำบุญทำกุศล เช่น การสร้างโบสถ์ แม้ว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องตาย ก็ต้องวาง ถ้ายังยึดติด แม้เป็นเรื่องบุญกุศล ก็ทำให้ทุกข์ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อถึงเวลาใกล้ตายก็ต้องรู้จักวาง อะไรที่ยังทำไม่เสร็จก็ต้องวางให้ได้
ลุงคนนี้ทำใจไม่ได้ แต่ยังดีที่มีเพื่อนมาช่วยพูดให้ปล่อยวางได้ แต่เมื่อถึงคราวของเรา อาจไม่มีใครมาพูดแนะนำให้ปล่อยวางได้ เมื่อหวังพึ่งใครไม่ได้ก็ต้องพึ่งตัวเอง ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางด้วยตัวเอง
เมตตากรุณามีประโยชน์ แต่ก็ต้องรู้จักความพอดี และต้องรู้จักวางด้วยเหมือนกัน
การทำความดี การทำบุญทำกุศล การสร้างวัดวานั้นดี มีประโยชน์ เป็นบุญกุศลมาก แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องวาง เพราะถ้าไม่วาง ยังยึดติดอยู่ ก็สามารถก่อโทษแก่ตัวเราได้ ท่านอาจารย์พุทธทาสเตือนว่า ระวังอย่าให้ความดีกัดเจ้าของ
พระพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า
ธรรมะของพระองค์นั้นเหมือนกับแพ มีไว้เพื่อให้เราข้ามฟาก เมื่อถึงฝั่งแล้วเราก็เดินขึ้นฝั่ง ไม่ต้องแบกเอาแพติดตัวไปด้วย นั่นคือ ต้องรู้จักปล่อย รู้จักวาง ขนาดกุศลธรรมซึ่งมีประโยชน์ เรายังต้องรู้จักวาง นับประสาอะไรกับอกุศลธรรม ยิ่งมิอาจยึดติดได้เลย
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ที่มา : Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 22, 2017, 04:58:01 pm โดย ยาใจ
»
เข้าสู่ระบบ
พิมพ์
หน้า:
1
...
28
29
[
30
]
31
32
...
55
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
น้ำใจธรรม.เนต
»
สาระธรรม,ความรู้ที่เป็นประโยชน์
»
คติธรรม-คำกลอน
(ผู้ดูแล:
ยาใจ
) »
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล