ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352839 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #540 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2018, 03:05:34 pm »



   มุมมองของความสุข 

มีผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า บ่ายวันหนึ่งมีรถแท๊กซี่มาจอดอยู่หน้าบ้านของเธอ ซึ่งอยู่ในซอย พอเห็นรถแท็กซี่มาจอดหน้าบ้าน เธอรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที รู้สึกว่าหากมีรถในบ้านจะเข้าจะออกจะทำอย่างไร พอมองไปที่ร่มไม้ก็ยิ่งไม่พอใจว่า นั่นเป็นต้นไม้ที่พ่อปลูกไว้เพื่อให้ร่มเงาหน้าบ้าน ไม่ใช่ที่ที่จะให้ใครมาจอดเพื่ออาศัยร่มเงา

แต่สักพักเธอก็ได้สติ เพราะมาคิดทบทวนใหม่ว่าตอนนี้เราก็ยังไม่มีธุระจะออกจากบ้าน ถนนหรือซอยนั้นก็เป็นของสาธารณะมี ขนาดกว้างพอสมควร ถ้าจะเข้า-ออก ก็คงจะไม่ลำบาก เธอคิดด้วยว่าคนขับคงเหนื่อย อากาศร้อน พอเห็นร่มเงาจึงมาจอดพัก พอเธอนึกถึงคนขับแท็กซี่คนนั้น ที่คงจะร้อนเพราะอากาศอบอ้าว และได้มาอาศัยร่มเงาหน้าบ้านของเธอเป็นที่ดับร้อน เธอก็รู้สึกดีขึ้น

และยิ่งรู้สึกดีขึ้นอีกเมื่อเห็นคนขับแท๊กซี่เอาข้าวมากิน เธอดีใจว่าต้นไม้ที่พ่อปลูกได้ให้ร่มเงาแก่คนที่ร้อน คนขับแท๊กซี่อาจจะเหนื่อย ยังไม่ได้กินข้าวเลยตั้งแต่เช้า ได้มาอาศัยร่มเงาของต้นไม้ที่พ่อเธอปลูกไว้ ได้ใช้ประโยชน์ ดับทุกข์ เธอจึงดีใจความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไปจากทีแรกที่เธอรู้สึกไม่พอใจเพราะรู้สึกว่านี่เป็นบ้าน "ของฉัน" หน้าบ้านของฉันซึ่งที่จริงเป็นถนนสาธารณะ แต่พอไปนึกเองว่าถนนหน้าบ้านนี้เป็นของฉันก็เลยเกิดความไม่พอใจทันทีที่มีรถแท๊กซี่มาจอด และยิ่งไม่พอใจเมื่อนึกว่าต้นไม้ "ของพ่อฉัน" ปลูกไว้เพื่อให้ร่มเงากับลูกๆ

แต่พอเธอกลับมาคิดอีกมุมหนึ่งมองถึงความรู้สึกของคนขับแท็กซี่ว่า เขาคงร้อน เหนื่อย หิวความรู้สึกของเธอก็เปลี่ยนไป เกิดความเห็นใจความเมตตาขึ้นมาและสิ่งที่ตามมาคือความสุข ความดีใจที่เขาได้ดับทุกข์โดยอาศัยร่มเงาหน้าบ้านของเธอ

คนบางคนเมื่อเจอเหตุการณ์นี้ จะโมโหไม่พอใจ อาจจะเดินไปต่อว่าคนขับแท๊กซี่แต่คนบางคนกลับรู้สึกดีใจ อันนี้เป็นเพราะ "คุณภาพจิต" หรือ "มุมมอง"

เธอดูอยู่สักพัก คนขับแท๊กซี่กินข้าวเสร็จและขับรถออกไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่หน้าบ้านของเธอ รถจะเข้าจะออกก็ไม่มีปัญหา เธอจึงคิดได้ว่าเมื่อสักครู่เรากังวลไปเองว่าหากรถจะเข้าจะออกจะทำอย่างไร ที่จริงเป็นการกังวลไปล่วงหน้า เพราะแท๊กซี่อยู่ประเดี๋ยวเดียวก็ไปแล้ว เธอกังวลเพราะไปคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คนเราก็ทุกข์เพราะเหตุนี้เหมือนกัน อะไรบางอย่างยังไม่เกิดขึ้นเลยแต่กังวลไปล่วงหน้าแล้ว เป็นเพราะว่าใจไปอยู่กับอนาคต มองข้ามปัจจุบันไป

คนเราจะทุกข์หรือสุขอยู่ที่มุมมอง ซึ่งมีส่วนทำให้ใจเราเล็กหรือแคบ หรือทำให้ใจเรากว้างใหญ่ ถ้าเราคิดถึงแต่ตัวเอง ทำให้ใจเราคับแคบ เช่น คิดว่าบ้านของฉัน ถนนของฉัน ต้นไม้ของพ่อฉัน แต่ถ้าเราคิดถึงคนอื่น ก็ทำให้ใจเรากว้างขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าใจเราก็แคบ เราก็คิดถึงตัว เองอยู่เสมอ แต่ถ้าใจเรากว้างเราจะคิดถึงคนอื่นๆ ได้ง่าย เวลาเจอเหตุการณ์อะไรแล้วทุกข์ ลองนึกดูว่าเป็นเพราะเราคิดถึงแต่ตัวเองหรือเปล่า หรือเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง


พระไพศาล วิสาโล

   download หนังสือ ขยายใจให้ใหญ่ขึ้นได้ที่ ===> http://www.visalo.org/book/WordaPdf/kayaijai.pdf



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 31, 2019, 07:25:10 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #541 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2018, 03:56:30 pm »




" ทำไมรู้ว่าโกรธแล้วไม่หายโกรธ "

ความโกรธเกิดขึ้นเมื่อจิตเผลอ ไม่มีสติ หลง
เมื่อสติเกิดขึ้น ความหลงจะหายไป
ความเผลอจะหายไป
เพราะความโกรธนั้นไม่มีที่ตั้ง

ปัญหาของผู้ปฏิบัติก็คือ ขณะที่รู้ว่าโกรธนั้น
ลึกลงไปในใจมีความรู้สึก
ไม่ชอบความโกรธนั้นร่วมอยู่ด้วย
จึงไม่ใช่แค่ "รู้เฉยๆ" แต่มีความรู้สึกว่า
อยากผลักไสความโกรธออกไปด้วย
จึงไม่ใช่สติที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

หากจะเปรียบความโกรธเหมือนไฟ
และสติเหมือนน้ำ เหตุใดน้ำนี้จึงดับไฟไม่ได้?

สาเหตุที่น้ำนี้ไม่สามารถดับไฟได้
ก็เพราะน้ำนี้ไม่บริสุทธิ์ แต่เจือด้วยน้ำมัน

น้ำมันในที่นี้ คือ ความรู้สึกลบต่อความโกรธ
อยากจะให้ความโกรธหายไป
มันมีทั้งตัณหาและโทสะร่วมอยู่ด้วยกัน
ตัณหา คือ ความอยากให้ความโกรธหายไป
โทสะ คือ ไม่ชอบความโกรธ รู้สึกลบต่อความโกรธ
จึงเปรียบเหมือนน้ำที่ไม่บริสุทธิ์ เจือด้วยน้ำมัน

หลายคนมักบ่นว่า "ทำไมรู้ว่าโกรธแล้วไม่หายโกรธ"
สาเหตุก็เพราะว่าไม่ได้แค่รู้เฉยๆ
ไม่ได้รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง
แต่มีความรู้สึกลบต่อความโกรธร่วมอยู่ด้วย...

สิ่งใดก็ตามที่ถูกกดข่มจะสู้ จะต่อต้าน
มีคำพูดหนึ่งที่อาตมาใช้ได้ดี คือ

อะไรที่เธอผลักไสจะคงอยู่
อะไรที่เธอตระหนักรู้จะหายไป

เราจึงต้องมีสติรู้ให้เท่าทันตรงนี้ให้มากขึ้น
ซึ่งเป็นตัวที่ละเอียด เมื่อเราแค่รู้เฉยๆ
ความโกรธจะดับไปเอง
ความฟุ้งซ่านก็เช่นเดียวกัน
แต่หากยิ่งพยายามกดข่มไว้
ความฟุ้งซ่านก็จะยิ่งรังควานจิตใจเรา
สิ่งใดที่เรากดข่มจะไม่ยอมไปง่ายๆ
ถ้าเป็นความรู้สึกผิด ยิ่งพยายามกดข่ม
ยิ่งพยายามลืม ก็จะยิ่งรบกวนจิตใจหนักขึ้นไปอีก

หนทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยได้ก็คือ
ต้องรู้มันด้วยใจที่เป็นกลาง
อารมณ์เหล่านั้นก็จะไม่มีที่ตั้งอีกต่อไป


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2018, 04:01:59 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #542 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2018, 04:01:38 pm »



สำหรับคนที่ยังไกลโรคไกลความตาย แม้จะ “รู้” ว่าชีวิตนั้นมีระยะที่จำกัด แต่นั่นก็เป็นแค่ “ความคิด” ยังไม่ “รู้สึก” หรือรู้ซึ้งถึงใจ และบ่อยครั้งก็อาจจะหลงลืมเพราะมัวเพลิดเพลินกับความสุขสนุกสนาน หาไม่ก็ง่วนอยู่กับการแสวงหาทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง และอำนาจ เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต ต่อเมื่อใกล้ตายจึงรู้ความจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้ คนที่ใกล้ตายนั้นไม่มีใครเลยสักคนที่ร้องว่า “ขอให้ฉันเป็นผู้จัดการ(หรือรัฐมนตรี)นานกว่านี้” หรือ “ขอให้ฉันถูกรางวัลที่ ๑ สักครั้งเถิด”

เรามักคิดว่าชีวิตนั้นผัดผ่อนได้ อีกทั้งยังฝากความหวังไว้กับวันพรุ่งนี้ว่าฉันจะมีความสุขกว่านี้แน่ถ้ามีเงินมากกว่านี้หรือมีบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม แต่คนใกล้ตายนั้นรู้ดีว่าชีวิตนั้นผัดผ่อนไม่ได้อีกแล้ว และไม่สามารถฝากความหวังไว้กับอนาคต ถ้าต้องการความสุขและชีวิตที่ไพบูลย์ก็ต้องหาจากปัจจุบัน เดี๋ยวนี้และตรงนี้ นั่นหมายถึงการเปลี่ยนมุมมองจนเห็นแง่งามหรือคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่ ซึ่งแต่เดิมถูกมองข้ามไปเพราะไปจดจ่ออยู่กับสิ่งนอกตัว หรือคอยคาดหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ข้างหน้า

ความตายนอกจากจะบังคับให้เราหยุดไล่ล่าอนาคต และหันมาเผชิญหน้ากับปัจจุบันแล้ว ยังอาจทำให้เราตื่นจากความหลง และพบว่าสิ่งพื้น ๆ สามัญนั้นทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เช่น ความดี ความรัก ความเอื้ออาทร รวมทั้งการรู้จักตัวเอง เมื่อภาวะแตกดับใกล้มาถึง สิ่งเหล่านี้สามารถนำพาชีวิตที่เหลืออยู่ให้พบกับความสุข และประคองใจให้ไปถึงที่สุดอย่างสงบ

ไม่มีอะไรที่ทำให้คนเราประจักษ์แจ้งถึงสัจธรรมได้ดีกว่าความตายและความพลัดพรากสูญเสีย ดังผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าในมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่าชีวิต หลักสูตรสำคัญที่สุดก็คือความพลัดพรากสูญเสีย ผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้ได้ย่อมเรียกว่า “บัณฑิต” ได้โดยแท้ แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านหลักสูตรนี้ได้เพราะไม่สามารถเรียนรู้อะไรเลยจากความพลัดพรากสูญเสีย ต่อเมื่อความตายมาประชิดตัวจึงค่อยเห็นสัจธรรมและเข้าใจบทเรียนชีวิต

เราไม่จำเป็นต้องรอให้ความตายมาถึงตัวจึงค่อยเกิดปัญญา เราสามารถเรียนรู้สัจธรรมและบทเรียนชีวิตโดยหมั่นสดับฟังคำสอนจากผู้รู้ หนึ่งในบรรดาผู้รู้ก็คีอผู้ใกล้ตายนั่นเอง เขาเหล่านั้นเป็นครูที่สอนบทเรียนชีวิตที่ดีที่สุดแก่เรา และบทเรียนอย่างหนึ่งที่ทรงคุณค่ายิ่งก็คือความจริงที่ว่าในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เราสามารถค้นพบสิ่งประเสริฐที่สุดในตัวเรา สิ่งประเสริฐที่สุดในตัวเรา ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่า สติ ปัญญา สมาธิ เมตตา นี้แหละที่สามารถนำพาเราผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี แม้วิกฤตนั้นจะหมายถึงที่สุดของความพลัดพรากอันได้แก่ความตายก็ตาม

ความตายและความพลัดพรากสูญเสียจึงมิใช่สิ่งที่น่ากลัว หากเป็นสิ่งที่เราควรทำความเข้าใจตามความเป็นจริง และรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น แน่นอนว่าด่านแรกที่ต้องเอาชนะให้ได้คือความกลัว แม้แต่ความตายก็ไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวตาย เรากลัวเพราะเราไม่รู้ และเราไม่รู้ก็เพราะเราไม่กล้าออกไปเผชิญ การออกไปเผชิญกับสิ่งที่เรากลัวคือการเอาชนะความกลัว ชนะเพราะรู้ มิใช่ชนะเพราะขจัดสิ่งที่เรากลัวออกไป ความตายและความพลัดพรากไม่มีใครหนีพ้น แต่เราสามารถเอาชนะได้ด้วยการกล้าเผชิญจนรู้และเข้าใจตามความจริง ไม่กลัวและไม่ทุกข์เพราะมันอีกต่อไป

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
ส่วนหนึ่งจาก คำนำจากหนังสือ Life Lessons ชีวิตสอนอะไรเราบ้าง
http://www.visalo.org/prefaces/lifeLessons.html




ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2018, 04:08:10 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #543 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2018, 04:06:42 pm »



บ้านที่แท้จริงนั้นประเสริฐกว่าบ้านที่เราจากมา บ้านที่เป็นอาคาร ที่ก่อด้วยอิฐ สร้างด้วยไม้ แต่บ้านที่เราจะได้พบสัมผัสด้วยใจนี้ คือ "ความรู้สึกตัว"

ความรู้สึกตัวเป็นบ้านของใจที่ประเสริฐมาก เพราะไม่มีอะไรที่จะทำให้เราต้องวิตกกังวลเหมือนบ้านที่ก่อด้วยอิฐหรือปูนซึ่งเดี๋ยวหลังคาก็รั่ว เดี๋ยวฝาก็ร้าว เดี๋ยวพื้นก็ทรุด เดี๋ยวท่อก็แตก  บางแห่งพื้นทรุด จนไม่กล้าอยู่ กลัวว่ามันจะพังครืนลงมานั่นแหละ

คือบ้านที่ก่อด้วยอิฐด้วยปูน แม้จะราคาหลายล้าน แต่ก็สร้างความกังวลได้ แต่บ้านของใจหรือความรู้สึกตัวนั้น ไม่มีอะไรที่จะทำให้เรากังวลเลย อย่แล้วมีแต่ความสบายใจ มีแต่ความโปร่งเบา

บ้านนี้เราจะพบได้ก็ด้วยการมีสติ สติทำให้เราไม่ลืมตัว ทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำให้จิตกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา

ความรู้สึกตัว ภาษาบาลีเรียกว่า “สัมปชัญญะ” สติและ สัมปชัญญะนั้นคู่กัน สติคือไม่ลืม สัมปชัญญะคือไม่หลง ไม่หลง คือรู้ตัวหรือรู้สึกตัว เราจะเกิดภาวะนี้ได้ ก็ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔ วัดป่าสุคะโตมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “สถาบันสติปัฏฐาน” คือเป็นสถานที่ที่จะช่วยให้เรารู้วิธีเข้าถึงสิ่งประเสริฐของชีวิต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สติปัฏฐาน ๔ เป็นทางเอกที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น คำว่าทางเอก ภาษาบาลีเรียกว่า “เอกายโนมัคโค” แปลอีกอย่างว่า ทางตรงสู่ความพ้นทุกข์ ส่วนทางที่ไม่ตรง แต่ไปถึงเหมือนกัน อาจจะช้าหน่อย เช่น การให้ทาน การรักษาศีล


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 17, 2018, 04:17:17 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #544 เมื่อ: พฤษภาคม 17, 2018, 04:16:49 pm »



ความทุกข์”เปรียบเสมือนการแบกหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเอาไว้ ระหว่างทางปากเราก็บ่นว่าหนัก พยายามเรียกหาคนช่วย บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำสารพัดวิธีเพื่อหวังให้สบายขึ้น แต่สิ่งเดียวที่เราไม่ทำคือ วางหินก้อนนั้นลง เมื่อรู้สึกหนักจึงทำให้เราเกิดทุกข์ แต่สิ่งที่ทำให้เราทุกข์นั้นกลับไม่ใช่หิน แต่เป็นเพราะการแบกหินดังนั้นวิธีที่จะทำให้เราหลุดพ้นได้คือ“วางมันลง”

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2018, 01:27:39 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #545 เมื่อ: กันยายน 06, 2018, 01:21:33 pm »



คุณป้าคนหนึ่งไม่สบายไปหาหมอหลายครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร วันหนึ่งหมอบอกว่าป้าเป็นมะเร็งตับนะ อยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ป้าตกใจมาก กลับบ้านก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้งตื่นตระหนกและหมดอาลัยตายอยากในชีวิต อยู่ได้แค่ ๑๒ วันก็ตาย อย่างนี้เรียกว่าตายเร็วเพราะวิตกกังวลสารพัด บางคนป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้ ๓ เดือน แต่อยู่ได้ ๓-๕ ปีก็มี ดังนั้นความเจ็บป่วยนั้นมันไม่ใช่เรื่องของกายอย่างเดียว ใจก็สำคัญด้วย หากวิตกกังวลแทนที่จะมีสติ ปล่อยให้ใจฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา ก็จะตายเร็ว ถ้าไม่อยากตายเร็ว ก็ควรหันมาปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรม ส่วนหนึ่งก็เพื่อฝึกจิตเพื่อให้มีสติและปัญญา ปฏิบัติธรรมเพื่อรักษาจิต ดูแลใจไม่ให้ปรุงแต่ง ไม่เผลอรับคำเชิญของสิ่งต่าง ๆ ที่มาชวนให้เป็นทุกข์ กายป่วยแต่ใจไม่ป่วยก็ได้ ทรัพย์สมบัติสูญเสียไป ใจไม่เสียศูนย์ก็ได้ คนรักตายจากไปแต่ใจเป็นปกติก็ทำได้เช่นกัน ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา แม้มีสิ่งร้าย ๆ มากระทบ เราไม่เพียงปกติเท่านั้น แต่กลับจะเข้มแข็งกว่าเดิมด้วย

มีคุณแม่ท่านหนึ่งเล่าว่า หลายปีก่อน ลูกชายขอไปเรียนต่อที่อินเดีย เขาเป็นเด็กดี มีความรับผิดชอบสูง แม่จึงอนุญาตให้ไป แต่ไปอินเดียได้ไม่กี่เดือนลูกก็เกิดอุบัติเหตุจมน้ำตาย แม่เศร้าโศกเสียใจมาก และรู้สึกผิดด้วย เอาแต่โทษตนเองว่าทำให้ลูกตาย เธอเสียศูนย์มาก ทำการทำงานไม่ได้เลย แทบไม่เป็นผู้เป็นคน ต่อมามีคนชวนให้เธอไปปฏิบัติธรรม เมื่อได้มีโอกาสฟังธรรม จึงเข้าใจว่า แต่ละคนมีกรรมเป็นของตน และได้ตระหนักว่า ความตายและการสูญเสียพลัดพรากเป็นเรื่องธรรมดา ทำให้คลายความเศร้า ขณะเดียวกันเมื่อได้เจริญสติ เวลามีความรู้สึกผิดเกิดขึ้น ก็ดูมัน ไม่กดข่มผลักไสมัน ในที่สุดความรู้สึกผิดก็ไม่มารบกวนจิตใจต่อไป ทำให้จิตใจมีความสงบเย็น เป็นความสุขที่ไม่เคยประสบมาก่อน

การปฏิบัติธรรมทำให้คุณแม่ท่านนี้กลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เข้มแข็งและมีความสุขกว่าเดิม เธอบอกว่าขอบคุณความตายของลูกที่ทำให้แม่เห็นธรรมะ อย่างนี้เรียกว่าเปลี่ยนร้ายกลายมาเป็นดี จะทำอย่างนั้นได้ต้องอาศัยธรรมะ หลายคนเข้าหาธรรมะเพราะเป็นมะเร็ง เพราะกลัวตาย แต่พอมาสนใจธรรมะ จึงรู้ว่าความเจ็บป่วยไม่ใช่เรื่องร้ายเสมอไป อีกทั้งสมาธิภาวนายังทำให้พบความสุขสงบเย็นอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน

การปฏิบัติธรรมหรือการทำบุญ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเราจะไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่เจอความพลัดพราก สูญเสีย บางคนทำบุญสม่ำเสมอมาตลอด วันหนึ่งเป็นมะเร็ง ก็ตัดพ้อต่อว่า ทำไมฉันเป็นมะเร็ง ทั้งที่ทำบุญมาตลอดชีวิต ?

การรักษาศีลและทำบุญ ทำให้เกิดสุขก็จริง แต่ก็ป้องกันความทุกข์ได้ระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับป้องกันได้ทั้งหมด ถ้าเราถือศีล ๕ ไม่กินเหล้า เรามีสติสัมปะชัญญะ ก็จะไม่เกิดอุบัติเหตุกับเราง่าย ๆ โอกาสที่จะขับรถชนต้นไม้หรือแหกโค้งจนพิการมีน้อยมาก แต่บางครั้งอาจจะมีรถคันอื่นแล่นมาชนรถเราได้เหมือนกัน

ประมาณ ๔๐ ปีก่อน เกิดไฟไหม้ใหญ่ที่กลางเมืองสุรินทร์ ผู้คนสิ้นเนื้อประดานับพัน บางคนตัดพ้อว่าทำบุญมามาก ทำไมบุญไม่รักษา ธรรมไม่คุ้มครอง บางคนเสื่อมศรัทธาในการทำบุญทำทานไปเลย ถึงกับบอกว่าจะไม่เข้าวัดแล้ว หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม ซึ่งอยู่กลางเมืองสุรินทร์ ได้ยิน จึงพูดเตือนสติว่า “ไฟมันทำตามหน้าที่ของมัน ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้น หมายความว่า ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพรากจากกัน สิ่งเหล่านี้มันมีประจำโลกอยู่แล้ว ทีนี้ผู้มีธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรมะ เมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ธรรมะช่วยไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ใช่อย่างนั้น”

คนที่ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงธรรมจะไม่คาดหวังว่าเหตุร้ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับตน เพราะเขารู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เขาจะสนใจว่า ว่าทำอย่างไรใจจึงจะไม่เป็นทุกข์เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2018, 01:27:53 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #546 เมื่อ: กันยายน 06, 2018, 01:24:08 pm »




ร่างกายของเรามีสองสภาวะคือ ตื่น กับ หลับ จิตใจของเราก็มีสองสภาวะเช่นกัน คือ รู้ กับ หลง ในยามปกติคนเราตื่นมากกว่าหลับ แต่จิตใจนั้นกลับหลงมากกว่ารู้ เช่น หลงอยู่ในอดีตหรืออนาคต โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน การหลับนั้นเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ทำให้ร่างกายได้พักผ่อน หายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ความหลงนั้นเป็นโทษแก่เราอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อหลงอยู่ในความคิดหรืออารมณ์ที่เป็นอกุศล ไม่เพียงทำให้เราจมในความทุกข์จนไถ่ไถ่ถอนไม่ขึ้นแล้ว ยังเป็นเหตุให้เราสร้างความทุกข์แก่ผู้อื่น เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจตามมา

กล่าวได้ว่าความทุกข์ใจของผู้คนทุกวันนี้เกิดจากความหลงเป็นสำคัญ ความโกรธ เกลียด เศร้า วิตก กังวล เครียด จึงสามารถครอบงำ เผาลน และทิ่มแทงจิตใจได้ ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งหลง และยิ่งหลงก็ยิ่งทุกข์ แต่เมื่อใดที่มีสติ รู้สึกตัวขึ้นมา ใจก็หลุดจากอารมณ์เหล่านั้นทันที การนำความรู้สึกตัวมาแทนที่ความหลง เป็นหนทางออกจากทุกข์ ที่ทุกคนทำได้ ความรู้สึกตัวนี้แหละเป็นพื้นฐานของการรู้ความจริงของกายและใจอย่างแจ่มแจ้ง เป็น “รู้” ที่จะทำลาย “หลง”ได้อย่างสิ้นเชิง จนไม่มีทุกข์หลงเหลือ

การฝึกฝนจิตใจให้รู้มาแทนหลง คือหนทางสู่ความพ้นทุกข์ แต่การที่เราจะรู้ได้ ก็ต้องหลงก่อน จะว่าไปแล้วหลงนั้นแม้เป็นโทษ แต่ก็มีประโยชน์ตรงที่หากเห็นมัน ความรู้ก็เกิดแก่เรา ดังที่หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณได้กล่าวในหนังสือเล่มนี้ว่า “ความหลงไม่ใช่ผิด มันเป็นความรู้ต่างหาก” นั่นคือความรู้ว่า หลงก็ไม่เที่ยง รวมทั้งรู้ว่า หลงมีอาการอย่างไร ต่างจากความรู้ตัวอย่างไร การรู้จักอาการของมัน ทำให้เรารู้เท่าทันเมื่อมันเกิดขึ้น ซึ่งช่วยให้ได้สติ และความรู้ตัวตามมา


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2018, 03:04:46 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #547 เมื่อ: กันยายน 06, 2018, 01:30:00 pm »




มีนักธุรกิจหญิงคนหนึ่งเป็นโรคหัวใจ ต้องผ่าตัด เมื่อเธอขึ้นไปบนเตียงผ่าตัดแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้สั่งเสียธุระเรื่องหนึ่งกับลูกน้อง เป็นเรื่องสำคัญเสียด้วย ต้องรีบสั่งเสีย เพราะไม่รู้ว่าการผ่าตัดครั้งนี้เธอจะรอดหรือไม่

ความวิตกกังวลทำให้เธอไม่ยอมสลบทั้ง ๆ ที่หมอวางยาสลบแล้ว ยาสลบทำอะไรเธอไม่ได้เลย หมอก็แปลกใจว่าทำไมไม่สลบ จนกระทั่งเธอขอยืมโทรศัพท์มือถือจากหมอ พอสั่งเสียลูกน้องจนเสร็จ เธอก็สลบไปเลย แล้วก็ผ่าตัดได้สำเร็จเรียบร้อย

ถ้าจิตของคนเรามีความกังวล ไม่ปล่อย ไม่วาง บางครั้งยาก็เอาไม่อยู่ ร่างกายจะตื่นอยู่ตลอดเวลา แต่พอเสร็จธุระ ความกังวลหมดไป กายก็สลบ ชี้ให้เห็นว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

ถ้าหากว่าเราไม่หมั่นฝึกจิต หรือดูแลใส่ใจจิตของเรา จิตก็สามารถที่จะอาละวาด หรือซ้ำเติมเราได้ เพราะมันมีพลัง อะไรก็ไม่สามารถต้านทานได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเราฝึกใจให้ดี ก็อาจทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เหมือนกัน

คุณหมอสุมาลี นิมมานนิตย์ เป็นหมอผู้เชี่ยวชาญโรคไตของศิริราช ท่านเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ท่านเล่าว่ามีคนไข้อยู่คนหนึ่ง ป่วยเป็นโรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง(SLE) คือภูมิต้านทานมันทำอวัยวะตัวเอง เรียกง่าย ๆ ว่าร่างกายไม่เป็นมิตรกับตัวเอง

ตอนอายุสิบสองเคยถูกหมอคนหนึ่งฉีดยาที่ไขสันหลัง หมอคงมือหนัก และอาจจะไม่มีจิตวิทยา ทำให้เด็กเจ็บมาก เจ็บจนเกลียดหมอและกลัวเข็มฉีดยา ถึงกับด่าหมอและร้องกรี๊ดจนชัก เป็นอย่างนี้อยู่หลายครั้ง บางครั้งก็หมดสติไปเลย

ต่อมาแม่พาเธอไปรักษาที่ศิริราช ได้รู้จักกับคุณหมอสุมาลี คุณหมอพูดคุยกับเธอ จนเกิดความคุ้นเคย เช่น ไต่ถามเธอว่าร้องไห้เรื่องอะไร โกรธใคร มีเรื่องเครียดหรือไม่ เวลาเด็กตอบว่าฝันร้าย คุณหมอก็ให้เด็กวาดรูปให้ดู สิ่งที่คุณหมอทำคือช่วยให้เด็กกลับมาดูความรู้สึกของตัว และเข้าใจความกลัวของตัว

พอเธอโตขึ้นคุณหมอก็สอนวิธีเดินจงกรม แล้วพาไปเข้าคอร์สเจริญสติ หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกดีขึ้น ไม่เครียด ความดันไม่ขึ้น และไม่กลัวเข็มฉีดยา เวลาฟอกไต ต้องใช้เข็มขนาดใหญ่กว่าตะปู เธอก็นิ่งมาก มองเข็มโดยไม่มีอาการอะไร แถมยังกำหนดลมหายใจจนหลับไป จากเด็กที่กลัวเข็มจนเป็นลม ตอนหลังก็สามารถดูเข็มฉีดยาแทงเข้าร่างกายตัวเองได้

เมื่อถึงวันที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนไต ปรากฏว่าเธอแพ้ยาระงับปวดอย่างหนักจนอาเจียน แผลระบม หมอไม่รู้จะทำอย่างไรดี แต่เธอบอกว่า ไม่เป็นไรหมอ ขอยาพาราหนึ่งเม็ด เธอกินพาราเสร็จก็กำหนดลมหายใจเข้าออกจนหลับไป ปรากฏว่าหมอสามารถผ่าตัดต่อไปได้จนสำเร็จ โดยไม่มีเสียงร้องเจ็บจากเธอเลย หมออัศจรรย์ใจมาก กลายเป็นกรณีศึกษาว่าอำนาจจิตมีพลังมาก ถ้าใช้ให้เป็น ก็สามารถช่วยให้เราอยู่กับความเจ็บปวดได้ โดยไม่มีอาการทุกข์ทรมาน

จิตนั้นมีพลังมาก อยู่ที่ว่าเราจะใช้ไปทางไหน ถ้าปล่อยจิตให้จมอยู่กับความกลัว ความตื่นตระหนก มันก็สามารถทำให้เราตายได้ง่าย ๆ เพราะว่าร่างกายแย่ลงจนไม่ทำงาน ถ้ามีความกังวล ยาก็เอาไม่อยู่ แต่ถ้ามีความสงบ มีสมาธิ มีสติ กายเจ็บแค่ไหน จิตก็เอาอยู่ จิตนั้นมีพลัง สามารถทำให้กายซึ่งท้อแท้หรือปวกเปียก กลับมามีพลังขึ้นมาได้


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2018, 01:34:07 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #548 เมื่อ: กันยายน 06, 2018, 01:33:26 pm »



ชั่วชีวิตของคนเรา มีวิชามากมายที่ต้องเรียนรู้ มิใช่เพื่อความอยู่รอดเท่านั้น แต่ยังเพื่อความเจริญก้าวหน้าและผาสุก วิชาเหล่านี้เปิดสอนทั้งในโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย โดยมีการวัดผลอย่างจริงจัง แต่มีวิชาหนึ่งที่มักถูกละเลย และแทบไม่มีสอนในสถาบันการศึกษาใด ๆ นั่นคือ วิชาชีวิต

มีวิชามากมายที่เรียนอย่างหน้าดำคร่ำเครียดในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ครั้นสอบผ่านแล้วหลายคนแทบไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์เลย แต่วิชาชีวิตนั้นหาเป็นเช่นนั้นไม่ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ตลอดเวลา วิชามากมายเรียนแล้วช่วยให้ร่ำรวยมีสถานภาพทางสังคม แต่ไม่ได้ช่วยแก้ทุกข์ได้เลย ไม่ว่ายามเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกต่อว่าด่าทอ สูญเสียคนรัก หรือล้มป่วย ในขณะที่วิชาชีวิตนั้นช่วยให้เราก้าวข้ามปัญหาชีวิตไปได้ด้วยดี แม้ประสบกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิต จิตก็ยังเป็นปกติสุขอยู่ได้

วิชาชีวิตช่วยให้เราไม่จมทุกข์ หรือซ้ำเติมตนเองยามประสบปัญหา ขณะเดียวกันก็ไม่หลงระเริงในลาภยศและความสำเร็จ มีภูมิคุ้มกันรักษาใจไม่ให้อารมณ์อกุศลครอบงำ และสามารถเป็นสุขได้ในทุกหนแห่ง เมื่อพลัดพรากก็ไม่เศร้าโศกเสียใจ เมื่อสูญเสียก็ไม่ตีอกชกหัว เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่คร่ำครวญ และเมื่อจะตายก็ไม่พรั่นพรึง

วิชาชีวิตนั้นเรียนได้จากประสบการณ์ชีวิต โดยมีปัญหาต่าง ๆ เป็นทั้งการบ้านและบททดสอบ โดยมีความตายเป็นการสอบไล่ ชนิดที่ไม่มีการแก้ตัว หากสอบตกก็ทุรนทุรายก่อนตายโดยมีอบายเป็นที่หมาย หากสอบได้ก็จากไปอย่างสงบและเข้าถึงสุคติ น่าเสียดายที่คนจำนวนไม่น้อยพากันสอบตก เพราะไม่คิดว่าจะมีการสอบไล่ชนิดนี้รออยู่ จึงมิได้เตรียมตัวแม้แต่น้อย หรือหนักกว่านั้นคือไม่คิดว่ามีวิชาชีวิตที่ต้องเรียนเลยด้วยซ้ำ ทั้งชีวิตจึงปล่อยโอกาสทองให้หลุดลอยไป แต่ผู้มีปัญญานั้นย่อมตระหนักเสมอว่า ชีวิตนี้มีขึ้นเพื่อการเรียนรู้ และการเรียนรู้ที่สำคัญคือวิชาชีวิต ดังนั้นจึงหมั่นศึกษาหาบทเรียนจากวิชานี้อยู่เสมอ รางวัลที่ได้คือเมื่อยังมีลมหายใจก็เป็นสุขในทุกที่ ครั้นวาระสุดท้ายมาถึงก็พร้อมรับความตายด้วยใจสงบ




ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2018, 03:07:04 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #549 เมื่อ: กันยายน 06, 2018, 01:36:08 pm »



รู้ใจตัวเอง

เวลาเรามีเพื่อนเราก็อยากได้เพื่อนที่รู้ใจ
เวลาเราทำงาน ก็อยากได้ลูกน้องที่รู้ใจ
รวมทั้งเวลาเรามีแฟนมีคู่ครอง ก็อยากได้แฟนหรือคู่ครองที่รู้ใจ
เวลาเรามีความทุกข์ เราก็อยากให้คนเห็นใจเรา

แต่ว่าเราเคยถามตัวเราเองหรือเปล่าว่า
ที่เรียกร้องให้ใครมารู้ใจ ให้ใครมาเห็นใจ
แล้วตัวเราเอง เคยคิดจะรู้ใจตัวเองบ้างไหม
เคยคิดจะเห็นใจตัวเองบ้างหรือเปล่า

มันยากนะ ไม่รู้ใจตัวเอง แต่ว่าจะไปเรียกร้อง แสวงหา
หรือว่าไปกะเกณฑ์ให้ใครต่อใครมารู้ใจหรือเห็นใจเรา

อะไรที่ยากกว่ากัน ระหว่างคนข้างนอกที่มารู้ใจเรา
หรือตัวเราเองที่รู้ใจตัวเอง อะไรที่มันเป็นไปได้ง่ายกว่ากัน

ส่วนใหญ่เวลาบอกว่าอยากให้คนอื่นมารู้ใจเรา
ก็มักจะหมายความว่า เค้ารู้ความตองการของเรา
รู้ว่าจะปรนเปรอตอบสนองความต้องการของเราอย่างไร
อันนั้นก็ดีอยู่

แต่สิ่งที่เราควรทำให้ได้ เวลารู้ใจตัวเอง
รู้ทันความรู้สึกนึกคิดของตัว
เวลาเราโกรธ เราเคยรู้ใจตัวเองไหมว่ากำลังโกรธ
เวลาเราเกลียดเรารู้ทันความเกลียดในใจเราไหม
เวลาเราเบื่อ เราเศร้า เราเคยรู้ทัน ความเบื่อ ความเศร้า
ทั้ง ๆ ที่มันเกิดขึ้นอยู่กลางใจเราหรือเปล่า

รู้ใจแบบนี้ที่สำคัญกว่าการกะเกณฑ์ให้ใครมารู้ใจเรา




ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2018, 01:40:41 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #550 เมื่อ: กันยายน 06, 2018, 01:39:15 pm »



สังเวชนียสถาน ๔ แห่งในประเทศอินเดีย เป็นจุดหมายที่ชาวพุทธไทยจำนวนไม่น้อยนิยมไปเยือน เพราะถือว่าเป็นการจาริกที่ได้บุญมาก หลายคนนอกจากตั้งใจไปสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งพระบรมศาสดาเคยประทับและบำเพ็ญศาสนกิจแล้ว ยังเตรียมเงินไปทำบุญตามรายทาง เช่น ทอดผ้าป่าถวายวัดไทย ถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ และที่ขาดไม่ได้คือ บริจาคเงินแก่ขอทาน ซึ่งต่างนิยมชมชื่นชาวไทยมาก เพราะมีกิตติศัพท์ว่าใจบุญสุนทาน เวลาเจอคณะชาวไทยก็จะพากันรุมล้อม โดยเฉพาะอุบาสิกา ที่มีอายุสักหน่อย วณิพกอินเดียจะเรียกว่า “มหารานี”เลยทีเดียว

หญิงไทยสูงวัยผู้หนึ่ง ก็เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมคณะ เมื่อเห็นขอทานมารุมล้อม ก็ยื่นเงินรูปีให้คนละ ๑๐ รูปีบ้าง ๒๐ รูปีบ้างด้วยความยินดี อย่างไม่คิดเสียดายเงิน จากนั้นก็เข้าไปสักการะพระเจดีย์พุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์ เสร็จแล้วก็ออกมาซื้อของที่ระลึก ซึ่งแม่ค้าพากันเอามาขาย ของแต่ละชิ้น ราคาไม่แพง แต่เธอก็ไม่ยอมซื้อง่าย ๆ ต่อแล้วต่ออีก แม้ราคาที่แม่ค้าบอกขายจะต่างจากราคาที่เธอต่อรองเพียงแค่ ๑๐ รูปีเธอก็ไม่ยอม มีโอกาสเมื่อใด เธอจะกดราคาให้ต่ำเท่าที่จะต่ำได้

พระรูปหนึ่งซึ่งร่วมคณะเดียวกับเธอ สงสารแม่ค้า จึงพูดเตือนสติหญิงไทยผู้นี้ว่า “โยม เวลาเจอขอทาน โยมควักเงินให้เขาทันที แต่พอมีแม่ค้าเอาของมาขาย โยมกลับกดราคาเขา จนเขาแทบไม่ได้กำไรเลย โยมรู้ไหมถ้าเขาเจอแบบนี้บ่อย ๆ เขาคงอยากไปเป็นขอทานมากกว่า เพราะได้เงินง่ายโดยไม่ต้องเหนื่อย”

คำทักท้วงของพระรูปนี้ไม่ได้เตือนสติหญิงสูงวัยผู้นี้คนเดียว แต่เตือนใจคนไทยที่ไปแสวงบุญที่อินเดียได้เป็นอย่างดี ข้อที่น่าคิดก็คือ ทำไมอุบาสิกาท่านนี้ใจดีกับขอทาน แต่ตระหนี่กับแม่ค้า ทั้ง ๆ ที่สารรูปของทั้ง ๒ คนก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไร ใช่หรือไม่ว่า เป็นเพราะอุบาสิกาท่านนี้เห็นว่าการให้เงินแก่ขอทาน เป็นการทำบุญ ซึ่งจะมีอานิสงส์ให้ตนประสบโชคลาภ หรือมีความสุขความเจริญในภายภาคหน้า ดังนั้นจึงยินดีให้โดยไม่คิดมาก ส่วนการจ่ายเงินให้แม่ค้านั้น เธอมองว่าเป็นเรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยน จึงคิดแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจะเสียเงินให้น้อยที่สุด โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่า การทำเช่นนั้นคือการผลักไสให้คนเหล่านั้นไปเป็นขอทาน

อันที่จริงถ้าตั้งใจจะทำบุญจริง ๆ การซื้อของจากแม่ค้าในราคาที่สมเหตุสมผล ให้เขาได้กำไรพอสมควร ก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่งได้เช่นกัน คนที่ควรได้รับเมตตาจากเราไม่ใช่มีแค่ขอทานเท่านั้น พ่อค้าแม่ค้าก็สมควรได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคนที่ยากจน มีฐานะต่ำต้อยกว่าเรา

พฤติกรรมของหญิงไทยผู้นี้ สะท้อนทัศนะของชาวพุทธไทยจำนวนไม่น้อย ที่มองว่า การทำบุญหมายถึงการให้เงินแก่พระสงฆ์หรือขอทานเท่านั้น ส่วนการช่วยเหลือคนในรูปแบบอื่น เช่น ซื้อสินค้าในราคาที่ช่วยให้เขาอยู่ได้ สามารถประกอบสัมมาอาชีวะได้ต่อไป ไม่ใช่การทำบุญ

แรงจูงใจอย่างหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการทำบุญของชาวพุทธจำนวนไม่น้อย ก็คือ อยากได้รับอานิสงส์ที่เป็นความสุขความเจริญ หรือโชคลาภในภายภาคหน้า ดังนั้นเวลาทำบุญ จึงไม่เสียดายเงิน เพราะถือว่าเป็น “การลงทุน”อย่างหนึ่ง แต่หากจ่ายเงินแล้วไม่มีอานิสงส์ดังว่ากลับคืนมา ก็จะคิดแล้วคิดอีก หรือจ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหญิงไทยผู้นี้จึงต่อแล้วต่ออีก แม้แต่ ๑๐ รูปีก็ไม่อยากจ่ายเพิ่ม

การทำบุญนั้นจุดหมายสำคัญก็เพื่อลดความตระหนี่ บรรเทาความเห็นแก่ตัว หรือลดความยึดติดถือมั่น หากเราทำบุญเพื่อจะได้นั่นได้นี่เพื่อตัวเอง โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางวัตถุ ความโลภหรือความเห็นแก่ตัวจะลดลงได้อย่างไร การทำเพราะนึกถึงผู้อื่น อยากช่วยเหลือผู้อื่น โดยนึกถึงตัวเองแต่น้อย หรือไม่นึกถึงเลยต่างหาก เป็นการทำบุญอย่างแท้จริง

นี้คือบุญที่เราควรทำอย่างยิ่งเมื่อไปจาริกแสวงบุญไม่ว่าที่สังเวชนียสถานหรือที่ใดก็ตาม และหากทำเป็นประจำในชีวิตประจำวัน ก็ยิ่งน่าอนุโมทนา

พระไพศาล วิสาโล




ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2018, 12:02:38 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #551 เมื่อ: กันยายน 06, 2018, 01:43:38 pm »



ครั้งหนึ่งเคยมีความคิดในหมู่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำว่า มนุษย์สามารถเอาชนะเชื้อโรคทั้งหลายได้ สักวันหนึ่งจะไม่มีใครล้มป่วยเพราะโรคติดเชื้ออีกต่อไป แต่มาถึงทุกวันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า นั่นเป็นความฝัน เชื้อโรคจะต้องอยู่คู่กับมนุษย์เราไปตลอดกาล มิใช่อยู่รอบตัวเราเท่านั้น หากยังอยู่ในตัวเราด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อป้องกันมิให้ล้มป่วยก็คือ การสร้างภูมิคุ้มกันโรค

ภูมิคุ้มกันโรคเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็มาจากการที่ร่างกายของเราได้รับเชื้อโรคจากภายนอก หากเป็นเชื้อโรคที่ไม่แรงถึงกับทำให้ตาย ร่างกายเราจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ ขึ้นมา ทำให้ไม่ป่วยหากเชื้อโรคนั้นเข้ามาในร่างกายอีก การฉีดวัคซีนมิใช่อะไรอื่น หากเป็นการฉีดเชื้อโรคอ่อน ๆ หรือเชื้อที่ตายแล้ว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเรานั่นเอง

เชื้อโรคฉันใด ความทุกข์ก็ฉันนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราที่ไม่อาจหนีพ้นได้ ไม่ว่าเราจะมีเทคโนโลยีล้ำหน้า มีความมั่งคั่งและอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ต้องเจอความทุกข์อยู่นั่นเอง ดังนั้นแทนที่จะคิดหนีความทุกข์ (ซึ่งเป็นไปไม่ได้) เราจึงควรหาทางรับมือกับความทุกข์ วิธีหนึ่งก็คือ สร้างภูมิคุ้มกันความทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ

ชีวิตที่มีแต่ความสะดวกสบาย ได้ทุกอย่างที่ปรารถนา ไม่รู้จักความผิดหวังนั้น ดูเหมือนเป็นชีวิตที่น่าอิจฉา แต่แท้จริงเป็นชีวิตที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง เพราะขาดภูมิคุ้มกันความทุกข์ หากวันใดพบกับความผิดหวังหนัก ๆ ก็อาจเสียศูนย์ หรือถึงกับฆ่าตัวตาย เคยมีมาแล้วที่คนเรียนดีตั้งแต่เล็กจนโตแต่สุดท้ายกลับฆ่าตัวตายเพราะทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกไม่สำเร็จ หรือลูกที่พ่อแม่เลี้ยงดูอย่างประคบประหงมกลับฆ่าตัวตายเมื่ออกหัก ความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงหรือคอขาดบาดตาย แต่เป็นเพราะไม่มีภูมิคุ้มกันความทุกข์มาก่อน จึงโดนความทุกข์ท่วมทับจนไม่เห็นทางออกอย่างอื่นนอกจากความตาย

ดังนั้นใครที่ประสบความสำเร็จอยู่เสมอ มีชีวิตราบรื่นเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ จึงไม่ควรด่วนดีใจว่าเป็นคนมีโชค เพราะนั่นอาจเป็นเคราะห์ที่แฝงมาในรูปของโชคก็ได้ ส่วนคนที่เจออุปสรรคและความยากลำบากเป็นนิจ ก็อย่าน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา ลองสำรวจให้ดีก็จะพบว่าความทุกข์ให้สิ่งดี ๆ แก่คุณ อย่างน้อยก็ช่วยให้คุณอดทนมากขึ้น และไม่กลัวความยากลำบาก

นักธุรกิจคนหนึ่งเป็นผู้ที่กลัวความล้มเหลวอย่างมาก ไม่ว่าลงทุนอะไร จะเลือกแต่กิจการที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แม้เป็นกิจการที่ตนไม่ชอบก็ตาม จึงทำงานอย่างไม่ค่อยมีความสุข แล้ววันหนึ่งกิจการของตนก็ประสบปัญหา ขาดทุนอย่างหนัก จนต้องเลิกกิจการ แม้เขาจะเสียใจ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพบก็คือ ความล้มเหลวนั้นไม่ได้เลวร้ายน่ากลัวอย่างที่เขาคิด ฟ้ายังไม่ถล่ม แผ่นดินยังไม่ทลาย นับแต่นั้นเขาก็ไม่กลัวความล้มเหลวอีกเลย เขากล้าเสี่ยงกล้าลงทุนมากขึ้น ทำให้มีความสนุกกับการทำงานอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ความล้มเหลวนั้นมีประโยชน์อย่างหนึ่ง ก็คือ ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันความล้มเหลว ไม่เสียศูนย์ง่าย ๆ เมื่อเจอมันอีก สามารถปรับใจรับมือกับมันได้ดีขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ ทำให้มันมีอิทธิพลในทางลบต่อเราน้อยลง นี้ก็เช่นเดียวกับสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบกับเรา แม้ไม่น่าพึงพอใจ แต่การที่ได้เจอมันบ่อย ๆ หรือเจอมันนาน ๆ ก็ทำให้เราเป็นทุกข์กับมันน้อยลง




ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2018, 01:45:25 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #552 เมื่อ: กันยายน 08, 2018, 12:04:44 pm »




อยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์


ใคร ๆ ก็รักสุขเกลียดทุกข์ แต่ไม่ว่าจะเกลียดทุกข์แค่ไหน ก็ไม่มีใครหนีทุกข์พ้น ถึงจะร่ำรวยและ ยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ต้องประสบกับความสูญเสียพลัดพรากทั้งของรักและคนรัก เก่งเพียงใด ก็ต้องเจอกับคำวิพากษ์วิจารณ์ และความล้มเหลว แข็งแรงเพียงใด ในที่สุดก็ต้องล้มป่วย อายุยืนเพียงใด สุดท้ายก็ต้องตายกันทุกคน

ในเมื่อทุกข์เป็นสิ่งที่เราหนีไม่พ้น เราจึงควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกข์ให้ได้ ไม่ใช่คิดแต่จะหนีทุกข์ให้ไกลที่สุด หรือมุ่งควบคุมบงการให้ทุกสิ่งเป็นไปดั่งใจ จริงอยู่การเตรียมป้องกันและบรรเทาเหตุร้าย เป็นสิ่งที่ควรต้องทำ แต่นอกจากการ “ทำกิจ”ดังกล่าวแล้ว การ “ทำจิต” ก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะไม่ว่าพยายามป้องกันเพียงใด ในที่สุดเหตุร้ายก็ย่อมเกิดขึ้นจนได้ แม้พยายามดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ยังล้มป่วยจนได้ เพราะเป็นธรรมดาของสังขาร แต่ถึงเหตุร้ายจะเกิดขึ้น ยังมีอย่างหนึ่งที่เราทำได้และควรทำอย่างยิ่งนั่นคือ รักษาใจไม่ให้ทุกข์ กล่าวคือแม้ป่วยกายแต่ใจไม่ป่วย แม้สูญเสียทรัพย์ แต่ใจไม่เสียศูนย์ แม้งานล้มเหลวแต่ใจยังตั้งมั่นเป็นปกติ

เมื่อเจอทุกข์ อย่างแรกที่ควรทำก็คือ การยอมรับ กล่าวคือ ไม่ผลักไส ปฏิเสธ หรือตีโพยตีพาย โวยวายคร่ำครวญ เพราะการทำเช่นนั้นมีแต่จะเพิ่มทุกข์ให้แก่เรา นั่นคือทุกข์ใจ แต่ทันทีที่เรายอมรับได้ หยุดบ่น หยุดโวยวาย ใจก็จะกลับมาเป็นปกติ ทำให้สมองโล่ง สามารถนำปัญญามาใช้แก้ทุกข์ให้ลุล่วง หรือแก้ปัญหาให้เบาบางลงได้

จะว่าไปแล้ว อะไรเกิดขึ้นกับเรา ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกหรือมีท่าทีกับมันอย่างไร เจอเหตุร้าย แต่ใจยอมรับได้ หรือรู้จักมองบวก คือ หาประโยชน์จากมัน รวมทั้งมองว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิตและโลก รู้จักปล่อยวางได้ ใจก็ไม่เป็นทุกข์ ในทางตรงข้ามแม้เจอโชคลาภ แต่ไม่รู้จักพอ อยากได้มากกว่านั้น หรือเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ได้มากกว่า ใจกลับเป็นทุกข์ด้วยซ้ำ


พระไพศาล วิสาโล







   ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 08, 2018, 12:18:04 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #553 เมื่อ: กันยายน 08, 2018, 12:15:30 pm »



   ธรรมะจากดอกบัว 


“เมื่อเห็นดอกบัวบาน ใจเราก็พลอย

เบิกบานไปด้วย และถ้าพิจารณาอีกสักนิด

ก็จะได้แง่คิดสำหรับชีวิตด้วย บัวนั้นถือกำเนิด

จากโคลนตม ถ้าไม่มีโคลนตม ก็ไม่มีดอกบัว

ใช่หรือ ไม่ว่าทุกข์กับธรรม แยกจากกันไม่ได้

ไม่มี ทุกข์ ก็ไม่พบธรรม เมื่อใดที่มี ความทุกข์

ก็ขอให้ตระหนักว่า นั่นคือโอกาสที่จะดอกบัว

จะเบ่งบานกลางใจเรา บัวเกิดในน้ำ แต่ก็สามารถ

เจริญเติบโตจนพ้นน้ำและชูดอกได้ อย่างสวยสด

งดงาม คนเราก็ เช่นกัน แม้จะเกิดท่ามกลางกิเลส

แต่ ก็สามารถยกจิตเหนือกิเลสได้


น้ำไม่อาจจับต้องใบบัวฉันใด เราก็พึงรักษาใจ

มิให้อกุศลและ ความทุกข์แปดเปื้อนฉันนั้น

ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว บัวจึงถูกเลือก

ให้เป็นสัญลักษณ์ ของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

หลุดพ้นจากกิเลสสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อเรา เห็นดอกบัว

ขอให้ถือดอกบัวเป็นครูที่สอนธรรมอันลึกซึ้งแก่เรา”


พระไพศาล วิสาโล





   ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 20, 2018, 06:54:16 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #554 เมื่อ: กันยายน 11, 2018, 05:45:26 am »



  พบสุขที่ใจ 


ใจที่มองเป็น เห็นถูก มีเมตตา เข้าใจความจริงของชีวิต และรู้จักปล่อยวาง คือใจที่เปี่ยมสุข สุขจึงมิใช่สิ่งที่ต้องดิ้นรนแสวงหาจากที่ใด หากวางใจให้เป็น ก็พบสุขได้ทันที ดังนั้นแทนที่จะมองออกไปนอกตัว ควรหันกลับมาที่ใจของตน ปรับจิตรักษาใจให้ดี ก็จะพบความสุข ดังพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “จิตที่ฝึกไว้ดีแล้วนำสุขมาให้”

พระไพศาล วิสาโล


*----------------------------------------------------------------------------------------------------------------*

เสียงธรรมจากหลวงพ่อไพศาล วิสาโล

ใหม่และอัพเดตตลอด ปี ๒๕๖๑

ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

เสียงธรรมหลังทำวัตรเช้าเย็น

    ===> https://drive.google.com/drive/folders/1yYy4OZR39_MEvuqEfrDHdHdJiUeDX3z-?usp=sharing

เสียงธรรมสั้นๆก่อนอาหารเช้า

    ===> https://drive.google.com/drive/folders/150iSVnuXs_rrGSaaU0ggFPgw7lPQyt8N?usp=sharing



ที่มา : Facebook  Zen Sukato
https://www.facebook.com/profile.php?id=100009011159513
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 11, 2018, 05:56:07 am โดย ยาใจ »