« ตอบ #93 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2015, 03:46:54 pm »
หนีไม่ได้ แต่ใจไม่ทุกข์
ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ สิ่งที่ทุกคนพยายามทำคือหนีทุกข์ หรือไม่ก็ขจัดทุกข์ให้หมดไปถ้าน้ำท่วม ก็หนีไปอยู่ที่ดอน หรือไม่ก็ปั้นฝายสร้างเขื่อน ถ้าถูกคนกลั่นแกล้ง ก็พยายามอยู่ห่างเขาให้ไกลที่สุด หรือไม่ก็หาทางทำให้เขายุติพฤติกรรมดังกล่าว แต่
มีทุกข์หลายอย่างที่เราหนีไม่พ้นและขจัดไม่ได้ (หรือขจัดออกไปไม่ได้ทันที) เช่น ตกงาน ล้มละลาย สูญเสียคนรัก รวมทั้งความ เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย ซึ่งไม่มียารักษาหรือแม้แต่จะบรรเทาความเจ็บปวด
ในสภาวะเช่นนี้ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ให้ได้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้เรื่องนี้ เพราะหนีทุกข์มาตลอด หรือไม่ก็คิดแต่จะจัดการกับสิ่งนอกตัว โดยไม่คิดที่จะจัดการกับตัวเองโดยเฉพาะการทำใจ
เจ็บปวดก็กินยาระงับปวด แต่ถ้ายาหมดหรือไม่มียาใกล้ตัว ก็เหมือนตกนรก ใครที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าตีโพยตีพาย บ่นโวยวายมากเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น หากไม่มีวิธีอื่นจะบรรเทาทุกข์ได้ ก็คงไม่มีอะไรดีกว่าการทำใจยอมรับมัน
คำถาม คือจะทำใจยอมรับมันได้อย่างไร หลายคนนึกไปถึงการอดทน นั่นคือกล้ำกลืนฝืนทนอยู่กับมันให้ได้ บางคนนึกไปถึงการ “ก้มหน้ารับกรรม” ถือเสียว่าเป็นการใช้หนี้กรรมที่เคยทำไว้แต่ปางก่อน มีชาวพุทธเป็นอันมากที่คิดแบบนี้ เมื่อมีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้นกับตัวไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก เช่น เจ็บป่วยเป็นมะเร็ง หรือเงินหาย ก็ถือว่าเป็นการใช้กรรม โดยโยงไปถึง “เจ้ากรรมนายเวร” ซึ่งนับวันจะมีความหมายครอบจักรวาล คือเป็นสาเหตุของทุกเรื่องที่ไม่พึงประสงค์
เหตุร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราก็เช่นกัน มันสามารถกลายเป็นดี หรือมีคุณแก่เราได้หากเปิดใจพร้อมรับด้วยสติ แม้แต่คนที่ทำไม่ดีกับเรา แทนที่จะเป็นศัตรู หรือเจ้ากรรมนายเวร ก็กลับกลายเป็นอาจารย์ของเราได้ จากความโกรธ เกลียด พยาบาท ก็จะกลายเป็นความเมตตาสงสารและรู้สึกขอบคุณด้วยซ้ำไป
เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเรา ไม่ควรมองว่าเรากำลังใช้กรรม ที่จริงนั่นคือโอกาสที่เราจะได้สร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม ขอให้ตั้งสติและรู้จักใช้วิบากกรรมนั้นให้เป็นประโยชน์ อย่าลืมว่าเคราะห์สามารถเปลี่ยนเป็นโชคได้เสมอ เช่นเดียวกับทุกข์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นธรรมให้เราประจักษ์ได้ทุกขณะ
พระไพศาล วิสาโล
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2015, 03:55:02 pm โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ