ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 179797 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11578
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #780 เมื่อ: ????ҾѸ?? 26, 2021, 05:27:58 AM »




พระพุทธเจ้าเคยตรัสภาษิตในธรรมบทที่น่าสนใจ ภาษิตนั้นว่า

“แม่น้ำน้อยไหลดังสนั่น แม่น้ำใหญ่ไหลนิ่งสงบ สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดัง สิ่งใดเต็มสิ่งนั้นเงียบ”

ถ้าเราพิจารณาดูก็พบว่ามีความหมายที่ลึกซึ้งมาก และอธิบายอะไรได้หลายๆ อย่างเกี่ยวกับผู้คน แม้กระทั่งตนเอง

คำว่าดัง ไม่ว่าจะเป็นความดังของแม่น้ำลำห้วย หรือการส่งเสียงดังของผู้คน ก็มีที่มาคล้ายๆ กัน คนที่ก้าวร้าวหรือโกธรเกรี้ยว ก็สะท้อนมาจากการที่เขารู้สึกบกพร่องข้างใน ซึ่งรวมไปถึงคนที่ชอบโอ้อวด หรือรวมไปถึงการส่งเสียงดังแบบเงียบๆ เช่น การแสดงภาพลักษณ์ การสร้างภาพลักษณ์ ด้วยการซื้อของราคาแพงมาประดับตัว เป็นการแสดงตัวตนอย่างหนึ่ง

ถึงแม้ว่าจะไม่เสียงดัง แต่สามารถจะส่งสัญญานบอกว่าฉันเป็นใคร อย่างการซื้อของแบรนด์เนม การซื้อกระเป๋าราคาแพง นาฬิการาคาเป็นล้าน หรือขับรถหรูราคาหลายสิบล้าน ก็เป็นการส่งเสียงดังเหมือนกัน แต่ดังแบบเงียบๆ แต่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกที่พร่องข้างใน พร่องอะไร พร่องความสุข พร่องการยอมรับนับถือตนเอง หรือการเคารพตนเอง

คนที่พร่องความสุข ข้างในมีความทุกข์ มักระบายความทุกข์ใส่คนอื่นด้วยการแสดงอาการกราดเกรี้ยว ก้าวร้าว หรือมิฉะนั้นเป็นเพราะว่า ยังพร่องในการยอมรับตัวเอง การนับถือตัวเอง เลยทดแทนด้วยการให้คนอื่นมาเคารพนับถือตนเอง

การที่จะทำให้คนอื่นมาเคารพนับถือตนเองทำได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือการใช้อำนาจบังคับ หรือไม่ก็ใช้วิธีการคุยโม้ เพื่อให้คนยอมรับว่าฉันเก่ง ฉันแน่ หรือไม่เช่นนั้นก็ใช้วิธีการประกาศตัวตนด้วยเครื่องแต่งกาย ด้วยข้าวของเครื่องใช้

อย่างคนบางคนอยากจะให้ผู้คนยอมรับว่าฉันคือนักปฏิบัติธรรม เพราะเห็นว่าการเป็นนักปฏิบัติธรรมเป็นของดี ก็จะแสดงออกด้วยการพูดธรรมะ สอนธรรมะอย่างพร่ำเพรื่อ เพื่อให้เพื่อนๆ รู้ว่าฉันมีธรรมะ ฉันรู้ธรรมะ หรือไม่ก็แสดงออกด้วยการแต่งกายนุ่มขาวห่มขาว

นี่เป็นการส่งเสียงดังอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าเป็นการประกาศตัวตน ถือเป็นการเชื้อชวนให้คนมายอมรับตนเองว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม ซึ่งสะท้อนถึงความพร่องข้างใน

บางคนต้องการโอ้อวดว่าฉันเก่ง มีความฉลาด ก็จะคุยโวคุยโม้ ดูภายนอกเหมือนว่าเขามีความมั่นอกมั่นใจ มีความฉลาด คนที่พยายามจะยืนยันในสิ่งที่ตนเองคิดตัวเองกระทำอย่างเอาเป็นเอาตาย ดูภายนอกเหมือนเขามั่นใจในตนเองมาก แต่ดูไปลึกๆ ก็รู้ว่าเขาพร่อง เขาไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง ยังยอมรับตัวเองไม่ได้ เลยพยายามที่จะหว่านล้อมหรือชักชวน แม้กระทั่งบีบคั้นให้ผู้คนยอมรับว่า เขาเก่งเขาแน่

ถ้าหากว่ายังไม่สำเร็จ ก็จะใช้วิธีการที่รุนแรงก้าวร้าว ตรงข้ามกับคนที่รู้สึกว่า เขาเต็มไปด้วยความสุข หรือยอมรับนับถือตนเอง หรือมีความมั่นใจในตนเองแท้จริง เขาจะไม่แสดงอาการอย่างนั้น

เศรษฐีที่รวยจริง อาจจะใส่นาฬิการาคาไม่กี่ร้อย มีเศรษฐีคนหนึ่งบริจาคเงินไปแล้วหลายแสนล้านบาท บริจาคถึง 90% ของรายได้ที่มี แต่ไม่มีรถส่วนตัวสักคัน ใส่นาฬิกาคาสิโอราคา 500 บาท แล้วก็ใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ ขึ้นรถไฟฟ้า รถขนส่งสาธารณะ เขาไม่ใช่คนไทยนะเป็นอเมริกัน การที่เขาไม่ประกาศตัวตนด้วยข้าวของราคาแพง หรือแมนชั่นหรู ก็สะท้อนถึงความรู้สึกเต็มข้างใน อาจจะเต็มด้วยความสุข หรือรู้สึกมั่นคงในจิตใจ จึงไม่มีความจำเป็นต้องประกาศตัวตน หรือเรียกร้องให้ใครมายอมรับนับถือเขา ไม่ต้องคุยโวโอ้อวด เวลาเขาบริจาคเงินก็ไม่ได้ประกาศว่าบริจาค เขาทำเงียบๆ ตั้งมูลนิธิขึ้นมา ไม่ได้ตั้งมูลนิธิในชื่อเขา แต่ก็เป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธินั้น แต่ความเพิ่งมาแตกหลังจากที่เขาบริจาคเงินแบบเงียบๆมานาน 20 ปี

ก็เป็นเหมือนกับภาษิตของพระพุทธเจ้าที่ว่า “สิ่งใดเต็มสิ่งนั้นเงียบ สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นดัง” คนที่อยากดังก็สะท้อนว่าข้างในพร่อง

พระไพศาล วิสาโล

  อ่าน / ฟังได้ที่ https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-11-22-11-31-20.html









  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 10, 2021, 04:47:18 PM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11578
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #781 เมื่อ: ?ՉҤ? 10, 2021, 04:46:31 PM »




สาเหตุที่พวกเราทะเลาะกันไม่ว่าในบ้าน ที่ทำงาน ในเฟซบุ๊ค นั่นเพราะหลง หลงเข้าไปในความคิด พอได้ยินหรือได้อ่านสิ่งที่คนอื่นคิดไม่เหมือนเราก็เกิดความไม่พอใจ ความยึดมั่นที่เกิดขึ้นในใจก็จะสั่งให้เราตอบโต้ วิพากษ์วิจารณ์ โจมตี จนถึงขั้นด่าทอ อันนั้นเรียกว่าทำไปเพราะอานุภาพของความหลง สังเกตบ้างหรือเปล่าเวลามันสั่งให้ด่าว่าคนที่คิดไม่เหมือนเรา แม้เป็นคนรู้จักกันแต่ความเห็นต่างกัน

เวลาประชุมกันเราพยายามหักล้างความคิดที่ต่างจากเรา แตกต่างจากที่เราคิด โดยไม่สนใจว่าเราพูดอะไรออกไป บางทีก็ด่าว่าเขา ทำให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจหรือโกรธแค้น อันนั้นเป็นความหลง บางครั้งก็หลงถึงขั้นลงมือลงไม้ ยกพวกห้ำหั่นกันในนามของลัทธิที่แตกต่างกัน ยิ่งมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกันก็ยิ่งทำร้ายกันหนักเข้าไปใหญ่ ถึงขนาดนี้ผู้คนก็ยังไม่รู้ว่านี้คือตัวหลง ให้เรารู้จักไว้ว่านี่คือ “ตัวหลง”


ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล 








  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 17, 2021, 06:58:09 PM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11578
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #782 เมื่อ: ?ՉҤ? 17, 2021, 06:57:50 PM »



ชายคนหนึ่งซึ่งเกิดเบื่อเกิดรำคาญเงาแล้วก็รอยเท้าของตัว ก็อยากจะหนีเงา อยากจะหนีรอยเท้า เขาก็เลยพยายามวิ่งหนี เขาวิ่งตั้งแต่เช้าเลย แต่ยิ่งวิ่ง เงาก็ยิ่งตาม รอยเท้าก็ยิ่งติดตามเขาไปเช่นเดียวกัน

เขาคิดว่ายังวิ่งเร็วไม่พอ ก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้นๆ ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย เงาก็ยังตาม รอยเท้าก็ยังตามติดไป ที่ว่ายังไกลไม่พอ ก็วิ่งจนกระทั่งเรียกว่าพยายามวิ่งไปให้สุดขอบฟ้า แต่สุดท้ายก็หมดแรง หมดสภาพ แล้วก็ตาย ขณะที่เงา รอยเท้าก็ยังตามเขาไปจนถึงนาทีสุดท้าย

ที่จริงเขาหารู้ไม่ว่าเพียงแต่เขานั่งอยู่ในร่มไม้ เพียงเท่านั้นแหละรอยเท้าก็หายไป เช่นเดียวกับเงา

มันให้ข้อคิดที่ดีมาก มันเป็นอุปมาของคนที่อยากจะหนีทุกข์ คนทั้งหลายก็อยากจะหนีทุกข์ทั้งนั้น คนทั้งโลกอยากจะหนีทุกข์ และส่วนใหญ่ที่ทำก็คือพยายามวิ่ง พยายามแสวงหา พยายามหนีทุกข์ด้วยการแสวงหาความสุข ก็ดิ้นรนไปหาสิ่งต่างๆมาครอบครอง

อยากจะหนีความยากจน อยากจะหนีความต่ำต้อย ก็พยายามไปหาทรัพย์สินเงินทอง แสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศ ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาด้วยความคิดว่าถ้าได้มาแล้วก็จะไม่มีทุกข์ แต่ว่าทุกข์ก็ยังตามเขาไป

ไม่ว่าคนรวยหรือว่าคนมีชื่อเสียง คนมีอำนาจ ความทุกข์ก็ไม่เคยหายไป เงาแล้วก็รอยเท้านี้ก็เปรียบเหมือนความทุกข์ที่คนพยายามหนี แต่หนีด้วยการวิ่ง ก็คือการดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่คิดว่าเป็นความสุข คิดว่ามันต้องไปครอบครองให้มากๆมันจึงจะไม่ทุกข์ เงินทอง ทรัพย์สมบัติ บริษัท บริวาร อำนาจ ชื่อเสียง เกียรติยศ ฐานะ ตำแหน่ง แม้จะได้มาร้อยล้านพันล้านก็ยังทุกข์

ความทุกข์อันนี้ก็คือความทุกข์ว่ายังรวยไม่พอ อาจจะเป็นเพราะมีคนอื่นเขารวยกว่า หรือจะเป็นเพราะว่ามันยังไม่มีความสุข ยังมีความทุกข์ มันจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร ในเมื่อมีทรัพย์สมบัติมากๆก็ต้องคอยหวงแหนต้องคอยรักษา กลัวคนจะขโมย...

สิ่งที่จางจื๊อต้องการบอกคือว่ามันไม่ต้องไปดิ้นรนขวนขวายแสวงหาอะไรต่างๆเพื่อจะหนีทุกข์หรอก เพียงแค่อยู่นิ่งๆ นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ รอยเท้าและเงาก็หายไป ต้นไม้นี้ก็อาจจะหมายถึงธรรมะก็ได้ เมื่อคนเราเลิกดิ้นรนตะเกียกตะกาย แต่หันมาอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งธรรมะ ความสุขก็เกิดขึ้นทันที

ร่มเงานั้นอาจจะเจาะจงให้แคบลงไปหน่อยก็ได้แก่สติและปัญญา คนเราถ้าหากว่ามีสติเป็นเครื่องรักษาใจ มีปัญญาเป็นเหมือนแสวงสว่างสาดส่องมันก็เป็นสุขได้ ก็เป็นสุขที่เกิดจากความสงบ

ความนิ่งในที่นี้นิ่งโดยที่ไม่วิ่ง ไม่ไปตะเกียกตะกาย มันเป็นสภาวะจิต ใจนิ่ง ใจไม่ดิ้นรน ความทุกข์คนเรามันไม่ได้เกิดจากอะไร มันเกิดจากจิตที่มันดิ้น จิตที่ตะเกียกตะกาย

พระไพศาล วิสาโล

ที่มา สุขได้เมื่อใจหยุดดิ้น
   ฟัง / อ่าน ===> https://pagoda.or.th/aj-visalo/2020-11-25-04-42-43.html

ภาพ ลานหินโค้ง สวนโมกข์กรุงเทพ





  ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives : https://www.facebook.com/buddhadasaarchives

Facebook
ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 17, 2021, 07:07:38 PM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11578
    • ดูรายละเอียด




  ธรรมไม่ได้เทศน์ 


"ธรรม"นั้น ไม่ได้อยู่ในวัด บนธรรมาสน์ หรือในคัมภีร์เท่านั้น หากยังอยู่ในชีวิตจิตใจของผู้คน และปรากฏแสดงเป็นการกระทำและความสัมพันธ์กับผู้คน ธรรมที่น้อมนำเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตจิตใจนี้แหละที่สามารถบันดาลความสุขความสงบเย็นให้แก่เรา อีกทั้งยังเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตให้เกื้อกูลผู้อื่นและร่วมชักนำสังคมให้เป็นไปในทางที่ดีงาม ชีวิตที่ดีงามย่อมต้องอิงอาศัยธรรม ขณะเดียวกันชีวิตที่ดีงามกับสังคมที่สงบสุขก็ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ นั่นหมายความว่าธรรม กับชีวิตที่ดีงาม และสังคมที่สงบสุข ล้วนสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น

เมื่อใดก็ตามที่ธรรมถูกละเลย ผู้คนหันไปให้ความสำคัญกับทรัพย์ ยศ อำนาจ สถานเดียว แม้ชีวิตจะสะดวกสบาย แต่ก็หามีความผาสุกไม่ อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเบียดเบียนผู้อื่นได้ง่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งในที่สุดย่อมนำไปสู่ความวุ่นวายในสังคม จนเกิดความเดือดร้อนไปทั่ว สุดท้ายก็ไม่มีใครที่เป็นสุขอย่างแท้จริง ในสภาพเช่นนี้หากจะฟื้นฟูชีวิตและสังคมให้กลับสู่ความปกติสุข จำเป็นต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องกำกับรักษาใจเพื่อให้บุคคลทำงานได้อย่างต่อเนื่องและด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคและสิ่งยั่วยุ สามารถใช้ปัญญาอย่างเต็มที่โดยปราศจากอคติหรือถูกครอบงำด้วยกิเลสตัณหา กล่าวอีกนัยหนึ่ง การทำงานทางสังคมกับการทำงานด้านใน มิอาจแยกจากกันได้ จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตนเองด้วย และหากวางใจเป็น การเปลี่ยนแปลงสังคมก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยเช่นกัน


พระไพศาล วิสาโล









ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 25, 2021, 06:42:57 PM โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11578
    • ดูรายละเอียด


                                                                                                   

อัตตาทำให้ใจเราหนัก ความรักทำให้ตัวเราเบา


คนเราไม่ได้มีแต่ความเห็นแก่ตัวเท่านั้น หากยังมีคุณธรรมและความใฝ่ดีในจิตใจด้วย คุณสมบัติประการหลังทำให้เราอยากทำความดี และรู้สึกผิดหากทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องด้วยอำนาจของความเห็นแก่ตัว การทำความดีช่วยให้คุณธรรมและความใฝ่ดีเจริญงอกงามจนสามารถมีพลังเอาชนะความเห็นแก่ตัวได้ ในทางตรงข้ามการคิดนึกและทำโดยคำนึงถึงแต่ประโยชน์ตนอยู่เสมอ ย่อมทำให้ความเห็นแก่ตัวแก่กล้าขึ้นจนสามารถสยบคุณธรรมภายในใจได้

ความเห็นแก่ตัวนั้นแม้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอดของมนุษย์ แต่หากเราปล่อยให้มันครองใจและเป็นใหญ่ในชีวิต เราก็จะทุกข์ได้ง่ายมาก เพราะได้เท่าไรก็ไม่พอใจ ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่มีความสุข อะไรมากระทบแม้เพียงเล็กน้อยก็พร้อมจะระเบิดอารมณ์ได้ทันที ไม่ต่างกับกับลูกโป่งที่ขยายตัวเต็มที่ เพียงแค่ถูกใบหญ้าทิ่มเอา ก็สามารถระเบิดดังสนั่นได้

อัตตาที่พองโตเพราะปรนเปรอตนอยู่ตลอดเวลา เป็นที่มาแห่งความทุกข์ของผู้คน และผลักดันให้ผู้คนดิ้นรนแสวงหาความสุขไม่หยุดหย่อน แต่ก็ไม่เคยพบสุขที่แท้เสียที เพราะธรรมชาติของอัตตาหรือความเห็นแก่ตัวนั้น ไม่เคยรู้จักคำว่าพอ แต่เมื่อใดที่เรานึกถึงคนอื่น ปรารถนาให้เพื่อนมนุษย์มีความสุข และช่วยเหลือเกื้อกูลให้เขาคลายทุกข์ เราจะพบความสุขภายในทันที การนึกถึงความทุกข์ของผู้อื่น ทำให้ความทุกข์ของเราเล็กลงไปถนัดใจ ขณะเดียวกันการมีน้ำใจไมตรีต่อเพื่อนมนุษย์ กลับทำให้หัวใจเราใหญ่ขึ้น อัตตาเล็กลง จึงมีที่ว่างมากขึ้นสำหรับเปิดรับความสุข

สุขหรือทุกข์นั้นขึ้นอยู่กับว่าอะไรเป็นใหญ่ในใจเราระหว่างอัตตากับเมตตา หากเราเลือกอัตตาหรือความเห็นแก่ตัว เราก็จะเป็นคนสุขยาก ทุกข์ง่าย แต่หากเราเลือกเมตตาหรือคุณธรรม เราก็จะเป็นคนสุขง่าย ทุกข์ยาก มองในแง่นี้สุขหรือทุกข์เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกอัตตาหรือเมตตา

พระไพศาล วิสาโล







ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 25, 2021, 06:58:06 PM โดย ยาใจ »