ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  (อ่าน 352939 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #330 เมื่อ: กันยายน 28, 2016, 11:46:41 am »



ความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่เมื่อความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก ความล้มเหลวบังเกิดขึ้น ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเศร้าโศก เสียใจ อาลัยอาวรณ์ ขุ่นเคือง ท้อแท้ หรือจมอยู่กับความตกต่ำย่ำแย่เสมอไป เหตุการณ์เหล่านี้สามารถเป็นอุปกรณ์สอนธรรม ฝึกใจเราให้เข้มแข็ง เตือนให้ไม่ประมาทกับชีวิต อีกทั้งยังเปิดใจให้เห็นสัจธรรมได้ด้วย

ความทุกข์ไม่เพียงผลักดันให้เราเข้าหาธรรม หากยังแสดงธรรมให้เราเห็น เพราะทุกข์ก็คือธรรมนั้นเอง สัจธรรมที่ช่วยให้พ้นทุกข์นั้นล้วนอยู่ในสิ่งที่เราเรียกว่าทุกข์ แต่เป็นเพราะคนส่วนใหญ่เมื่อเจอทุกข์แล้วมักปล่อยใจให้เป็นทุกข์ จึงถูกทุกข์กระทำย่ำยี อันที่จริง ทุกข์นั้นหากเราดูมันด้วยสติ พิจารณาด้วยปัญญา ก็สามารถเห็นธรรมที่ช่วยให้จิตเป็นอิสระจากทุกข์ได้ เพราะกุญแจที่ไขไปสู่ความพ้นทุกข์ก็อยู่ในทุกข์นั้นเอง ทุกข์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับความพ้นทุกข์

ปราศจากโคลนตม ดอกบัวอันงดงามย่อมมิอาจเกิดขึ้นได้ฉันใด ปราศจากความทุกข์ ปัญญาหรือความรู้แจ้งก็มิอาจเกิดขึ้นได้ฉันนั้น ดังนั้นเมื่อประสบทุกข์จึงไม่ควรตีโพยตีพาย หรือปล่อยใจให้จมอยู่ในความทุกข์ แทนที่จะเป็นผู้ทุกข์ พึงถอยออกมาเห็นทุกข์ ทุกข์จะกลายเป็นธรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 28, 2016, 11:49:48 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #331 เมื่อ: กันยายน 29, 2016, 08:11:47 am »



ต้นไม้สูงต้องมีรากลึก

ต้นไม้สูงใหญ่ได้ มิใช่เพราะมัวแต่แทงยอดขึ้นฟ้าเท่านั้น หากยังหยั่งรากลึกลงไปในดินด้วย ยิ่งสูงเท่าไร ก็ยิ่งมีรากลึกเท่านั้น จึงสามารถตั้งมั่นอยู่ได้ แม้ลมกล้าพายุฝนกระหน่ำก็ไม่หักโค่น
ผู้ที่มีฐานะสูงเด่น สามารถฝ่าฟันอุปสรรค ยืนหยัดมั่นคงได้ มิใช่เพราะมัวแต่สร้างผลงานให้ผู้คนประจักษ์ หากยังเพราะมีฐานใจที่หยั่งลึก จึงไม่หวั่นไหวกับความผันผวนปรวนแปรของโลกธรรม ยิ่งสามารถหยั่งลงไปถึงต้นธารแห่งความสุขภายใน จิตใจย่อมแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ แม้จะจนทรัพย์ ไร้เกียรติยศ ไม่มีผู้คนสรรเสริญ เช่นเดียวกับไม้ใหญ่ที่เขียวขจีตลอดปี แม้ในฤดูแล้งที่แห้งผากและร้อนผ่าวก็ตาม


------------------------------------------

เสียงธรรมจากพระอ.ไพศาล วิสาโล

บรรยายหลังทำวัตรเย็นที่วัดป่าสุคะโต

ฟัง และ ดาวน์โหลด  ===> https://archive.org/details/Visalo2016


ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต ธรรมชาติที่พักใจ
https://www.facebook.com/Zensukato/

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #332 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2016, 04:53:53 am »



สัมมาสติในชีวิตประจำวัน


สติไม่ได้เป็นแค่เบรก มันเป็นคันเร่งด้วย อย่างเวลานักศึกษาเฉื่อยขึ้นมา ไม่อยากจะทำงาน ไม่อยากจะไปเรียนหนังสือ สติก็จะเตือนและเร่งให้เราตื่นตัว เร่งให้เราสกัดความขี้เกียจความเซ็งออกไป

เราเฉื่อยเพราะอะไร เพราะเราเป็นทาสของอารมณ์ เราปล่อยให้มันครอบงำเรา รั้งเราเอาไว้ กิเลสมันจะหาเหตุผลมาอ้างนะว่า ยังเช้าอยู่ อย่าเพิ่งไปเลย หรือว่าหลับจนตะวันโด่ง มันก็จะบอกว่าสายแล้วอย่าไปเลย นี่คืออุบายของกิเลส กิเลสมันหลอกเรา แต่ถ้ามีสติ เราจะรู้มันว่านี่เป็นอุบายของกิเลส เราจะไม่ยอมเชื่อ เราจะกระตือรือร้นขยันขันแข็งขึ้นมา


พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 04, 2016, 04:56:35 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #333 เมื่อ: ตุลาคม 04, 2016, 04:58:54 am »



เติมเต็มชีวิตในเวลาน้อยนิด


อาจารย์วิษณุเป็นคุรุชาวอินเดียที่มีลูกศิษย์ลูกหามาก วันหนึ่งอาจารย์เรียกศิษย์สองคนที่ใกล้ชิดมาหาแล้วพาไปยังห้องเปล่าสองห้อง ให้เงินคนละ ๑ รูปีแล้วสั่งว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ห้องเต็ม ไชยารีบวิ่งไปที่ตลาดทันทีและพยายามหาของที่สามารถซื้อมาใส่ห้องให้เต็มด้วยเงิน ๑ รูปี แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ เพราะ ๑ รูปีนั้นน้อยเกินไป สุดท้ายเขาก็คิดออก เขาไปหาคนเก็บขยะ ใช้เวลาเจรจาไม่นาน เขาก็ขนขยะกองใหญ่ไปใส่ในห้องของตนจนเต็มด้วยความภาคภูมิใจที่ทำงานสำเร็จ

ส่วนจิตรนั้นเมื่อได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ก็นั่งสมาธิ ทำจิตสงบอยู่ในห้องพักใหญ่ จากนั้นก็เดินไปที่ตลาด ซื้อไม้ขีดไฟ ธูป และประทีป เมื่อกลับมายังห้องของตน เขาก็จุดธูปและประทีป ไม่นานห้องก็อบอวลด้วยกลิ่นหอมและเต็มไปด้วยแสงสว่าง

เมื่ออาจารย์วิษณุมาตรวจงานของลูกศิษย์ทั้งสอง เขาเบือนหน้าหนีทันทีที่ย่างเท้าเข้าห้องของไชยาเพราะกลิ่นเหม็นโชยมาอย่างแรงจากกองขยะ แต่อาจารย์กลับแย้มยิ้มเมื่อเดินเข้าไปในห้องของจิตร ซึ่งสว่างไสวและอบอวลด้วยกลิ่นมะลิและไม้จันทน์

นิทานเรื่องนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความแตกต่างทางสติปัญญาของศิษย์ทั้งสองเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นมุมมองหรือทัศนคติที่แตกต่างกันด้วย ไชยานั้นให้ความสำคัญกับวัตถุหรือสิ่งที่จับต้องได้ เขาจึงนึกถึงแต่การหาวัตถุสิ่งของมาใส่ห้องให้เต็ม แต่ในเมื่อเงิน ๑ รูปีนั้นซื้ออะไรได้ไม่มาก เขาจึงลงเอยด้วยการซื้อกองขยะ กล่าวอีกนัยหนึ่งเขาวัดความสำเร็จด้วยปริมาณ

ตรงข้ามกับจิตร เขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่เน้นที่ปริมาณ แต่มุ่งที่คุณภาพ เมื่อต้องหาอะไรมาใส่ในห้องให้เต็ม เขาจึงนึกถึงแสงสว่างและกลิ่นหอม ซึ่งให้ความสุขและรื่นรมย์ใจแก่เจ้าบ้านและผู้มาเยือน

มองให้ลึก เรื่องของไชยาและจิตร มิใช่อะไรอื่น หากคือภาพสะท้อนของผู้คนในโลกนี้ ห้องนั้นคืออุปมาของชีวิต ส่วนเงิน ๑ รูปีนั้นหมายถึงเวลาอันน้อยนิดที่เรามีอยู่ในโลกนี้ ผู้คนทั้งหลายปรารถนาที่จะเห็นชีวิตของตนได้รับการเติมเต็ม แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเติมเต็มชีวิตของตนด้วยวัตถุ ดังนั้นจึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดที่มีเพื่อแสวงหาเงินทองและสะสมทรัพย์สมบัติให้มากที่สุด

คนเหล่านั้นรู้สึกว่าชีวิตตนจะมีคุณค่าได้ต่อเมื่อมีวัตถุประดับประดา ใช้รถหรูราคาแพง หรือใช้สินค้าแบรนด์เนม อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งสิ่งที่หามานั้นมีสภาพไม่ต่างจากกองขยะ คือนอกจากไม่ได้ใช้แล้ว ยังรกบ้าน เป็นภาระแก่จิตใจ ยิ่งทรัพย์สมบัติที่ได้มาจากการคดโกงหรือการผิดศีลด้วยแล้ว ก็เป็นขยะดี ๆ นี้เอง เพราะเต็มไปด้วยโทษและส่งกลิ่นเหม็นประจานเจ้าของ

แท้จริงแล้วมีสิ่งอื่นที่ดีกว่าที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของเรา นั่นคือ บุญกุศล ความดีงาม รวมทั้งความสงบเย็นในจิตใจ อันเกิดจากคุณธรรมและความเข้าใจชีวิต ใครที่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตใจ จะไม่รู้สึกพร่อง กลับรู้สึกเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา คนแวดล้อมก็มีความสุข ตรงข้ามกับคนที่พรั่งพร้อมด้วยวัตถุ หากไร้สิ่งเหล่านี้ในจิตใจ จะรู้สึกพร่องอยู่ตลอดเวลา จึงดิ้นรนตักตวงไม่หยุดหย่อน แต่ได้เท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้จักพอ ขณะเดียวกันคนแวดล้อมก็อยู่อย่างไม่เป็นสุข เพราะกลายเป็นที่ระบายความทุกข์ของคนเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา

เราทุกคนล้วนมีเวลาเพียงน้อยนิดในโลกนี้ เราไม่สามารถใช้เวลาทั้งหมดที่มีเพื่อหาวัตถุสิ่งเสพมาสนองความปรารถนาจนเต็มอิ่มได้ แต่เวลาน้อยนิดที่เรามีอยู่นั้นมากพอที่จะแสวงหาความดีงามมาเติมเต็มจิตใจจนอิ่มเอมได้

พระไพศาล วิสาโล


ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 04, 2016, 05:01:25 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #334 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2016, 06:16:03 pm »



Mattana Nanta ปุจฉา – อยากจะเรียนสอบถามว่า หากเราอยากจะฝึกเจริญสติเมตตาภาวนานั้น จะมีแนวทางการฝึกอย่างไรคะ

พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา - คุณลองฝึกเจริญสติด้วยการทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีสติ รู้สึกตัว ทำด้วยใจเต็มร้อย คือไม่นึกถึงสิ่งอื่นเลย รับรู้แต่สิ่งที่กำลังทำอยู่ เวลาใจเผลอไปนึกถึงอะไรก็ตาม จนลืมถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ ก็ระลึกถึงสิ่งนั้นได้ไว และพาใจกลับมาอยู่กับสิ่งนั้น หรือกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ทำอะไรก็ตามให้ทำทีละอย่าง อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน

ส่วนเมตตาภาวนานั้น ทำได้ด้วยการน้อมจิตปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ เริ่มจากคนใกล้ตัว บุพการี มิตรสหาย ไปจนถึงคนทั่วไป และคนที่คิดร้ายต่อคุณ หรือคนที่คุณขุ่นเคือง บทภาวนาที่นิยมใช้
ในการเจริญเมตตา คือบทแผ่เมตตา ที่ว่า

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรหา โหนตุ จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรต่อกันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ




ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 06:21:28 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #335 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2016, 06:25:48 pm »





ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 21, 2016, 07:21:12 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #336 เมื่อ: ตุลาคม 18, 2016, 07:32:02 pm »




อย่าเพิ่มทุกข์ให้แก่กัน


          ตอนนี้เป็นเวลาที่เราควรดูแลจิตใจของตัวเองให้ดี ไม่ควรมองคนที่ปฏิบัติแตกต่างจากเรา ว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดี เขาอาจจะมีความจงรักภักดีและเศร้าโศกไม่น้อยกว่าเรา แต่มีวิธีการแสดงออกต่างจากเราก็ได้ อันนี้ควรถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ที่ควรเข้าใจกันให้มาก

            อยากให้ตระหนักว่าเวลานี้ไม่ควรเป็นเวลาที่เราจะทะเลาะกัน ตอนนี้ผู้คนทั้งประเทศก็มีความทุกข์พอแรงแล้ว อย่าเพิ่มความทุกข์ ด้วยการตำหนิติเตียนหรือกล่าวหากันเพียงเพราะเขาปฏิบัติไม่เหมือนเรา ควรมีความเห็นอกเห็นใจกันให้มาก เพราะเราต่างเป็นเพื่อนทุกข์กันทั้งนั้น



ธรรมะสั้นๆก่อนอาหารเช้า
จากพระอ.ไพศาล วิสาโล
ตามลิงค์นี้เข้าไปฟังหรือดาวน์โหลด

===> https://archive.org/details/PS590109



ที่มา : Facebook วัดป่าสุคะโต เพื่อธรรมะและธรรมชาติ
https://www.facebook.com/konkarnkhid/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 18, 2016, 07:36:29 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #337 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2016, 07:20:53 pm »




ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo/

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #338 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2016, 07:22:15 pm »




การทำตามความฝันหรืออุดมคตินั้น ไม่ได้หมายถึงการไม่อยู่กับปัจจุบัน คนเราควรมีจุดมุ่งหมายในชีวิต เมื่อตั้งจุดหมายและกำหนดเส้นทางชัดแล้ว พอเริ่มก้าวเดิน ตอนนี้แหละที่ใจควรอยู่กับปัจจุบัน อย่ามัวกังวลว่าเมื่อไหร่จะถึง ขอให้เดินไปเรื่อย ๆ และเดินแต่ละก้าวอย่างดีที่สุด (ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องรีบเดิน จ้ำเอา ๆ ) ในที่สุดก็จะถึงเป้าหมายเอง (หากเป็นเส้นทางที่ถูกต้อง) แต่ถ้าไม่ถึงเป้าหมายเพราะเหตุใดก็แล้วแต่ ก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะทำดีที่สุดแล้ว และได้เรียนรู้มากมายระหว่างทาง เป็นกำไรชีวิตที่ทรงคุณค่า



ที่มา : Facebook พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo
https://www.facebook.com/visalo/



ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #339 เมื่อ: ตุลาคม 27, 2016, 05:59:49 pm »



คนไทยส่วนใหญ่เกิดมาก็มีในหลวงแล้ว อยู่ใต้บารมีของพระองค์มาตั้งแต่เกิด ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ก็มีพระองค์อยู่เหนือหัวเรา หลายคนคงรู้สึกว่าในหลวงจะอยู่กับเราไปจนตลอด เพราะตั้งแต่เกิดมาก็มีในหลวงแล้ว หลายคนพ่อแม่ตายไปแล้ว ญาติผู้ใหญ่หลายคนก็ตายไปแล้ว แต่ก็ยังมีในหลวง เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต อาตมาเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อย เรียกว่าคนเกือบทั้งประเทศก็ได้รู้สึกว่าตนเป็นกำพร้าทันที เป็นกำพร้าพร้อมกันทั้งประเทศเลย

การเป็นกำพร้า เช่น กำพร้าพ่อ กำพร้าแม่ ปกติเราผลัดกันเป็น ไม่ได้เป็นกันทีเดียวทั้งประเทศ แต่การสูญเสียในหลวงครั้งนี้ พูดได้ว่าพวกเรากำพร้าทั้งประเทศพร้อมๆ กันเลย ทำให้รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ทรงคุณค่าหายไปจากชีวิต รู้สึกได้ถึงความสูญเสียอันใหญ่หลวงในจิตใจของเรา เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง ว่างโหวง ขาดที่พึ่ง

ความรู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ที่พวกเราไม่เคยประสบมาก่อน คนที่สูญเสียพ่อทีแรกอาจจะเศร้าโศกเสียใจมาก แต่เมื่อผ่านประสบการณ์นี้แล้ว พอสูญเสียแม่ก็ทำใจได้ บางคนสูญเสียแม่มาก่อนก็เสียอกเสียใจมาก แต่ก็ทำให้พอมีประสบการณ์อยู่บ้าง ครั้นสูญเสียพ่อก็ทำใจได้

แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เป็นความสูญเสียที่คนเกือบทั้งชาติไม่เคยผ่านพบมาก่อน ซึ่งอาจมีถึง ๙๙ เปอร์เซนต์ของคนทั้งประเทศ จึงย่อมมีความเศร้าโศกเสียใจอาลัยอาวรณ์เป็นธรรมดา ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเรามีความเสียใจอาลัยอาวรณ์ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าในหลวงทรงประชวรมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว การประชวรกับการสวรรคตนั้นแตกต่างกันมากทีเดียว ก็เหมือนกับเวลาพ่อแม่ของเราล้มป่วย แม้ป่วยหนัก ถึงขั้นเข้าห้องไอซียู แม้สถานการณ์จะเลวร้ายอย่างไร ก็แตกต่างอย่างมากกับเวลาที่ท่านสิ้นลม ตอนที่ท่านยังมีลมหายใจอยู่ เราก็ยังรู้สึกอบอุ่น รู้สึกว่าเรายังมีที่พึ่ง ยังมีคนรักอยู่ใกล้ๆ ยังมีคนที่เราจะพูดคุยได้ รวมทั้งยังมีความหวังด้วย แม้จะริบหรี่เพียงใด ก็มีความหมายต่อจิตใจของเรา แต่พอท่านสิ้นลมไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่างกันมากเลย ความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ย่อมท่วมท้นเป็นธรรมดา เพราะความหวังดับสิ้นแล้ว เป็นการขาดเสาหลักของชีวิตไปอย่างถาวร

ดังได้กล่าวแล้วความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ที่เกิดจากการสูญเสียพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ ปกติแล้วเกิดขึ้นกับคนไม่กี่คน แล้วก็ผลัดกันโศกเศร้า ผลัดกันสูญเสีย แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่คนทั้งประเทศสูญเสียพร้อมๆ กันอย่างนี้ บางคนก็ทำใจได้ ไม่โศกเศร้า ไม่ร้องห่มร้องไห้ ก็ดีแล้ว แต่ก็ควรเข้าใจคนที่เสียอกเสียใจ ร้องไห้ น้ำตานองหน้า ต้องเข้าใจเขา เห็นอกเห็นใจเขา อย่าไปตำหนิหรือต่อว่า ว่าทำไมเธอเศร้าโศกเสียใจ ไม่รู้หรือว่ามันเป็นธรรมดาของโลก อาจะมีบางคนที่คิดแบบนั้น

อาตมาอยากให้เรามีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่มีความเศร้าโศกเสียใจ อย่าไปสำคัญตนว่าฉันมีธรรมะสูง ทำใจได้ พวกเธอเป็นชาวพุทธเสียเปล่า เข้าวัดเสียเปล่า ยังอดกลั้นหรือข่มใจไม่ได้ ความคิดแบบนี้เป็นอกุศลนะ เพราะว่ามันแสดงถึงการยกตนข่มท่านอยู่ในที ในยามนี้ถ้าเราไม่เศร้าโศกเสียใจ เพราะทำใจได้ ก็อย่าคิดว่ากูเก่งกูแน่ ให้มีเมตตาต่อเขา เห็นอกเห็นใจที่เขายังทำใจไม่ได้ ไม่ต่อว่าเขา ในทางตรงข้ามกลับควรให้กำลังใจ เพื่อให้เขาสามารถผ่านพ้นความเศร้าโศกไปได้

ส่วนคนที่เศร้าโศกเสียใจก็ให้รับรู้และยอมรับว่ามีความเศร้าเกิดขึ้นในใจ ไม่ต้องปฏิเสธผลักไสความรู้สึกนั้น ที่จริงมันก็มีประโยชน์เหมือนกัน เพราะเวลาที่เราเศร้าโศก แล้วคนอื่นเศร้าโศกกับเรา เราจะรู้สึกว่าเขาเป็นเพื่อนทุกข์ คนที่เคยกินแหนงแคลงใจกัน ที่เคยบาดหมางใจกัน ความเศร้าจะเชื่อมให้เราเข้ามาใกล้กัน เพราะว่าเรามีความรู้สึกเหมือนกัน หัวอกเดียวกัน ความรู้สึกขุ่นข้องหมองใจหรือเป็นปฏิปักษ์ก็จะบรรเทาเบาบางลง เพราะว่าเราเป็นเพื่อนทุกข์กัน พยายามใช้ความรู้สึกนี้มาเป็นประโยชน์ เมื่อพบคนที่เคยผิดใจกัน เกลียดชังกัน ในยามนี้อยากให้มองว่า เขาเป็นเพื่อนทุกข์ของเรา

รับมือกับความเศร้าโศกในยามสูญเสีย

พระไพศาล วิสาโล
รูปภาพจาก Nation Admin


ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 31, 2016, 03:30:12 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #340 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2016, 03:29:39 pm »



น้อมธรรมตามรอยในหลวง

ถ้าเราอยากเยียวยาจิตใจเราจากความโศกเศร้า สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ การนึกถึงน้ำพระทัยและความดีของพระองค์ เวลานึกถึงแล้วจิตใจเราจะเกิดเป็นกุศลขึ้นมา เกิดปีติ เกิดแรงบันดาลใจ ความเศร้าเป็นอกุศลธรรม แต่ปีติ แรงบันดาลใจ เป็นกุศลธรรม สามารถช่วยบรรเทาความเศร้าโศกได้ และถ้าหากว่าเราไม่ได้แค่นึกถึง แต่ลงมือทำด้วย ความโศกเศร้าก็จะบรรเทาลงมาก สิ่งที่จะช่วยเยียวยาความเศร้าโศกที่ดีที่สุดก็คือการดำเนินรอยตามพระองค์ หรือทำตามพระปณิธานของพระองค์

อย่างไรก็ตาม เราย่อมทราบดีอยู่แล้วว่า การเดินตามพระองค์ไม่ใช่เรื่องง่าย จะทำได้ก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่สำคัญ คือใจ การบำเพ็ญตามพระกรณีกิจแม้เพียงแค่หนึ่งในร้อยของพระองค์ ต้องอาศัยใจเป็นสำคัญ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจประเสริฐสุด สำเร็จได้ด้วยใจ” จะทำได้อย่างในหลวงเพียงเศษเสี้ยว ก็ต้องมีใจอย่างพระองค์ หรือว่าพูดอีกอย่างว่า มีธรรมะในใจอย่างที่พระองค์มี ถ้ามีธรรมะดังกล่าวในใจแล้ว การพูดการกระทำก็ออกมาได้ง่ายขึ้น

ธรรมะหรือความดีงามของพระองค์มีมากมาย แต่ถ้าสรุปอย่างสั้น ๆ ก็รวมลงที่ธรรมะ ๑๐ ข้อ ที่เรียกว่า ทศพิธราชธรรม แม้เป็นธรรมะสำหรับผู้ปกครอง แต่ก็เป็นธรรมะที่เราควรน้อมนำมาใส่จิตใจของเราด้วย

สองข้อแรกเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยและทำเป็นประจำอยู่แล้วคือ ทานและศีล ทาน คือการให้ สละสิ่งของ รวมถึงสละเวลา

ศีล หมายถึงการรักษากายและวาจาของตนให้เป็นปกติ ไม่เบียดเบียนใคร หมายถึงศีล ๕ เป็นอย่างน้อย

ข้อที่ ๓ ปริจจาคะ คือบริจาค ไม่ใช่บริจาคเงินทอง แต่มากกว่านั้น คือ สละความสุขสบายส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันนี้เราเห็นได้ชัดจากพระกรณียกิจของพระองค์ ว่าที่จริงพระองค์สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระราชามหากษัตริย์ แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญกรณียกิจต่างๆ มากมาย ไม่ใช่แค่เปิดงานอย่างผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แต่เสด็จพระราชดำเนินไปถึงชนบท ถิ่นทุรกันดาร สมัยก่อนเส้นทางลำบากมาก บางแห่งมีถนน แต่หลายแห่งก็ไม่มีถนน เต็มไปด้วยภูเขา เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน พระองค์ก็เสด็จไป ทรงพระดำเนินด้วยเท้าก็บ่อย อันนี้เราเห็นตัวอย่างได้จากภาพยนต์หรือวิดีโอ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงโดดเด่นในคุณธรรมข้อนี้ ทรงเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อพสกนิกร

หลายคนตั้งใจรักษาศีล แต่ถ้าหากต้องละทิ้งความสุขส่วนตัว เช่นมาอยู่วัด ก็กลัวลำบาก เลยปฏิเสธ ไม่ยอมมา จะให้ทานหรือรักษาศีลที่บ้านก็ยังไหว แต่จะให้มาวัดไม่เอา เพราะมันลำบาก บางคนอยากช่วยเหลือคนชนบท แต่พอรู้ว่ามีความลำบากรออยู่ ก็ปฏิเสธทันที อย่างนี้เรียกว่ายังไม่มีปริจจาคะ ยังหวงแหนความสุขส่วนตัว ซึ่งในหลวงของเราไม่มีอันนี้

ข้อที่ ๔ อาชชวะ คือความซื่อตรง มีความหมายคล้าย ๆ สัจจะ อันนี้เป็นลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของพระมหากษัตริย์ ดังคำกล่าวว่า “กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ” ในหลวงของเราตั้งแต่ครองราชย์ใหม่ ๆ ได้มีปฐมพระราชดำรัสว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นี้เป็นเสมือนคำสัญญาซึ่งพระองค์ทรงรักษาตลอดพระชนม์ชีพ ถ้าเราทำได้แม้เพียงส่วนเสี้ยวของพระองค์คือมีความซื่อตรง มีความสัตย์จริง พูดคำไหนเป็นคำนั้น ก็ถือว่าเราได้บำเพ็ญธรรมข้อนี้แล้ว

ข้อที่ ๕ มัททวะ คือความอ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างหรือถือตัว อันนี้ก็เป็นธรรมะที่เราเห็นได้จากพระองค์ เวลาเสด็จพระราชดำเนินไปที่ไหนโดยเฉพาะชนบท บางทีก็ประทับนั่งในกระท่อมมีพระราชดำรัสกับชาวบ้าน ไม่มีอาสนะ ไม่มีเบาะรองรับ บางทีก็ประทับนั่งอยู่บนถนน ทอดพระเนตรแผนที่ ท่ามกลางข้าราชบริพาร นี้คือมัททวะ พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร เคยเล่าว่า เวลาพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทถิ่นทุรกันดาร บ่อยครั้งพระองค์ก็ทรงขับรถพระที่นั่งเอง ไม่ได้มีมหาดเล็กขับให้ พอถึงที่หมายพระองค์ก็ทรงงานเลย ตรัสสนทนากับชาวบ้าน เสด็จไปดูสถานที่ต่างๆ บางแห่งก็ต้องทรงพระดำเนินเป็นระยะทางไกล ๆ พอเสร็จภารกิจก็ทรงขับรถกลับ มหาดเล็กหรือเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ข้างหลัง บางทีก็ได้หลับพักเหนื่อยไปด้วย แต่ในหลวงไม่ได้พัก อันนี้แสดงถึงความไม่ถือตนของพระองค์ ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง

บางคนไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นแค่พ่อแม่ ก็ถือตัวกับลูกแล้ว บางคนเป็นครูก็แสดงความเจ้ายศเจ้าอย่างกับนักเรียน บางคนเป็นครูใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ก็แสดงอำนาจบาตรใหญ่กับครูน้อยหรือภารโรง บางคนเป็นแค่นายอำเภอหรือปลัดอำเภอก็มีพิธีรีตองมากมายกับชาวบ้าน อันนี้เรียกว่าขาด มัททวะ ถ้าหากประชาชนและข้าราชการมีมัททวะ ก็สามารถทำประโยชน์ได้มากมาย และก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ราบรื่นได้ มัททวะไม่ได้หมายถึงการคลุกคลีตีโมง แต่หมายถึงการไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง เมื่อถึงเวลาที่จะต้องทำการงานก็ไม่ติดที่พิธีรีตอง ไม่ให้พิธีรีตองมาเป็นเครื่องขัดขวางโดยเฉพาะการใกล้ชิดพสกนิกรของพระองค์

ธรรมะ ๕ ข้อแรก ให้สังเกตว่าเป็นธรรมะฝ่ายบวก เน้นที่การทำสิ่งดี ๆ ให้มากขึ้น ส่วน ๕ ข้อหลังเน้นธรรมะฝ่ายลบ หมายถึงการควบคุมสิ่งไม่ดี ไม่ให้มีอิทธิพลต่อจิตใจ หรือละเว้นการกระทำที่ไม่ดี

ข้อที่ ๖ ตปะ หรือตบะ คือการข่มใจ ไม่หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญหรือการปรนเปรอตนพูดง่าย ๆ คือ ข่มใจไม่ให้เพลิดเพลินหลงใหลในวัตถุรวมทั้งสิ่งเย้ายวนใจ ธรรมดาของผู้ที่เป็นใหญ่มีอำนาจมักมีคนมาปรนเปรอ ทั้งวัตถุและคำสรรเสริญ ผู้ใหญ่ที่ทรงธรรมจำเป็นต้องมีตบะ รู้จักข่มใจไม่ให้เพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ หาไม่แล้วก็จะเสียผู้เสียคน ไม่เป็นอันทำงาน หรือใช้อำนาจในทางมิชอบได้

ลองถามตัวเราเองว่า เราเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า หรือว่าพอมีความเราสุขสบาย เราก็เพลินหลงใหลไปกับมัน ลองถามตัวเราเองว่าเราติดสบายหรือเปล่า จะไปนอนที่ไหนก็ต้องมีห้องติดแอร์ มีคนคอยบริการ พอมาอยู่วัดก็เลยอยู่ไม่ได้ อย่างนี้แล้วเราจะดำเนินตามรอยพระองค์ได้อย่างไร เราต้องรู้จักข่มใจไม่เพลิดเพลินกับความสุข ความสะดวกสบายมีก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามีแล้วติดมันก็จะหน่วงเหนี่ยวให้เราทำความดีได้ยาก ไม่ว่าการปฏิบัติธรรมหรือการช่วยเหลือผู้อื่น

ข้อที่ ๗ ขันติ คือความอดทน ข้อนี้ดูเผิน ๆ คล้ายกับข้อที่ ๖ คือ ตบะหรือความข่มใจ แต่ที่จริงแตกต่างกัน ตบะนั้นเป็นการข่มใจต่อสิ่งที่น่ายินดีหรือให้ความสุขแก่เรา ส่วนขันตินั้นคือความอดทนต่อสิ่งที่ไม่น่ายินดีหรือสิ่งที่เป็นลบ เช่น อดทนต่องานที่ตรากตรำ ยากลำบากอย่างไรก็ไม่ท้อถอย แม้ถูกด่าทอต่อว่าถากถางอย่างไรก็ไม่เสียกำลังใจ ยังทำงานต่อไปได้ ถามตัวเราเองว่าเรามีธรรมะข้อนี้ไหม ถ้าไม่มีก็ควรสร้างขึ้นมา

ข้อที่ ๘ อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ อันนี้ยากหน่อย แต่ถ้าเราฝึกสองข้อหลังที่กล่าวมาได้ คือ ตบะกับขันติ ก็จะทำให้เรามีจิตใจเข้มแข็ง เจออะไรก็ไม่รู้สึกขัดอกขัดใจง่าย ๆ คนที่ติดสบายพอเจอสถานที่ไม่สบายก็รู้สึกขัดใจแล้ว ทำไมไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม ไม่มีน้ำแข็ง ถ้าไม่มีขันติ พอเจอความยากลำบาก เจออุปสรรค ก็เกิดความขุ่นเคืองใจแล้วกลายเป็นความโกรธในที่สุด

อักโกธะ หรือความไม่โกรธนั้น เราฝึกได้ด้วยการหมั่นรู้ทันความโกรธ ไม่ต้องข่มความโกรธ แค่รู้ทัน ความโกรธก็บรรเทาเบาบาง เมื่อไม่มีความโกรธแล้วก็บำเพ็ญข้อต่อไปได้ง่าย

ข้อที่ ๙ อวิหิงสา คือการไม่เบียดเบียน อักโกธะกับอวิหิงสาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้มีอำนาจ เริ่มจากพ่อแม่ พ่อแม่มีอำนาจเหนือลูก หัวหน้ามีอำนาจเหนือลูกน้อง ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเหนือผู้ใต้บังคับบัญชา พอมีอำนาจก็มักจะระบายความโกรธและเบียดเบียนเขาได้ง่าย เช่น ถากถางด้วยคำพูด บางทีก็ถึงกับใช้กำลัง เช่น ตบหัว บางคนทำอย่างนี้กับลูก หรือกับลูกน้องเป็นอาจิณ เราควรเรียนจากในหลวงในข้อนี้ด้วย

ข้อสุดท้ายเป็นบทสรุปของธรรมะ ๙ ข้อก่อนหน้านี้ ได้แก่ อวิโรธนะ คือความไม่คลาดเคลื่อนในธรรม หรือตั้งมั่นในธรรมนั่นเอง เริ่มตั้งแต่ในใจ คือไม่ยินดียินร้าย เจอสิ่งสบาย เช่น โลกธรรมฝ่ายบวก ได้ลาภ ได้ยศ ได้รับคำสรรเสริญ หรือสุข ก็ไม่ยินดีกับมันจนกระทั่งลุ่มหลงประมาท หรือยอมผิดศีลผิดธรรมเพื่อให้ได้มันมา การทำความชั่ว เช่น คอรัปชั่นเกิดขึ้นได้ก็เพราะจิตใจไม่มั่นคงในธรรม เจอสิ่งล่อเร้าเย้ายวน เช่น กามสุข เงินทอง หรือมีโอกาสที่จะคดโกง ใจก็โอนเอนแล้ว ในทำนองเดียวกันพอเจอคำต่อว่าด่าทอ หรือเจอโลกธรรมฝ่ายลบ แม้กระทั่งเวลาเจออาหารไม่อร่อยก็เกิดความยินร้าย แล้วปล่อยใจให้ความยินร้ายครอบงำ อย่างนี้เรียกว่าคลาดเคลื่อนจากธรรมแล้ว

แต่ถ้าเราหมั่นเจริญสติ การเจริญอวิโรธะก็ทำได้ง่าย สติทำให้เราวางใจเป็นกลางต่อสิ่งต่าง ๆ ไม่ยินดีในอารมณ์ที่น่าพอใจ ไม่ยินร้ายในอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ อารมณ์ในที่นี้คือ รูปรส กลิ่น เสียง สัมผัส และรวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นในใจ มีความโกรธเกิดขึ้นในใจก็ไม่รู้สึกยินร้ายอยากผลักไส แค่รู้เฉย ๆ เรียกว่ารู้ซื่อ ๆ มีความยินดีเกิดขึ้นในใจ ก็ไม่ได้หลงใหลเคลิ้มคล้อยไปกับมัน รู้เฉย ๆ เช่นกัน

ถ้าเราน้อมนำเอาธรรมะ ๑๐ นี้มาใช้ ชีวิตเราจะมีความสุขและเจริญงอกงาม ทำให้การดำเนินตามรอยพระยุคลบาทเป็นไปได้ง่าย หรือเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่น้อมนำธรรมะเหล่านี้มาไว้ในใจเรา ทำอย่างไรก็ไม่สามารถดำเนินตามพระองค์ได้ จะเดินตามได้ ใจก็ต้องเริ่มก่อน ถ้าใจไม่เริ่ม เท้าก็ไม่เดินหรอก

บางคนอาจจะคิดว่า ธรรมทั้ง ๑๐ เป็นเรื่องของพระราชาหรือผู้ปกครอง เราไม่ใช่พระราชา ทศพิธราชธรรมไม่เกี่ยวกับเรา จริงอยู่เราไม่ใช่ราชา ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ แต่แทบทุกคนก็ต้องมีคนในปกครอง อย่างน้อยก็ลูก กว้างออกไปก็ลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา ที่สำคัญก็คือเราต้องครองตนให้ได้ด้วย บางคนไม่มีลูก ไม่มีลูกน้อง แต่เราก็ต้องรู้จักครองตน ครองใจไม่ให้กิเลสครอบงำ

ทศพิธราชธรรม เป็นธรรมที่เราเอามาใช้ครองใจไม่ให้กิเลสเข้ามาครอบงำ ไม่ให้มันฉวยโอกาสเข้ามาบงการเราให้ทำสิ่งชั่วร้าย ผิดศีลผิดธรรม ซึ่งสุดท้ายก็จะนำความทุกข์มาให้เรา

เพราะฉะนั้นในเวลาเช่นนี้ นอกจากความเศร้าโศกเสียใจแล้ว ขอให้เราระลึกถึงคุณความดีของพระองค์ มุ่งมั่นที่จะทำความดี เจริญรอยตามพระองค์ สิ่งแรกที่เราทำได้เลยคือ น้อมนำธรรมะที่พระองค์ทรงปฏิบัติ มาใช้กับตัวเราตั้งแต่เดี๋ยวนี้ วันนี้ ไม่ว่าทาน ศีล ปริจจาคะ อาชชวะ มัททวะ ตบะ ขันติ อักโกธะ อวิหิงสา และอวิโรธนะ อย่างน้อย ๆ ก็พยายามทำ ๕ ข้อแรกให้ได้ แล้ว ๕ ข้อหลังก็จะทำได้ง่ายขึ้น

พระไพศาล วิสาโล
รูปภาพจาก  สำนักข่าวทีนิวส์ admin



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 02, 2016, 07:06:36 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #341 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2016, 07:05:53 am »



ในหลวงของเรา พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยอย่างไร ก็ทรงเหนื่อยแค่กาย แต่ว่าใจไม่ยอมเหนื่อย พวกเราก็ควรพยายามรักษาใจของเราอย่าให้เหนื่อย แม้จะมีความอาลัยอาวรณ์เพราะความสูญเสียก็อย่าจมอยู่ในอารมณ์นี้นาน

สำหรับพวกเราที่เป็นนักปฏิบัติ ก็ให้ถือว่าความเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์ เป็นแบบบฝึกหัดของเรา เขามาเพื่อให้เราได้ฝึกสติ เรียนรู้การมีสติรู้ทันท่วงที ให้ถือว่าความเศร้าโศกเป็นการบ้าน แม้ว่าเป็นการบ้านที่ยาก เปรียบเสมือนพายุลูกใหญ่ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กระหน่ำจิตใจของเรา แต่เราก็อย่าท้อแท้ ถือว่าการรับมือความเศร้าโศกเสียใจอาลัยอาวรณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการบ้านของเรา เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ยอมรับว่า มันเป็นธรรมดาของปุถุชน เพราะแม้กระทั่งพระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังมีความเศร้าโศก แต่ว่าเราจะไม่ยอมให้มาเล่นงานเราเฉยๆ หรือมาครอบงำจิตใจ ให้ถือว่านี่เป็นโอกาสให้เราฝึกสติเพื่อสร้างความรู้สึกตัว เพื่อรู้วิธีในการรับมือกับความเศร้าโศก

ความเศร้าโศกเมื่อเกิดขึ้น หากเราคิดจะกดข่มมัน ไม่ได้ผลนะ สิ่งที่เราต้องทำคือ รู้ทันมัน

เคยมีคนถามหลวงปู่ดุลย์ อตุโล ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ว่าหลวงปู่ ทำอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาดได้ หลวงปู่ตอบว่า “ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง” ความโกรธฉันใด ความเศร้าก็ฉันนั้น มันมาเพื่อให้เราเรียนรู้ เพื่อให้เราได้ฝึกสติ เพื่อให้เรารู้ว่าจะจัดการกับมันอย่างไร

หลวงพ่อคำเขียนเคยพูดว่า “ในความทุกข์มีความไม่ทุกข์” ฉันใดก็ฉันนั้น ในความเศร้าก็มีความไม่เศร้า อันนี้เป็นการบ้านให้เราลองหาคำเฉลยดูว่า ทำอย่างไร เมื่อมีความเศร้าเกิดขึ้นเราจึงจะพบความไม่เศร้า

ที่จริงสติช่วยได้มากเลย เมื่อมีความเศร้าเกิดขึ้น ถ้าเราไม่มีสติเห็นมัน ก็จะกลายเป็นผู้เศร้าเลย แต่ถ้ามีความเศร้าเกิดขึ้นแล้วเราไม่เข้าไปเป็น เราเห็นมัน ความเศร้าก็หายไป ความไม่เศร้ามาแทนที่ มันอยู่ที่เรานะ เมื่ออารมณ์อกุศลเกิดขึ้นแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไร

ถ้าเรารับมือไม่เป็น เช่น กดข่ม มันก็จะครองจิตใจเรา กลายเป็นผู้เศร้าไปโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากว่าเราเกี่ยวข้องกับมันถูก เช่น เห็นมัน ความเศร้าจะกลายเป็นความไม่เศร้า ทำให้เราพบว่า ในความเศร้านั้นมีความไม่เศร้า

อะไรเกิดขึ้นก็ตามไม่ว่าภายนอกหรือจิตใจเรา มันไม่สำคัญเท่ากับว่าเราจะวางใจอย่างไร มีความเจ็บความปวด แม้เป็นความเจ็บความปวดที่กาย แต่ถ้าหากว่าเรามีสติรู้ทัน มันก็มีแต่ความปวดกายแต่ใจไม่ปวด เราก็สามารถเปลี่ยนความปวดให้กลายเป็นความไม่ปวดได้ คือปวดกายแต่ใจไม่ปวด ความเศร้าก็เช่นกัน ให้ถือว่านี่เป็นการบ้านที่เราจะต้องเรียนรู้เพื่อใช้มันให้เป็นประโยชน์

ขอให้พวกเราใช้โอกาสนี้พิจารณาถึงความจริงที่เรียกว่า อนิจจัง หรือที่คนไทยสมัยก่อนเรียกว่าพระอนิจจลักษณะ คนไทยสมัยก่อนเรียกไตรลักษณ์ ด้วยความเคารพว่า พระอนิจจา พระอนัตตา เรียกอย่างนี้เพี่อเตือนใจว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ มีค่ามาก

ถ้าเราเกี่ยวข้องกับอนิจจังหรือพระอนิจจาถูก มันก็ทำให้เราไม่ทุกข์ จริงอยู่อนิจจาบ่อยครั้งทำให้เกิดความเจ็บปวด เพราะหมายถึงความพลัดพรากสูญเสีย ความเสื่อมสลาย ความวิบัติ ไม่พักต้องพูดถึงความแก่ ความเจ็บ และความตาย แต่ว่าถ้าเราเข้าใจพระอนิจจาอย่างแจ่มแจ้ง เราก็จะวางใจกับสิ่งต่าง ๆ ถูกจนพ้นทุกข์ได้ หรือถ้าเราเข้าใจพระอนัตตาอย่างแจ่มแจ้ง ก็จะพ้นทุกข์ได้เช่นกัน

คนโบราณถึงเรียกความจริงเหล่านี้ว่าเป็นพระ เสมือนเป็นของสูงที่ควรเคารพยำเกรง คือ พระอนิจจา พระอนัตตา ซึ่งเป็นธรรมะที่แสดงอยู่ตลอดเวลา...ถ้าเราใคร่ครวญพิจารณา ก็จะเกิดปัญญา ยกจิตใจให้อยู่เหนือความทุกข์ได้ ความทุกข์ที่เกิดจากอนิจจัง ความทุกข์ที่เกิดจากทุกขัง ความทุกข์ที่เกิดจากอนัตตา สามารถทำให้เราพ้นจากความทุกข์ได้ หากเราใคร่ครวญจนเกิดปัญญา

พระไพศาล วิสาโล



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 07, 2016, 07:04:21 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #342 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2016, 07:04:00 am »



คนเราถ้าไม่ขาด ไม่สูญเสีย หรือไม่พลัดพรากห่างไกลจากสิ่งที่เคยมีเราจะไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือบุคคล

คนที่มีพ่อแม่จะค่อยไม่รู้สึกเลยว่าการที่ได้อยู่กับพ่อแม่ หรือพ่อแม่ยังอยู่กับเรานั้นมีความหมายเพียงใด พอไกลจากท่านหรือท่านเสียชีวิตไปจึงค่อยได้คิดว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรามีความสุขที่สุดในชีวิต แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกนะว่าเป็นช่วงที่มีความสุขเพราะใจอยากได้อย่างอื่นที่ไม่เคยมี

คนเรามักจะแสวงหาสิ่งที่ไม่มี เราคิดว่าถ้าเราได้มันมาเราจะมีความสุข แต่เราลืมมองไปว่าสิ่งที่เรามีอยู่กับตัวตอนนี้ให้ความสุขกับเราแล้ว ไม่ต้องแสวงหาความสุขจากที่ไหนอีก

การที่เรามาลำบากอย่างนี้ อย่างน้อยๆ มันทำให้เราได้เห็นว่าบ้านเอย หอพักเอย เป็นที่ ๆ ให้ความสุขแก่เรา ไม่ต้องดิ้นรนเรียกร้องแสวงหาอะไรมากกว่านี้ก็ได้ เป็นเพราะเราไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี เราถึงอยากได้โน่นอยากได้นี่ มีโทรศัพท์มือถือแล้ว ก็ไม่พอใจอยากได้รุ่นใหม่ อยากได้รุ่นที่มีลูกเล่นมากกว่านี้ แต่พอโทรศัพท์หายถึงค่อยรู้ว่ามันมีค่า เราอย่ามาคอยให้มันหายหรือสูญเสียมันไปก่อนแล้วค่อยเห็นคุณค่า ต้องรู้จักชื่นชมมันเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ตั้งแต่มันยังอยู่กับเรา

คนเรามักจะเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ อยู่ ๒ ช่วง ช่วงที่ ๑ คือตอนได้มาใหม่ๆ จะทะนุถนอมมากเลยไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า โทรศัพท์ เครื่องเล่น MP3 กล้องถ่ายรูป ตอนได้มาใหม่ๆ ก็ทะนุถนอม แต่พออยู่ไปนานๆ ก็ไม่เห็นคุณค่าแล้ว ไปเห็นคุณค่าอีกทีตอนมันหาย แต่ตอนที่มันอยู่กับเรากลับไม่เห็นคุณค่า

บางทีเจอเพื่อนก็ชอบเขา อยากได้เป็นแฟน พอได้เป็นแฟนใหม่ๆ มีความสุขมากเลย พออยู่ไปนานๆ ก็เบื่อแล้ว อยากได้คนใหม่อยากได้กิ๊ก คนเดิมไม่เอาแล้วไม่สวยน่าเบื่อ แต่พอเขาทิ้งเราไปแล้ว ก็มาเสียดาย ได้คิดว่าเขาดีกับเรามาก แต่ก็สายไปแล้ว

คนเราจะเริ่มเห็นคุณค่าของคน ของเพื่อน ของแฟนตอนที่ได้มาใหม่ๆ กับอีกตอนหนึ่งคือตอนที่เขาจากเราไป แต่ตอนที่เขาอยู่กับเรานั้นเราไม่ค่อยเห็นคุณค่าเท่าไหร่

การมาลำบากอย่างนี้ มาอยู่แบบขาดแคลนทุกอย่าง จะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเคยมี ความลำบากจึงมีประโยชน์ คนเราต้องเจอความลำบากบ้าง เพราะความลำบากจะทำให้ได้สติ ลำบากจะทำให้เกิดปัญญา ความลำบากจะทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราเคยมี

เพราะฉะนั้นอย่ากลัวความลำบากนะ ต้อนรับ ยิ้มรับ โอบกอดความลำบากเลยก็ได้ พรุ่งนี้ยังมีความลำบากอีกมากที่เราต้องอ้าแขนต้อนรับ ขอให้เตรียมใจไว้

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
บรรยายธรรมยาตรา




ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 07, 2016, 07:05:35 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #343 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2016, 06:40:11 am »



ธรรมยาตรา : ฝึกให้สุขง่าย ทุกข์ยาก

สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับเราคือ ทำให้เราเป็นคนสุขง่ายและทุกข์ยาก คนเดี๋ยวนี้มักจะสุขยากแต่ทุกข์ง่าย ทั้งๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อยู่ที่บ้านมีโทรทัศน์ มีโทรศัพท์มือถือ มีพัดลม มีแอร์ มีอาหารอร่อยๆ กิน แต่ว่าทุกข์ อยู่ที่บ้านไม่ได้ รู้สึกกระสับกระส่าย ต้องออกไปเที่ยวห้าง บางคนอยู่ว่างๆ ไม่เป็น ต้องโทรศัพท์หาเพื่อนคุยเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง อาการอยู่เฉยไม่ได้นี้เป็นสิ่งบ่งบอกถึงความทุกข์ใจ คนเราถ้ามีความสุขจะนิ่งได้ ถ้าอยู่เฉยไม่ได้แสดงว่าทุกข์ เสาร์อาทิตย์ก็อยู่นิ่งๆ ไม่เป็น ต้องไปเที่ยวห้าง ต้องไปทำโน่นทำนี่ อันนี้เขาเรียกว่าทุกข์ง่าย สุขยาก

แต่เมื่อมาที่นี่ หลายคนบอกว่ามีความสุขง่ายขึ้น เวลาเดินแค่มีลมพัดมาเบาๆ หรือได้พักใต้เงาไม้ก็มีความสุขแล้ว กำลังเหนื่อยๆ ได้กินน้ำ น้ำเปล่า ๆ ไม่ต้องแช่น้ำแข็ง ไม่ต้องเป็นน้ำอัดลมก็มีความสุขแล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนต้องกินน้ำอัดลม ต้องกินไอศกรีมฮาเก้นดาส แต่ว่าที่นี่เพียงแค่ได้กินน้ำเปล่าดับกระหายก็มีความสุขแล้ว ความสุขหาได้ง่ายเพราะไม่ต้องใช้เงินเลย ได้กินน้ำฝน น้ำประปา ไม่ต้องใส่น้ำแข็ง ได้นอนกลางดินก็หลับได้ ไม่จำเป็นต้องนอนบนเตียงในห้องที่หรูหรา

หลายๆ คนได้นอนบนเตียงราคาแพงในห้องที่หรูหราก็ยังไม่หลับ แต่มาที่นี่นอนในเต๊นท์กลับหลับได้สบาย ความสุขนั้นหาได้ง่ายมาก สังเกตหรือเปล่าว่า เราไม่มีโทรศัพท์มือถือ เราไม่ได้ดูโทรทัศน์ คืนนี้เป็นคืนที่ ๔ ก็ยังอยู่ได้ ไม่ตาย ไม่มีวีดีโอเกมส์ให้เล่น ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้แชทก็ยังอยู่ได้ ขณะที่อยู่ในเมืองถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ท ไม่มีโทรศัพท์มือถือจะตายให้ได้

เคยมีการสอบถามคนในเมือง โดยเฉพาะวัยรุ่นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิต มากกว่าครึ่งตอบว่าโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่ารวมถึงพวกเราด้วยหรือเปล่า แต่เห็นไหมว่าถึงแม้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เราก็ยังอยู่ได้และอยู่ได้สบายด้วย

ลองไตร่ตรองดูว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ชีวิตต้องการจริงๆ หรือเปล่า หลายคนบอกว่าโทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต แต่มาอยู่ที่นี่จะรู้เลยว่า ถึงไม่มีมันเราก็อยู่ได้ อยู่ที่นี่ไม่ต้องมีอะไรมาก แค่ได้พักใต้ร่มไม้ก็มีความสุขแล้ว มีข้าวกิน แม้ข้าวไม่อร่อย ก็ยังมีความสุขได้

มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุ ๑๓ ปี เขาอยากเป็นนักแสดง ก็เลยไปสมัครเข้าค่ายละคร พอไปเห็นค่ายก็รู้สึกผิดหวังมาก เพราะมันอยู่กลางทุ่งเป็นค่ายเหมือนที่เรากางเต็นท์แบบนี้ ที่แย่กว่านั้นคือไม่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ก็ไม่มีให้ดู รู้สึกผิดหวังมากเพราะฝันไว้อีกแบบหนึ่ง แต่พอเข้าค่ายละครได้สี่ห้าวัน ได้แสดงละครได้เข้ากลุ่มพูดคุยกันในเรื่องการกำกับละคร การเขียนบท เธอก็ลืมความทุกข์ไปเลย ถึงวันสุดท้ายเธอบอกว่ามีความสุขมาก แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าวันแรกเธอมีความทุกข์มากเพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ความสะดวกก็ไม่มี ห้องน้ำก็ลำบาก แต่ทำไมพอถึงวันที่ ๕ กลับมีความสุข ทำไมถึงมีความสุข ก็เพราะได้ทำสิ่งที่ชอบ เธอเห็นเลยว่าความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีสิ่งของสิ่งอำนวยความสะดวก ความสุขมันอยู่ที่ใจ อยู่ที่การทำสิ่งดีๆ ที่มีค่าที่น่าภาคภูมิใจ คนเราถ้าเห็นความจริงอย่างนี้จะเป็นคนสุขง่าย ทุกข์ยาก

ทุกข์ยากหมายความว่าเป็นคนที่ไม่ทุกข์ง่ายๆ อยู่ที่นี่ถ้ากินกล้วยใบหนึ่งแล้วรู้สึกอร่อย กินข้าวกับน้ำพริกก็อร่อย อันนี้เรียกว่าสุขง่าย ถ้าสุขง่ายแบบนี้ความทุกข์จะเกิดขึ้นได้ยาก เราอยากจะเป็นไหมคนสุขง่าย ทุกข์ยาก

หลายคนบอกว่ามาลำบากทำไม ประการแรกก็เพื่อให้เรารู้ว่าคนเราสามารถมีความสุขโดยไม่มีสิ่งมาอำนวยความสะดวกก็ได้ ของแบบนี้ถ้าไม่ได้ปฏิบัติเองก็ไม่รู้ คิดเอาเองก็ไม่รู้นะ

ประการที่สอง ก็เพื่อให้เราหันมาชื่นชมสิ่งที่เรามีอยู่ที่บ้าน หลายคนตอนอยู่บ้านมักมีเรื่องบ่นอยู่เรื่อย อาหารทานไม่อร่อย ที่นอนก็ไม่ค่อยดี ห้องนอนเล็ก ห้องน้ำไม่หรู แต่มาพออยู่อย่างนี้หลายคนจะคิดถึงบ้านและได้รู้ว่าบ้านนั้นคือสวรรค์ ถ้าไม่มาลำบากอย่างนี้ก็ไม่รู้นะว่าสิ่งที่เราเคยมี หรือกำลังมีอยู่นั้นมีค่ามากเพียงใด

พระไพศาล วิสาโล

สนใจเข้าร่วมกิจกรรม
ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาว ครั้งที่ ๑๗
ระหว่างวันที่ ๑ - ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙
ดูรายละเอียด https://lampatao.wordpress.com/ ตามลิงค์นี้

สอบถามที่
https://www.facebook.com/dhammawalk



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2016, 06:55:24 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
*รวม * คติธรรม - พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
« ตอบ #344 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2016, 06:51:14 am »



พวกเราเคยสังเกตหรือเปล่าเวลาตื่นเช้ามืด เราจะได้เห็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งซึ่งดูเหมือนธรรมดาในความรู้สึกของหลายคน แต่คนที่ตื่นแต่เช้ามืด จะเห็นปรากฏการณ์นั้นว่าไม่ธรรมดาคือ ช่วงเวลาก่อนฟ้าสาง ได้เห็นแสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า ท้องฟ้าสวยมากสำหรับคนที่ได้เห็น

ถ้าใครที่ตื่นมาช่วงนั้นจะพบว่า ตอนท้องฟ้ายามอรุณรุ่งสวยงามเพราะว่ามีการแปรเปลี่ยน จากมืดกลายเป็นสว่าง ความสว่างจะมีค่าสำหรับคนที่เคยผ่านความมืดมาก่อน

มันก็เหมือนกับความสะดวกสบาย มันจะมีค่าหรือมีรสชาติมากขึ้นสำหรับคนที่ผ่านความทุกข์ยากมาก่อน ความสำเร็จจะมีคุณค่าและหอมหวานสำหรับคนที่พากเพียรฟันฝ่าความยากลำบากจนพบความสำเร็จ อะไรที่ได้มาด้วยความยากลำบากจะมีค่า มีความหมายสำหรับเรา

ขณะเดียวกันมันก็จะทำให้เราเห็นคุณค่าและความหมายของตัวเราเองด้วย เราจะได้เห็นว่า เรามีความเพียร มีความสามารถ รวมทั้งเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง

คนจำนวนมากไม่เข้าใจคุณค่าของความยากลำบาก เขาคิดว่าอะไรก็ตามที่ได้มาอย่างสะดวกสบายเป็นของดีเป็นของประเสริฐ เขาไม่เห็นว่าความยากลำบากนั้นมีข้อดีหรือมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ถ้าเรายอมหรือกล้าที่จะลำบาก กล้าที่จะทำสิ่งที่ยาก เราจะได้รับรางวัลที่มีค่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งภายนอกหรือสิ่งมีค่าภายในก็ตาม

วันนี้เราเดินมาเป็นวันที่ ๕ นับว่าใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปทุกขณะ แต่ก็ขอย้ำเหมือนเดิม ว่า จะถึงหรือไม่ถึง อันนี้ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราได้พากเพียรเต็มที่หรือไม่ เหมือนกับพระมหาชนกที่ลอยคออยู่กลางทะเล แล้วพยายามว่ายเข้าฝั่ง ว่าย ๗ วัน ๗ คืนก็ยังไม่ถึง แต่ท่านก็ไม่เลิกว่าย เพราะถึงฝั่งหรือไม่ถึงฝั่ง สำหรับท่านไม่สำคัญเท่ากับที่ได้เพียรพยายามอย่างเต็มที่

นางมณีเมขลาซึ่งเป็นผู้ดูแลท้องทะเลบอกว่าว่าว่ายทำไม ๗ วัน ๗ คืน ในเมื่อมองไม่เห็นฝั่งเลย กว่าจะถึงฝั่งก็ตายเสียก่อน นางมณีเมขลาพูดอย่างนี้เพราะอยากรู้ว่าพระมหาชนกคิดอย่างไร ถึงว่ายน้ำทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งเลย พระมหาชนกก็ตอบว่า คนเราเมื่อทำความเพียรเต็มที่ แม้จะตายก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ ญาติ เทวดา มารดาและบิดาย่อมไม่ติเตียน

คนเราเมื่อทำการทั้งหลายด้วยความเพียร จะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ผลแห่งการงานนั้นย่อมประจักษ์แก่ตน

บ่อยครั้งความพยายามมีค่ามากกว่าความสำเร็จด้วยซ้ำ หมายความว่า เมื่อพยายามแล้ว แม้จะไม่สำเร็จ ก็ยังดีกว่าสำเร็จโดยไม่พยายาม หรือได้มาเปล่าๆ หรือได้ด้วยการโกง

เดี๋ยวนี้คนเราเน้นความสำเร็จมากไป จึงพร้อมจะทำทุกวิถีทาง แม้ไม่ถูกต้อง อย่างนักเรียนต้องการได้เกรดดี ๆ หลายคนก็ใช้วิธีโกง หลายคนไปขอเกรดจากอาจารย์ดื้อ ๆ บางคนหนักกว่านั้น ถึงกับยอมขายตัวแลกเกรดก็มี ส่วนคนที่ทำงานก็อยากรวยเร็ว โกงบ้าง หวังพึ่งการพนันบ้าง

สาเหตุที่การพนัน และล็อตเตอรี่แพร่ระบาดทั่วประเทศก็เพราะผู้คนต้องการรวยเร็วๆ โดยไม่ต้องเหนื่อย จตุคามรามเทพเป็นที่นิยมอยู่พักใหญ่ ก็เพราะคนอยากรวยทางลัด อยากรวยเร็วโดยไม่ต้องพยายาม ตอนนี้แม้จตุคามรามเทพตกแล้ว แต่ก็จะมีสินค้าตัวใหม่ขึ้นมาเพื่อสนองความอยากรวยโดยไม่เหนื่อยของคนไทย

คนไทยเดี๋ยวนี้ยกย่องคนรวยมากกว่าคนเก่ง เดี๋ยวนี้ไปถึงขั้นว่า ถ้ารวยด้วยการโกงก็ถือว่าเก่ง ใครโกงได้ก็ภูมิใจ คุยอวดว่าฉันไปโกงเขามา แต่เขาไม่รู้หรอกว่าการทำเช่นนั้นกำลังทำร้ายตัวเอง และทำร้ายส่วนรวม

ในทางตรงข้าม เมื่อเราทำอะไรก็ตาม เราไม่ได้ปักใจว่าจะต้องสำเร็จให้ได้แต่เราจะเพียรเต็มที่ เพราะเมื่อเราเพียรในสิ่งที่ถูกต้องอย่างเต็มที่และสอดคล้องกับเหตุผลแล้ว ก็ย่อมเข้าใกล้ความสำเร็จทุกขณะ แต่จะถึงหรือไม่ถึง จะสำเร็จหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยมากมาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว

อย่างบางคนตั้งใจว่าจะเดินไปให้ถึงวัดป่าภูตาดทองในวันที่ ๘ แต่จู่ๆ เกิดล้มป่วยกะทันหัน หรือได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่าญาติผู้ใหญ่กำลังป่วยหนัก ก็ต้องรีบลับบ้าน เดินต่อไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าเสียหายอะไร แต่ประเด็นคือว่าความสำเร็จหรือการบรรลุจุดหมายปลายทางได้ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายอย่างมากมาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ขึ้นอยู่กับผู้คนที่เกี่ยวข้อง ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์บ้านเมือง เป็นต้น

เพราะฉะนั้นจึงมีภาษิตจีนบอกว่า “ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นของฟ้า” ฟ้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโชคชะตา แต่หมายถึงเหตุปัจจัยต่างๆ มากมายที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา

เพราะฉะนั้นขอให้เราตั้งใจ ทำความเพียรให้เต็มที่ ซึ่งก็คือการอยู่กับปัจจุบันนั่นเอง คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทำเช้านี้ให้ดีที่สุด ทำนาทีนี้ วินาทีนี้ให้ดีที่สุด ความสำเร็จเป็นเรื่องอนาคต เราจะไม่ปักใจอยู่ตรงนั้น จะไม่กังวลว่าจะฉันเพลที่ไหน จะไม่กังวลว่าจะค้างแรมตรงไหน เมื่อไหร่จะถึง แต่ว่าจะเทใจให้กับการเดิน อยากจะให้เราเทใจให้กับการเดินแต่ละก้าว เทใจคือใส่ใจ อย่าไปคิดว่าแต่ละก้าวไม่มีความหมาย

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล

ธรรมยาตราลุ่มน้ำลำปะทาวปีที่ ๑๐

วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ เช้า



ที่มา : Facebook ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล
https://www.facebook.com/visalo/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2016, 06:53:23 am โดย ยาใจ »