ผู้เขียน หัวข้อ: คติธรรม นำชีวิต - หลวงพ่อคำบ่อ ฐิติปัญโญ  (อ่าน 4476 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
คติธรรมนำชีวิต
หลวงพ่อคำบ่อ ฐิติปัญโญ

 
หาอยู่ หากิน หาตาย
การเบียดเบียนตัวเองนี้ ไม่ใช่ต้องฆ่าตัวตายหรอก เพาะความโกรธ ความโลภ ความหลง ของเรา
มันฆ่าตัวเราเอง อย่างการทำงาน หาเงิน หาทองนี่ วุ่นทั้งคืนทั้งวัน นอนน้อยที่สุด อายุสั้น
อุปโภค บริโภค โดยไม่มีประมาณ จึงทำให้ชีวิตมันสั้นลง ภาษาโลกๆ คือมันทุกข์
เพราะความไม่พอของเขาเอง มีเท่าไหร่ๆ ก็ไม่พออยู่นั่นเอง เราจะเห็นในประวัติศาสตร์ต่างๆมากมาย
เป็นการสร้างภัย สร้างเวร สร้างบาป สร้างกรรมขึ้นมา เมื่อรู้ก็สายเสียแล้ว แก้ไขไม่ได้ ทำมาเยอะแล้ว
เลยไม่มีโอกาสแก้ ตายไปเปล่าๆ ไม่ได้อะไรแม้แต่ทรัพย์สมบัติที่มีเต็มบ้านเต็มเมือง ก็ไม่ได้อะไรสักอย่าง
เศรษฐีตายหลายคนแล้ว เราไปงาน แม้แต่ฟันทองในปากเขาก็ยังงัดเอา เขาบอกพ่อแม่ให้เขาซะอีกแน่ะ

ขี้โลภ
ให้มีทาน มีศีล มีภาวนา ไม่มีภาวนาก็ภาวนาสิ ทำให้เกิดขึ้นสิ ไม่ใช่อยากได้ แต่ไม่ทำ
คนสมัยนี้ทำงานนิดหน่อย อยากได้เงินเดือนมากๆ นั่งสมาธิ วันละ 5 นาที 10 นาที
ก้นยังไม่ทันอุ่น อยากพ้นทุกข์ ให้หมั่นสะสมไว้ต่อไปจะได้มีจะได้เป็น สะสมไว้
ไม่ได้ใช่ในพระนิพพานนะ ใช้ในวัฏฏะ ให้ทำก็เพื่อจะต้องไปเกิดน่ะแหละ
เพราะยังต้องเกิดเลยต้องทำ มันเกิดแน่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เกิด ถ้าไม่เกิดแล้วก็แล้วไป

จะเอาอะไรก่อนตาย
อยู่ไปเพื่ออะไร ต้องการอะไร ความสุขละได้ไหม ไม่ได้เพราะไม่ทำเอาเอง
พระพุทธเจ้าท่านบอกวิธีไว้ตั้งหลายวิธี เราไม่ทำซะที อยากรวย รวยรึยัง อายุก็มากแล้ว
หรือจะเอาสวย ใกล้สวยเป็นนางสาวจักรวาลรึยัง มีแต่ไม้เท้า 3 ขา 4 ขา น่าเกลียดขึ้นทุกวัน
พญามัจจุราชไม่เคยรอใคร ความตายไม่เคยบอกว่าวันไหน อย่าโอ้เอ้ โลเล เสียเวลาที่ได้เป็นคน
ไม่อบรมสร้างสมบารมี จะได้มรรคผลยังไง เหมือนอยากกินข้าวไม่ปลูกข้าวจะได้กินยังไง
ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า อาจชาตินี้สำเร็จก็ได้ ให้ขูดขัดเกลา จนเหลือแต่เหล็กขาวๆเหมือนจิตใจ
ขัดเกลาเข้าตามมุ่งมาดปรารถนา ก็จะขาวสะอาดได้
ให้รู้ว่าตนเองยังจน ยังไม่พอ ยังน้อย ให้รีบทำ ให้รู้

ได้เท่าที่ทำ
ไม่ใช่แค่หัวโล้นผ้าเหลืองจะเป็นพระนะ ผ้าขาวก็เป็นได้ ใจมันเป็นพระเอง
นี่เราอยากได้เป็นพระอรหันต์ อยากนิพพาน แต่ไม่ทำเอา มันก็ไม่ได้
มันได้เท่าที่มันจะเป็นนั่นแหละ คือเป็นทุกข์ ไม่อยากเป็นก็ต้องเป็น

วายวอด
กิเลสกินได้ทุกอย่าง มีเงิน 100 ล้าน ก็ยังทุกข์ น่าอนาถนะคนนี่ กิน24 ชั่วโมงก็ได้
ขอแค่อยาก กินได้ตลอด มันเป็นทุกข์ ตนเองน่ะแหละไม่ใช่คนอื่น ให้มีกินตลอดชีพ
มีกาย วาจา ทำดี ใจคิดดีก็พอแล้ว กว่านั้นมันเป็นเรื่องของกิเลส
กิเลสเป็นโรคที่ไม่มีประมาณเหมือนไฟที่ไม่เบื่อเชื้อ ท่านจึงให้รู้จักประมาณ

หมดอายุสังขาร
เขาทุกข์ บินมาหา เขาคิดแต่ว่าของเขาคนเดียว ที่จริงแล้วมันทุกบ้านทุกประเทศ
ทุกที่เขาก็ตายกัน นอนอยู่ดีๆก็ตาย เขียนหนังสือก็ตาย ขับรถมาประจวบกันเข้าพอดีเลยตาย
มันหมดบุญ หมดเวลา เรียกว่ากรรมน่ะแหละ ใครจะไปตั้งใจตาย มันตายไปเอง
ขึ้นเครื่องบินก็ตก บก-น้ำก็ตาย เรือชนก้อนหินก็ตายอีก ท่านว่าหมดบุญหมดแล้วนะ
ถึงเวลานั้นตายแน่ๆ หมอนั่งเฝ้าอยู่ยังตาย พ่อหมอ แม่หมอก็ตาย ใครจะรักษาได้
ความตายเป็นสัจธรรม แต่เราไม่รู้ว่าใครสร้างวาสนาบารมีมาแค่ไหน เราไม่รู้จริง
เรื่องสังขาร ร่างกาย มันหมดบุญแล้วก็ต้องแตกดับ จะว่า โอ๊ย ขออยู่ไปก่อน
เออ! เวลามันไม่ตายก็อยู่ได้หรอก ขึ้นเครื่องบินลำเดียวกันตก ยังไม่ตายก็มี
กรรมมันรักษาไว้ ให้รู้แล้วจะเข้าใจว่าควรจะปฏิบัติยังไงกับตนและผู้อื่น

หาจนตาย ไม่มีวันเจอ
สิ่งที่เขามี เขาเป็น เพราะเขาทำมา ไม่ใช่แค่ปรารถนาแล้วจะได้ ท่านจึงให้สร้างไว้พึ่งพาอาศัย
เกิดมาได้เป็นคนสวยงาม ร่ำรวย ให้คิดนี่แหละคือบุญที่ทำไว้ ให้ระลึกถึงบุญเป็นอารมณ์
ให้รู้ตัวเลยว่า เราได้ทำบุญไว้ รักษาศีลไว้ เจริญภาวนาไว้ ผลที่เว้นบาปทำบุญ
สร้างสมความดีบารมีจนแก่กล้า ถ้ามิได้ทำไว้ หรือทำชั่วไว้ เกิดมาก็ทุกข์ ก็ยากจน
พยายามขวนขวายหาเงินหาทอง หาเท่าไหร่ก็ไม่ได้ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
เหมือนเราหาของที่ไม่มี หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เพราะไม่ได้ทำไว้ หาเท่าไหร่จึงไม่มี

ปัญญาที่แท้จริง
อย่าไปดูถูกใคร เห็นคนวิกลวิการ โง่เขลา เบาปัญญา พิการ ยังไงจะไปดูถูกเขาไม่ได้
มันมีเวรกรรมให้ทุกข์ให้โทษกับเราเหมือนกัน การดูถูกใครนั้นคนมีปัญญาจะคิดว่า
ยกให้เป็นเรื่องของกรรมไปเสีย ให้เห็นเป็นสัจธรรม
ถ้าเรามีปัญญากว่าเขาจริงๆแล้ว ให้วางเสีย ต้องวางให้เป็นสิ!

ว่าง วาง ปล่อย
พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณา ถ้ายังยินดีในสุข ยินร้ายในทุกข์ก็ยังไม่พ้นทุกข์นะ
ผู้ที่ได้นิพพานท่านจะเห็นธรรมดาว่าขันธ์ทั้ง5เป็นทุกข์ มันมีอุปาทาน สุขก็ยึด ทุกข์ก็ยึด จึงยังไม่พ้นทุกข์
ผู้ที่ได้สมาบัติก็สุขกับการไร้ตัวตนที่เงียบๆที่ว่ามันสุข มันสุขอยู่ที่ความยินดีนั่นเอง ก็ยินดีในขันธ์ 5 นี้เอง
เรายังมีสุข-ทุกข์ คือยังยึดนะ พระอริยเจ้าท่านก็รู้ก็มีร้อน-หนาว ก็รู้อยู่ มันต้องชำรุดทรุดโทรม
เป็นธรรมดาอย่างนี้ แต่ท่านไม่ไปยึดกับความเปลี่ยนแปลง แปรปรวน ในสิ่งนั้นๆ ท่านจึงไม่มีสุข-ทุกข์
ไม่เสียใจ ไม่ยินดีจะว่าง วางปล่อย ไม่ปรากฏก็ได้ อะไรมันปรากฏ ก็สุขกับทุกข์น่ะแหละ
แต่อันนี้มัน ไม่ปรากฏอย่างนั้น มันเห็นธรรมดา ธรรมชาติของมันจริงๆแล้ว มันก็เปลื้องทุกข์เปลื้องสุขได้

ของคู่กัน
ความเสื่อมกับความเจริญมาคู่กัน ดูกรุงเทพสิ ตึกสูง ตึกสวยงามมีความเจริญ แต่ที่ราชบุรี
ภูเขาโดนระเบิดหมดแล้ว มันเจริญขึ้นที่หนึ่งอีกที่หนึ่งมันก็เสื่อมลง
ให้พิจารณาว่ามันเป็นเช่นนั้น อธรรมก็มาคู้กับธรรมเช่นกัน

ทำเอง
พูดถึงการทำบุญว่า กว่าจะหาเงินมาทาน กว่าจะทำมา มันยากนะ หวังจะเอาบุญกับพระ
ให้คิดซะใหม่ว่า ทำเอาเองสิบุญน่ะ พระทำไม่ดีไม่งาม เราจะทำให้งาม
เอาบุญเองสิ ไม่ใช่ไปหวังบุญจากคนอื่น

เห็นคุณ เห็นโทษ
ทุกวันนี้ เราก็ต้องอาศัยกิเลสอยู่ทั้งนั้นแหละ อัตภาพร่างกายนี้ ก็ได้จากบิอามรดา
ให้เห็นว่ามันเป็นกิเลส ไม่ใช่แค่ไม่กินข้าวกินปลา อย่างนี้โง่เต็มที เพราะเราเห็นแต่ทุกข์
เช่นอัตภาพร่างกายนี้เป็นที่เกิดของโรคทั้งนั้น ทั้ง ตา หู จมูก มองมุมเดียวนี้ก็เห็นแต่โทษ
อย่างนี้จึงให้มันตายดีกว่า เช่น ถ้าไม่มีอายตนะนี้ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มันก็ผี..เป็นคนไม่ได้ ถ้าแยกออกมาแล้ว จะเห็นว่า ร่างกายนี้ไม่ทุกข์เลยนะ นี่ทุกข์ก็จิตมันยึด
ถ้ามีปัญญานะ ต่อไปเราจะจับไฟก็ได้จับเสือก็ได้


จาก หนังสือเรื่อง คติธรรมนำชิวิต
ของหลวงพ่อคำบ่อ วัดใหม่บ้านตาล สกลนคร