ผู้เขียน หัวข้อ: เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นเป็นธรรมดา - พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล  (อ่าน 123 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 11578
    • ดูรายละเอียด



นิมฺมโลตอบโจทย์
อภิณหปัจจเวกขณะ
เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นเป็นธรรมดา”

ถาม : คนเราจะจากกัน เป็นเพราะหมดบุญวาสนาต่อกัน ใช่หรือไม่?
ขอพระอาจารย์ช่วยหาอุบายที่จะทำให้ลืมอดีตด้วย

ตอบ : แสดงว่าผู้ถามกำลังพลัดพรากใช่ไหม?
..เป็นเรื่องธรรมดานะ เป็นเรื่องธรรมดา

เวลาเราพลัดพราก มันมีบทธรรมที่ควรพิจารณา
คือบท “อภิณหปัจจเวกขณะ”
เป็นบทธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสให้ชาวพุทธทั้งหลายพิจารณาอยู่ทุก ๆ วัน
คือ ควรพิจารณาทุก ๆ วัน ว่า

๑. เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
๒. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
๓. เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
๔. เราจะต้องพลัดพรากจาก “ของรักของเจริญใจ” ทั้งสิ้น เป็นธรรมดา
“ของรัก ของเจริญใจ” หมายถึง ทั้งคน ทั้งสัตว์ ทั้งสิ่งของ
๕. เรามีกรรมเป็นของ ๆ ตน
ทำกรรมอะไรไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
ข้อที่ ๕ เป็นเรื่องของเชื่อในเรื่องของกฏแห่งกรรม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

ตอนนี้สภาวะของผู้ถามมันจะอยู่ในข้อที่ ๔
“เราจะต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจ ทั้งสิ้น เป็นธรรมดา”
ถ้าเราไม่ทำใจอย่างนี้ไว้ก่อน หรือไม่พิจารณาเรื่องนี้ไว้ก่อน
ยามรัก ก็รักสุดหัวใจ
..เวลาต้องพลัดพรากจากไปก็รู้สึกเหมือนใจจะขาด
แต่ถ้าเราพิจารณาไว้ก่อนนะ..
“สักวันจะต้องจากไป สักวันจะต้องพลัดพราก”
ได้ของรักอะไรมา ก็รู้อยู่ว่า สักวันจะต้องพลัดพราก
ได้อยู่กับคนรัก ก็รู้อยู่ว่า สักวันหนึ่งเหตุการณ์นี้จะต้องหายไป
คนที่อยู่ร่วมกัน ประชุมกันในที่นี้
ซึ่งกำลังอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันนี้
มันจะไม่เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดไป
เหตุการณ์นี้จะต้องเปลี่ยนไป
มันไม่ใช่ว่าจะต้องทะเลาะกัน
แต่อาจจะรักกันดีอยู่ แต่พลัดพรากกัน
ทั้งจากเป็น และทั้งจากตาย
นึกออกไหม?

ถ้าเรามองเหตุการณ์ทุก ๆ อย่าง ที่ผ่านมา ว่า “สิ่งนี้เป็นของชั่วคราว”
สิ่งนี้เป็นของชั่วคราว - เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องชั่วคราว
เวลาเราเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ เป็นเรื่องชั่วคราว เราจะไม่ประมาท!!


เราจะไม่ประมาท ไม่คิดว่า ‘ทุกคนจะต้องอยู่อย่างนี้ตลอดไป’
ตอนที่เราคิดว่า..
‘ทุกคนจะต้องอยู่อย่างนี้ตลอดไป’
‘ภาพนี้ต้องเป็นอย่างนี้ อยู่อย่างนี้’
‘กลุ่มนี้จะต้องอยู่กันอย่างนี้ตลอดไป’
บางทีเราจะประมาทอย่างหนึ่ง..
ที่น่ากลัวก็คือว่า เวลามีอะไรควรทำ..ก็ไม่ทำ
เวลาจะดูแลกันให้ดี ๆ ก็ไม่ยอมดูแล เพราะคิดว่า ‘พรุ่งนี้ก็ได้’
เวลาจะพูดอะไรดี ๆ ก็คิด.. ‘พรุ่งนี้ก็ได้’
เวลามีความผิดอะไรขึ้นมาจะขอโทษ ‘พรุ่งนี้ก็ได้’
มันผัดเวลาไป
ไม่คิดว่า..
‘ถ้าเขาตายไปวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ได้ขอโทษเขาแล้วนะ’
‘ถ้าเขาตายไปวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ได้ขอบคุณเขาแล้วนะ’
คุณความดีที่เขาทำกับเรา เราก็เลยไม่ได้ขอบคุณเขาเลย
ความผิดพลาดพลั้งอะไรของเราที่เราเผลอไป พลั้งไป
ที่ทำไปกระทบเขา แทนที่จะได้ขอโทษ ก็ไม่ได้ขอโทษเขาเลย
หรือบางทีเขาเป็นฝ่ายกระทำกับเรา
แทนที่เราจะบอกให้อภัยกับเขา ก็ไม่ได้บอกเขาเลย
การขอบคุณ การขอโทษ การให้อภัยกัน..ไม่ได้เกิดขึ้นเลย
เพราะคิดว่า..จะอยู่กันอีกนาน ๆ

ทีนี้ถ้าเราพิจารณาอยู่เสมอว่า “เราจะต้องพลัดพราก”
ที่พบกันอยู่ทุกวันนี้นะ มันไม่แน่นะ
แม้เขาไม่ได้เป็นฝ่ายไป เราเองก็อาจจะไป
เขาอาจจะอยู่ แต่เราอาจจะตาย
หรือเขาอาจจะอยู่ปกตินะ แต่เราต้องไปเข้าโรงพยาบาล..อีกยาวเลย
และยิ่งถ้าเป็นโควิด (covid-19) นะ ..
เขาให้เราอยู่คนเดียวด้วย เจอใครไม่ได้ด้วย ใครจะมาเยี่ยมก็ไม่ให้เยี่ยมด้วย
แค่นี้ก็รู้สึกว่า ‘เอ้า! ชีวิตเป็นของไม่แน่แล้ว’ ใช่ไหม?
แม้จะยังมีชีวิตอยู่ จะขอโทษ จะขออภัย หรือจะขอบคุณอะไรกัน..ไม่ได้แล้ว
จะบอกรักอะไร.. เขาก็ไม่ให้เข้าไปเจอกันแล้ว

เพราะฉะนั้น การพิจารณาว่า ‘เราจะต้องพลัดพราก’
มันไม่ใช่เพียงแค่ว่า ‘เตรียมใจที่จะไม่เสียใจ’ นะ
มันคือ มีความไม่ประมาทในการพูด ในการคิด ในการทำ
ในการปะทะสังสรรค์ซึ่งกันและกัน ในการใช้ชีวิตร่วมกัน


เวลาที่จะต้องพลัดพรากจากกันจริง ๆ เนี่ย
จะไม่เสียใจกับช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกัน
รู้สึกว่าเราได้ใช้ชีวิตร่วมกันเนี่ย
‘เป็นบุญเหลือเกินที่ได้อยู่กับคน ๆ นี้’
และได้ใช้ชีวิตร่วมกัน - มีชีวิตอย่างมีคุณค่าร่วมกัน
จากกันไปแล้ว ก็จากกันด้วย “ความสบายใจ”
ไม่ติดข้องในแง่ที่ว่า “เคยทำอะไรผิด แล้วไม่ได้ขอโทษ”
หรือเห็นคุณค่าของเขา เขาทำอะไรกับเรา เขาเอื้อเฟื้อเรา
เรายังไม่ได้ขอบคุณอะไรเขาเลย มันค้างคาใจ

เมื่อพิจารณาว่า “เราจะต้องพลัดพราก” แล้วไม่ประมาท
ก็ไม่ติดค้างอะไรเลย
เพราะ เราพูดอยู่เสมอ ว่า “ขอบคุณ”
เราพูดอยู่เสมอ ว่า “ขอโทษ”
ทุกครั้งที่รู้สึก ทุกครั้งที่เห็นการกระทำ
อันเป็นคุณค่าของเขา “เราขอบคุณ”
ทุกครั้งที่เห็นว่าเรามีส่วนผิดอะไรบ้างเนี่ยนะ “ขอโทษ”
เราจะไม่ตกค้าง!


ทีนี้ ถ้าตอนนี้มีการพลัดพรากเกิดขึ้นแล้ว
และในอดีตเราก็ไม่เคยพิจารณาอย่างที่ว่ามานี้
เราก็สามารถทำได้ตอนนี้เลยว่า “นี่เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตทุกชีวิต”
ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์
ไม่ว่าจะเป็นเทวดา ..
เป็นเทวดาก็มีตายนะ เทวดาก็มีพลัดพรากนะ

เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่เคยพิจารณา
ก็ให้หัดพิจารณาว่า “เป็นเรื่องธรรมดา”
ถ้าเขาจากไปแบบจากดี เขาไปดี ก็อนุโมทนากับเขา
ถ้าเขาจากไปแบบไม่ดี ในแง่ที่ว่าเสียชีวิต ก็ทำบุญอุทิศให้เขา
ถ้าเรามีชีวิตร่วมกันมากับเขาระยะหนึ่ง ความผูกพันมีอยู่เนี่ยนะ
ก็เป็นไปได้ง่ายที่เวลาเราทำบุญ แล้วระลึกถึงเขา เขาจะรับรู้ได้
***
อย่ามัวแต่เสียใจ อย่ามัวแต่คร่ำครวญหวนไห้อาลัยอาวรณ์
ให้รู้ลงปัจจุบันไปเลยว่า “ขณะนี้กำลังมีความอาลัยอาวรณ์”
ถ้ารู้อย่างนี้ได้ ก็ได้ทำกรรมฐานด้วย ได้เจริญสติด้วย
เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตด้วยว่า
“ชีวิตนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องพลัดพรากจากกัน”
แล้วถ้าจิตมันหวนไห้อาลัยถึงอดีต
ตอนนี้เป็นโอกาสที่เราจะมาทำกรรมฐาน
เป็นโอกาสที่เราจะมาเจริญสติ

***
เพราะขณะนี้เหตุการณ์ปัจจุบันคือ เรานั่งอยู่ (สมมติว่านั่งอยู่นะ)
ปัจจุบันคือ เรานั่งอยู่ แต่ภาพในใจมันไม่ใช่ภาพเรากำลังนั่ง
แต่เป็นภาพของเราในอดีตที่กำลังมีชีวิตร่วมกับเขา
ตอนนี้เรากำลังคิดถึงอดีต
ในลักษณะที่ว่า “มีอาการคร่ำครวญหวนไห้อาลัยหา”
ภาพอดีตโผล่ขึ้นมา ให้รู้เลยว่า..
“ตอนนี้เรากำลังหลุดจากปัจจุบัน”
ให้รู้ว่า “เราเผลอคิดไปแล้ว”
ให้รู้ทันว่า “เผลอคิด”
หรือกำลังวาดอนาคตว่า ‘เรากับเขาน่าจะอยู่ด้วยกันนะ อนาคตเราจะได้ทำอย่างนั้น ๆ’
ให้รู้เลยว่า ตอนนี้ใจเรากำลังหลุดจากปัจจุบัน ไปสู่อนาคต
คิดวาดฝันไปว่า เดี๋ยวจะไปเจอเขาตรงนั้น ๆ อะไรอย่างนี้นะ
อันนี้หลุดจากปัจจุบันไปสู่อนาคตแล้ว ให้รู้ว่า “เผลอคิด”

ปัจจุบันกำลังนั่งอยู่ - รู้ว่าปัจจุบันร่างกายกำลังนั่ง
ปัจจุบันกำลังหายใจอยู่ - ให้รู้ว่าตอนนี้ร่างกายเรากำลังหายใจอยู่
ถ้าเผลอคิดปุ๊บ - รู้ปัจจุบันทันที ว่าเมื่อกี้นี้ “เผลอคิด”
ก็เรียกว่า รู้จิตลงปัจจุบัน
แต่เป็นรู้จิตลงปัจจุบันแบบนี้ เรียกว่า “ปัจจุบันสันตติ”
สันตติ แปลว่า สืบต่อ
เป็นรู้ปัจจุบันแบบเมื่อกี้นี้ สด ๆ ร้อน ๆ เลย
จิตปัจจุบันจริง ๆ คือ รู้ แต่รู้จิตที่เพิ่งดับเมื่อกี้ สด ๆ ร้อน ๆ
ขณะที่เผลอ ขณะนั้นไม่รู้สึกตัว เพราะขณะปัจจุบันกำลังเผลอ
ต้องให้ขณะจิตที่เผลอนั้นดับไปก่อน
แล้วให้จิตที่เกิดสืบต่อ รู้ทันทีว่า เมื่อกี้เผลอ

ถ้ามารู้ทันปัจจุบันถึงร่างกาย จะเป็นปัจจุบันแท้ ๆ
เรียกว่า “ปัจจุบันขณะ”
รู้กาย รู้เป็น’ปัจจุบันขณะ’ได้
ตอนนี้กำลังหายใจ กำลังนั่งอยู่ รู้ไป
ใจเผลอคิดถึงอนาคตอีกแล้ว..
ให้ ‘รู้ทัน’ ว่าเมื่อกี้นี้สด ๆ ร้อน ๆ เลย ‘เผลอ’
‘เผลอ’ เป็นปัจจุบันแบบสด ๆ ร้อน ๆ ต่อเนื่อง
‘รู้’ เป็นปัจจุบันขณะแท้ ๆ แต่มีจิตเมื่อกี้เป็นอารมณ์
คือรู้ว่าเมื่อกี้นี้ เผลอคิดอีกแล้ว อย่างนี้ใช้ได้!

เพราะฉะนั้น ให้สภาวะที่กำลังคิดถึงเขา
คนที่กำลังปัจจุบันนี้พลัดพรากจากกันไปแล้ว
ให้สภาวะนี้เป็นประโยชน์ต่อการภาวนาของเรา
อย่าให้มันมาซ้ำเติมให้เราเกิดมีความหวนไห้อาลัยหา
ซึ่งทุกครั้งที่หวนไห้อาลัยหา เรากำลังเศร้าหมองอยู่ กำลังมีความทุกข์อยู่
ให้จิตที่กำลังตกอารมณ์คิดถึงเขาบ่อย ๆ เนี่ย เอามาเป็นกรรมฐานเลย
ยิ่งเกิดบ่อย และรู้บ่อย ยิ่งดี

เผลอคิดถึงคนนี้ ถ้ารอบแรกนะ อาจจะเผลอเป็น ๒ - ๓ นาที แล้วรู้
พอมันเริ่มเห็นแล้วว่าเมื่อกี้นี้ ถ้ามีภาพคนนี้ขึ้นมานะ เราผลอไปแล้ว
เมื่อกี้พลาดปล่อยเผลอไปถึง ๓ นาที สมมตินะ!
เผลอพลาดไปถึง ๓ นาที เผลอคิดไปถึง ๓ นาที
อย่างน้อย ๆ ตอนรู้เนี่ยนะ เราจะจำได้ว่า
‘ถ้ามีภาพคนนี้ขึ้นมา แสดงว่าเผลอแล้ว’
อ่ะ! มารู้ถึงปัจจุบันว่าเรานั่งอยู่ แล้วหายใจต่อ
เดี๋ยวก็เผลอดคิดอีก
ไอ้คนนี้นะ ถ้าเราคิดถึงเขาบ่อย ๆ แสดงว่าเขามีความสำคัญกับชีวิตของเรา
เราก็จะมีโอกาสที่จะเผลอคิดถึงเขาอีก
คิดถึงเขาอีกทีเนี่ยนะ
อาจจะไม่ถึง ๒ นาที ไม่ถึง ๓ นาที คิดอาจจะนาทีเดียว แล้วรู้ทัน
ยิ่งคิดบ่อย - ยิ่งรู้ทันบ่อย - จะยิ่งเจริญสติได้ง่ายขึ้น
เพราะเราจำความเผลอในลักษณะนี้ได้
ยิ่งรู้บ่อย - ยิ่งจำบ่อย ๆ - ยิ่งรู้ง่าย
รู้ง่าย - ก็รู้ได้บ่อย ๆ - มันจะยิ่งจำบ่อย ๆ
ยิ่งรู้บ่อย ๆ ยิ่งจำบ่อย ๆ กลายเป็นว่า - เราจำได้แม่น
ตอนจำสภาวะได้แม่น มีศัพท์เรียกว่า “ถิรสัญญา”

ไม่นานเลย ถ้าเราไม่ปล่อยเวลา แบบปล่อยคิดไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่เจริญสตินะ
คิดแล้วรู้ ๆ เนี่ยนะ ไม่นานเลย..เราจะได้ความจำแม่น
จำสภาวะความเผลอ ว่ามีลักษณะอย่างนี้
ถ้ามันเผลอ เราจะมีโอกาสได้สติแบบ “สติอัตโนมัติ” คือ เผลอปุ๊บรู้เลย
รู้โดยไม่ได้ตั้งใจจะเจริญสติ
อันนี้เป็นอานิสงส์ จากการที่เราฝึกรู้ทันความเผลอคิดไป

ขอให้โยมได้มีโอกาสได้เจริญสติ ได้เจริญกรรมฐาน
จากการที่มีเหตุการณ์พลัดพรากจากคนรักครั้งนี้ด้วย
ขอให้มีความเจริญในธรรมด้วย

พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

เรียบเรียงจากตอบปัญหาธรรม รายการธรรมะสว่างใจ
ออกอากาศวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
ลิงค์รายการ https://www.facebook.com/Watsanghathan.Nonthaburi/videos/3697450420338452
(นาทีที่ 39.14-50.23)








ขอบคุณข้อมูลจาก Facebook Nimmalo.com
https://www.facebook.com/nimmalo
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ?ՉҤ? 19, 2021, 03:39:46 PM โดย ยาใจ »