ผู้เขียน หัวข้อ: “ตายแล้ว ใคร...ไปไหน ? ” - พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ. (พระอาจารย์ชยสาโร)  (อ่าน 190 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13072
    • ดูรายละเอียด



เรื่องความเชื่อว่าตายแล้วสูญ
มันมีเหตุผลสนับสนุนไหม มันก็ไม่มีนะ
อาตมาไม่เคยได้ยิน
แต่สิ่งที่จะชวนให้คนเชื่อว่าตายแล้วสูญ
ก็คือ คนตายแล้วไม่เคยกลับมาติดต่ออีก
ก็แสดงว่าน่าจะสูญไปเลย
ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่


อย่างไรก็ตาม
ในการพิจารณาอะไรก็แล้วแต่
เราต้องระวังอยู่เสมอ
เรื่องการหาข้อมูลด้วยจิตลำเอียง
ยกตัวอย่างเช่น คนที่ต้องการหนีทุกข์
เวลาเป็นทุกข์ ความคิดที่ว่า
การตายเหมือนการปิดสวิทซ์ คือหมด
เหมือนดับไฟ คือหมดเลย หมดเรื่องเลย
หมดทุกข์ หมดเรื่องเดือดร้อน


สำหรับคนที่มีความทุกข์แล้ว
ความคิดอย่างนี้ก็มีเสน่ห์เหมือนกัน
คือทุกครั้งที่เป็นทุกข์ ก็จะคิดว่า
ตายแล้วก็จบนะ ตายแล้วก็หมดนะ
นี้คือความงมงายที่ครอบงำจิตใจคนได้ง่าย


ถ้าเราเชื่อว่าตายแล้วสูญ มันก็เท่ากับ
เราปฏิเสธปัญญาของพระพุทธเจ้านะ
พระพุทธองค์จึงท้าพิสูจน์
พระองค์ไม่เคยขู่ใครว่า หากไม่เชื่อ ไม่ไว้ใจ
ไม่เคารพพระพุทธเจ้าแล้ว จะตกนรกนะ
แต่ท่านสอนให้เราพิจารณาสิ่งที่ท่านสอน
ท่านต้องการให้เราเชื่อด้วยปัญญา


“ตายแล้ว ใครไปไหน”
พระธรรมพัชรญาณมุนี วิ.
(พระอาจารย์ชยสาโร)



คลิกชม VDO ได้ที่ ===> https://www.youtube.com/watch?v=g2RTiD-3AVQ



---------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/Kanlayanatam-174670492571704
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 29, 2022, 06:25:47 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13072
    • ดูรายละเอียด


เมื่อเราศึกษาปฏิบัติธรรม
เราจะสังเกตได้ว่า บางสิ่งบางอย่าง
ที่ดูว่าละเอียดลึกซึ้งเหลือเกิน
หากพอพิจารณาจริง ๆ แล้วมันง่ายมาก
มันตรงไปตรงมายิ่งกว่าที่เราเคยคิด
แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราเคยคิดว่า
เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด ไม่ต้องกล่าวถึง
เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรู้อยู่แล้ว
มัน obvious อยู่แล้ว
แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ obvious เลย
เพราะเหตุนี้ คนจึงหลง

อย่างคำว่า “เห็นแก่ตัว”
“เห็นแก่ตัว” คือ หาความสนุกสนาน
หาความสะดวกสบายบางสิ่งบางอย่าง
โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อคนอื่น


คนเห็นแก่ตัวจะมีความเข้าใจว่า
การเห็นแก่ตัวทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ได้กำไร
แต่หากเรามองในแง่ของกฎแห่งกรรม
เขากำลังสร้างเหตุสร้างปัจจัย
ที่จะต้องรับความทุกข์ความเดือดร้อนในอนาคต


เพราะฉะนั้น
เรื่องการเห็นแก่ตัวของคนทั่วไปนั้น
จริง ๆ แล้วเขาทำตรงกันข้าม
เพราะหากมองในกรอบ
หรือในแง่ของกฏแห่งกรรม
ความเห็นแก่ตัวคือการเบียดเบียนตัวเอง
ถึงแม้ว่าผลจะไม่ได้ออกทันที


แต่ในระยะยาวนั้น เห็นแก่ตัวเมื่อไหร่
ก็เบียดเบียนตัวเองเมื่อนั้น
เพราะการเห็นแก่ตัวคือการเห็นแก่กิเลส
ที่ว่าเห็นแก่ตัวนั้นหมายถึงทำตามกิเลส


ทำตามกิเลสเมื่อไหร่
ก็คือการเติมเชื้อของกิเลสเมื่อนั้น
เติมเชื้อของกิเลสแล้วก็จะต้อง
รับผลเป็นความทุกข์ในอนาคต
แม้จะไม่ทันที ไม่ทันตาเห็น
แต่ก็จะต้องรับผลทุกครั้ง
ไม่ในชาตินี้ก็ชาติหน้า หรือชาติโน้น


เพราะฉะนั้น
ผู้ที่เห็นแก่ตัวแล้วถือว่าตัวเองฉลาด
เอารัดเอาเปรียบคนอื่นได้สนิท
อันนี้เรียกว่าโง่เขลาที่สุด
เพราะว่าเขากำลังฉลอง
กำลังภาคภูมิใจในการเบียดเบียนตัวเอง
ส่วนคนที่ฝืนกิเลส ชนะกิเลสได้
แม้จะไม่ได้ร่ำไม่ได้รวย ไม่ได้มีชื่อมีเสียง
แต่ว่าได้สร้างบุญสร้างกุศล
ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดสุข
ทั้งในปัจจุบัน ชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อไป
……

“ตายแล้ว ใครไปไหน”
พระธรรมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)




---------------------------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/Kanlayanatam-174670492571704
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 31, 2022, 11:04:55 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13072
    • ดูรายละเอียด



เรื่องบางเรื่อง เช่น เรื่องอนัตตา
อาจจะฟังดูลึกซึ้งเกินไป หรือคิดว่า
เรายังไม่ถึงขั้นที่จะเข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก
แต่ความจริง นี่คือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ควรรู้ที่สุดนะ
หากจับหลักเรื่องอนัตตานี้ได้
เราจะเข้าใจพุทธศาสนาหรือพุทธธรรมได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคปฏิบัติ
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องอ่านหนังสือมาก
แต่ให้สนใจดูกายดูใจตัวเอง
เวลามีความทุกข์ ทุกข์เรื่องอะไร


  หากมีเวลาว่าง ให้เอาสมุดมาบันทึกว่า
วันนี้เราทุกข์เรื่องนี้ ทุกข์เพราะอะไร
อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้น

เวลามีความสุข หรือวันนี้มีความสุขมาก
ให้เราลองวิเคราะห์ดู เพื่อจะได้ดูว่า
สิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์นั้น จริง ๆ แล้ว
มันอาจจะไม่เหมือนที่เราเคยคิดก็ได้
หรือสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข
ก็อาจจะไม่เหมือนที่เราเคยคิดก็ได้


ลองดูสิว่า ความสุขที่เราได้รับ
ขึ้นอยู่กับเงินทอง ขึ้นอยู่กับชื่อเสียง
ของเรามากน้อยแค่ไหน ก็จะเห็นได้ว่า
ส่วนใหญ่แล้วมันแทบจะไม่เกี่ยวกันเลย


  หากจิตใจเรายังเศร้าหมองอยู่
ยังมีความโกรธอยู่ ยังมีความแค้นอยู่
มีความอิจฉาพยาบาทอยู่


  สมมติว่าเวลาที่จิตใจของเรา
กำลังโกรธแค้นสุด ๆ หากเปรียบเทียบ
ระหว่างคนสองคน
คนหนึ่งโกรธแค้นอยู่ในสลัมในที่แออัด
ส่วนอีกคนหนึ่งโกรธแค้นอยู่ในโรงแรมห้าดาว
อันไหนดีกว่ากัน อันไหนสบายกว่ากัน

  มันไม่เกี่ยวกับว่าจะอยู่ที่ไหนใช่หรือไม่
มันเป็นแค่บริบท

  ตัวกำหนดความสุขความทุกข์ของเรานั้น
แท้ที่จริงแล้ว อยู่ที่ใจของเราต่างหาก
หากเราไม่จัดการที่ใจแล้ว
สิ่งที่น่าจะให้ความสุขแก่เรา
มันก็ไม่เหมือนที่เราคิด
เราจะผิดหวังอยู่เรื่อย
เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นั้น
ไม่ใช่ว่าจะเป็นพิษเป็นภัยทีเดียว
แต่หากเราขาดปัญญา
มันก็จะเป็นพิษเป็นภัยมาก เพราะมันอยู่ที่ใจ


“ตายแล้ว ใครไปไหน”

พระธรรมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)





---------------------------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/Kanlayanatam-174670492571704
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 31, 2022, 11:05:12 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 13072
    • ดูรายละเอียด



หลายคนก็พูดว่า ตายแล้วสูญ
ตายแล้วไม่มีอะไรหรอก
ตายแล้วหมดทุกข์ไปเลย
ถามว่า เชื่ออย่างนี้ด้วยเหตุผลอะไร
พิสูจน์ได้ไหม หรือเป็นความงมงาย
และถ้าเป็นความเชื่องมงาย
และตรงกันข้ามกับคำสอนของผู้รู้
ซึ่งผู้รู้ทางพุทธศาสนาของเรานั้น
ไม่ใช่เหมือนผู้รู้ทั่วไปที่เป็นคนปราดเปรื่อง
อ่านหนังสือเก่ง สติปัญญา สามารถเก่ง ๆ
แต่ผู้รู้เราหมายถึงพระอริยเจ้า
ผู้ที่มีจิตใจสูงเหนือกว่าปุถุชนทั่วไป
และพระอริยเจ้าก็มีเฉพาะในพุทธศาสนาเท่านั้นนะ


คนดี คนใจดี คนดีมาก ๆ มีอยู่ทั่วโลก
ทุกศาสนามีคนดี
แต่พระอริยเจ้าไม่มีในทุกศาสนา
เพราะการที่จะบรรลุเป็นพระอริยเจ้าได้นั้น
ไม่ได้เป็นโดยการฟลุ๊คหรือโดยพลังความดีทั่วไป

หากต้องมีการฝึก คือ
ฝึกตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด



มีคนเคยถามพระพุทธเจ้าเหมือนกันว่า
ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น มีพระอริยเจ้าบ้างไหม
พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบตรง ๆ ให้เขาเสียใจ
แต่พระองค์ทรงตอบว่า ศาสนาไหนลัทธิไหน
สอนเรื่องอริยมรรคมีองค์แปดอย่างสมบูรณ์
ก็สามารถมีพระอริยเจ้าได้
แล้วมันจะมีที่ไหนล่ะ
ที่สอนได้สมบูรณ์อย่างพุทธศาสนา


“ตายแล้ว ใครไปไหน”
พระธรรมพัชรญาณมุนี
(พระอาจารย์ชยสาโร)




---------------------------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก Facebook Kanlayanatam
https://web.facebook.com/Kanlayanatam-174670492571704

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 31, 2022, 11:05:30 am โดย ยาใจ »