ผู้เขียน หัวข้อ: ☆*: .。. เวลา... ชีวิต...เพื่อสิ่งใด - พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.(เขมรังสี ภิกขุ)  (อ่าน 2670 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



☆ เราต้องสะสมทุกวันไป
ต้องนึกพิจารณาว่าวันหนึ่งๆ
เราทำความดีอะไรบ้าง
คุ้มไหมกับการมีชีวิตอยู่
กับลมหายใจที่หมดไป
ชีวิตที่ร่อยหรอลงไปทุกวัน

…

เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 04, 2023, 04:11:53 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



☆ ขณะนี้ที่เรายังดีอยู่ต้องสนใจฟัง
ตอนเราเป็นๆ ฟังธรรมไว้
สวดมนต์ ทำความดีไว้
ตายแล้วมันทำอะไรไม่ได้
สวดมนต์เขาก็สวดให้คนเป็นฟัง
คนเป็นไม่ค่อยฟัง พอพระสวด ก็คุยกันบ้าง
ก็ไม่ได้บุญกุศล ถ้าตั้งใจฟัง ถึงฟังไม่รู้เรื่อง
จิตก็ยังเป็นกุศล มีบุญกุศลอุทิศให้ผู้ตาย
จะได้มีบุญกุศลที่มีกำลังอุทิศให้

☆ ฉะนั้นให้เราไม่ประมาทในชีวิต
คนนั้นก็ตายไปแล้ว คนนี้ก็ตายไปแล้ว
สนิทใกล้ชิดเรารู้จักกัน เป็นญาติบ้าง
เป็นเพื่อนบ้าง ล้มหายตายกันไป
เราเองก็ต้องเป็นอย่างนั้นในที่สุด
…

เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
(เขมรังสี ภิกขุ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 07, 2023, 11:34:27 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



☆*: .。.  วันคืนผ่านไปๆ
กลืนกินชีวิตไปด้วย
มันไม่ใช่ผ่านไปเฉยๆ
มันกลืนกินเอาชีวิตเรา
ให้หมดไปน้อยลงไป
อายุของเรามากขึ้น
แต่ชีวิตเราก็น้อยลง
ผ่านไปวันหนึ่ง
ชีวิตเราก็สั้นลงไปอีกวันหนึ่ง
ผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง
ชีวิตก็ลดลงไปอีกเดือนหนึ่ง
ผ่านไปนาทีหนึ่ง ก็หมดไปอีก
สั้นลงๆ ใกล้เข้าไป
เหมือนต้อนวัวควาย
จะเข้าสู่ที่หลักประหาร
จูงดุ่มไปๆ ใกล้เข้าไปๆ
ไม่รู้ตัวว่ากำลังใกล้ความตาย
ก็ยังหลง

☆*: .。. เพราะฉะนั้นโลกนี้
กำลังเร่าร้อนด้วยเพลิงทุกข์เพลิงกิเลส


☆*: .。. เราจะมัวลุ่มหลงอยู่
ไม่หาทางออกจากทุกข์
ผู้รู้ก็จะรู้สึกว่าน่าสมเพชเวทนา
ตกอยู่ในความเป็นความตาย
ตกอยู่ในกองทุกข์ ยังไม่สำนึก
ยังไม่สนใจจะออกจากทุกข์
และยังไปทำเหตุแห่งทุกข์
…

“เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด”
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 08, 2023, 08:39:56 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



☆ เมื่อตอนเช้าเคล้าชื่นระรื่นรส
พอสายหมดลมลับลงดับขันธ์
เมื่อตอนสายยังเป็นสุขสนุกครัน
พอบ่ายพลันชีวาตม์มาขาดรอน


☆ เมื่อตอนบ่ายรายล้อมพร้อมหน้าญาติ
พอเย็นขาดชีวาลงคาหมอน
เมื่อตอนเย็นเล่นสุขไม่ทุกข์ร้อน
พอค่ำม้วยมรณ์โอ้ชีวิตอนิจจา


เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 08, 2023, 08:47:13 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด


☆ พระโสดาบันนี้เป็นผู้ที่ตัดสักกายทิฏฐิแล้ว
คือตัดความเห็นที่ยึดถือว่าเป็นตัวตน
ยึดถือว่าร่างกายเป็นตัวเราของเรา
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ตัดความยึดถือ เป็นตัวเรา ของเรานี้ออกไปได้
แต่ที่เรามีความรู้สึกอย่างนี้ ลองพิจารณาดูว่า
รูป ร่างกายและแขนขาหน้าตาเป็นตัวเราไหม
เป็นของเราหรือเปล่า อยู่ในเราไหม

มีเรามาอยู่ในร่างกายนี้ไหม
ถ้าโดนข้อใดข้อหนึ่งเป็นสักกายทิฏฐิอยู่
กายนี้ก็สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่ตัวเราของเรา
ปุถุชนจะยึดผิดเห็นผิดเอาเป็นตัวเราของเรา


☆ เวทนา ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย
เป็นสุขเป็นทุกข์ เวลาไม่สบายกายไม่สบายใจ
สบายกายสบายใจรู้สึกเป็นตัวเราไหม
เป็นของเราไหม อยู่ในเราหรือเปล่า
หรือมีเรามาอยู่ในเวทนาโดนข้อใดข้อหนึ่ง
คือยังมีสักกายทิฏฐิ มีความเห็นผิดยึดผิดอยู่
เพราะความเป็นจริง เวทนาก็สักแต่เวทนา
ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เราของเรา

☆ สัญญา ความจำได้หมายรู้เป็นตัวเราไหม
อยู่ในเราหรือเปล่า เป็นของเรา
มีเรามาอยู่ในสัญญาไหม

☆ สังขาร ความปรุงแต่งจิต
เช่นความชอบ ความชัง สงบไม่สงบ
วิตก วิจารณ์ วิจัย สงสัยพอใจ ไม่พอใจ
เหล่านี้เป็นสังขาร รู้สึกว่าเป็นตัวเราไหม
เวลาโกรธรู้สึกว่าเราโกรธไหม
ชอบรู้สึกว่าเป็นตัวเราชอบไหม
เป็นของเราไหม อยู่ในเราไหม
มีเรามาอยู่ในสิ่งเหล่านี้ เป็นสักกายทิฏฐิ
เป็นความยึดถือเป็นตัวเป็นตน
เป็นความเห็นผิดยึดผิด


☆ วิญญาณ คือธาตุรู้ ความรับรู้ นึกคิด
รับรู้ รับทราบอะไรต่างๆ เป็นวิญญาณ
วิญญาณทางตาก็คือเห็น
วิญญาณทางหู คือสภาพได้ยิน
วิญญาณทางจมูกก็รู้กลิ่น
วิญญาณทางลิ้นก็รับรู้รส
วิญญาณทางกายก็เข้าไปรู้สึกโผฎฐัพพารมณ์
เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง

☆ วิญญาณทางใจก็นึกคิดรับรู้ตีความหมาย
อะไรต่างๆ เหล่านี้ วิญญาณเหล่านี้
รู้สึกเป็นตัวเราไหม เป็นของเราไหม
อยู่ในเราหรือเปล่า มีเรามาอยู่ในวิญญาณ
โดนข้อใดข้อหนึ่งก็เป็นสักกายทิฏฐิ

…

“เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด”
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 25, 2023, 05:41:20 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



☆ พึงประพฤติดั่งคนมีศีรษะถูกไฟไหม้
เพราะมฤตยูที่ไม่มาถึงย่อมไม่มี
มฤตยูก็คือความตายคืบคลาน
ใกล้เข้ามาทุกขณะ มาถึงทุกคน
พึงประพฤติดั่งคนมีศีรษะถูกไฟไหม้
จะไปทำอะไร จะไปนอน จะไปกิน
จะไปเล่น จะไปเที่ยว หรือจะไปทุจริต

ถ้าไฟกำลังไหม้อยู่บนหัว
หน้าที่ของเราอันดับแรกต้องรีบดับไฟก่อน

☆ ท่านอุปมาให้ฟังอย่างนั้น รีบดับไฟ
พึงประพฤติดั่งคนมีศีรษะถูกไฟไหม้
คือเราต้องไม่ประมาท ต้องรีบเร่ง
ประพฤติปฏิบัติ วันเวลามันไม่คอยท่า
กลืนกินเราหมดไปสิ้นไป
เราไม่รู้ว่าเราจะตายวันไหนเวลาไหน

…

เวลา ชีวิต เพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ วิ.
เขมรังสี ภิกขุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 25, 2023, 06:02:10 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด




☆ ในอดีตเราทำบาปไว้มาก
ทำบุญก็มี ทำบาปก็มี
แม้ชาตินี้ปัจจุบันนี้เราก็ทำไว้
ทำบาปไว้ทำบุญไว้ตอนเป็นเด็ก
เป็นหนุ่มเป็นสาว เช่นฆ่าสัตว์
ที่นั่งอยู่ที่นี่ เชื่อว่าไม่มีใครเลย
ที่ไม่เคยฆ่าสัตว์ เราเป็นเพชฌฆาตมาแล้ว
เราต้องคดีกันมาแล้วคือฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ทำลายชีวิตผู้อื่น นั่นคือบาปที่เราทำไว้
ลักขโมย ช่อโกง เบียดบังทรัพย์สิน
ที่ไม่ใช่ของตนมาเป็นของตน

☆ เราอาจจะเคยกระทำมา

บางท่านก็อาจจะประพฤติผิดในกาม
โกหกหลอกลวงการพูดเท็จ
เราล้วนเคยทำกันมาแล้ว

☆ สิ่งที่เราทำลงไปแล้วเป็นบาปติดตัวเราไป
คราวใดเวลาใดบาปนั้นให้ผล
เราก็ต้องเสวยผลบาปนั้นตามที่เราทำไว้

☆ อายุสั้นพลันตายเพราะฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
เบียดเบียนชีวิต ร่างกายโรคภัยก็มีมาก
ถ้าเราหวังจะไม่ให้บาปส่งผลในชาตินี้

☆ ก็ด้วยวิธี ๓ อย่าง
1. ตั้งใจว่าเราจะไม่ทำบาปชนิดนั้นอีก
2. ทำกุศลเป็นประจำ
3. อย่าเก็บเอาบาปมาคิดมานึกอีก


ทำ ๓ อย่างนี้ได้ ชาตินี้แหละ
เราก็จะรอดปลอดภัยจากวิบากกรรม
ที่เราทำไว้ แต่รอดได้เฉพาะชาตินี้

☆ ชาติหน้าต่อๆ ไป
ถ้าเราไปเติมบาปไม่เติมบุญ
บาปก็ให้ผลได้ มันไม่ได้หมดไป
แต่เราสามารถทำให้บาปมันไม่ส่งผล
ด้วยการไม่ไปเติมบาปใหม่
และใส่ใจในการทำบุญทำกุศลให้ต่อเนื่อง
…

☆ บุญมีมากแล้ว บาปก็ไม่มีผล
เราได้ชีวิตมาไม่เหมือนกัน

☆ เกิดมาสวยบ้าง ขี้เหร่บ้าง
รวยบ้าง จนบ้าง พิการบ้าง สมบูรณ์บ้าง
ผิวพรรณงามบ้าง ไม่งามบ้าง
ล้วนแล้วแต่เป็นวิบากกรรม
เป็นผลของกรรมที่เราทำไว้
ผลของบุญของบาปที่ทำไว้
มันหล่นมาอย่างนี้แล้ว
วิบากของกรรมให้ผลแล้ว
เราก็ต้องเสวยผล เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ตัวสูงต่ำพิกลพิการก็ต้องใช้หนี้กรรมไปอย่างนี้

----

☆ เราสามารถจะเอาสิ่งที่เราได้มา
เป็นทุนเป็นบุญขึ้นมาใหม่
ลงทุนใหม่ทำให้มันดีใหม่
อาศัยสังขารร่างกายที่เกิดมาทำใหม่ให้มันดี


☆ เรายอมชาตินี้ไปได้แค่นี้
แต่ว่าชาติต่อไปต้องให้มันดีกว่านี้


ให้มันเจริญกว่านี้
มีตัวมีร่างกายมีชีวิตมา

เอามาลงทุนในการทำความดี
ชีวิตยังมีเวลาอยู่แต่ก็ไม่มาก

☆ ชีวิตแต่ละคนไม่นาน
ไม่เกิน ๑๐๐ ปีก็ต้องตาย
☆

สมัยปัจจุบันอายุประมาณ ๗๕ ปีเป็นอายุขัย

☆   เราได้กี่ปีแล้วเกิดมา เหลืออีกกี่ปี
ยิ่งอายุเลย ๗๕ ไปแล้ว มันต้องรู้ตัวแล้วว่า
☆

☆ หมดเวลาแล้ว ชีวิตเหลือน้อยแล้ว ☆

จะตายวันตายพรุ่งแล้ว
คนที่อายุ ๓๐, ๔๐, ๕๐ ก็อย่าประมาท


☆ บางทีมันตายก่อนคนแก่ก็ได้
แซงคิวตายก่อน พ่อแม่อายุมาก
๘๐, ๙๐ ลูกตายก่อน มันไม่แน่
ในเวลาที่ยังมีอยู่เหลือไม่มากนี้
เราอยากทำอะไรที่เป็นบุญเป็นทุนไปต่อไป

ให้ภพหน้าให้มันเจริญกว่านี้
มีความสุขความสมบูรณ์กว่านี้


อย่าให้มันตกต่ำ

☆ ชีวิตแต่ละวันหนึ่ง
ต้องดูว่าเราทำอะไรที่มันเป็นสาระ
เป็นประโยชน์เป็นบุญ
เราทำมาหาเลี้ยงชีพ
หาเงินหาทองเพื่ออะไร

☆ ทำงานหาเงินมีเงินเท่าไร
ถึงจะมีความสุข ดูคนที่มีเงินมากๆ
ยังไม่เห็นมีความสุขที่แท้จริง
เราจะมีบ้านใหญ่ขนาดไหนจึงจะมีความสุข

มีอาหารขนาดไหน
ชีวิตเราวันหนึ่งกินข้าวไม่กี่จาน

☆ ฆราวาสมื้อหนึ่งกินอย่างมาก ๒ จาน
วันละ ๓ มื้อ บางคน ๔ มื้อ
เป็นนักบวชเหลือ ๒ มื้อ
เช้าถึงเที่ยงหรือว่ามื้อเดียว


ชีวิตมันอาศัยแค่นั้น
มีสมบัติมากมายก็กินไม่ได้มากกว่านั้น

กินได้แค่นั้น

นอนเรานอนใช้เนื้อที่เท่าไร
ที่นอนวาหนึ่งแค่นั้น
เสื้อผ้าใช้นุ่งห่มแค่พอปกปิดร่างกาย


☆ จะมีไว้มากมาย
มันก็ไม่ได้ให้อะไรกับเรา
ที่เป็นสุขอย่างแท้จริง
สิ่งทั้งหลายที่เรามีในโลกียสมบัติ
มันยังไม่ใช่เป็นที่พึ่งที่จะดับทุกข์ได้จริง

☆ เป็นเช่นนั้น
เราจะคิดพิจารณาอย่างไร
เราพิจารณาเพียงว่า
พออาศัยชีวิตให้พออาศัยดำรงอยู่ได้
พอมีพอกิน เพื่อทำความดี
เพื่อพัฒนาชีวิตตัวเอง
ให้ชีวิตแต่ละวันได้พัฒนา
ได้สะสมกุศล บุญบารมีไว้


☆ ทุกลมหายใจ 。.:*☆
เราพยายามสะสมเจริญสติภาวนาอยู่เสมอ
☆


☆ สมบัติอื่นๆ ก็พออาศัยกันไป
เราจะมีมาก มันก็ใช้ไม่ได้ทั้งหมด
ตายแล้วก็ต้องทอดทิ้งไป เอาไปไม่ได้


☆ “สมบัติส่งได้แค่โรงพยาบาล
ลูกหลานส่งได้แค่เชิงตะกอน
บาปบุญเป็นทุนรอนส่งไปภพภายภาคหน้า”


☆ สมบัติทั้งหลายเอาไปไม่ได้
นอกจากทรัพย์ภายในคือบุญกุศล
แม้แต่ร่างกายนี้เราก็ต้องทอดทิ้งเน่าเปื่อยผุพัง

…


เวลาในชีวิตเพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ
พระอาจารย์สุรศักดิ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 15, 2024, 06:24:18 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15643
    • ดูรายละเอียด



☆*: .。. เราก็ต้องมีหลักในการดำเนินชีวิต
เรารู้แล้วว่าความสุข ความเจริญ
เกิดจากบุญกุศลที่เราทำเอง
ความทุกข์ ความเดือดร้อน
ความหายนะ ความวิบัติ
เกิดจากบาปของเราที่ทำไว้เอง

☆*: .。. เมื่อเป็นเช่นนี้
เราก็มาทำตัวเราให้ให้มันถูกต้อง
ไม่ทำบาป เรารู้ว่าบาปนี้นำมาซึ่งความทุกข์
เราก็ทำแต่ความดี ทำบุญกุศล
ถ้าเราไม่ทำบาป ประกอบแต่ความดี
เราก็ไม่ต้องไปอ้อนวอนให้ใครมาช่วย


☆*: .。. ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าว
เทวดาที่ไหนมาช่วย บุญมีแล้ว บุญช่วย


☆*: .。. ถ้าจะมีเทวดามาช่วย
ก็เพราะบุญของเรานั่นแหละ
ถ้าเราไม่มีบุญ
ก็ไม่มีเทวดาที่ไหนมาช่วยได้ เขาไม่ช่วย

ที่เขามาช่วยเพราะเรามีบุญ
บุญมันพาให้มีสิ่งนั้น บุคคลนั้น มาทำให้


☆*: .。. เราทำบาปไว้ก็ไม่มีใครช่วยได้
เราต้องเสวยผลบาป
ต้องรับความทุกข์ตามบาปที่เราทำ
ฉะนั้นเรามีหลักให้กับตัวเราเอง


☆*: .。. ความสุข ความทุกข์
เกิดจากการกระทำของเราเอง
เราลิขิตตัวของเราเอง
กรรมที่เราทำไว้เป็นตัวลิขิต

☆*: .。. ชีวิตจะดีไม่ดี
เราลิขิตการกระทำของเราเอง


☆*: .。. ฉะนั้นเราต้องลิขิตคือกระทำ
ในสิ่งที่เป็นกุศลเป็นบุญไว้
เว้นบาปทั้งหลายออกไป
และทำใจของเราให้บริสุทธิ์

☆*: .。. อันนั้นเขาเรียกว่าเป็นเป้าหมายสูงสุด
ที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย


☆*: .。. ด้วยการที่เราต้องปฏิบัติธรรม
เจริญภาวนา ให้จิตมีปัญญา
ชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์หลุดพ้น
ถ้าเรายังเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
เราก็ต้องเสวยผลบาป ผลบุญอยู่อย่างนี้


เวลาในชีวิตเพื่อสิ่งใด
พระราชภาวนาวชิรญาณ
พระอาจารย์สุรศักดิ์