ผู้เขียน หัวข้อ: ✨ "ธรรมะ" - พระภาวนาเขมคุณ วิ. (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี) ✨  (อ่าน 391 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่  
.............................
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
การเวียนว่ายตายเกิดเป็นความทุกข์
การที่ปรารถนาที่จะหลุดพ้นกาลอันยืดยาว หลุดพ้นกองทุกข์ทั้งหลาย
ก็ต้องทำความรู้แจ้งในอริยสัจ


พระองค์เคยตรัสถาม
ภิกษุทั้งหลาย
มีผู้เสนอว่ามีบุรุษใช้หอกมาแทงตอนเช้า ๑๐๐ เล่ม
กลางวัน ๑๐๐ เล่ม ตอนเย็นอีก ๑๐๐ เล่ม
เป็นเวลา ๑๐๐ ปี
พ้นจากนั้นก็จะได้รู้แจ้งอริยสัจ
เธอจะรับข้อเสนอนี้ไหม

โยมจะรับไหมข้อเสนอนี้
โดนหอกแทงทุกวันไปเป็นเวลา ๑๐๐ ปี
พ้นจากนั้นก็จะได้รู้แจ้งอริยสัจ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้เห็นแจ้งอริยสัจควรรับข้อเสนอ
เพราะอะไร?
เพราะว่าในกาลที่ยังไม่รู้แจ้งอริยสัจนั้นจะต้องเวียนว่ายตายเกิด
จะเจอหนักยิ่งกว่านี้อีกมากมหาศาล
ยิ่งกว่าโดนหอกวันละ ๓๐๐ เล่ม ๑๐๐ ปี
โดนหอบ โดนดาบ โดนมีด โดนปืน
โดนฆ่า โดนอะไรนับมากกว่านี้อีกมากนักหนา
ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไรด้วย
แต่อันนี้มัน ๑๐๐ ปีแล้วมันจบ มันหมดทุกข์

พระองค์ยกข้ออุปมาไว้ให้เราได้คิดแล้ว
ได้ความคิดอย่างไรบ้าง
ขนาดพระองค์ตรัสว่าโดนหอกขนาดนี้ ๑๐๐ ปี
แต่ว่ามันสิ้นสุดแค่นั้น แล้วก็ได้รู้แจ้ง
ตามความรู้สึกเราก็ยังรู้สึกสาหัสสากรรจ์
แต่มันดีกว่ากาลเวลายืดยาวที่ต้องเจอทุกข์อีกนับไม่ถ้วนมากกว่านี้

ได้ข้อคิดไหมว่าชีวิตที่มันเวียนว่ายตายเกิดมันทุกข์เยอะ
การที่โยนไม้ขึ้นไปบนอากาศ
เวลามันตกลงมามันก็ไม่แน่นอน
บางทีมันก็เอาทางโคนลงมา
บางครั้งก็เอาทางปลายลงมา
บางครั้งก็เอาทางขวางลงมา
ความหมายก็คือว่า
การเวียนว่ายตายเกิดบางครั้งคติหรือว่าภพภูมิไม่แน่นอนสำหรับปุถุชน
บางครั้งเป็นมนุษย์
บางครั้งเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัตว์นรก

ยากด้วยที่จะมาเป็นมนุษย์
ท่านอุปมาเต่าตาบอดจมอยู่ในทะเล
ตาก็บอด
๑๐๐ ปีจะโผล่มาได้สักครั้งหนึ่งในผิวน้ำ มีแอกซึ่งมีช่องเดียว
ง่ายไหม ๑๐๐ ปีจะได้โผล่มาสักครั้ง แล้วก็ตาก็บอด
มันก็อาจจะมีโอกาสโผล่ขึ้นมาได้ แต่มันยาก
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
การที่จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มันยากกว่านั้น

เปรียบเหมือนเราเป็นเต่าที่ขึ้นมาได้
เป็นเรื่องยากมากที่จะได้มาเป็นมนุษย์
ได้ขึ้นมาแล้ว เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไหม
เห็นคุณค่าของชีวิตที่มันได้มายากไหม
บางคนเจอทุกข์เจอปัญหา ไปทำลายชีวิตตัวเองนี่
หมดท่า หมดโอกาสเลย

ฉะนั้นเรามีชีวิตเป็นมนุษย์
มันจะทุกข์ยากลำบาก
มันก็ยังมีเวลาให้เราทำความดีได้สักหน่อยก็ยังดี
ถึงจะป่วยถึงจะเจ็บ แต่มันก็ยังพอทำความดีได้อีกหน่อย
พิกลพิการยังสามารถเจริญภาวนาได้ไหม? ได้
แม้ว่าแก่เฒ่า เดินลำบาก แต่มันก็ยังภาวนาได้
ไปไหนไม่ได้ นอนอยู่บนเตียง
ถ้าเราเข้าใจ มันก็ยังมีโอกาส
ยังได้กำไร ยังได้โอกาส
มีชีวิตอีก ๑ วันก็ยังดีสำหรับชีวิตนั้นได้ภาวนา


อริยสัจ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ
มีอะไรบ้าง?


อะไรคือทุกข์?
ถ้าเราไม่รู้ เราจะกำหนดไม่ถูก
เราจะกำหนดภาวนาได้อย่างไรในเมื่อไม่รู้จักทุกข์
เพราะว่ากิจที่จะทำต่อทุกข์คือปริญญากิจ คือการกำหนดรู้
ไม่รู้จักทุกข์แล้วจะกำหนดกันได้อย่างไร
มันต้องรู้จักทุกข์ถึงจะกำหนดได้
การรู้จักทุกข์เป็นสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ
ถามว่าความเห็นชอบเป็นอย่างไร?
พระองค์ก็ได้เฉลยว่า
ได้แก่ความรู้ในทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

ถ้าเราไม่รู้จักทุกข์ เราก็กำหนดไม่ได้
เพราะกิจที่จะทำต้องกำหนดรู้


ทุกขสัจได้แก่อะไร?

ชาติปิ ทุกขา
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์

ชะราปิ ทุกขา
แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์

มะระณัมปิ ทุกขัง
แม้ความตายก็เป็นทุกข์

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน
ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ
ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง
มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา
ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์

การกำหนดพิจารณาความเกิด ความแก่
ความตาย ความพลัดพราก
ความเผชิญกับสิ่งไม่พึงปรารถนา ความผิดหวัง
พิจารณาสิ่งเหล่านี้ได้ประโยชน์ไหม?

  เห็นทุกข์เห็นโทษจะได้ปรารถนาที่จะพ้น
ถ้าเราไม่เห็นโทษของความเกิด ความแก่ ความตาย
เราก็ไม่สนใจจะหาทางออกจากสิ่งเหล่านี้
มันต้องเห็นสิ่งนี้เป็นทุกข์
การเกิดเป็นทุกข์
ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์
จิตใจจะได้น้อมไปปรารถนาไปที่จะให้มันพ้น
ก็ได้ประโยชน์

  ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์
มันจะต้องกำหนดอุปาทานขันธ์
กิจที่จะทำต่อทุกข์คือการกำหนดรู้
ให้กำหนดรู้อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕

อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ มีอะไรบ้าง?

รูปูปาทานักขันโธ
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป

เวทะนูปาทานักขันโธ
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือเวทนา

สัญญูปาทานักขันโธ
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสัญญา

สังขารูปาทานักขันโธ
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสังขาร

วิญญาณูปาทานักขันโธ
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือวิญญาณ

นี่แหละก็คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ที่อุปาทานเข้าไปยึดถือยึดมั่นในความเป็นตัวตน
นี่คือทุกข์
รูปเป็นทุกข์
เวทนาเป็นทุกข์
สัญญาเป็นทุกข์
สังขารเป็นทุกข์
วิญญาณเป็นทุกข์
ท่านให้กำหนดทุกขสัจคือกำหนดขันธ์ ๕ นี่แหละ

  แต่ทีนี้รู้จักรูปหรือยัง?

รู้จำจากการฟัง
รูปมีอะไรบ้าง?
รูปที่ปรากฏที่ร่างกายมีอะไร?
รูปปรากฏทางตา รูปที่ประกอบเป็นสรีระร่างกายมีอะไร?
มีรูปดิน รูปน้ำ รูปไฟ รูปลม
รูปตา รูปหู จมูก ลิ้น กาย
มีรูป มีสี มีเสียง มีกลิ่น มีรส มีโผฏฐัพพะ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง
นี่คือรูป
กำหนดรู้รูปก็คือกำหนดรู้สิ่งเหล่านี้
เย็น ร้อน ตึง หย่อน ไหว สี เสียง กลิ่น รส นี่คือรูป


  ทีนี้เราฟัง รู้จำ
จำได้แล้วว่าอะไร ๆ แต่มันก็ยังไม่รู้จัก
ความรู้มันต้องจากความรู้จำไปสู่การรู้จัก
รู้จัก ทำอย่างไรถึงจะรู้จัก?
ก็ต้องเจริญสติ
ก็ต้องเจริญสติถึงจะไปรู้จักได้จริง ๆ
พูดกันเฉย ๆ ฟังกันเฉย ๆ ถือว่าไม่รู้จัก
ถึงเราจะตอบได้ก็ตามว่ารูปมีอะไร
ถ้าโดยอภิธรรมก็รูป ๒๘
แต่มันไม่รู้จัก

แค่รู้จักมันไม่พอ
รู้จักแค่นั้น กำหนดไปได้หน่อยเดียว ก็ยังไม่รู้แจ้ง
ปัญญาเรายังไม่พอ
ยังเสี้ยมยังฝนยังไม่แหลมคม
ก็ต้องอบรม กำหนดแล้วกำหนดอีก


จากรู้จักก็ต้องไปรู้เจอ
เจอกันอยู่เสมอ ระลึกรู้อยู่เสมอๆ
เรียกว่าไปเจอรูปอยู่เสมอ

เมื่อรู้เจอที่สุดมันก็จะรู้แจ้ง
ความรู้แจ้งมันจะเกิดขึ้นมาถ้าไปเจอเขาอยู่เสมอ

เมื่อรู้แจ้ง ที่สุดก็รู้จบ
จบอะไร? จบกิจ
กิจเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่ต้องมีอีกแล้ว


  ฉะนั้นต้อง รู้จำจากการฟัง
รู้จักจากการเจริญสติ
รู้เจอด้วยการพากเพียรภาวนา ดูแล้วดูอีก
ที่สุดก็จะรู้แจ้ง
เมื่อรู้แจ้งแทงตลอดก็รู้จบ จบกิจ


  ต่อมาก็คือเวทนา ก็ต้องรู้จัก
รู้จำก่อน เวทนาคืออะไร?
สุขเวทนา สบาย
ทุกขเวทนา ไม่สบาย
อทุกขมสุข เฉย ๆ
แล้วก็ไปเจริญสติ ไปกำหนดดูเวลามันเกิดขึ้น
ความสบาย ความไม่สบาย ความเฉย ๆ
ทางกายก็มี ทางใจก็มี
แล้วมันเกิดจากตอนผัสสะ
พอเกิดการผัสสะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เวทนาก็เกิด
ก็ให้กำหนดดูเวทนาที่ปรากฏจนกระทั่งปัญญาเห็นแจ้ง
ต้องดูแล้วดูอีก

ไปเจอ ในที่สุดก็รู้แจ้ง
เกิดความรู้สึกเห็นว่าเวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
ตัณหาทิฏฐิก็อาศัยอยู่ไม่ได้
ไม่ยึดถือยึดมั่นอะไร ๆ ในโลกด้วย

ปฏิบัติเวทนาเพื่อให้เห็นว่าเวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา
ไม่ใช่ตัวเราของเรา
ไม่ใช่ว่าเมื่อไรจะหายปวด
หายปวดก็ไม่ได้หมดกิเลส
ถ้าหายปวดแล้วหมดกิเลส มันก็น่าจะง่าย ทำอย่างไรก็ได้ให้หายปวด
ยาชาหายปวด หมดกิเลสไหม? ไม่

  ฉะนั้นเราก็ไม่ต้องไปมุ่งอยู่ว่าเมื่อไรจะหายปวด
ปวดไม่ปวดก็แล้วแต่เขา
แต่ว่ามีหน้าที่ที่จะทำความรู้แจ้งเวทนา
ให้เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา
เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา

  ที่ท่านใช้คำในสติปัฏฐานว่า
เมื่อสติตั้งมั่น
พิจารณาเห็นว่าเวทนานี้ก็เป็นเพียงสักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
หมายความว่าอย่างไร?
เวทนานี้มันก็เป็นเพียงเกิดขึ้นมาเป็นที่ตั้งของสติ เป็นที่ตั้งของญาณปัญญา
มันเป็นสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่สัตว์บุคคล ไม่ใช่ตัวเราของเรา
แสดงว่าเห็นเวทนา เห็นจิตที่รู้เวทนา
เวทนามีญาณปัญญาไปรู้เห็น
เวทนาก็อย่างหนึ่ง ญาณปัญญาก็อย่างหนึ่ง


  ทุกข์ข้อที่ ๓ คือ สัญญา จำได้หมายรู้

ข้อที่ ๔ สังขาร สิ่งที่ปรุงแต่งจิตใจ
ถ้าว่าด้วยอภิธรรมมีเท่าไร?
มันมี ๕๒
ไปเป็นเวทนาเสีย เป็นสัญญาเสีย
ที่เหลือก็นั่นแหละสังขาร

ในทางปฏิบัติก็ให้รู้เพียงว่าสิ่งที่มันปรุงแต่งในจิตใจ
มันจะมีกี่ดวงกี่ชนิดก็แล้วแต่
มันโผล่มาก็รู้
อันไหนโผล่มาในใจก็รู้
ปรุงอะไรแต่งขึ้นมา
วิตกตรึกนึก วิจาร วิจัย บางทีสงสัย
บางทีพอใจ ไม่พอใจ
ตัวพอใจไม่พอใจก็เรียกว่าเป็นสังขาร
ปรุงแต่งจนกลัว ปรุงแต่งเป็นห่วง หวง วิตกกังวล
คิดไปเรื่องนั้น คิดไปเรื่องนี้ เรื่องอดีตบ้างอนาคตบ้าง ทุกข์
นี่สังขารปรุงแต่ง ก็กำหนดรู้

  พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดรู้ทุกข์
ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ที่มันปรุงแต่งคิดนึกปรุงแต่งมันก็เอามาเป็นกรรมฐานได้
คำว่าเอามาเป็นกรรมฐานก็คือเป็นที่ตั้งของสติ
ขณะที่มันคิดนึกปรุงแต่งก็ถือโอกาสเจริญสติ
เกิดมาก็ดี จะได้ฝึกดูฝึกกำหนดสังขารเหล่านี้
เวลามันคิดนึก ลองทำใจ เออ! คิดมาก็จะได้ดู
มันก็จะไม่คิดเสียอีก จริงไหม

ลองไปนั่งให้มันคิดดูสิ คิดไปเลย! จะได้ดู!
ตั้งใจจะกำหนดดูความคิดสักหน่อย ไม่คิดอีกแล้ว
พอไม่อยากคิด มันก็จะคิด คิดเรื่อย
ฉะนั้นเราก็ลองทำใหม่
คิดมา! คิดแล้วจะได้ดู จะได้ฝึก


คอร์สกรรมฐานพุทธคยาประเทศอินเดีย ๑๕-๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘
(๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘)

.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา




--------------------------------

ขอบคุณข้อมูลจาก   เพจวัดมเหยงคณ์
ธัมโมวาท
เพจวัดมเหยงคณ์ สารธรรม
เพจวัดมเหยงคณ์ ข่าวสด สารธรรม
เพจสถาบันวิปัสสนาวิชชาลัย วัดมเหยงคณ์


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2025, 08:53:57 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ละบาป_สร้างกุศล

..ศิลปธรรม วัดมเหยงคณ์..
ธรรมสารโดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
วัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา


ขอบคุณข้อมูลจาก   เพจวัดมเหยงคณ์
ธัมโมวาท
เพจวัดมเหยงคณ์ สารธรรม
เพจวัดมเหยงคณ์ ข่าวสด สารธรรม
เพจสถาบันวิปัสสนาวิชชาลัย วัดมเหยงคณ์
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 07, 2025, 07:05:26 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่  
.............................

  คนดีทำความชั่วได้ยาก
คนชั่วทำความดีได้ยาก ทำความชั่วได้ง่าย

เราก็มาพิจารณาตัวของเราเองเราอยู่ในกลุ่มไหน
เราอยู่ในกลุ่มของทำความชั่วง่ายหรือทำความชั่วยาก
ทำความดีง่ายหรือทำความดียาก

ถ้าเราทำความชั่วง่าย ทำความดียาก
แสดงว่าเราก็เป็นคนชั่ว

ถ้าทำความดีง่าย ทำความชั่วยาก
เราก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มคนดี

คนดีทำความดีได้ง่าย ทำชั่วทำได้ยาก
ให้ทำความดี รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ให้ทาน ทำได้

แล้วก็แล้วแต่ระดับของคน

บางคนให้ทานทำได้ บริจาคทานเก่ง แต่ให้รักษาศีลไม่เอา
ยิ่งเป็นศีล ๘ ทำไม่ได้

บางคนที่ยังฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่รักษาศีล แต่เขาก็ทำทาน
ทำบุญสุนทานอยู่เสมอ แต่ก็ยังฆ่าสัตว์
วันสำคัญ ๆ ฆ่าเป็ดฆ่าไก่
แม้ไม่ได้ลงมือเอง แต่ก็สั่งจำนวนเท่านั้นเท่านี้
ก็มีส่วนแห่งการปาณาติบาต
ถ้าเราไปสั่งเอาชีวิตเขามา เอาตัวเขามา
เขาก็ต้องเพิ่มโควต้าในการประหาร
นี่ก็เรียกว่าผิดศีล
ทำบุญทำทานได้เก่ง แต่ไม่ยอมรักษาศีลให้ดี

  บางคนทำบุญให้ทานเสมอ แต่ก็ยังขายสุรายาเมาไม่เว้น
แม้จะใครเตือนบอกมันเป็นทุราชีพ เป็นอาชีพที่มีความผิดมีโทษเหมือนกัน
อุบาสกอุบาสิกาต้องเว้นอาชีพที่ไม่ดี
การค้าสุรายาเสพติด
ค้าอาวุธสำหรับประหัตประหาร
ค้ามนุษย์
อุบาสกอุบาสิกาต้องเว้นอาชีพเหล่านี้
คนรู้อยู่ว่ามันไม่ดี แต่ความโลภมีอยู่ ก็ยังต้องผิดศีล
ก็มีลักษณะอย่างนี้
ให้รักษาศีลไม่เอา เอาแต่ให้ทาน

บางคนรักษาศีลเอา แต่ทานไม่อยากทำ

บางคนก็ได้ทั้งทานด้วย ศีลด้วย แต่ให้เจริญภาวนาไม่เอา

บางคนก็ให้ทาน แต่ฟังธรรมไม่เอา ไม่ชอบฟังธรรม
พอไปวัดพอถวายทานเสร็จ พระจะเทศน์ก็รีบถอยออกหนีออก
ไม่อยากฟังธรรม แต่ว่าให้ทานเอา

คนเราก็มีระดับความดีไม่เท่ากัน
ความศรัทธาไม่เสมอกัน


  บางคนก็ได้เพียงแค่ศีล ๕
บางคนศีล ๕ ก็ไม่ครบ
บางคนก็ไม่ยอมถือศีล ๘
บางคนก็ถือศีล ๘ ได้ในวันพระ
หรือว่าในวันที่จัดอบรมจัดบวช ถือศีล ๘ ต่อเนื่องได้
นี่ก็ความศรัทธา แล้วแต่บุคคล

การเจริญภาวนาเป็นสิ่งที่ยากกว่าเพื่อน
เพราะว่ามันกระทำด้วยทางใจ


คนบางคนให้ทานก็ทำ รักษาศีลก็ทำ มาถือศีลมาบวช
แต่ว่าไม่อยากเจริญกรรมฐาน

จะให้นั่งเจริญกำหนดลมหายใจเข้าออก เดินจงกรม นั่ง ไม่อยากทำ ขี้เกียจ ท้อ
แต่ว่ารักษาศีล ฟังธรรม สวดมนต์เอา แต่ไม่ปฏิบัติ
มันก็มีระดับขึ้นไป

  ความจริงการสวดมนต์ก็เป็นกุศลเป็นความดี

ถ้าสวดด้วยจิตใจที่ตั้งใจดี
จิตใจจดจ่ออยู่กับคำสวด เป็นสมาธิ
รู้ความหมายด้วยก็ยิ่งได้ซาบซึ้ง ได้ปัญญา
แต่ถ้าไม่รู้ความหมายก็เป็นเพียงให้เกิดความสงบ
ถ้าสวดแล้วจิตใจไม่อยู่กับตัว
ปากว่า ใจคิดเรื่องอื่น แต่ก็ว่าไปได้
นั่นก็ได้น้อยลง
ไม่ได้สมาธิ

คนบางคนชอบสวดมนต์ แต่ให้นั่งกรรมฐานไม่เอา

  กรรมฐานจึงเป็นเรื่องสูงกว่าเพื่อน ยากกว่าเพื่อน
ใครที่ศรัทธาสนใจใคร่ต่อการเจริญภาวนา
จึงนับว่าเป็นผู้ที่เข้ารอบผ่านรอบเข้ามา
ผ่านคัดเลือกเข้ารอบมาตามลำดับ
โดยเฉพาะถ้ามาเจริญวิปัสสนาก็ถือว่าเข้ารอบ
เป็นรอบสุดท้ายรอบสำคัญ
จุดหมายปลายทางคือความดับทุกข์ #คือความพ้นทุกข์

ทุกคนก็มีเป้าหมายอยากพ้นทุกข์
อยากมีความสุข อยากพ้นทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น
แต่ว่าไม่สร้างความดีให้ถึงที่มันก็ไม่ถึงความดับทุกข์
มันต้องเข้าถึงรอบของการเจริญภาวนา
ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ต้องมีพร้อม
หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา


ศีลก็ขาดไม่ได้
บางคนสนใจการปฏิบัติ ชอบปฏิบัติ
แต่ไม่ระวังเรื่องศีล ไม่รักษาศีลให้ดี

ยิ่งบางคนไม่ให้ทาน แต่ก็ปฏิบัติ แต่ไม่ชอบให้ทาน

มันก็มีแปลก ๆ คนเรา
ปฏิบัติ ๆ จริง แต่ไม่ให้ทาน ตระหนี่
คิดว่าเราเอาความดีจากการปฏิบัตินี่แหละดีกว่า

  ฉะนั้นคนเราที่เกิดมาเราจึงเห็นว่ามันต่าง ๆ กัน
ก็เพราะว่าทำเหตุมาไม่เหมือนกันนั่นเอง

บางคนเกิดมารวย แต่ขี้เหร่ โรคมาก
บางคนเกิดมาจน แต่สวย แข็งแรง ไม่มีโรคเบียดเบียน
มันก็ไม่เหมือนกัน
บางคนรวยด้วย สวยด้วย มันก็มี
บางคนก็รวย แต่ว่าโง่ ไม่มีสติปัญญา
บางคนรวย แต่พิการ
นี่ก็เพราะว่าการทำกุศลมันไม่ถึงพร้อม
มันกะพร่องกะแพร่ง มันมีบาปมาด้วย ทำบาปมาด้วย
ทำบุญด้วย ทำบาปด้วย
บุญมันไม่เป็นบุญที่ถึงพร้อม

คำสอนในพุทธศาสนาท่านจึงสอนให้ทำกุศลให้ถึงพร้อม
ทำบุญสิ่งใดก็ทำให้มันถึงพร้อมทั้งทานทั้งศีลทั้งการเจริญภาวนา
ทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์


ทำทานก็ทำอย่างบริสุทธิ์
บางคนโลภในทานก็มี
ทำบุญแต่โลภในบุญ อยากได้บุญเยอะ ๆ
อยากจะได้เกิดบนสวรรค์ เกิดที่ดี ๆ
จะได้รวย จะได้สวย จะได้เด่น
โลภในบุญ
มันก็มีโลภะเข้าไป มันไม่เป็นบุญสมบูรณ์
ก็มีระดับต่าง ๆ กัน

บางคนทำบุญไม่ได้หวังอะไร ไม่ได้หวังผลตอบแทน
หวังเพียงว่าได้สละ ชำระจิต
คิดอยากจะให้ก็ให้ ไม่หวังบุญ
อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน
คนบางคนเขาทำบุญ เขาไม่ได้หวังบุญอะไร
ทำบุญไม่ได้หวังบุญ
เขาคิดว่ามันเป็นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์
ทำอะไรก็ตาม ให้อะไรก็ตาม นึกว่ามันเป็นประโยชน์ต่อผู้รับ
มันก็เป็นระดับจิตของคนที่สูงขึ้นไป
ทำบุญไม่หวังบุญ

บางคนทำบุญก็หวังบุญ
มันก็มีระดับ


แต่มันก็ยังดีกว่าคนไม่ทำ
คนไม่ทำความดี ไม่ทำบุญอะไรเลย
แล้วจะหวังความสุขความเจริญ ย่อมเป็นไปไม่ได้

  คนที่หวังความสุขความเจริญแล้วเขาทำบุญ
เขาจึงสมความหวังสมปรารถนา
แต่มันได้ในสิ่งที่ยังเป็นไปแห่งความทุกข์
ทำบุญหวังรวย หวังสวย
หวังสวรรค์ ให้เกิดบนสวรรค์
เกิดเป็นมนุษย์ร่ำรวย
มันก็ได้ในสิ่งที่ปรารถนานั่นแหละถ้าเราทำบุญจริง
แต่ว่ามันยังไม่ได้ดับทุกข์ได้


เราดูคนที่เกิดมามีฐานะร่ำรวย เขาพ้นทุกข์ไหม?
เขามีเงินจำนวนเป็นร้อยล้านพันล้าน
เขาพ้นทุกข์ไหม? เขามีความสุขสมบูรณ์ไหม?
เขาก็ไม่ได้มีความสุขที่แท้จริง
เขาก็ยังวุ่นวาย ยังเร่าร้อน ยังวิตกกังวล ยังเครียด ยังเศร้าโศก
แสดงว่าเงินทองสมบัตินั้นไม่ได้ดับทุกข์ให้ได้จริง ๆ

ยศฐาบรรดาศักดิ์ เป็นผู้มียศมีตำแหน่ง
เราลองไปดูว่าเขามีความสุขไหม?
เขาอาจจะมีความวุ่นวายมากกว่าเราอีก


  ฉะนั้น ความสุขมันจะต้องอยู่ที่จิตใจ
จิตใจนั้นดี มีจิตใจที่ดีจึงจะมีความสุข


แล้วก็ทรงสอนว่าให้เว้นความชั่วทั้งปวง
คนทำบุญ แต่ไม่เว้นความชั่ว มันก็ยังต้องทุกข์
คนจึงเกิดมามีทั้งสุขทั้งทุกข์
เพราะทำทั้งดีทั้งชั่วมา
ความชั่วก็ทำให้เกิดทุกข์
ความดีก็ทำให้เกิดความสุข

แล้วจึงสอนว่าทำจิตใจให้บริสุทธิ์
ทำกุศลให้ถึงพร้อม
แล้วก็ชำระจิตใจให้ขาวรอบ
ทำใจให้สะอาดให้บริสุทธิ์เป็นเรื่องสำคัญ

  ฉะนั้นการเจริญภาวนานั้นถือว่าอยู่ในรอบสุดท้าย
เป็นรอบที่ใกล้ชิด หรือว่าเป้าหมายปลายทางจะเข้าถึงความหลุดพ้น พ้นทุกข์
แต่ถ้าเราไม่มีกุศลอย่างอื่น เราก็ปฏิบัติลำบาก มีชีวิตที่อัตคัด
จริงอยู่อาจจะเข้าถึงธรรม จิตใจบริสุทธิ์
แต่อยู่อย่างลำบากเดือดร้อนทางร่างกาย

  มีพระอรหันต์บางรูปสำเร็จเป็นพระอรหันต์สิ้นกิเลส
แต่ท่านกลับจนราบลำบาก
ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เกิดดวงตาเห็นธรรม สิ้นกิเลส
ขอบวช แต่ก็บวชไม่ได้ ไม่มีบริขาร
ผ้าไตรจะนุ่งห่มไม่มี บาตรจะใช้ไม่มี บวชไม่ได้
แค่บาตรกับผ้าไตรไม่มี
แล้วก็ต้องไปแสวงหาผ้า เผอิญถูกวัวขวิดตาย

  อย่างท่านพาหิยะสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วก็ขอบวช
บวชไม่ได้ ไม่มีบาตร ไม่มีไตรจีวร
พอไปแสวงหา ถูกวัวขวิดตาย ไม่ได้บวช
แต่ท่านเป็นพระอรหันต์
นี่ก็เพราะว่าไม่ได้บริจาคทานไว้ด้วยดี
แต่อาศัยเจริญภาวนามามาก
มุ่งเรื่องการปฏิบัติ แต่ไม่ได้ให้ทาน
โดยเฉพาะไม่ได้ทำบุญในเรื่องผ้าเรื่องบาตร

  บางองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์
ขอบวชปุ๊บมีบาตรมีบริขารพร้อมเลย
มาด้วยอำนาจของบุญ
บวชได้เลย

  บางรูปมาบวชแล้วก็อัตคัด
บิณฑบาตก็ไม่ได้อาหาร
ไปอยู่ทางท้ายแถว เขาก็ใส่ทางหน้าหมด
ไปอยู่ทางหน้า เขาก็ใส่ทางท้ายมาหมด
ไปอยู่ทางกลาง เขาก็ใส่หัวท้ายหมด ตัวเองก็อด
คนไม่มีบุญ อย่างไรมันก็ไม่ได้
เป็นพระอดอยากอัตคัด
เพราะไม่มีทาน ไม่ได้ทำทานไว้

ไม่รักษาศีลให้ดี มาปฏิบัติก็เกิดทุกขเวทนามาก
เวลาจะทำกรรมฐานทีไร ปวดหลัง ปวดขา ปวดหัว ปวดท้อง ทรมานมาก
นั่นเพราะว่าเราผิดศีลไว้ในอดีต
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทรมานสัตว์ ทำร้ายร่างกาย
มันก็มาเล่นงาน
กรรมมันมาเล่นงาน ปฏิบัติลำบาก
ทุกข์ เกิดทุกข์ทางร่างกายมาก

  บางคนเขารักษาศีลมาดี
ปฏิบัติมันก็สบาย มีแต่สงบ กายเบา ใจเบา
กายก็ไม่ปวดไม่เจ็บ จิตใจก็สงบระงับ
กายไม่ทุกข์ ใจไม่ทุกข์
ปฏิบัติสบายบางคน
ไม่เหมือนกันคนปฏิบัติ

  แต่อย่างไรก็ตาม ความสำคัญมันอยู่ที่ใจ
ถ้าเรามีวิบากกรรมส่งมาทางกายให้ปวด ให้เจ็บ ให้ทุกข์ ให้ป่วย
แต่ว่าฝึกจิตได้
จิตรู้ จิตละ จิตปล่อย จิตวาง
ถึงปวดแต่ก็ใจวางเฉย
ถึงทุกข์กาย แต่ใจไม่ทุกข์
ก็ถือว่ายังพัฒนาจิตไปได้
รับผลวิบากกรรมก็เพียงทางร่างกาย

  และโดยเฉพาะว่าอาศัยอกุศลวิบากมาสร้างสติปัญญาพัฒนาจิต
เวลาที่ประสบความทุกข์นั่นแหละ
ถ้ารู้จักเข้าใจ เอาความทุกข์มาฝึกจิต
เอาความทุกข์มาสอนใจ
ความทุกข์เหล่านั้นกลายเป็นประโยชน์
ให้คุณให้ประโยชน์ต่อจิตใจ


ธรรมบรรยาย ปลายทางคือพระนิพพาน
รวมพระธรรมเทศนา หมวดกรรมฐาน ชุดที่ ๒
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา


...



--------------------------------

ขอบคุณข้อมูลจาก   เพจวัดมเหยงคณ์
ธัมโมวาท
เพจวัดมเหยงคณ์ สารธรรม
เพจวัดมเหยงคณ์ ข่าวสด สารธรรม
เพจสถาบันวิปัสสนาวิชชาลัย วัดมเหยงคณ์

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2025, 08:47:41 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด





ศรัทธา_ประตูของความดีงาม

..ศิลปธรรม วัดมเหยงคณ์..
ธรรมสารโดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
วัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 08, 2025, 07:12:08 am โดย ยาใจ »