« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 05, 2012, 02:41:18 pm »

เรื่อง หมั่นระลึกรู้ กาย เวทนา จิต และธรรม
ประการที่1 รู้กาย มีอะไรบ้าง กายที่จะต้องระลึกก็มีลมหายใจเข้าออก อิริยาบทใหญ่ทั้ง 4 คือระลึกรู้กายในขณะนั่ง ขณะยืน ขณะเดิน ขณะนอน นั่งก็ให้รู้เข้ามาที่ท่าทางของกายที่นั่ง ยืนก็ให้รู้เข้ามาที่ท่าทางของกาย ที่ยืน เดินก็รู้การก้าวไปแต่ละก้าว นอนก็รู้ในท่าทางของกายที่นอน นอกจากนี้ก็ให้รู้กายในอิริยาบทย่อยด้วย เช่น การคู้ การเหยียด การก้ม การเงย การแลไปข้างหน้า เหลียวไปข้างซ้าย ข้างขวา เดินหน้า ถอยหลังขยับตัวเคลื่อนไหวร่างกาย อิริยาบทย่อยให้พยายามระลึก ให้พยายามรู้สึกตัว ในชีวิตประจำวันของเราก็จะมีอย่างนี้ มีลมหายใจเข้า ออก มีอิริยาบทยืน เดิน นั่ง นอน มีการคู้ เหยียด เคลื่อนไหว ให้พยายามระลึกรู้สึกตัวอยู่ในขณะที่กายกำลังปรากฏอย่างนั้น พยายามอยู่บ่อยๆเนืองๆ
ประการที่สอง รู้เวทนา ระลึกรู้เวทนา เวทนา ก็คือ การเสวยอารมณ์ สุขเวทนา คือความสบาย ทุกขเวทนา คือ ไม่สบาย อุเบกขา เวทนา คือ เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็พยายามระลึกรู้ถึงความรู้สึก เช่น มันไม่สบายก็ระลึกรู้ถึงความไม่สบาย แต่อย่าไปยินร้ายด้วยพยายามฝึกจิตรับรู้ แต่ไม่ยินร้าย ไม่เกลียดชัง ไม่ปฏิเสธ ไม่กระวนกระวายด้วย เวลามันเกิดสุขเวทนาสบายขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสบายกายสบายใจ รับรู้แต่ไม่เข้าไปยินดี รู้แล้ววางเฉย เวลามันเกิดอุเบกขาเฉยๆก็ให้รู้ ไม่หลง แล้วสังเกตพิจารณาความเฉยๆ
ประการที่สาม รู้จิต เพียรพยายามให้มีสติสัมปชัญญะ รู้สึกที่จิตใจ เวลาจิตมันคิดนึกให้รู้ทัน เดี่ยวมันคิดอีก ก็รู้อีก รู้ความคิดจิตมันจะแวบไปแวบมา ซัดส่ายไปในอารมณ์นั้นอารมณ์นี้ คอยติดตามรู้เท่าทันจิตเสมอ
ประการที่สี่ รู้ธรรม เพียรมีสติสัมปชัญญะ พิจารณาธรรมในธรรม เช่น อาการในจิตให้ดูว่า ขณะนี้มันมีอาการ มีความรู้สึกอย่างไรใน จิต มีราคะ มีโทสะ หรือมีโมหะ บางทีมันก็มีความโกรธ ขุ่นมัว เศร้าหมอง เร่าร้อนฟุ้งซ่าน บางทีมันก็หงุดหงิด บางทีมันก็ท้อถอยหรือสงสัย ปฏิบัติไปเกิดความสงสัยจะใช่หรือไม่ใช่อย่างนั้นอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้จะถูกหรือผิด พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอย่างไร มีจริงหรือ คิดสงสัยเรื่อยไป ก็ให้ระลึกรู้ลักษณะความสงสัยว่าคือธรรมชาติอย่างหนึ่ง เรียกว่า “ ธรรม “ ธรรมเป็นธรรมชาติพิจารณาธรรมก็คือพิจารณาธรรมชาติ ความสงสัยก็เป็นธรรมชาติ ความโกรธก็เป็นธรรมชาติความรักก็เป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงๆ ฉะนั้น ก็สังเกตไปว่า มันมีอาการปฏิกิริยาอย่างไร เวลาเห็น มีสติระลึกรู้การเห็น เห็นแล้วรู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบ หรือเฉยๆเวลาได้ยิน สติระลึกรู้สภาพได้ยิน แล้วก็สังเกตดูใจตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบ เวลาได้กลิ่นก็ระลึกรู้แล้วก็ดูใจ เวลาลิ้มรสอาหารก็ระลึกรู้ลักษณะการรู้รสแล้วก็ดูใจ ขณะสัมผัสทางกาย ความรู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง มากระทบกาย รับรู้สังเกตดูแล้วก็ดูใจว่ารู้สึกอย่างไร
หมายถึงมีการกำหนดไปในทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นอายตนะ อายตนะคือสิ่งเชื่อมต่อ อายตนะภายในก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอก ก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ (โผฏฐัพพะ คือ เครื่องกระทบกาย คือ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ส่วนธัมมารมณ์คือเครื่องกระทบใจ) ให้มีสติพิจารณารู้เท่าทันไปนี้คือชีวิต คือธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่ชีวิตจริง โดยสมมุติของเราว่า เราชื่อนั้นชื่อนี้ เราทำงานตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ เราเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก อย่างนี้เป็นความจริงโดยสมมติ แต่โดยเนื้อแท้แล้วไม่ใช่ความจริง การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ไปนึกคิดอย่างนั้น

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 11, 2012, 09:24:54 pm โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ