« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 28, 2012, 04:46:13 am »
พึงแต่องค์สมเด็จพระบรมครูสมณะโคดมของเราก็แล้วกัน พระองค์ปรารถนาพุทธภูมิจึงต้องทรงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสาร สุดจะนับจะประมาณชาติที่เกิดได้ เฉพาะแต่พระชาติที่ทรงมีโอกาสถึงเพศบรรพชิตเป็นบวรพุทธ...ศาสนาและทรงบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานในศาสนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ล่วงแล้วองค์ก่อนๆ ท่านนับไว้ถึง 9 ชาติ และทุก ๆ ชาติพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญจนบรรลุถึงสังขารุเบกขาญาณนี่ แล้วก็หยุดไม่บำเพ็ญต่อไป เพราะทรงมีพระหฤทัยเด็ดเดี่ยวในการปรารถนาพุทธภูมิต้องคอยเวลาและโอกาสอีกแสนนานที่จะบรรลุ ถึงพระสัพพัญญูยุตญาณ สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระชาติสุดท้าย
บัดนี้ตัวของเธอก็จะได้มรรคผลนิพพานอยู่แล้ว หากว่าต้องการปรารถนาพุทธภูมิก็จะต้องรอไปอีกนานสักเท่าใดก็ไม่มีผู้ที่จะสามารถทราบได้เลยแม้แต่ตัวเธอเอง ถ้าจะเปรียบก็เหมือนเขานำอาหารที่ปรุงไว้อย่างดีมาวางไว้ตรงหน้าเธอปรารถนาจะลงมือบริโภคในบัดนี้ก็ได้ หรือว่าจะทิ้งอาหารนี้ไปเสียไม่ต้องการแล้วจะตั้งตนไปไถนาว่านข้าว ปักกล้า ทำการเก็บเกี่ยวเอามาหุงต้มรับประทานในภายหลังก็สุดแท้แต่จะเลือกเอาเอง
ถ้าผู้นั้นฟังโอวาทแล้วเกิดเลิกปรารถนาพุทธภูมิญาณก็จะขึ้นในวันนั้นแต่ถ้าเขามีวาสนาบารมีได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาก่อนนั้นแล้ว ถึงจะละทิ้งความปรารถนาไม้ได้เพราะการปรารถนาพุทธภูมินี้ถ้ายังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ก็ยังเป็นปรารถนาสามัญอยู่ย่อมเปลี่ยนแปลงเลิกล้มได้ ถ้ามีกำลังใจเด็ดเดียวไม่สามารถจะเลิกล้มการปรารถนาพุทธภูมิโดยวาสนาบารมีเคยสร้างสมอบรมมาวิปัสสนาจารย์ก็ขออนุโมทนาและนำให้เลิกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแต่เพียงเท่านั้นได้
เมื่อไม่มีเหตุขัดข้องประการใดประการหนึ่งดังที่กล่าวมาแล้ว ในไม่ช้าผู้ปฏิบัติจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางอันยิ่งใหญ่ได้นั่นก็คือการเข้าสู่ความดับ ความดับนี้วิปัสสนาจารย์พึงเข้าใจให้ดีเพราะเป็นจุดสำคัญที่สุดเป็นจุดสุดยอดของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ขาดความรอบคอบแล้วก็จะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ ทั้งศิษย์และอาจารย์ จะกอดคอกันตกลงไปในห้วงเหวแห่งความเข้าใจผิดซึ่งเป็นอันตรายอย่างหนักที่สุดของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะความดับที่ไม่แน่ที่ไม่แท้นั้นอาจเกิดขึ้นได้โดยเหตุหลายประการ
1. ดับด้วยอำนาจแห่งปิติ
2. ดับด้วยอำนาจแห่งปัสสทิ
3. ดับด้วยอำนาจแห่งสมาธิ
4. ดับด้วยอำนาจถีนมิทธะ
5. ดับด้วยอำนาจอุเบกขา
ทั้ง 5 ประการนี้ เป็นความดับเทียมใช้ไม่ได้ เป็นการล่อให้หลง เข้าใจผิดส่วนมากเกิดขึ้นในอุทยัพพยญาณอ่อน ๆ หนึ่ง ในมุญจิตุกัมยตาญาณ หนึ่ง ในสังขารุเปกขาญาณ หนึ่ง ถ้าเกิดขึ้นในญาณเหล่านี้พึงตัดสินเลยว่าของเทียมใช้ไม่ได้
ส่วนความดับแท้จริงที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้ก็คือ ความดับโดยมรรค ขณะที่สังขารุเบกขาญาณถึงความแก่กล้าที่สุด สังขาร อารมณ์ ซึ่งอ่อนละเอียด มีอาการสม่ำเสมอ เป็นธรรมดานั้น ก็จะค่อยๆ เร็วขึ้นเร็วขึ้นโดยถี่มาก วิปัสสนาจารย์ควรจะบอกไว้ล่วงหน้าว่า เมื่อกำหนดรูป-นาม อารมณ์ไม่ทันก็ให้กำหนด รู้หนอ รู้หนอ แล้วก็ดับช้าลงเป็นธรรมดา ต่อไปก็จะมีอาการเร็วขึ้น เร็วขึ้น แล้วก็ช้าลงอีก เป็นอยู่อย่างนี้บ่อยๆ โดยเป็นตามสภาวะของญาณ
ดังมีสาทกอุปมาในเรื่องนี้ ท่านเปรียบเหมือนนกกา กับบรรดานายเรือ ผู้ฉลาดหรือผู้ชาญฉลาด เมื่อจะนำเรื่อแล่นไปสู่มหาสมุทร ในสมัยโบราณ ย่อมนำนกกาสำหรับดูทิศใส่กรง ติดไปกับเรือด้วย ครั้นแล่นไปท่ามกลางมหาสมุทรขณะที่ท้องทะเลปั่นป่วนมีพายุลมแรงทั้งฝนก็ตกหนัก ท้องฟ้ามืดมน เรือก็แล่นไปตามลมจนหลงผิดทิศทาง ไม่รู้ว่าเรืออยู่ในบริเวณไหน เมื่อเป็นเช่นนี้นายเรือย่อมนำนกกาออกมาจากกรงแล้วปล่อยขึ้นไป นกกาเมื่อถูกปล่อยก็จะรีบบินขึ้นสู้ท้องฟ้าอันว้างใหญ่ เหลียวแลดูไปตามทิศต่างๆ เมื่อไม่เห็นฝั่งก็จะบินกลับลงมาเกาะที่ปลายเสากระโดงเรือด้วยความกลัวว่าจะหมดแรงตกทะเลตาย แต่เมื่อด้วยเรือรวบรวมกำลังบินขึ้นไปอีกให้สูงกว่าเดิม จึงสามารถมองเห็นฝั่งได้แล้ว ก็จะบินตรงเข้าสู่ฝั่งเลยไม่กลับมาที่เรืออีก นายเรือก็สามารถรู้ได้ว่าฝั่งอยู่ในทิศที่กาบินตรงไปนั้น
ฉะนั้นท่านมหาพุทธโกศาจารย์จึงได้แสดงไว้ในวิสุทธิมรรค อรรถกถา ว่า ---(บาลี)--- สังขารุเบกขาญาณนี้ คือญาณที่ 11 เป็นเช่นนั้น ถ้าจะเห็นพระนิพพานอันเป็นสันติบทก็จะปล่อยทั้งรูป-นาม สังขารทั้งหมด ผ่อนตรงเข้าสู่นิพพานทีเดียว เช่นเดียวกับนกกาเห็นฝั่งก็บินไปเลยไม่กลับมา ถ้าไม่เห็นพระนิพพานก็จะกลับมาเอารูป-นามสังขาร เป็นอารมณ์อีกหลายครั้ง เหมือนกาบินไปแล้วไม่เห็นฝั่งก็กลับมาที่เรืออีกฉะนั้น นี้เป็นลักษณะของสังขารุเบกขาญาณ
การปฏิบัติตั้งสติกำหนด อาการ สังขาร อารมณ์ ซึ่งค่อยๆ ถี่ขึ้นถี่ขึ้น อันเปรียบเหมือนนกกาบินขึ้นหาฝั่งนั่น ท่านมหาพุทธโคศาจารย์ เรียกว่าวุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ ซึ่งได้แก่ยอดของสังขารุเบกขาญาณ นี่คือยอดวิปัสสนานะ หรือสังขาปัตตะสังขารุเบกขาญาณ แปลว่า วิปัสสนาญาณที่เห็นถึงความเป็นยอด พร้อมด้วยอนุโลมญาณ ดังท่านได้แสดงไว้ว่า ---(บาลี)--- ยอดของสังขารุเบกขาญาณ และอนุโลมญาณ เรียกว่า ว่าวุฏฐานคามินีวิปัสสนาญาณ ยอดของวิปัสสนาหมายเอาญาณทั้งสองคือ สังขารุเบกขาญาณ กับ อนุโลมญาณ ญาณที่ 11,12 นะ
ต่อจากนั้นก็คือทราบลักษณะของอนุโลมญาณ ในมรรควิถี คือมรรควิถี วิถีของมรรคผู้ที่จะถึงมรรค ผล นิพพาน จะต้องมีวิถี 7 คือ วิถีจิต คือจะต้องลงทมานู เค้าเรียก มโนทวาร เมื่อลง มโนทวาร จริง ๆ แล้ว จะถึง บริกรรม บริกรรม ก็คือ ภาวนา เช่น พองหนอ-ยุบหนอ พองหนอ เรียกว่า บริกรรม อุปจารก็เรียกว่าเฉียดเข้าไป ที่จะทำ อนุโลมก็แปลว่าอนุโลมตาม อนุโลมญาณต่ำ อนุโลมญาณสูง รวมกำลัง โคตรภู แปลว่า ทิ้งโคตรของปุถุชน เข้าสู่โคตรพระอริยะเจ้า ทิ้งรูปและนาม ยึดนิพพานเป็นอารมณ์ 1 ขณะจิต และมรรคญาณตัวนี้กิเลสขาด ขาดจริงนี่ขาดตรงนี้ 1 ขณะจิต แล้วก็ผลญาณ 2 ขณะจิต บ้าง 3 ขณะจิตบ้าง จากนั้นก็ลงทวาร แล้วก็ปัจจเวกขณญาณ ย้อนกลับมาพิจารณากิเลสที่ละที่เหลือ
ทีนี้สำหรับ มันทบุคคล ชวนจิต ก็จะต้องมี 7 ชวน บริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู มรรคญาณ ผลญาณ 2 ขณะ อนุโลมญาณก็ได้แก่บริกรรม อุปจาร และอนุโลม ทั้ง 3 นี้มารวมกัน ส่วนติกขบุคคลคนปัญญากล้า ชวนทั้ง 7 ก็คือ อุปจาร ทิ้งบริกรรม ไม่มีบริกรรม อุปจาร อนุโลม โคตรภู มรรคญาณ และผลญาณ 3 ขณะ อนุโลมญาณก็ได้แก่อุปจารนั้นเอง และอนุโลมทั้ง 2 ขณะรวมกันเรียกว่า อุปจาร อนุโลมในญาณนี้ เป็นกามาวจรมหากุศล ญาณสัมปยุตจิต ประกอบด้วยวิปัสสนา ประหารโมหะให้เห็นพระไตรลักษณ์ได้ แต่ไม่สามารถจะเห็นนิพพานได้ มรรควิถีนั้นไม่มีตทาลัมมณ ดังหลักว่า ---(บาลี)--- หลังจากนักวิปัสสนา วิปัสสนาที่แก่กล้า ชวนของวิปัสสนาที่แก่กล้านั้นไม่มีมีตทาลัมมณ ดังนี้ นี่แหละเรียกว่ายอดวิปัสสนา ก็คือญาณที่ 10 ญาณที่ 11 ญาณที่ 12 แก่กล้า เรียกว่าสังขารปัตตะ วิปัสสนาที่ถึงยอด หรือในหนึ่งเรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสนา นี่ยอดของวิปัสสนา
ถ้าถึงตรงนี้ก็มีหวังแล้ว จากนั้นก็ไม่ช้าก็หมดแล้วนี่ ถึงอนุโลมญาณ ก็ไปแล้ว เข้าวิถีแล้ว พอเข้าวิถีปั๊บก็เหมือนคนกระโดดลงจากขื่อ ไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว ต่อจากนั้นก็จะว่าถึงโคตรภูญาณนิดหน่อย คำว่า โคตรภูญาณ โคตรภูจิตหน่วงมานิพพานมาเป็นอารมณ์แล้วทำลายเสียซึ่ง โคตรของปุถุชน ก็สามารถจะยังอริยะโคตรให้เกิดขึ้น อันนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ ---(บาลี)--- โคตรภูทำลายชาติกาม เรียกว่า มหตกะโคตรภู แล้วก็เข้าสู่โคตรพระอริยะเจ้า เมื่อ วุฏฐานคามินีวิปัสสนา ยอดของสังขารุเบกขาญาณ กับอนุโลมญาณ รวมกันแล้ว เลยไปจนหมดความรู้สึกครั้งสุดท้าย ก็คือถึงสุดยอด อนุโลมญาณ เพราะในการปฏิบัคือการกำหนดสังขารอารมณ์นั้น ความรู้สึกจะมีอยู่ได้เพียงอนุโลมญาณ ถึงเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะเข้าเขตของโคตรภูญาณ คือญาณที่ข้าเข้ามสู่โคตรปุถุชน เข้าสู่แดนอริยะชน ตัดอารมณ์โลกีย์ทั้งหมดไป ตัดโคตรของปุถุชนให้หมดสิ้นไปไม่มีเหลือ
เหมือนกันกับต้นไม้โดนตัดขากทั้งรากฝอยและรากแก้วด้วย ฉะนั้น ญาณนี้เป็นเขตแดนระหว่างปุถุชน กับ อริยะชน อยู่ใกล้ชิดกับมรรคญาณ เป็นที่สุด จึงเปรียบเสมือนไฟฉาย ส่องให้มรรคญาณปรากฏ เพราะการทีอยู่ใกล้ชิดกับมรรคญาณ นั้นเองจึงมีปัญหาขึ้นมาว่า โคตรภูญาณนี้เป็นโลกียญาณ หรือเป็น โลกุตระตระญาณ
ตอบว่ายังเป็นโลกียะอยู่โยพิจารณาดูข้ออุปมาดังต่อไปนี้ ในขณะที่พระราชา เสด็จไปที่ใดใดก็ตามย่อมมีราชองครักษ์ นำหน้าไปก่อน ราชองครักษ์ เสด็จตามไปติด ๆ กัน คนทั้งหลายที่คอยเฝ้ารับเสด็จ ยังไม่เคยเห็นพระราชา เมื่อเห็นนายทหาร ราชองครักษ์ ซึ่งแต่งตัวเต็มยศนำหน้าพระราชามา ก็อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นองค์พระราชาเสด็จมาแล้วซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะพระราชาเสด็จตามมาข้างหลังต่างหาก
ข้อนี้ฉันใด โคตรภูญาณก็เปรียบเหมือนนายทหาร ราชองครักษ์ นำหน้ามรรคญาณ คือ ถึงจะใกล้ชิดมรรคญาณที่สุด ก็ยังเป็นโลกียญาณอยู่ ส่วนมรรคเปรียบเหมือนองค์พระราชา เพราะมีอำนาจบริบูรณ์เสวยอารมณ์พระนิพพานต็มที่จึงเป็นโลกุตตระญาณใหญ่อย่างแท้จริง
ท่านสาธุชนผู้ใจบุญทั้งหลาย ธรรมขั้นปฏิบัติขั้นสูง เรียกว่ายอดของวิปัสสนาก็คงจะพอเข้าใจบ้างแล้วไม่มากก็น้อย หมายเอาญาณที่ 11 อย่างแก่กล้าเข้า ญาณที่ 12 ขึ้นไปแล้ว นี้เป็นยอดวิปัสสนา เรียกว่าสังขารุเบกขาญาณ หรือเรียกว่า ---(บาลี)--- หรือวุฏฐานคามินีอันจะออกจากกิเลสจากภพจากชาติแล้วจึงได้ชื่อว่า ยอดของวิปัสสนา
บัดนี้กาลเวลาสมควรแล้ว อัตตามาภาพเทศน์เดี่ยวเพราะทางท่านเจ้าหน้าที่ขอร้อง ให้เทศน์ยอดของวิปัสสนา ยังไม่เคยมีใครเทศน์ ก็เทศน์มาตามสติกำลัง บัดนี้ก็สมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ได้โปรดอย่าลืมนะของขวัญปีใหม่ 50 , 60 กว่าเรื่อง ที่เจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้เป็นเทปของขวัญ ผู้ใดจะเอาไปฟังประดับความรู้ก็ได้ ฟังให้ใจคอสบายก็ได้เพราะว่า ช่วงปีใหม่สุขใหม่มาก็เกิดเราก็ต้องมีของขวัญปีใหม่คือพระธรรม พระธรรม นี่แหละจะได้ทำจิตใจของเราให้ผ่องใส เราจะได้ใจสบายหายหงอยเหงา พ้นจากทุกข์ สุกกับโศกไม่ซบเทรา โรคก็เข้าสู่เรื่อยไม่เฉื่อยชา ขอให้สวัสดีวันปีใหม่เพื่อจะได้ช่วยชาติศาสนา ให้เจริญถาวรวัฒนา ปวงประชาสาธุการทุกวันวัน ด้วยคุณธรรมอันนำโลก จิตประเสริฐทั้งหลายในโลกสรรค์ จงมาร่วมคุ้มครองร่วมป้องกัน ให้สุขสันต์หรรษาทุกนาทีเทอญ
นี่แหละจะมีความสุขสันต์หรรษา สบายกายสบายใจก็เพราะพระธรรม ของพระพุทธเจ้า นี่ก็สมควรแล้วที่เราขึ้นปีใหม่ เราก็ต้องหาพระธรรมที่ไม่รู้จักเก่า มาประดับใจของเราให้ใจของเราอ้วน มีอาหารกินดีดี คือพระธรรมของพระพุทธเจ้า เราก็จะหายทุกข์หายโศกหายโรคหายภัย ได้สบายอยู่ที่ไหนก็จะมีความสุขกายสบายใจเรียกว่ามีความสุขสวัสดีในที่ทุกสถานด้วยกันทุกเมื่อตลอดกันเป็นนิจ
แสดงพระธรรมเทศนามาในเรื่อง ยอดของวิปัสสนา ก็สมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการ ละ ฉะนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 28, 2012, 05:00:36 am โดย ยาใจ »

เข้าสู่ระบบ