ผู้เขียน หัวข้อ: พระคุณแม่ - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม  (อ่าน 4586 ครั้ง)

เสรี ลพยิ้ม

  • รักธรรม
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 489
    • ดูรายละเอียด
พระคุณแม่ - หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
« เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2011, 08:31:56 am »
พระคุณแม่
พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม)


วันเกิดเราก็คล้ายวันตายแม่
อุ้มท้องแก่กว่าจะคลอดรอดหลุดพ้น
จากเด็กน้อยจนเติบใหญ่ได้เป็นคน
เติบโตจนถึงวันนี้มีเพราะใคร

แม่เจ็บจวนขาดใจในวันนั้น
กลับเป็นวันลูกฉลองกันผ่องใส
ได้ชีวิตแล้วก็หลงเหลิงระเริงใจ
ลืมผู้ให้ชีวิตอนิจจา

ทำไมเราเข้าใจว่าเป็นวันเกิด
เปลี่ยนเป็นวันผู้ให้กำเนิดจะดีกว่า
สิ่งอวยพรที่สลอนหน้ากันมา
ควรจะมอบให้มารดาผู้มีคุณ

เลิกจัดงานวันเกิดกันเถิดเรา
ดีที่สุดควรคุกเข่ากราบเท้าแม่
รำลึกถึงผู้มีคุณอบอุ่นแด
อย่ามัวแต่จัดงานประจานตน


ท่านโปรดจำไว้วันเกิดของลูก  คือวันตายของแม่  เพราะวันที่ลูกเกิดแม่อาจต้องเสียชีวิต   การออกศึกสงครามเป็นการเสี่ยงชีวิตสำหรับคนเป็นพ่อฉันใด  การคลอดลูกก็เป็นการเสี่ยงตายสำหรับคนเป็นแม่ฉันนั้น   ในสมัยโบราณที่วิทยาการต่าง ๆ ยังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนสมัยนี้   อัตราการตายเพราะคลอดลูกมีสูงมาก  คนโบราณเขาจึงกล่าวว่าวันเกิดของลูก  คือวันตายของแม่

         เมื่อคลอดลูกแล้ว  “แม่” ก็ยังต้องประคบประหงมเลี้ยงดูให้ดื่มเลือดในอกเป็นอาหาร   ยามที่ลูกเจ็บป่วยก็อมยาพ่น  ฝนยาทารักษากันไปตามมีตามเกิด   แม่เฝ้ากล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกจนเติบใหญ่   กระทั่งลูกแต่งงานมีเหย้ามีเรือนไปแล้ว   แม่ก็ยังเฝ้าห่วงใยรักใคร่ไม่จืดจาง

          ตั้งแต่อาตมาคอหัก  หายใจทางสะดือ  ได้พองหนอยุบหนอคิดถึงแม่ทุกลมหายใจ   อาตมาเห็นความทุกข์อย่างแสนสาหัสของคนเป็นแม่   ก็ตอนที่เป็นหมอตำแยทำคลอดให้ผู้หญิงคนหนึ่ง   แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านพ้นมาห้าสิบกว่าปี   ก็ยังจำภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ติดตาติดใจมากระทั่งทุกวันนี้

          สมัยนั้นอาตมาอายุสิบหก  แต่ยังไม่ประสีประสาอะไรยังเปลือยกายกระโดดน้ำตูม ๆ กับเพื่อนอย่างสนุกสนาน   แต่เด็กสมัยนี้อายุสิบหกเป็นหนุ่มกันแล้ว   ตอนนั้นอาศัยอยู่กับยาย  ลำบากลำบนมาก  ต้องหาเงินเรียนเอง   ตื่นตั้งแต่ตีสามหาบของไปขายที่ตลาดบางขาม  ห่างจากบ้านไป ๑๔ กิโลเมตร  ถึงตลาดตี ๔ กว่า ๆ   ก็นั่งขายของซึ่งเป็นพวกผักสวนครัวที่ช่วยกันปลูกกับยาย   พอตีห้าก็ขายหมด  บางวันขายไม่ค่อยดีก็ไปหมดเอา ๗ โมงเช้า   จากนั้นก็หาบกระจาดเปล่ากลับบ้าน   หิวข้าวก็ต้องอดทนเพราะยายสั่งไม่ให้ซื้อเขากิน   ให้กลับมากินบ้านเรา  ยายว่าซื้อเขากินมันแพง  จานละตั้งสามสตางค์  สู้กลับมากินข้าวที่บ้านไม่ได้  อาตมาก็จำเป็นต้องเชื่อยาย  บางทีกว่าจะถึงบ้านหิวแทบลมจับ

          อยู่มาวันหนึ่งขณะที่อาตมาหาบกระจาดเปล่ากลับบ้าน   ก็พบกับผู้หญิงคนหนึ่งกลางทาง  เขากำลังท้องแก่จะเดินทางไปคลอดลูกที่บ้านแม่ของเขา   ที่ต้องเดินทางไปคลอดบ้านแม่  เพราะเขาอยู่กับพ่อผัวแม่ผัว  ซึ่งรังเกียจว่าเขาจน   และไม่ยอมช่วยเหลือเกื้อกูลแต่ประการใด  เดินทางไปได้ครึ่งทางก็เกิดปวดท้องนอนครวญครางอยู่ใต้ต้นไทร   พอเห็นอาตมาเดินผ่านมา  เขาก็ดีใจร้องบอกกับอาตมาให้ช่วยเขาด้วย   เขาปวดท้องใจจะขาดอยู่แล้ว  ช่วยเอาลูกออกให้ที  อาตมาถึงจะอายุสิบหก  แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเขาออกลูกกันอย่างไร  ผู้ใหญ่เขาเคยพูดให้ฟังว่าเขาออกลูกทางปาก  บางคนก็บอกออกทางสะดือ  บางคนก็ว่าออกทางก้น   อาตมาก็เชื่อนึกว่าเป็นอย่างนี้จริง ๆ ที่แท้ก็ถูกผู้ใหญ่หลอก   เพิ่งมารู้ความจริงตอนทำคลอดครั้งนี้นั่นแหละ

          ผู้หญิงคนนั้นเขาก็ร้องใหญ่บอกปวดมาก   แล้วก็เป็นลูกท้องแรก  จึงยังไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องการคลอดลูกมาก่อน   ได้ยินเขาร้องโอย ๆ อาตมาก็ทำอะไรไม่ถูก   เลยถามว่าจะให้ช่วยอย่างไร  เขาก็บอกช่วยดึงเด็กออกจากท้องให้เขาที   มันกำลังจะออกแล้ว  อาตมาก็ยังงงอยู่เลย  นึกถึงเทวดา  ก็นึกตามประสาเด็ก ๆ ไม่รู้ว่าเทวดามีจริงหรือเปล่า  แต่ยายเคยเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ก็คิดว่าคงจะมีมั้ง   เลยประนมมือบอกรุกขเทวดาประจำต้นไทรให้ช่วย   แล้วก็ร่ายคาถาชุมนุมเทวดาที่ยายเคยสอนจนจำได้ขึ้นใจ

          พอว่าคาถาจบ  เทวดาเข้าสิงอาตมาเลย  ที่รู้ว่าเทวดาเข้าสิงเพราะท่านมากระซิบข้างหูว่า  “ดึงเด็กออกมา  ดึงเด็กออกมา”  อาตมาถาม  “ดึงยังไงเด็กอยู่ที่ไหน”   เทวดาบอก  “อยู่ในท้อง  เอามือล้วงเข้าไปในผ้านุ่งก็จะเจอหัวเด็ก”   อาตมาก็ทำตาม  ดึงพรวดสุดแรงเลย  เสียงผู้หญิงร้องกรี๊ดแล้วสลบเหมือดไป   อาตมาก็ตกใจเพราะเห็นไส้ยาว ๆ ติดตัวเด็กออกมา   คิดว่าเราคงดึงไส้ผู้หญิงคนนั้นออกมาหมดท้องกระมัง   เขาคงต้องตายแน่ ๆ จะทำยังไงดีหนอ  เสียงเทวดากระซิบข้างหูว่า  “ไม่ตายหรอก  แค่สลบไปเท่านั้น  ไปจัดการตัดสายรกให้เด็กก่อน  ที่เธอเห็นนั้นแหละเรียกว่าสายรก  ไม่ใช่ไส้เขาหรอก”   อาตมาก็ถามว่า  “เอาอะไรตัดล่ะ  มีดพร้าก็ไม่มี”  เทวดาบอกว่า  “เอาเล็บของเธอนั่นแหละจิกแน่น ๆ แล้วดึง   มันจะขาดเอง”   สมัยนั้นหนุ่มรุ่น ๆ เขานิยมไว้เล็บยาวกันเรียกว่าแฟชั่น   อาตมาก็ไว้กับเขา  คือเขาจะไว้เล็บข้างละสองนิ้ว  นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วก้อย   อาตมาก็ทำตามที่เทวดาบอก  พอรกขาดเลือดพุ่งเลย  เด็กส่งเสียงร้องอุแว้ ๆ ลั่นป่า   เทวดาบอกอีกว่า  “ไปเอาฝุ่นมาโรงตรงแผล”  อาตมาก็กอบฝุ่นโรยลงไป   ปรากฏว่าเลือดหยุดไหลแต่เด็กไม่หยุดร้อง   เทวดาก็กระซิบข้างหูอีกว่า  “ดูดเลือดที่คั่งในปากออกมา”   อาตมาก็เอามือง้างปากเด็ก  ดูดเลือดและเสมหะออกแล้วบ้วนทิ้งไม่ได้นึกรังเกียจ   เพราะกลัวเด็กจะตาย  เทวดาบอกอีกว่า  “เอากระบอกไปตักน้ำมาหยอดปาก”  พอดีมีกระบอกไม้ไผ่อันหนึ่งแขวนอยู่ที่กิ่งไทร  ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครนำไปแขวนไว้   ข้าง ๆ ต้นไทรมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่ง
  อาตมาจึงหยิบกระบอกเดินไปตักน้ำมาหยอดใส่ปากเด็ก   เจ้าหนูหยุดร้องไห้เลยดูดหยดน้ำจากนิ้วมืออาตมา   เสียงดับจุ๊บ ๆ เป็นภาพที่ซึ้งใจอาตมามาจนทุกวันนี้   ได้เห็นสัญชาตญาณการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชีวิต   ก็ตอนที่เจ้าหนูดูดน้ำจากนิ้วมือนี่แหละ   พอได้น้ำเจ้าหนูก็หยุดร้อง  ส่วนแม่นั้นสักพักเข้าก็ฟื้นถามว่า  “ลูกเป็นหญิงหรือผู้ชาย”   พอรู้ว่าได้ลูกชายเขาก็ดีใจ  อาตมาก็เลยช่วยพากลับบ้านทั้งแม่ทั้งลูก   ปัจจุบันผู้หญิงคนนั้นเป็นเจ้าของตลาดท่าแค  ลพบุรี  ร่ำรวยมาก   นี่แหละที่ทำให้อาตมาเห็นใจคนเป็นแม่  แล้วก็รักแม่มาตั้งแต่บัดนั้น   อาตมาสงสารลูกผู้หญิงมาก  เห็นคนท้องเดินมาก็จะแผ่เมตตาขอให้เขาคลอดง่าย  เพราะเราเห็นว่าการคลอดลูกยากนั้นเป็นการเสี่ยงชีวิตเหมือนการออกศึกสงครามทีเดียว

          พ่อแม่เลี้ยงลูกเปรียบเสมือนปลูกต้นไม่  ปลูกอย่างมีระเบียบแบบแผน  ต้นไม้ก็จะขึ้นอย่างมีระเบียบสวยงามตามแบบตามแผนที่วางไว้   ถ้าปลูกอย่างไม่มีระเบียบ  ปลูกตรงโน้นต้นหนึ่ง  ตรงนี้ต้นหนึ่ง  นึกจะปลูกตรงไหนก็ปลูกเกะกะเต็มไปหมด   มองดูรกรุงรัง  หาความสวยงามไม่ได้   ถ้าเป็นอย่างนี้จะไปโทษต้นไม้ว่ามันขึ้นไม่เป็นระเบียบจะถูกหรือ  จะต้องโทษคนปลูก  เพราะคนปลูกไม่มีระเบียบ  ต้นไม้จึงขึ้นอย่างไม่มีระเบียบ

          ความรักของแม่มีหลายรูปแบบ  มีแม่คนหนึ่งมาบอก  “หลวงพ่อ  เจ้าคะ  ดิฉันเลี้ยงลูกมานี่ลูกมันไม่เอาไหนเลย  มาฝากบวช ๗ วัน”   บอกเสร็จออกไปสักครู่กลับมาอีก  กำชับอีกว่า  “สอนลูกฉันให้ดี ๆ นะ”   ออกไปอีกกลับมาย้ำอีกทีว่า  “ช่วยสอนลูกฉันให้ดี ๆ นะ”   อาตมาก็ต้องเรียกเข้ามานั่ง ๆ มาเดี๋ยวให้คติธรรม   “นี่โยมน่ะเป็นแม่เขาใช่ไหม”  ...  “ใช่เจ้าค่ะ”  …  “โยมสอนลูกมาตั้ง ๒๐ ปี  เอาดีไม่ได้แล้วจะมาให้อาตมาสอน ๗ วัน  จะดีหรือ”   อย่างนี้ต้องเรียกว่า  จะมากไป  สอนลูกไม่เอาไหน  ไม่ใช่ลูกไม่ดีนะ  ตัวแม่ไม่ดี  ไม่เคยสอนลูกสวดมนต์ไหว้พระเลย   อยากให้ลูกดีต้องสอนให้ลูกสวดมนต์  ลูกจะมีระเบียบวินัย  โตขึ้นไม่เถียงพ่อเถียงแม่   เมื่ออยู่วัยศึกษาก็รับผิดชอบสูง   แม้ไปศึกษายังต่างประเทศลูกจะวางตัวดี  พ่อแม่ไม่ต้องคอยติดตามทุกฝีก้าวทุกระยะ

          อีกรายเป็นแม่ปริญญาโท  มาให้อาตมาช่วยเป่าหัวให้ลูกชายหน่อยจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย   อาตมาบอก  “เจริญพร  ขอตั้งสติสักนาที”  คิดหนอ  เห็นหนอ  แม่คนนี้หนอเป่าให้ไม่ได้หนอ   เป่าแล้วเสียลมจากคอเราหนอ  เมื่อคืนนี้แม่เอาหนังมาดูถึงตอนตี ๒ นี่หรือจะให้เป่าหัว   เป่าแทบตายก็ไม่ได้เรื่อง  จึงบอกไปว่า  “หนู...หลวงพ่อเป่าไม่ได้  เมื่อคืนดูหนังอะไรกัน”  ลูกชายบอก  “จริงหลวงพ่อ  ตี ๒ ผมง่วง  ยังดึงผมหยิกผมให้ลุกมาดูด้วย”   นี่นะแม่นะแม่อย่างนี้จะให้สอบเข้าได้อย่างไร   อย่างนี้พระเป่าหัวก็เป็นพระโง่  เพี้ยงดี ๆ ยังไงเป่าแล้วดี  เป่าแล้วรวย  แต่ขี้เกียจสะบัด  อย่างนี้ช่วยไม่ได้ถ้าไม่ช่วยตัวเองก่อน

          ขอฝากไว้คนที่เป็น  “แม่” นั้น  ต้องทำให้ถูกต้อง  ถูกบทหมดจดเหมาะเจาะอยู่ที่ “แม่”   ส่วนพ่อมีความสำคัญไม่เท่าแม่  พ่อเปรียบเสมือนพระอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่น   ส่วนแม่เปรียบเสมือนพระจันทร์   หากพ่อเล่นการพนันไม่เอาไหนไม่เป็นไร   แม่นั้นสำคัญมาก  แม่จะต้องรักษาลูกไว้  แม่ที่ดีต้องเป็นแม่แบบ  แม่แผน  แม่แปลน  แม่บันได  แม่บ้านแม่เรือน  แม่เคหศาสตร์  แม่แผนผัง  แม่กุญแจ  อยู่ตรงนี้   ลูกจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับแม่เป็นหลักให้ลูก  ไม่ใช่พ่อ  ถึงพ่อแสนดี  แม่ฉุยแฉกแตกราน  สุรุ่ยสุร่ายไม่เอาไหน  ไม่รู้จักเก็บงำทำให้ดี   ไม่เป็นแบบที่ดีของลูก   รับรองบ้านเจ๊งแน่ ๆ   ถ้าพ่อดีแม่ดีเปรียบเสมือนอาคารแน่น  ลูกดีมีปัญญาเหมือนมีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงประดับบ้าน   ฉะนั้น  พ่อแม่เท่านั้นที่ทำความดีให้กับลูกทำถูกให้กับหลาน  เป็นกฎแห่งกรรมจากการกระทำของพ่อแม่   ทำให้ลูกชอบ  พูดให้ลูกเชื่อ  ตามใจในสิ่งที่ถูก  ทำตัวอย่างให้ลูกดู  สร้างความดีให้ลูกเห็น  โบราณท่านว่าไว้  อย่าอยู่ว่าง  อย่าห่างผู้ใหญ่  ลูกจะหลงทางได้ง่าย
      อีกเรื่องต้องเรียกว่า  “หนามแหลมใครเสี้ยม  มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง”  เรื่องมีอยู่ว่า  มีเด็กประถม ๔ คนหนึ่ง   เดี๋ยวนี้เป็นด๊อกเตอร์อยู่สหรัฐอเมริกา  พ่อกินเหล้า  สูบกัญชายาฝิ่น  ชอบเล่นการพนัน  ตีไก่อยู่ที่บางระจัน  สิงห์บุรี  แม่ก็หาหวยตามวัด  อาตมาดูหนูคนนี้แล้วบอก  ต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่ ๆ จดไว้เป็นกฎแห่งกรรม   ติดตามดูแลโดยต่อเนื่อง   อาตมาประสบมาเราก็ต้องจดต้องจำ  ก็จดชื่อไว้ถามวันเกิดวันอะไรบอกเด็กไปว่า   หลวงพ่อจะสอนจะให้ตังค์ไป ๑๐๐ บาท   ถามว่าเขาเกิดวันอะไร  เขาบอกวันเกิดวันอังคาร   หลวงพ่อสอนเด็กคนนี้ครั้งเดียวจำได้   บอกวันเกิดหนูซื้อขนม ๒ ห่อ   เรียกพ่อแม่มาคู่กันแล้วกราบนะ  ลูกนะ  พ่อก็เมา  แม่ก็บอกเดี๋ยวจะรีบไปวัด   ลูกก็บอกเดี๋ยว  ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอด้วยกาย วาจา ใจ  ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่   ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้  แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่   ลูกไม่มีสตางค์  ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ  ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ  เพราะแม่อุ้มท้องมาแล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ   ลูกขอปฏิญาณตนว่า  ลูกขอเป็นลูกที่ดีต่อพ่อแม่แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์   ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง  แล้วลูกจะเรียนหนังสือให้เก่งให้ก้าวหน้า   พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วง  สร่างเมาเลย  ส่วนแม่ร้องไห้   ลูกไปโรงเรียนแล้ว  พ่อแม่ก็สำนึกได้  บอกลูกมันปฏิญาณตนเป็นคนดีแล้ว   เรายังทำตัวอย่างไม่ดีให้ลูกดูอีกหรือ   ตกลงพ่อแม่ก็ปฏิญาณตนกัน   พ่อก็บอกข้าจะเลิกสูบกัญชา  เลิกกินเหล้าและข้างฝ่ายแม่ก็เลิกหาหวยตามวัด   ลูกจบปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ไปต่อด๊อกเตอร์ที่สหรัฐอเมริกาได้ดีแล้ว   เขาก็ไม่ลืมวัดอัมพวัน  ไม่ลืมอาตมา  ยังมาทำบุญถวายข้าวสารทีละ ๕๐ กระสอบ

          อาตมาไม่สอนใครไปสู่สวรรค์  นิพพาน  แต่สอนพระกรรมฐานให้ระลึกชาติได้   ระลึกบุญคุณคนได้  นึกถึงพ่อแม่  นึกถึงตัวเอง  และสงสารตัวเอง  จะได้ทำแต่สิ่งดี ๆ แค่นี้พอก่อน   บางคนลืมพ่อลืมแม่  อย่าลืมนะ  การเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดีขอบิณฑบาต  สอนลูกสอนหลานอย่าเถียงพ่อแม่  อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่  ไม่งั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร  ก้าวถอยหลังเลย  ดำน้ำไม่โผล่

          หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่เหลือจะนับจะประมาณนั้น  คือหนี้พระคุณของบิดามารดา  คำพังเพยเปรียบเทียบสั่งสอนมาสองพันกว่าปีแล้ว   ว่าจะเอาท้องฟ้าหรือแผ่นดินมาเป็นกระดาษ   เอาเขาพระสุเมรุมาศมาเป็นปากกา   จะเอาน้ำมหาสมุทรมาเป็นน้ำหมึก  ก็ไม่สามารถจะจารึกพระคุณของบิดามารดาไว้ได้   เพราะน้ำในมหาสมุทรจะเหือดแห้งหมดก่อนที่จะจารึกพระคุณบิดามารดาได้จบสิ้น

          คนอื่นที่เป็นเพื่อนที่รักหรือยอดหัวใจก็ยังมีโทษแก่ตัวเรา   รักเราไม่จริงเหมือนบิดามารดา  เขาพึ่งเราได้เขาจึงมารักเรา

          นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย  เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมายยังจะไปทวงนาทวงไร่   ทวงตึกรามมาเป็นของเราอีกหรือ   ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้   ช่วยตัวเองไม่ได้  สอนตัวเองไม่ได้แล้ว  เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์   ไปทวงหนี้พ่อแม่  พ่อแม่ให้แล้ว  เรียนสำเร็จแล้วยังช่วยตัวเองไม่ได้  มีหนี้ติดค้างรับรองทำมาหากินไม่ขึ้น

          คนไม่ทำกิจวัตร  ไม่ปฏิบัติหน้าที่  เล่นการพนัน  แปลว่าคนนั้นเกลียดตัวเอง  กินเหล้าเมาสุรา  เล่นการพนัน  เที่ยวสรวลเสเฮฮากันโต้รุ่ง  พ่อแม่ก็เสียใจ  ยังไปว่าพ่อแม่  ไปทวงหนี้  เอาทรัพย์สมบัติพ่อแม่มาฉุยแฉกแตกราน   นี่คือลูกสะสมหนี้  ไม่ยอมใช้หนี้

          เดี๋ยวนี้ตัวเราไม่สงสารแล้วกินเหล้าเข้าไป  ทรัพย์สมบัติพ่อแม่ให้มาก็ขายแจกจ่ายไปหมด   ไม่มีเหลือเลย  ตัวเองก็จะขายตัวกิน  ขายตัวเองเขาก็ไม่เอาอีก  เพราะขี้เกียจเช่นนี้   ขอฝากท่านเป็นข้อคิด   พ่อแม่นั้นมีบุญคุณต่อเรามาก  ในมาตาปิตุคุณสูตร   พระพุทธองค์แสดงไว้ว่า  ลูกจะให้แม่นั่งบนบ่าขวา  ให้พ่อนั่งบนบ่าซ้าย  ถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดลงไปบนบ่าลูก  ลูกเป็นผู้เช็ดให้  หาอาหารมาป้อนให้  กระทั่งจนท่านตายหรือกระทั่งลูกตายไป   ก็ไม่สามารถจะตอบแทนพระคุณค่าป้อนข้าวป้อนน้ำนมที่ท่านได้ถนอมกล่อมเกลี้ยงบำรุงเลี้ยงมาอย่างดีได้

         ทำอย่างไรให้ได้ชื่อว่าได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างเลิศที่สุด  สรุปคือ  ถ้าพ่อแม่เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว   ลูกสามารถชักจูงพ่อแม่ให้กลับเป็นสัมมาทิฏฐิได้นั้น   ถือว่าได้ทดแทนบุญคุณอย่างเลิศเช่น  พ่อแม่มีความเห็นผิด  เป็นต้นว่าไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ   แล้วลูกสามารถชักจูงชี้แจงให้ท่านมีความเห็นที่ถูกต้อง   เชื่อว่าทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  บุญบาปมีจริง  ถ้าทำอย่างนี้ได้ถือว่าทดแทนบุญคุณอย่างเลิศที่สุด

          วิธีใช้หนี้พ่อแม่ไม่ยากเลยลูกทั้งหลายเอ๋ย  จงสร้างความดีให้กับตัวเองและก็เป็นการใช้หนี้ตัวเองนี่เป็นเรื่องสำคัญ   ตัวเราพ่อให้หัวใจแม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองแล้วอยู่ในตัวเรา   จะไปแสวงหาพ่อที่ไหนจะไปแสวงหาแม่ที่ไหนอีกเล่า

          บางคนรังเกียจ  “แม่”  ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม  พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ   จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก   ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้วก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน   และถ้าจะทำบุญด้วยการมาเจริญพระกรรมฐานแล้วอุทิศส่วนกุศลไป   การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุดทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

          ถ้าไม่มี  “แม่”  เราทุกคนก็ไม่ได้เกิด  อันนี้เป็นความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์  ผู้ใดก็ตามที่คุณแม่ยังมีชีวิตก็ให้กลับไปหาแม่   ไปกราบเท้าขอศีลขอพรจากท่าน  จะได้มั่งมีศรีสุข   ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน  ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม  ล้างเท้าให้ท่านด้วยเป็นการขอขมาลาโทษ


โอ้ผู้ใดใครเล่าจะเท่าแม่
พระคุณแม่เหนือใครไปทุกสิ่ง
ลูกนึกเทียบเปรียบสิ่งใดไม่ได้จริง
ช่างใหญ่ยิ่งยากแสนจะแทนคุณ

คติธรรม

สอนลูกสอนหลาน อย่าไปลักทรัพย์
ลักเงินทองพ่อแม่   ถึงจะเป็นปู่กับย่า  ตากับยาย  บ้านเดียวกันก็ลักไม่ได้
ถ้าเราไม่ได้อนุญาต จะเป็นบาปเป็นกรรมอย่างใหญ่หลวง


พระคุณแม่
พระธรรมสิงหบุราจารย์
(หลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม)