ผู้เขียน หัวข้อ: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ  (อ่าน 57855 ครั้ง)

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
« ตอบ #45 เมื่อ: มีนาคม 31, 2015, 10:30:28 am »





ที่มา : ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
« ตอบ #46 เมื่อ: มีนาคม 31, 2015, 10:33:44 am »




ที่มา : ASTV ผู้จัดการ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 31, 2015, 10:35:51 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
« ตอบ #47 เมื่อ: เมษายน 03, 2015, 01:10:40 pm »



ที่มา : ASTV ผู้จัดการ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 03, 2015, 01:13:02 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
« ตอบ #48 เมื่อ: เมษายน 03, 2015, 01:12:19 pm »




ที่มา : ASTV ผู้จัดการ

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด



น้ำเสาวรส เครื่องดื่มมหัศจรรย์ แก้วนี้เพื่อผู้สูงวัย !

ถึงจะเปรี้ยวไปหน่อย แต่น้ำเสาวรสก็ให้คุณประโยชน์คับแก้ว โดยเฉพาะกับผู้สูงวัยที่ดื่มประจำแล้วได้รับความมหัศจรรย์จากผลไม้ชนิดนี้แน่นอน

ด้วยรสเปรี้ยวของผลไม้ที่ชื่อว่า "เสาวรส" อาจทำให้มีบางคนไม่ชอบทาน แต่จะบอกเลยว่าผลไม้ชนิดนี้มีสรรพคุณทางยาสูงมาก โดยเฉพาะประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ทำการวิจัยมาแล้ว และยืนยันดัง ๆ ว่า ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำเสาวรสเป็นที่สุด

ดร.ศุภวัชร สิงห์ทอง คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมคณะ ได้ทำการวิจัยเรื่อง "ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในผู้สูงอายุ" เพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์ของเสาวรสชนิดเปลือกสีม่วงและสีเหลือง พบว่า การดื่มน้ำเสาวรสมีส่วนทำให้ปริมาณวิตามินเอและวิตามินอีในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น และยังทำให้ปริมาณไซโตไคน์ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการอักเสบลดลง

นอกจากนี้ การดื่มน้ำเสาวรสยังช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ดี โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ควรดื่มน้ำเสาวรสเป็นประจำเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้สูงวัยก็ไม่ควรพลาดที่จะดื่มน้ำเสาวรสเช่นกัน เพราะนอกจากเสาวรสทั้งเปลือกเหลืองและเปลือกม่วงจะมีวิตามินเอสูงมากที่ช่วยบำรุงสายตาแล้ว ยังมีวิตามินซีที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอย และลดไขมันในเส้นเลือดได้ จัดเป็นผลไม้ที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยเลยจริง ๆ

แต่ก็ขอย้ำเตือนอีกข้อว่า ถ้าจะดื่มน้ำเสาวรสควรดื่มที่คั้นสด ๆ ไม่เติมน้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพิ่มความหวานลงไป หรือถ้าไม่ชอบรสเปรี้ยวจริง ๆ ก็ให้เติมน้ำตาลลงไปได้เล็กน้อย เพื่อจะได้รับประโยชน์จากเสาวรสอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีโรคจากน้ำตาลที่เติมมาในแก้วเป็นของแถม


ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://health.kapook.com/view115866.html
Facebook  นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 08, 2015, 07:45:10 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
« ตอบ #50 เมื่อ: เมษายน 09, 2015, 01:37:27 pm »




ขอบคุณข้อมูล Facebookสมุนไพรอภัยภูเบศร
https://www.facebook.com/abhaiherb?fref=ts
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 09, 2015, 01:39:35 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ผลไม้ที่ทานตอนเช้าได้ สุขภาพดี
« ตอบ #51 เมื่อ: เมษายน 28, 2015, 07:11:56 am »



ความรู้เรื่องอาหารและสุขภาพ

ผลไม้ที่ทานตอนเช้าได้ สุขภาพดี


มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญกับร่างกายอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นมื้อที่ให้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะช่วยเรื่องระบบความจำ, ควบคุมน้ำหนัก, ลดความเสี่ยงโรคทั้งเบาหวาน หัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง ฯลฯ ยิ่งหากเติมอาหารดีๆ ในตอนเช้าด้วยแล้วล่ะก็ จะยิ่งทำให้คุณมีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นเลยล่ะ

ผลไม้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพราะนอกจากจะให้วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นกับร่างกายแล้ว ผลไม้บางชนิดหากนำมาเพิ่มลงในอาหารมื้อเช้า ยังสามารถช่วยให้คุณอิ่มนานและสดชื่นมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

มาดูกันดีกว่าว่าผลไม้อะไรบ้างที่เหมาะที่จะนำมาเติมเต็มในอาหารมื้อเช้าของคุณบ้าง

1. กล้วย

กล้วยถือได้ว่าเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีอีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย อาทิ โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียมฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ฯลฯ ซึ่งโพแทสเซียมในกล้วยนั้นช่วยลดความดันโลหิตเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

การรับประทานกล้วยเป็นมื้อเช้าจะช่วยให้คุณอิ่มนานยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วอาจจะรับประทานกล้วยเป็นผลหรือเติมลงเมนูอย่างข้าวโอ๊ตใส่นมและเพิ่มธัญพืชเข้าไป เพียงแค่นี้คุณก็จะได้มื้อเช้าที่สมบูรณ์และดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้นแล้ว

ทีนี้มีบางท่านอาจสงสัยว่า แล้วทานกล้วยขระท้องว่างล่ะ ได้หรือไม่ เดี่ยว ! ตามอ่านได้ด้านล่างนี้นะครับ

2. แตงโม

เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ดีเพราะจะเพิ่มความสดชื่นให้กับคุณในตอนเช้าได้ แตงโมอุดมไปด้วยสารไลโคปีนซึ่งสารดังกล่าวจะพบมากในผลไม้สีแดงมีส่วนช่วยในเรื่องของหัวใจและป้องกันมะเร็งได้ดี อีกทั้งในแตงโมมีแคลอรี่ที่น้อยมากเหมาะสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

3. สตรอว์เบอร์รี่

ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงปรี๊ดแถมแคลอรี่ยังต่ำ เหมาะแก่การนำมาเติมลงไปในมื้อเช้าอย่างยิ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วสตอเบอร์รี่ยังมีประโยชน์กับสุขภาพมากมาย อาทิ ลดความดันโลหิตสูง, ลดระดับคอเลสเตอรอล,บำรุงผิวพรรณ,ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย,ทำให้ร่างกายสดชื่น ฯลฯ

4. แคนตาลูป

แคนตาลูปมีแคลอรี่ต่ำมากซึ่ง 100 กรัมมีไม่ถึง 50 แคลอรี่เลย อีกทั้งยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ

ในแคนตาลูปมีน้ำเป็นส่วนประกอบที่สูงมากคล้ายกันกับแตงโมซึ่งหากรับประทานหรือเพิ่มลงไปในอาหารมื้อเช้าก็จะทำให้คุณอิ่มยาวนานไปจนถึงมื้อกลางวันได้นั่นเอง

5. กีวี

อีกหนึ่งผลไม้ที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะนำมาเติมในอาหารมื้อเช้าจานโปรดของคุณ ไม่ว่าจะเติมในจานสลัดหรือนำมาปั่นเป็นสมู้ตทีผสมกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ก็ย่อมได้ ซึ่งในกีวีอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นยังมีการศึกษามาแล้วว่าเพียงรับประทานกีวีวันละสองลูกเป็นเวลาหนึ่งเดือนจะสามารถช่วยระบบย่อยและลดอาการท้องผูกได้

กินกล้วยตอนท้องว่างได้ แต่บางรายต้องระวัง

รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผย กินกล้วยตอนท้องว่างได้ ถ้าไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน

เป็นประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพและอาหารการกินที่หลายคนสงสัยกันมานานว่า "กินกล้วยตอนท้องว่าง ได้หรือไม่" หลังจากมีข้อมูลถูกส่งต่อกันมากในโลกออนไลน์ เรื่อง "5 สิ่งที่ไม่ควรทานขณะท้องว่าง" ซึ่งหนึ่งในนั้นมีกล้วยรวมอยู่ด้วย โดยระบุว่า "กล้วย เมื่อทานขณะท้องว่างจะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น จนสูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ"

รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลโต้แย้งกับข้อเขียนข้างต้น ผ่านเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant โดยยืนยันว่า ท้องว่างก็สามารถกินกล้วยได้ ไม่มีปัญหาอะไร หากไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน ซึ่งมีข้อความทั้งหมด ดังนี้

ท้องว่างก็กินกล้วยได้ (ถ้าไม่ได้เป็นกรดไหลย้อน) กล้วยอุดมด้วยแมกนีเซียมก็จริง แต่ถึงกินเข้าไปตอนท้องว่าง มันก็ไม่ได้จะเพิ่มระดับแมกนีเซียมในเลือดปรู้ดปร้าด อันตรายต่อหลอดเลือดหัวใจอย่างที่กลัวกัน

แมกนีเซียมนั้นจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ไม่ใช่ที่กระเพาะ กล้วย 1 ลูกหนักประมาณ 100 กรัม มีแมกนีเซียม 43 มิลลิกรัมและดูดซึมเพียง 30% หรือประมาณ 12.3 มิลลิกรัม ขณะที่ระดับแมกนีเซียมสูงสุดที่ร่างกายไม่ควรได้เกิน คือ 700 มิลลิกรัมต่อวัน แปลว่า ต้องกินกล้วยมากถึง 55 ลูก จึงจะเป็นปัญหาได้

บางคนอ้างต่อถึงโปแตสเซียมในกล้วยที่มีอยู่สูง (นักกีฬาจึงนิยมกินกล้วย เพื่อเสริมเกลือแร่ระหว่างแข่งขัน) ว่าจะเป็นปัญหาต่อหัวใจเช่นกัน ซึ่งก็ไม่ใช่อีก เพราะไตสามารถขับเกลือแร่ต่าง ๆ ส่วนเกิน อย่างเช่น โปแตสเซียม ได้มากถึง 30,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่จากการที่กล้วยมีน้ำตาลสูง ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้ว กระเพาะจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก และอาจทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ในบางคน


สรุปว่า คนปรกติทั่วไป สามารถกินกล้วยได้เวลาท้องว่าง ไม่เป็นปัญหาอะไร ... แค่แนะนำให้ค่อย ๆ เคี้ยว อย่าอมกลืนไปทั้งลูก เดี๋ยวติดคอตาย

ที่มา : http://manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx?NewsID=9580000041726

http://www.thaihealth.or.th/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 28, 2015, 07:18:28 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
Re: *รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
« ตอบ #52 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2015, 01:53:08 pm »



ถั่วเหลือง...ดีต่อหญิงวัยทอง

ถั่วเหลืองอยู่คู่กับคนไทยมานาน นิยมนำถั่วเหลืองทำเป็นเครื่องดื่ม อาหารทั้งคาวและหวาน เนื่องจากถั่วเหลืองมีรสชาติดีและถูกปากคนไทย ถั่วเหลืองดีต่อร่างกาย มีคุณสมบัติช่วยต้านมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสตอรอล ลดการอักเสบ คุณสมบัติเด่นของถั่วเหลือง คือ ลดอาการไม่พึงประสงค์ของหญิงวัยทอง เนื่องจากมีสารเคมีที่คล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงหรือที่เรียกว่า ไฟโตเอสโทรเจน ซึ่งพบในถั่วเหลืองมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ


ที่มา : Facebook มูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 02, 2015, 01:54:58 pm โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ประโยชน์ของมะระ
« ตอบ #53 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2015, 07:22:23 am »



ที่มา : ASTV ผู้จัดการ

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
กิน “ถั่ว” อย่างไร ได้ประโยชน์สูงสุด
« ตอบ #54 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2015, 03:58:32 am »



กิน “ถั่ว” ให้ได้ประโยชน์

“ถั่ว” มีหลายชนิด และสภาพร่างกายของคนเราก็ไม่เหมือนกัน จะกิน “ถั่ว” อย่างไร ถึงจะได้ประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าหากกิน “ถั่ว” ไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เพราะถั่วนั้นเป็นอาหารที่ค่อนข้างย่อยยากและทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารได้ กินถั่วอย่างถูกวิธี มีดังนี้

1. สำหรับผู้ที่พึ่งหัดกินถั่วใหม่ๆ หรือปกติไม่ได้กินถั่วเป็นประจำนั้น ให้เริ่มกินแต่น้อยๆ เช่น สัปดาห์ละ 2 ครั้ง จากนั้นจึงค่อยเพิ่มความถี่ให้มากขึ้น เพื่อให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายปรับตัว

2. แช่เมล็ดถั่วในน้ำเปล่า เป็นเวลา 12-24 ชั่วโมง ก่อนนำไปปรุงอาหาร จะช่วยให้แป้งหรือ oligo-saccharide บางส่วนที่ย่อยยากนั้นสามารถย่อยได้มากขึ้น

3. เลือกชนิดของถั่วที่จะนำมากิน ทั้งนี้ถั่วแต่ละชนิดนั้นทำให้เกิดแก๊สไม่เท่ากัน เช่น ถั่วขาวและถั่วเหลืองจะมีแก๊สมาก ส่วนถั่วดำ ถั่วแดงและถั่วเขียวจะมีแก๊สน้อยกว่า นอกจากนี้ “ถั่วเมล็ดแห้ง” ก็จะทำให้เกิดแก๊สในท้องมากกว่าถั่วสำเร็จรูปที่บรรจุกระป๋อง

4. เวลากินถั่วควรเคี้ยวให้ละเอียดมากที่สุด เพราะเอนไซม์ในน้ำลายนั้นจะทำหน้าที่ช่วยย่อยแป้งได้ดี

5. เนื่องจากในถั่วมีสารประเภทกรดไฟติก หรือไฟเทต ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก สังกะสี และแคลเซียม ดังนั้นจึงควรกินถั่วที่ปรุงสุกแล้ว ถั่วที่ผ่านการงอก หรือกระบวนการหมักมาแล้ว เพื่อลดปริมาณสารไฟเทต

6. ปริมาณที่แนะนำในการกินถั่วคือ ครึ่งถ้วย หรือ 64 กรัม และใน 1 สัปดาห์ควรกินให้ได้ 3-4 ครั้ง/สัปดาห์

7. การเลือกซื้อถั่ว ให้เลือกถั่วที่ผลิตใหม่ๆ เมล็ดสมบูรณ์ ไม่ลีบ ไม่ฝ่อ หรือการกัดแทะของแมลง โดยเฉพาะถั่วลิสงจะมีเชื้อรา “อะฟลาท็อกซิน” จะขึ้นได้ง่าย หากเมล็ดของถั่วมีการแตกหัก หรือมีความชื้นสูง ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อถั่วเก็บไว้เป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราหรือสร้างสารพิษอะฟลาท็อกซินได้

8. สำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อย หรืออาการไม่พึงประสงค์หลังกินถั่วเมล็ดแห้ง ถ้าปฏิบัติตามข้อ 1, 2 และ 3 แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจเลือกกินถั่วในรูปแบบที่ผ่านกระบวนการงอก หรือถั่วที่ผ่านกระบวนการหมักมาแล้ว จะทำให้อาการดีขึ้น




ที่มา : Facebook มูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.facebook.com/folkdoctorthailand
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 09, 2015, 04:37:25 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
อาหารสีม่วง.... ป้องกันโรคหัวใจและมะเร็ง
« ตอบ #55 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2015, 10:35:24 am »



ที่มา : ASTV ผู้จักการ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 04, 2015, 10:37:03 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
เก๊กฮวย มากสรรพคุณ
« ตอบ #56 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2015, 10:39:12 am »



ที่มา : ASTV ผู้จักการ

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ล้างพิษด้วยถั่วเขียว
« ตอบ #57 เมื่อ: มกราคม 14, 2016, 10:23:02 am »



ล้างพิษด้วยถั่วเขียว

ล้างพิษด้วยถั่วเขียว ถั่วเขียว สรรพคุณ ดับร้อน ถอนพิษไข้

ขับปัสสาวะ แก้อาการอาหารเป็นพิษ หรือตัดพิษจากสมุนไพร ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง มีประโชน์ต่อตับ (ธาตไม้) แก้ร้อนใน ถอนพิษจากพืชและสารหนู บำรุงสายตา ลดความดันโลหิต

รักษาอาการกระหายน้ำ ลำไส้อักเสบ เบาหวาน ช่วยกระตุ้นประสาท โดยมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ

กรณีใช้ถอนพิษจากพืช และสารหนู ให้นำถั่วเขียวล้างให้สะอาด นำไปต้มกับน้ำประมาณ ๕-๑๐ นาที แล้วเทเอาน้ำถั่วเขียวให้ผู้ที่ได้รับพิษดื่มเข้าไปมากๆ จนอาเจียนออกมายิ่งดี จะช่วยขับพิษที่เข้าไปในร่างกายได้ดีมาก

ส่วนสารพิษจากยาฆ่าแมลง สารพิษจากโรงงาน สารพิษกลุ่มนี้มันแพ้ถั่วเขียว การกินถั่วเขียวสามารถล้างสารพิษของยาฆ่าแมลงได้ แล้วก็ค้นพบอีกว่า ถั่วเขียวต้มธรรมดามันไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ วิธีที่จะทำให้ถั่วเขียวแรงกว่าเดิมและขจัดสารพิษจากยาฆ่าแมลงได้คือ เอาไปต้มกับข้าวหรือ เอาไปหุงพร้อมกันกับข้าวแค่นี้ง่ายมาก

ใช้ถั่วเขียว 1 ส่วน ข้าว 1 ส่วน ต้มด้วยกันให้เป็นข้าวต้ม หรือไปหุงกับข้าวโดยเอาถั่วเขียวไปแช่น้ำก่อน ๑ คืนแล้วน้ำไปหุงพร้อมกับข้าวสาร ข้าวต้มถั่วเขียวและข้าวสวยใส่ถั่วเขียว กินล้างสารพิษของยาฆ่าแมลงได้

ข้าวต้มถั่วเขียวใช้ ข้าวเจ้า 1 ส่วน + ถั่วเขียว 1 ส่วน ต้มด้วยกัน กลายเป็นข้าวต้มอร่อย แทบไม่ต้องกินกับข้าวเลยนะสูตรนี้ ส่วนจะกินกับข้าวอะไรก็ได้ ก็ทำเป็นข้าวต้มธรรมดา ใครจะกินเป็นประจำก็จะล้าง สารพิษจากยาฆ่าแมลง และสารพิษจากโรงงาน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย

--------------------------------------------------------------------------------------

ประโยชน์ของถั่วเขียว


1. โพแทสเซียมช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรง

2. ถั่วเขียวมีสารต้านเอนไซม์โปรตีเอสในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง

3. ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัด

4. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยผลิตโปรตีน และกาดหดตัวข้องกล้ามเนื้อ

5. ช่วยลดความดันโลหิต

6. ช่วยทำให้เจริญอาหาร

7. ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักได้ เพราะถั่วเขียวมีส่วนประกอบของไขมันที่ต่ำมาก ไม่มีคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยโปรตีนกับเส้นใยอาหาร

8. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

9. ถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของหัวใจและม้าม

10. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยธาตุเหล็กซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย

11. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเบาหวานได้

12. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

13. ช่วยขับร้อน แก้อาการร้อนใน และช่วยแก้พิษในฤดูร้อน

14. ถั่วเขียวมีประโยชน์ต่อลำคอและผิวหนัง และยังช่วยแก้อาการกระหายน้ำได้อีกด้วย

15. เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มกับเกลือ ใช้อมเพื่อรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้

16. ช่วยถอนพิษในร่างกาย

17. ช่วยกระตุ้นประสาท ถั่วเขียวเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน (Boron) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ทำให้ช่วยสมองทำงานได้ฉับไวมากขึ้น และยังอุดมไปด้วยฟอสฟอสรัส ที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทและสมอง[4]

18. ช่วยบำรุงสายตา ทำให้ตาสว่าง และรักษาตาอักเสบ (เปลือกสีเขียว)[9] ช่วยแก้อาการตาพร่า ตาอักเสบ ด้วยการรับประทานถั่วเขียวต้มครั้งละ 15-20 กรัมเป็นประจำ

19. ช่วยรักษาคางทูมที่เป็นใหม่ๆ ด้วยการต้มถั่วเขียว 70 กรัมจนใกล้สุก แล้วใส่แกนกะหล่ำปลีลงไป / หัวต้มอีก 15 นาที กินเฉพาะน้ำวันละ 2 ครั้ง

20. ช่วยแก้อาการอาเจียนจากการดื่มเหล้า ด้วยการดื่มน้ำถั่วเขียวพอประมาณ

21. ช่วยขับของเหลวในร่างกาย

22. ในถั่วเขียวอุดมไปด้วยเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้ดี จึงช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ

23. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกได้

24. ถั่วเขียวมีเส้นใยอาหารสูงจึงช่วยในการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังส่งผลดีต่อระบบลำไส้โดยรวมอีกด้วย

25. เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มแล้วกินใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

26. ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ

27. ช่วยบำรุงตับ

28. ช่วยแก้อาการไตอักเสบ

29. ช่วยแก้ผดผื่นคัน

30. ช่วยลดบวม

31. ช่วยรักษาโรคข้อต่างๆ แก้ขัดข้อ

32. ช่วยรักษาฝี ด้วยการใช้ถั่วเขียวดิบหรือต้มสุก นำมาใช้ตำแล้วพอกเป็นยารักษาภายนอกช่วยในการบ่มหนองให้ฝีกสุก และยังใช้รักษาอาการอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น แก้ท้องร่วง การคลอดบุตรยาก และโรคท้องมาน[8],[9]

33. นำมาใช้ตำพอกแผล

34. ช่วยแก้พิษจากพืช พิษจากสารหนู และพิษอื่นๆ

35. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามินบี1 ที่ช่วยในการป้องกันโรคเหน็บชาได้เป็นอย่างดี

36. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยโฟเลทสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้



ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://goo.gl/Bg1M9Q
ที่มา : Facebook นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี

https://www.facebook.com/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5-249167131776834/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 14, 2016, 10:36:44 am โดย ยาใจ »

ยาใจ

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15628
    • ดูรายละเอียด
ประโยชน์ของอาหารหลากสีสัน
« ตอบ #58 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 03:25:42 pm »



ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร ModernMom

prapoj

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 218
    • ดูรายละเอียด
    • namjaidham.com
*รวม * ความรู้เรื่องผัก ผลไม้และอื่นๆ
« ตอบ #59 เมื่อ: มีนาคม 07, 2017, 04:42:56 pm »

ขออนุญาติแก้ไขให้ดู..การใส่โค้ด เพื่อแสดงภาพนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 20, 2025, 11:01:46 pm โดย ยาใจ »